圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

สมาคมจีนแคะ “สมาคมแห่งแรกในไทย”

รูปภาพของ webmaster

จีนแคะเมืองจีน กับจีนแคะในเมืองไทย นั้น มีความแตกต่างกันหลายประการ ซึ่งมีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่ประเพณีบางอย่าง ก็ได้สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย แม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ยังคงเดิมอยู่ที่ช่วยกันรักษาความภาคภูมิใจต่อมาคำว่า “จีนแคะ” ต้องให้ความหมายเพื่อเข้าใจสักเล็กน้อย คำว่า “แคะ” ตรงกับคำว่า “เค่อ” ในภาษาจีนกลาง แปลว่าแขกหรือผู้มาเยือน ซึ่งความหมายนี้ มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วคน เหตุที่เรียกว่า “แขก” นั้น เป็นคำที่ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ใช้เรียกคนจีนที่ลงมาอาศัยอยู่ทางใต้ ตัองขอท้าวความเดิมว่า ในสมัยก่อนที่ราชวงศ์ฮั่นจะแตกนั้น คนจีนแทบจะไม่ได้อยู่ในเขตตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง เลยปล่อยให้แขก “พวกฮวน” อันหมายถึง ชนชาติส่วนน้อย เช่นพวกจ้วง ไต เวียดนาม และอื่นๆ อาศัยอยู่ ดังนั้นทางราชการจีนในเวลานั้น จึงถือเอาสถานที่ห่างไกลเช่นนั้นเป็นที่สำหรับเนรเทศชาว“ฮั่น” ที่มีความผิด หรือไม่ก็พวกกบฏ ที่ต้องการส้องสุมกำลังต่อต้านราชวงศ์ ก็หลบมาอยู่ในบริเวณนี้ และพวกที่หนีการรังแกของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ทุจริต คอยรีดนาทาเร้น ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากความรักอิสรภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่ในประวัติศาสตร์จีนต่อ ๆ มาจะมีการสะสมกำลังของกบฏ ทางตอนใต้เพื่อยกกำลังไปตีเมืองหลวงที่ฉางอันบ้าง ไคฟงบ้าง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง คนที่เป็นชนชาติส่วนน้อยต่างๆ จึงเรียกคนจีนที่อพยพลงมานี้ว่า “เค่อ” หรือ “แคะ” อันเป็นการเรียกคนแปลกหน้า แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมาคำนี้ก็เลือนๆ ความหมายเดิมไป กลายเป็นคำใช้เรียกคนจีน กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในมณฑลกลางตุ้งคาบเกี่ยวมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง แต่พวกจีนแคะ กลับเรียกตัวเองว่า “ฮากกา” ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกัน การกระจายของชาวจีนแคะไปอยู่ตามที่ต่าง ๆทำให้จีนแคะแยกออกเป็นสองกลุ่ม ง่ายๆ คือ แคะลึก กับแคะตื้น

แคะลึก หมายถึง จีนแคะที่อยู่ในบริเวณที่อื่นๆ และเป็นชนกลุ่มน้อยในชุมชนอื่น ซึ่งก็มีความผิดแผกทางด้านภาษาที่ใช้บ้าง แต่ก็รู้ว่าเป็นจีนแคะอยู่ สังเกตได้จากอาชีพจีนแคะนั้น จะมีความชำนาญในอาชีพทำเครื่องหวาย เครื่องเงิน ทอง เครื่องหนังต่างๆ เช่น รองเท้า ซึ่งบางอย่างมีความชำนาญ ที่ถ่ายทอดต่อกันมาไม่มีใครสู้ได้ ความรักอิสรภาพ ไม่ยอมอยู่ให้ใครรังแกของจีนแคะนั้นยังคงแสดงให้เห็นอยู่ต่อมาเป็นระยะๆ แม้จะเป็นพวกที่รักความสงบ นักปฏิวัติที่สำคัญของเมืองจีนอย่างท่านซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน “บิดาของประเทศจีนยุคใหม่” ท่านเย่เจี้ยนอิง อดีตรัฐมนตรี กลาโหม และประธานสภาประชาชน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็เป็นแคะเหมือนกัน อยากทำความเข้าใจในที่นี้ว่า คำว่าจีนแคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยนหรือ ไหหลำนั้นไม่ได้หมายถึงแค่สถานที่ หรือชื่อเเซ่แค่นั้น แต่มีความหมายมากกว่านั้น เพราะวิถีชีวิตในสังคมจีนนั้น จะมีการอยู่รวมกลุ่มกัน เป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองซึ่งมีอาณาเขตพอสมควร คนที่อยู่ในชุมชนเหล่านั้น ไม่ว่าจะมีแซ่อะไรก็ตาม จะต้องทำความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในด้านการอยู่กินประจำวัน มีการแบ่งงานในความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ การรักษาปลอดภัยของชุมชน การเสียภาษา การใช้น้ำชลประทาน ตลอดจน การปันส่วนเครื่องอุปโภคบริโภคในยามจำเป็น เพราะคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า เมืองจีนในสมัยนั้นความแร้นแค้นมีอยู่มาก และสงครามก็เกิดบ่อยเหลือเกิน ชุมชนจีนแบบนี้เอง เป็นที่มาของคำว่าจีนแต้จิ๋ว จีนแคะ ไหหลำดังกล่าว ซึ่งภาษาทางด้านสังคมวิทยา ก็กล่าวว่ามีลักษณะที่เรียกว่า “Clans” หรือจีนว่า “จู๋” ซึ่งต่างจากระบบ “วรรณะ” ของอินเดีย แต่ก็มีเป้าหมายไม่ต่างกันนัก ในด้านการสร้างความปลอดภัยแก่สมาชิกชุมชน สภาพทางสังคม อย่างนี้เองที่ติดตัวชาวจีนที่เดินทางออกมาจากแผ่นดินแม่ มาแสวงหาทางออกของชีวิต คนจีนโพ้นทะเลเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะไปรวมกลุ่มกันขึ้นมา พึ่งพาอาศัยกันในรูปแบบที่เคยเป็นมา ในเมืองไทยเอง จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนจากบรรดาสมาคมชาวจีน ที่อยู่นับร้อยสมาคม จีนแคะเองก็เหมือน คนจีนอื่น ๆ โดยเฉพาะชาวจีนตอนใต้ ที่อพยพออกจากเมืองแม่ มายังเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ชาวจีนแคะนั้น อาชีพหลักตอนที่อยู่เมืองจีนนั้นก็คือการเกษตรกรรม เพราะดินแดนที่จีนแคะอาศัยอยู่นั้น อยู่ในหุบเขาตอนต้นแม่น้ำ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพวกแต้จิ๋ว ซึ่งอยู่ปลายแม่น้ำติดฝั่งมหาสมุทร แล้วย่อมไม่อาจแข่งขันความสามารถทางการค้า กับเขาได้ ส่วนความชำนาญเฉพาะอย่างนั้นก็สู้พวกตอนเหนือที่เก่งเรื่องทำเหมืองไม่ได้อีก ฉะนั้นจึงพบว่า อาชีพของจีนแคะรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย จึงมักเป็นกรรมกรตามท่าเรือเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาเมื่อจีนแคะที่เป็นพวกมีความรู้ขึ้นมา เช่นพวกหมอยา หรือพวกช่างฝีมือ ที่เคยผ่านโรงเรียนมาบ้าง เดินทางเข้ามา ก็ทำให้มีคนหลายอาชีพมากขึ้น เพราะว่ากันตามจริงเมืองเหมยนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเมือง การศึกษาที่สำคัญเมืองหนึ่งของกวางตุ้ง และคนจีนแคะเองนั้น ก็เป็นนักศึกษาหาความรู้ที่เก่งคนหนึ่ง แต่ก็มักจะมุ่งเป็นขุนนางจอหงวน หรือซิ่งไฉกัน จึงไม่เก่งการค้าเท่าที่ควร

ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2451 ชาวจีนแคะกลุ่มหนึ่ง ที่ทำธุรกิจในเมืองไทย 30 คน ได้เข้าร่วมลงลายมือชื่อเพื่อทำหนังสือยื่นต่อพระยาสุขุมนัยวินิต เพื่อขอตั้งสโมสรการค้า อย่างเป็นทางการ โดยขอให้พระยาสุขุมวินิตเป็นผู้อุปถัมภ์ และบำรุงสมาคม เมื่อได้รับหนังสือแล้ว พระยาสุขุมนัยวินิตได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคม ทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาโดยได้เสนอความเห็นว่า “พวกชาติอื่น ๆ คอยดูพวกแคะอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นการเรียบร้อย ก็จะเอาอย่างบ้าง” ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ กลุ่มที่ขอตั้งได้แสดงตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยทำหนังสือว่า ได้เลิกประพฤติตัวเป็นอั้งยี่เด็ดขาด และให้เจ้าหน้าที่กองตระเวนไปเก็บเครื่องสัญญาต่างๆ ที่มีอยู่ในที่ประชุมให้หมด ซึ่งทำให้สมเด็จฯกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงพิจารณาเป็นควรให้ตั้งสมาคมได้ เพราะการเสนอนั้น ไม่ขัดต่อกฏหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าให้ตั้งเฉพาะที่กรุงเทพฯ และให้มีสมาชิกที่เป็นจีนแคะจากเมืองจีน และบุตรจีนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง สโมสรจีนแห่งแรกจึงได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2451 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรจีนกรุงเทพฯ” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และรัฐบาลรับรองอย่างเป็นทางการ ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาที่บีบรัด “ยิวแห่งบูรพทิศ” ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้บทบาทของสมาคมการค้าจีนต่าง ๆ ซบเซาลงไป และสมาคมจีน ต้องหันมาดำเนินงานในด้านสังคมสงเคราะห์เพื่อให้สอดคล้องกับกฏหมาย และไม่ถูกทางการเพ่งเล็ง ทำให้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลเป็นไปโดยปกติ สมาคมจีนแคะแห่งประเทศไทย ซึ่งมีนายเซียวเต็กซู เป็นนายกสมาคมคนแรกได้ดำเนินงานมาด้วยดีนับได้จนถึงทุกวันนี้ก็ 50 ปี (นับแบบจีน) สำหรับผู้ก่อตั้งสมาคมรุ่นแรกๆ ที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ต้นตระกูลล่ำซำ ต้นตระกูลห้างใต้ฟ้า เป็นต้น

สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของสมาคมจีนแคะก็คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาเยือนสมาคม ซึ่งถือเป็นเกียรติยศ ที่สมาคมได้รับมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ งานหลักของสมาคมจีนแคะนั้น คุณเต็กไหง่ ผู้จัดการสมาคมที่เป็นติดต่อกันมานานถึง 26 ปี เปิดเผยว่า เป็นงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือสมาชิก โดยมี ตั้งอยู่ที่ทำการของสมาคมหลังโรงภาพยนตร์เทียนกัวเทียน โรงเรียนจิ้นเตอะ โรงพยาบาลจงจินต์ อยู่ที่หัวลำโพง โรงเรียนจิ้นเตอะนั้นเปิดสอนภาษาจีนกลาง ปัจจุบันมีนักเรียน 400 กว่าคน โดยสมาชิกที่ส่งลูกหลานเข้ามาเรียนจะได้ลดค่าเล่าเรียนแต่ก็รับเด็กทั่วไปด้วยไม่จำเพาะเฉพาะสมาชิก ส่วนโรงพยาบาลนั้นสมาชิก
สมาคม จะได้รับการลดค่ารักษา 20 % ของค่ารักษาปรกติ นอกจากนั้นยังมีบริการจ่ายยาจีนฟรีแก่ผู้คนทั่วไป ไม่เลือกว่าจะเป็นใครอีกด้วย ในด้านสังคม ทีมกีฬาฟุตบอลของสมาคม ก็เคยมีชื่อเสียงเป็นที่ติดปากของแฟนฟุตบอลมานานแล้ว คือทีม “หวีฝ่อ” (แปลว่ารักสันติภาพ) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อสมาคม ฮากกา แทนคุณเต็กไหง่ ให้คำชี้แจงถึงการเปลี่ยนชื่อสมาคมจีนแคะ เป็นสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทยว่า

“คำว่าจีนแคะนี่ รู้จักกันแค่เมืองไทย ในโลกนี้ที่ไหนไหนก็เรียกว่าฮากกากันทั้งนั้น แม้ฝรั่งก็เรียกว่าฮากกา ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เข้าใจกันเวลาทำกิจกรรมอะไร” ปัจจุบันสมาชิกของสมาคมฮากกาเข้ามาเนื่องจากสมาคมต่าง ๆ จังหวัดนั้นเดิมที่เป็นสาขาของสมาคมของกรุงเทพฯ ภายหลังได้เเยกออกไปตั้งเป็น สมาคมฮากกาของแต่ละจังหวัด ซึ่งสมาคมต่างจังหวัดที่ใหญ่มากก็อยู่ที่ตรัง เบตง หาดใหญ่ พิษณุโลก และอื่นๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ การเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ต้องเสียค่าสมาชิกคนละ 400-500 บาทต่อปี แต่กรรมการต้องเสียมากหน่อยคือ เดือนละ 3,500 บาท ต่อเดือน โดยเฉพาะประธานกิตติมศักดิ์ซึ่งช่วยงานของสมาคมมาโดยตลอด อย่างคุณเกียรติ คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน นั้นนับได้ว่ามีส่วนช่วยงานของสมาคมด้วยดี นอกเหนือจากการดำเนินงานด้านในประเทศแล้ว สมาคมฮากกายังมีการติดต่อกับ สมาคมฮากกาในต่างประเทศทุกมุมโลก ไม่ว่าในอินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐ นับพันเดินทางมาชุมนุมกัน นับได้ว่าเป็นการชุมนุมของจีนโพ้นทะเล ครั้งใหญ่ในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับที่สมาคมแต้จิ๋วโลก จัดในกรุงเทพฯ ในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของสมาชิกแล้ว กลุ่มแต้จิ๋วจะมากกว่า แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นความสำคัญ และสามัคคีของชาวจีนแคะหรือ “ฮากกา” โดยเฉพาะในเมืองไทย แน่นอนว่าการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม เพื่อทำการช่วยเหลือซึ่งกัน และกันตามธรรมเนียม ตั้งแต่ครั้งอพยพมาจากเมืองจีนนานมาแล้วเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มีความหมายให้ชุมนุมเล็ก ๆ ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ของเมืองไทยได้เป็นที่พึ่งของสมาชิก แม้ว่าปัจจุบันคน จีนรุ่นหลังจะกลายเป็นไทยกันหมดแล้ว แต่ธรรมเนียมเก่าแก่เหล่านี้ ก็ยังมีบทบาทที่จะดำเนินต่อไปอยู่ และคงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพต่อไปในอนาคต

ธีรวิทย์ สวัสดิบุตร
ข้อมูลจากหนังสือ "คนจีน 200 ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร" หน้า 110-112
คัดลอกมาจาก หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติhttp://cul.hcu.ac.th/chinakax.htm

New member from Kanchanaburi

Sawaddee krup i'm new here.  I live in Kanchanaburi and happy to be member.  I sell stones for home and  garden decoration.  Proudly present giant stones to all members.  Please contact me through my email.

 Germanbug988

รูปภาพของ อาคม

อาร์ ยู อะ ไทย ?

คุณGermanbug988สวัสดีครับ เวลคัมทูเอาเวอร์คอมมิวนิตี พลีสแธวอัสมอร์อะเบายัวร์เซ็วซ์ อาร์ยูอะฮ่ากกาทู้? อีฟเยส แวร์อิสยัวร์โฮมทาวน์อินไชน่า?

swiss

รูปภาพของ อาคม

หวุนเชียงก๊อ

หงีไปได้อาทิตย์กว่าแล้วน้อ เที่ยวเผื่อไหงด้วยที่ไหงไปเที่ยวหลังก็สิบกว่าปีแล้ว ไปอินเตอร์ลาเก้น เกลนเดอวอลด์และขึ้นไป ท็อปออฟยุโรป จุงฟราวยอคจ์ ไหงซื้อ สวิสแพส นั่งรถไฟเที่ยวเองจากไฟร์บูร์กเป็นแคมปัสซิตี้ในเยอรมันเข้าบาเซิล จากบาเซิลก็เที่ยวไปเรื่อยขากลับผ่านเบิร์นลงไปเที่ยวเบิร์นเอาสัมภาระเก็บไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานีรถไฟแล้วก็เดินตัวปลิวไปถนนคนเดิน สถานีหัวลำโพงของเราก็มีหน้าตาคล้ายๆกันกับของเขา เพราะผู้ออกแบบเป็นอิตาลี่และยุคเดียวกัน จากนั้นก็มาขึ้นเครื่องกลับที่ซูริค ในสวิสสะดวกมากโดยสัมภาระใหญ่ๆหรือกระเป๋าใบใหญ่ก็สามารถฝากที่สถานีรถไฟแล้วก็ไปรับที่สนามบินได้ ขอให้อาก๊อเที่ยวอย่างมีความสุขครับ

Good moring Lucern

Hi Arkom

Thank you for your information this moring I get up very earing so I  have time to check the net because everybody still in bed.  The second time to going abord and stay in hostel, it is a very exited that we had new experiences here in Lucern the owner is Korean it quite different from last time in Taiwan.  I am not use english for long time  so it might take more time to write, Oh O I have to go now, talk to you later.  

รูปภาพของ ฉีคุ้นหยุง

ปุ้ย

เรียน Webmaster

ขอเรียนว่า อิ่มเอิบ กับสาระที่สรรหามาให้ครับ

ทำให้ผมเข้าใจว่า "clan"  หรือ "จู๋" ก็คือ "ปุ้ย" ในสำเนียงที่ผมได้รับทราบมาแต่ต้น

ใคร่ขอทราบว่าถ้าออกเสียงเช่นนี้ จะเป็นแคะลึก หรือแคะตื้น

งาปา สอนมาเมื่อ 50 กว่าปีว่าหากใครถามเรื่องปุ้ยให้ตอบว่า "เล็ดจื้อปุ้ย"

อย่างนี้จะอธิบายตัวตนผมได้อย่างไรครับ

รูปภาพของ มงคล

ปุ้ย

 ขออนุญาตตอบแทน Webmaster เพราะไม่เห็น ขึ้นเว็บมาหลายวันแล้ว (หรือขึ้นมาคนละเวลาเลยไม่เจอ)

ปุ้ย - ใช้บอกว่า อยู่ในลำดับญาติ ชั้นไหน ซึ่งแต่ละวงค์ตระกูลแซ่ก็จะแตกต่างกัน จึงไม่สามารถเทียบกันได้กับคนต่างแซ่กัน จึงบอกตัวตนได้กับคนแซ่เดียวกัน ที่มี ไท้ไท้..กุง  สายเดียวกันเท่านั้น และเห็นคุญอาฉี เคยตอบไล่ลำดับไปแล้ว (อยู่ในหน้าที่เกี่ยวกับเรื่อแซ่โดยตรงละมั้ง)

ส่วนวิธีบอกว่าสำเนียง "ปันซันขัก" หรือ "ชิมขัก" ให้ถามว่า "ซิดผ่อน" หรือ "ซิดฟ้าน" ง่ายที่สุด และถ้าเคยจำคำบอกเล่าได้ว่า ลี่หวุ่ยหลอย (มาจากไหน) ก็จะบอกได้ว่ามีถิ่นที่อยู่เดิมถิ่นใด ก็พอเดาได้ว่าสำเนียงใด

รูปภาพของ ฉีคุ้นหยุง

ปุ้ย

น้ำใจของชุมชนนี้ มากล้นเหลือคณาจริงครับ

ขอบคุณคุณมงคลที่อาสาเข้ามาตอบแทน และจะตามหาอ่านจากคุณอาฉีตามที่แนะนำครับ

งาปา สอนให้จำว่า หากใครถาม ลี่หวุ่ยหลอย ให้ตอบว่า แหลแถวซาน

หมู่บ้านนี้หากดู google earth จะเป็นชื่อภาษาอังกฤษอ่านอกเสียงอย่างไรนะครับ

รูปภาพของ แกว้น

"clan 氏 จู๋ 族 ปุ้ย 辈" แตกต่างกันครับ

ตามที่ฉีคุ้นหยุงเข้าใจว่า "clan 氏"  หรือ "จู๋ 族" ก็คือ "ปุ้ย 辈序 " นั้นยังมีความคลาดเคลื่อนครับ
สามคำนี้มีความแตกต่างกัน (ดูเพิ่มเติม)
  1. บรรพบุรุษผู้เป็นต้นแซ่แต่โบราณ (และความเห็นเพิ่มเติม)
  2. ห้า สิบ หก ชนชาติ ในประเทศจีนปัจจุบัน
  3. คำว่า "ป้วยสู" ตัวหนังสือเขียนว่าอย่างไรครับ
รูปภาพของ ฉินเทียน

各家 (jiā) + 各属 (shǔ)

各家會館 / 各家会馆+各属商会 / 各屬商會

http://hakkapeople.com/node/3697 

http://hakkapeople.com/node/4165

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal