หน้าแรก  
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

ถัมภะ

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

มนุษย์ส่วนใหญ่หัวดื้อ จึงยากที่จะเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นจริง?

แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็คิดว่า ตัวเองรู้จริง ทั้งๆ สิ่งที่รู้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ตัวรู้ก็จริง (ตามความคิดความเชื่อของตน) แต่อาจจะไม่ใช่ความจริงสากล (ปรมัตถธรรม) ก็ได้ การทะเลาะกันตามความเชื่อของตัวเอง จึงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และทำให้เกิดสงครามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ก็นั่นแหละ แต่ก็ใช่ว่า คนหัวอ่อน จะเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นจริงได้เร็วกว่าก็หาไม่ ทั้งหัวอ่อน และหัวดื้อ จริงๆ แล้วเหมือนเป็นเหรียญเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละด้านเท่านั้น คนหัวดื้อส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นคนหัวอ่อนอย่างมาก เมื่อเจออะไรที่สามารถทำให้คนๆ นั้นสยบได้ เช่น เงิน ผลประโยชน์ทางกาย วาจา และใจ ที่เป็นตัวดูดให้คนๆ นั้นเข้าไปเป็นสาวก เมื่อเข้าไปอยู่ในหลุมดำด้วยกันแล้ว จึงสามารถพลิกคำพูดที่ตนเคยมีอุดมการณ์ หรือมีความเชื่อเดิมไปได้อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าก็ได้

ลัทธิคลั่งครูบาอาจารย์ คลั่งสี คลั่งฮีโร่ จึงผุดเป็นดอกเห็ด เพราะมีศิษย์ที่เคยหัวดื้อ มาศิโรราบ

ล่าสุด ฉันเองก็เพิ่งเจอกับคนที่ยึดติดในความเชื่อของตน และยึดติดความเชื่อในสีที่ตนศรัทธา มายืนด่าคนอื่นอย่างน่าสงสาร โดยไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าสิ่งที่ตัวเองด่าคนอื่นว่าไม่ดี ไม่ถูกต่างๆ นานานั้น แท้จริงแล้วผู้ด่าก็เป็นอย่างที่ด่าคนอื่นทั้งหมด (แต่ไม่รู้ตัว เพราะหัวดื้อ) และไม่ยอมรับความเป็นจริง (ต้องระวังไว้ ตัวเราเองก็อาจเป็นเช่นเขาได้เสมอ ถ้าขาดสติและปัญญาในตอนนั้น)

นี่จึงเป็นที่มาของอุปกิเลสตัวนี้ ' ถัมภะ ' หรือ ' ความหัวดื้อ ' ที่ไม่อาจนำพาผู้ที่ติดอยู่กับมันก้าวข้ามอัตตา ตัวตน ไปสู่การบรรลุธรรมได้

มีผู้รู้ในเวบไซต์ด์ ธรรมจักร www.dhammajak.net ช่วยแปลความหมายของถัมภะไว้มากมาย อาทิ ความหัวดื้อ หรือความดื้ออย่างรุนแรง เป็นความไม่มีเหตุผลอย่างยิ่ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใด ก็เป็นไปตามความต้องการจะเชื่อหรือจะไม่เชื่อเท่านั้น ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ไม่คำนึงถึงเหตุผลเลย ไม่ใช้ปัญญาคิด หรือไม่มีปัญญาพอจะคิด จึงเป็นความโง่ความมืดแห่งปัญญา

การแก้โรคหัวดื้อ พระท่านว่า ต้องใช้ปัญญา ใช้เหตุผลให้ถูกต้องเพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างเพียงพอ ตรงกันข้ามกับใช้เหตุผลใช้ปัญญาไม่เพียงพอ ก็เปรียบดังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ มีความมืดมาก ซึ่งจะมืดหรือสว่างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความคิดปรุงแต่ง หรือจิตสังขาร หนึ่งในขันธ์ 5 ( กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ว่าเราคิดปรุงแต่งไปในทางที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง เป็นกุศล หรือไม่เป็นกุศล

ถ้าเป็นความคิดปรุงแต่งอย่างแรก คือ ถูกต้อง เป็นกุศล ก็จะทำให้เราไม่ยึดติดกับมัน สามารถสลัดมันให้หลุดไปจากใจเราได้ เพียงแค่ ' มีปัญญา ' มองเห็นว่า สิ่งที่เชื่อนั้นเป็นเพียงการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น หาใช่ความจริงแท้ไม่ ถ้าเห็นตรงนี้ ปัญญาก็เกิด จิตก็สว่างไสว ประภัสสร.

ปักกลดกลางป่ากระดาษ/หมอนไม้

 

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับ 954

ที่มา http://www.oknation.net/blog/mon/2010/09/24/entry-7

dhamma talk
วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน 2553

Posted by หมอนไม้ , ผู้อ่าน : 327 , 16:16:24 น. หมวด : ศาสนา

 


รูปภาพของ วี่ฟัด

วันนี้มากับพระเลยโยม

วันนี้อาโกวีระพลของไหง่มากับพระเลยครับวันนี้ ดีมากๆเลยครับ ธรรมนั้นคือสิ่งที่วิเศษสุดๆแน่คงไม่มีใครเถียง แต่การเข้าใจธรรมนี่สิที่ยากหน่อย ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้นั้นต้องใช้ " ปัญญา " แต่คงสงสัยกันว่าเอ๊ะเดี๋ยวนี้คนเรียนหนังสือกันมากมายจบปริญญาตรีกันมากมาย แต่ความเข้าใจหลักธรรมทางพุทธศาสนาของคนในยุคปัจจุบันดูเหมือนว่ามันน้อยลงไปตามลำดับ แต่สำหรับไหง่ๆว่าไม่แปลกหรอกเพราะที่มันเรียนกันมากๆ มันเป็นปัญญาแบบที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า " knowledge " แต่ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาคือปัญญาแบบ " wisdom " ถ้าจะพูดแบบบ้านๆน่าจะเรียกว่า " ความรู้แบบท่องจำ " กับ " ความรู้แบบคิดเป็นอย่างชาญฉลาด " ที่การเมืองการสังคมไทยเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกเพราะมันมีแต่พวกมีปัญญาแบบknowledgeมากมาย มหาศาล แต่จะหาแบบมีปัญญาแบบ wisdom มันจะมีสักกี่คนในสังคมไทยกันเชียว

รูปภาพของ ท้ายแถว

เหรียญมีสองด้าน

เหรียญเดียวกันก็มีสองด้าน ขึ้นอยู่จะเลือกดูด้านไหน

ผู้มุ่งมันมีอุดมการณ์มั่นคง กับ ผู้ดื้อด้านไม่ฟังใคร
ผู้มีความเชื่อมั่นตนเอง กับ ผู้มีอัตตาสูง
ผู้ว่านอนสอนง่าย กับ คนหัวอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย
ผู้เปิดใจปรับตัวตามปัจจุบัน กับ คนโลเล
ผู้อนุรักษ์นิยม กับ ผู้จมในอดีต
ผู้มีหัวก้าวหน้า กับ ผู้ล้ำเส้น แตกแถว
ฯลฯ

ซึ่งความคิดในแต่ละด้าน ห่างกันแค่แผ่นบางๆของเหรียญ จะถูกหรือผิด มิใช่ว่าหัวหรือก้อยต้องถูก แต่ขึ้นอยู่กับหน้าที่เลือก ถูกหงายขึ้นในเวลานั้น

เช่น
ต้นเจ้าครองนคร อาจเคยเป็นกบฏ ที่ปฏิวัติสำเร็จ
ผู้ที้งเรือนไปแสวงธรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าไม่พบอาจถูกมองว่าเป็นผู้ไม่เอาไหน เป็นที่พึ่งไม่ได้ แต่ถ้าบรรลุธรรมอันเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งมวลได้

คำว่าผิดหรือถูกในโลกความเป็นจริง มีมากกว่าแค่ออกหัวหรือก้อย ที่โอกาส 50-50

ซึ่งโอกาสจริง อาจจะน้อยกว่า 0.1% หรือมากกว่า 99.9% หรือมีทางเลือกที่ สาม-สี-ห้า-อนันต์ ขึ้นอยู่กับแนวคิดที่เลือก ถ้าเป้าหมายอยู่ในสังคม เมื่อใช้ข้อมูลฐานเดียวกันกับคนหมู่มากในสังคมเป้าหมายเห็นด้วย ย่อมมีแนวร่วมในสังคมนั้นมากกว่าใช้ฐานข้อมูลเลื่อนลอย

ถ้าเป้าหมายคือความถูกต้อง ก็ใช้ข้อมูลที่เป็นจริง อาจได้ข้อสรุปที่ถูกต้องตามความเป็นจริง (ในระยะเวลานั้น)  ถ้ายังเชื่อว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย (แต่คนพูดตายหรือเปล่าก็ไม่รู้) เมื่อวันหนึ่งความจริงปรากฏก็ยอมรับไปเอง  เช่นกาลิเลโอบอกว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ พูดในสมัยนั้นกลายเป็นคนนอกรีด ติดคุกแทบแย่ กว่าโลกจะยกย่องก็อยู่ไม่ทันได้เสวยสุขแล้ว 

เมื่อความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ความถูกต่องก็ย่อมไม่ตายได้ไปด้วย   บางเรื่องจึงบอกได้ยากว่าอะไรถูกผิดแค่ไหนอย่างไร จึงมีผุ้คนมากมายที่ต่างฐานความคิด ต่างลองผิดลองถูก เลือกเส้นสมมุติไปต่างๆนานา ขึ้นอยู่ภูมิหลัง และสติปัญญาของแต่ละท่านจะพินิจ อันเป็นสิทธิเฉพาะคนที่จะคิดไปได้ อัตตามากน้อยเป็นเรื่องของแต่ละคนแบบนี้ว่ากันได้ยาก จนเมื่อผลปรากฏ ซตพ. โดยทั่วกันแล้ว จึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร  แต่ไม่ว่าจะเป้นอย่างไรก็ควรเหลือช่องว่างไว้ ให้ผู้มีข้อมูลใหม่ๆ มาเสริม-ล้าง ทางวิชาการได้บ้าง เผื่อพบสิ่งที่เหมาะสมกว่า แล้วเราจะได้ไม่เป็นจ้าวอัตตาเสียเอง

ถ้าทุกคนสามารถใช้เวลาที่เหลืออยู่ในภพนี้ (ที่น้อยคนจะเกินร้อยปี) เมื่อเที่ยบกับวิวัฒนาการของชาวโลกแล้ว สั้นยิ่งนัก ถ้าต่างเอาเวลามาสร้างคุณประโยชน์ตามศักยภาพของตนอย่างเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจเมื่อตอนจะสิ้นอายุไขแล้ว ยังไม่ได้ทำคุณงามความดีอะไรบ้าง เมื่อตอนเรายังมีศักยภาพ ที่ได้อุตสาห์ศึกษาหาประสบการณ์มามากมาย หรือเป็นผู้โชคดีที่ได้เกิดในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ตนได้เรียนรู้ซึมซับสิ่งที่ดีกว่าผู้อื่นในหลายๆด้าน  แต่ยังไม่ได้ใช้ไปเท่าที่ควร สังขารก็จะแซงหน้าไปทุกวัน เมื่อคิดดี ทำดี ไม่ติดค้างในสิ่งเร้า ที่เผลอใจเก็บอารมณ์ผู้อื่นมาเป็นรอยประทับให้หนักใจ ชีวิตก็เบาไปได้หลายส่วน มีเวลาให้มีความสุขในชีวิตก็ยืนยาวกว่าผู้ขาดสติไปแบ่งเวลาให้กับทุกข์ของตน และทุกข์ของผู้อื่น

คิดดีทำดีเป็นสุข คิดทุกข์หนักหัวตัวเขลา
คิดประโยชน์มวลชนคนเรา สุขเขานับถือระบือนาม

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

เหรียญแปลก

" โกอาน " ปริศนาของ " วีรพนธ์โก " อิ อิ?

          ดูคลิปที่โกวีรพนธ์ลงแล้ว อดหัวเราะไม่ได้ มันหวลคิดไปถึงหนัง " จังโก้ " หรือ " ริงโก้ " ยุคคาวบอยเฟื่อง พระเอกมักโยนเหรียญพนันเสมอ และชนะทุกครั้งไม่ว่าจะเลือกหัวหรือก้อย เพราะจังโก้มีเหรียญ 2 อัน เหรียญอัน 1 หัวทั้งคู่ อีกอันก้อยทั้งคู่ หากฝ่ายตรงข้ามเลือกก้อย ก็เอาเหรียญหัวออกมาดีด ยังไงมันก็ออกหัว!

           กว่าใครจะรู้ทันว่าถูกต้ม ก็เสร็จจังโก้ไปแล้ว! กลเม็ดนี้ง่ายแต่ห้ามคนรู้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นก็เล่นไม่ได้ เพราะขืนเล่นให้เขาจับได้ว่าเป็นเหรียญก้อยคู่หรือหัวคู่ ถูกสหบาจาแน่ๆ

          นั่นว่ากันเรื่องเหรียญ แต่เมื่อได้ซึมซับข้อเขียนของผู้อาวุโสของเว๊ปแล้ว ก็ขอเสนอแง่คิดแบบจีนโบราณ ในฐานะคนเริ่มเป็นวัตถุโบราณเข้าไปทุกที คือ..

           " เต้า " เข่อ " เต้า " เฟยฉาง " เต้า " ( ธรรม คือ ธรรม ย่อมเป็น ธรรม ) พอเทียบได้กับที่พระสวดเช้า-เย็น ว่า " มีกรรมเป็นกําเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ทํากรรมอันอันใดไว้ จักต้องรับผลของกรรมนั้นๆ " แต่ถ้าไม่เทียบ ปล่อยให้เป็นอภิปรัชญาตามต้นฉบับภาษาจีน เขาให้ความหมายเป็นนามธรรมว่า " มันคือพลังสร้างสรรค์ไร้ประมาณของจักรวาล ทีไร้รูปลักษณ์ และไม่อาจอธิบายได้ ถ้าอธิบายได้ ก็ไม่ใช่ " เต้า " (ห้ามตีความตามที่หนุ่มหรือเฒ่าเหล่าเหย่ชอบเด็ดขาด! เพราะนี่คือ " เต้า " ภาษาจีนฮะ)

รูปภาพของ วี่ฟัด

นี่เลย " ปัญญา "

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal