圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

วิธีสร้างความสุขที่ยั่งยืน

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

นพ.ไกร สิทธิ์ นฤขัติพิชัย จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ สุขุมวิท เคยให้คำแนะนำไว้ว่า ช่วงที่จิตใจคนเรายังไม่สดใสและเข้มแข็ง คนเรามักจะอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม มีวิธีเอาชนะความทุกข์ด้วยวิธีสร้างความสุขที่ยั่งยืนอยู่ 5 ข้อ

ข้อแรก ผู้ที่ต้องการให้ตัวเองมีความสุข ต้องรู้จักปรับความคิด โดยให้คิดอยู่เสมอว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ แต่ละคนล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งตัวเราเองก็เช่นกัน

ข้อสอง ต้องคิดเสมอว่าตัวเรามีคุณค่า และมีประโยชน์ ให้พยายามรักษาข้อดี ปรับปรุงข้อเสียของตัวเอง พยายามลดจุดอ่อนข้อบกพร่อง และยอมรับในแบบที่ตัวเองเป็น

ถัดมา อย่าวิ่งหนีปัญหา หรือ คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น นำหน้าหรืออยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา

คุณหมอบอกว่า เมื่อใดที่คนเราดิ้นรนแข่งขัน หรือคิดเปรียบเทียบกับผู้อื่น จะทำให้ตัวเองไร้ความสุข ตรงกันข้ามเมื่อความต้องการแก่งแย่งแข่งขันลดน้อยลง จะทำให้ชีวิตคนเรามีความเรียบง่ายขึ้น เมื่อชีวิตเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ในที่สุดความสุขก็ตามมา

ข้อสี่ พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ รู้จักให้อภัยผู้อื่น ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน แม้ข้อนี้เป็นเรื่องที่อาจทำได้ยาก (สำหรับบางคน) เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องพ้นวิสัย

อย่างที่ผู้รู้บางท่านสอนไว้ ผู้ที่มองหาและมองเห็นแง่มุมที่สดใสในทุกสิ่ง แม้ในยามวิกฤติหรือจิตตกก็ยังมีความหวังเป็นพลังในการแก้ปัญหา คนประเภทนี้ถือว่าเป็นผู้มองโลกในแง่บวก

การที่คนเรามีความหวังเป็นพลังในการแก้ปัญหา หรือเห็นว่าปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม หัดฟังแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ เมื่อหมั่นมองหาเรื่องดีๆ ในที่สุดเราก็จะมองเห็นแต่เรื่องดีๆ

เมื่อคนเราเริ่มด้วยการเลือกฟังแต่เรื่องราว ข่าว หรือข้อมูลดีๆ มีประโยชน์ต่อชีวิต การงาน และสังคม รู้จักค้นหาเหตุการณ์น่ารักเล็กๆ ที่พบได้ในแต่ละวัน เก็บไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง

ใครทำตัวแบบนี้บ่อยเข้า ไม่นานก็จะเคยชินกับการชอบฟังแต่เรื่องดี ชอบเล่าแต่เรื่องดี ในที่สุดชีวิตจะค่อยๆ เบิกบาน และมีความสุข

นอกจากฝึกคิดในเชิงบวก ผู้รู้บางท่านบอกว่า การรู้จัก ทำดีทอกซ์ หรือ ล้างพิษความคิดแย่ๆ ของตัวเองออกเสียบ้าง ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

โดยอาจเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ ให้สำรวจตัวเองว่ามีความคิด หรือพฤติกรรมในเชิงลบหรือไม่ เช่น ชอบพูด หรือทำให้คนรอบข้างรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง หรือเจ็บใจ

การที่คนเราชอบพูด หรือทำให้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกเช่นนั้นบ่อยๆ จนเคยชิน ในที่สุด เมื่อเจอหน้าใครก็มักจะทำออกไปเองโดยอัตโนมัติ กลายเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่บนความทุกข์ของผู้อื่น

ผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ ในที่สุดก็จะทำให้ตัวเองเจ็บช้ำไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ทางที่ดีควรหมั่นเตือนตัวเองด้วยการลด ละ เลิก หรือหัดดีทอกซ์ ความคิดแย่ๆของตัวเองออกเสียบ้าง

ข้อห้า ให้หมั่นฝึกฝนทบทวนปฏิบัติทั้ง 4 ข้อที่ว่ามา เพื่อเตือนสติตนเอง

หากหมั่นทำให้ครบทั้ง 5 ข้อ ในที่สุดโลกใบนี้ก็จะกลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม.

ที่มา: ไทยรัฐ, 2 มิ.ย. 2553


รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

จิตเข้มแข็งมีที่ยืนบนโลกใบนี้..

ทำตัวให้มีคุณค่า
พยายามค้นหาเรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน

Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country...JFK 1961.... เราเลือกเชื่อเฉพาะ  สิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดของเราเลือกคบเฉพาะ  คนที่คิดเหมือนกันกับเรา   นั่นทําให้เราตกลงไปอยู่ในตาข่ายของ "อคติ" ....ว.วชิรเมธี

 

รูปภาพของ YupSinFa

มีความสุขที่ได้เห็นภาพเซ็นทรัลเวิล์ดที่สวยงาม

                     ใดใดในโลกล้วน             อนิจจัง

                     เป็นสิ่งเป็นอันยัง              อยู่ไซร้

                     คนเด็ดดับสูญสัง              ขาร-ร่าง

                     เป็นชื่อเป็นเสียงได้           แต่ร้าย-กับดี (ดัดแปลงจากวัวควายวายชีพได้เขาหนังฯ)

เห็นรูปเซ็นทรัลเวิล์ดที่สุดแสนสวยงามด้วยแสงสีที่งดงามตระการตา ต้องขอขอบพระคุณ อาฮยุ๋ง โก มาก ๆ ที่นำภาพดี ๆ และ บทความที่ดีงาม มามอบให้กับหว่อเหมิน พวกเราได้นำมาใช้อย่างมีประโยชน์

ต้องเตือนตนเองเสมอ

ไหงติดใจตรงนี้มาก

"อย่าวิ่งหนีปัญหา หรือ คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น นำหน้าหรืออยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา"

เพราะชนะคือแพ้  ส่วนแพ้ก็คือชนะ

รูปภาพของ YupSinFa

คิดถึงท่านพุทธทาสจับใจ

           คิดถึงท่านพุทธทาสเหลือเกิน

ท่านไม่ได้จากเราไปไหน ท่านอยู่กับเราตลอดเวลา

เป็นธรรมะ คือเป็นธรรมชาติ เป็นความจริง ที่ยังอยู่กับเราตลอดไป ตลอดไป

คำสอนของท่าน คือ ละ "ตัวกู" - "ของกู"

แม้นว่าหลายคนบอกว่าคำสอนของท่านช่างเข้าใจยาก แต่ขอกราบเรียนว่า จิตใจของมนุษย์บางคน เข้าใจยากยิ่งกว่าคำสอนของท่านเสียอีก

เด็กดื้อมักจะไม่ยอมรับ ความบกพร่องของตนเอง ดั่งเด็กน้อย ๆ ที่ไม่ยอมรับผิดในการกระทำในความซุกซนของตัวเองฉันใด คนที่คิดว่าตัวเองถูก ก็ผลักความผิดเให้คนอื่น และเอาความถูกเข้าใส่ให้ตัวเอง ฉันนั้น.

จำได้ไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า ไม่่มีใครชนะ ทุกคนต่างแพ้ด้วยกันทั้งนั้น ชนะคือแพ้ ส่วนแพ้ คือชนะ อัญเชิญพระราชดำรัสของพระองค์ท่านมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้ว อย่าสักแต่ว่าเอามาเผยแพร่ให้ดูดี จงปฏิบัติด้วย

อาเมน.

 

ปัญหามีไว้แก้

ปัญหามีไว้แก้

แต่ถ้า ไม่สร้างปัญหา ดีกว่า

รูปภาพของ YupSinFa

ชอบแก้ปัญหา

         สิ่งใดเกิดแต่เหตุ...

          สิ่งนั้นย่อม...ดับ

                เมื่อ...เหตุ----"ดับ"

          อาเมน.

หมายเหตุ-คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอกราบอนุญาตนำเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่เป็นพื้นฐานที่สุดมาเผยแพร่..." สพฺพทานํ ธํมมทานํ ชินาติ.-"การให้ธรรมเป็นทาน...ชนะการให้ทั้งปวง"-ตถาคต.

         อาเมน.

ต้องมีสติ

  ไหงยังจำที่โพส์ทเมื่อเดือนที่แล้วได้

  ท่อนท้ายข้อสองของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

" อย่าวิ่งหนีปัญหา หรือ คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น

  นำหน้าหรืออยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา"

   

 

รูปภาพของ YupSinFa

คิดถึ่งสมเด็่จย่าจั่บจิต

                น่าเสียใจแทนเด็กรุ่นลูกของพวกเรา ที่ในชีวิตนี้ ได้เฝ้าเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทย

                พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในการดำรงตนอันประเสริฐเป็นที่ทราบกันดียิ่งอยู่แล้ว 

                คนไทยเรานี้ ถ้าท่านใดยึดถือคำสอนของพระองค์ท่านเป็นสรณะ ก็ไม่มีวันที่จะวิ่งหนีปัญหา คอยที่จะแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา อันเป็นสามัญธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นผู้นำอย่างน้อยก็ครอบครัวของตัวเองอันเป็นรากฐานที่ดีของสังคมอยู่แล้ว

                วิญญูชนโดยทั่วไปก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นมนุษย์ที่ปกติ ยึดถือความถูกต้อง ตามธรรมนองคลองธรรม ไม่มีแม้เต่่คนเดียวหรอกครับ ที่ใจคนคนนั้น คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น คงมีแต่คนที่ใช้คำพูดนี้ ที่คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย ช่างน่าสงสารเสียจริง ๆ ...........แต่ว่า การชนะที่ยิ่งใหญ่ คือ การชนะใจตัวเอง และการชนะที่ยิ่งใหญ่ กว่านั้น...........คือการ ชนะใจตัวเอง

                เด็กดื้อคนหนึ่ง จะเอาชนะเฒ่าที่แสนดีคนหนึ่ง จะถูกไหม

                อาเมน.

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

คาถาอุปปาตะสันติ

คาถาอุปปาตะสันติ คนภาคเหนือคุ้นหูในชื่อ คาถามหาสันติงหลวง ตามประวัติก็ว่า พม่านิยมสวดกันมากว่า 500 ปี ในงานพิธีสืบชะตา งานขึ้นบ้านใหม่ พม่าใช้คาถานี้นานจนคนไทยรุ่นต่อมาเผลอนึกว่าเป็นคาถาของพม่า แต่ความจริงมีหลักฐานชัดเจน เป็นคาถาของพระไทย พม่าต่างหากยืมของเราเอาไปใช้

คัมภีร์อุปปาตะสันติ เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีของล้านนา ไทยจัดเข้าในหนังสือประเภทเชียงใหม่คันถะ มีอายุยาวนานถึง 600 ปี คาถาบทนี้แต่งโดยพระมหามังคละสีลวังสะ พระเถระนักปราชญ์เชียงใหม่ สมัยพระเจ้าสิริธรรมจักกวัตติโลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช) รัชกาลที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย ระหว่าง พ.ศ.1985-2030

มีคำเล่าว่า ในสมัยนั้น ที่เชียงใหม่มีโจรผู้ร้ายและอันธพาลชุกชุม ทั้งยังมีเหตุร้ายเกิดขึ้นทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองอยู่เนืองๆ พระมหามังคละสีลวังสะ แต่งคาถาแล้ว นอกจากท่านสวดเองยังสอนให้พระสงฆ์ สามเณร และประชาชนช่วยกันสวดภาวนา...เหตุร้ายทั้งหลายทั้งปวง ก็ค่อยมลายคลายไป ความสงบสุขก็คืนมาสู่บ้านเมืองเป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่อมา ชาวพม่าในเชียงใหม่ที่เลื่อมใส ก็นำคัมภีร์อุปปาตะสันติเข้าไปในพม่า จนกระทั่งคนไทยสมัยหลังไปเจอต้นฉบับในพม่า ก็นำกลับมาสวดกันในไทย...อีกครั้ง

เนื้อหาโดยพิสดาร กล่าวนามพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ทั้งที่มีมาในอดีต ในปัจจุบัน และจักมีมาในอนาคต รวมถึงท่านผู้ทรงคุณทางอำนาจ ทรงฤทธิ์ในทางที่ดี เช่น เทวดา อินทร์ พรหม ยักษ์ นาค คนธรรพ์ ครุฑ และอสูร ฯลฯ

เนื้อความโดยสรุป
  • เป็นธรรมที่กระทำความสงบอันยิ่งใหญ่
  • เป็นธรรมเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง
  • เป็นธรรมเครื่องป้องกันอมนุษย์ และยักษ์
  • เป็นธรรมเครื่องพ้นจากความตายก่อนกำหนดเวลา
  • เป็นธรรมเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก
  • เป็นธรรมเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา และ
  • เป็นธรรมเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป
ที่มา: ไทยรัฐ, 15 ก.ค. 2553
รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

เดชของการได้สวดคาถาอุปปาตะสันติ ฉบับล้านนา...

 Image
[พระพุทธรูปศิลปะล้านนาในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่]

ก า ร ส ว ด อุ ป ป า ต ะ สั น ติ ม ห า สั น ติ ง ห ล ว ง

“อุปปาตะสันติ” ทางเมืองเหนือเรียกว่า “มหาสันติงหลวง”

อุปปาตะสันติ แยกเป็น ๒ คำ คือ อุปปาตะ คำ ๑
และ สันติ คำ ๑ อุปปาตะ แปลว่า เคราะห์กรรม, เหตุร้าย, อันตราย
และแปลว่าสิ่งกระทบกระเทือน

อุปปาตะสันติ แปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม
สวดเพื่อสงบเหตุร้าย และสวดเพื่อสงบสิ่งที่กระทบกระเทือน

• เดชของการสวดอุปปาตะสันติ

การสวดอุปปาตะสันติเป็นประจำ ย่อมมีเดชดังนี้

• อุปปาตะ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากแผ่นดินไหวเป็นต้น ย่อมพินาศไป
(ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา)

• อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากลูกไฟที่ตกจากอากาศหรือสะเก็ดดาว ย่อมพินาศไป
(อุปปาตะจันตะลิกขะชา)

• อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากการเกิดจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคา เป็นต้น ย่อมพินาศไป
(อินทาทิชะนิตุปปาตา)


 Image
[พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่]

อุปปาตะสันติคาถา เป็นบทสวดอย่างพิสดาร
ท่านจึงกล่าวพระนามของพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ไว้อย่างครบถ้วน
ทั้งที่มีมาในอดีต ในปัจจุบัน และจักมีมาในอนาคต

 

รวมตลอดไปจนถึงท่านที่ทรงคุณ ทรงอำนาจ ทรงฤทธิ์
ในทางที่ดีอื่นๆ เช่น เทวดา อินทร์ พรหม
ยักษ์ นาค คนธรรพ์ ครุฑ อสูรเป็นต้น

เพื่อขอความเป็นมงคล ความสงบ ความสวัสดี
ความไม่มีโรค ชัยชนะ และอายุ
รวมทั้งขอให้ท่านคุ้มครองให้พ้นจากเหตุเภทภัยนานัปการ
อันจะบังเกิดขึ้นในกาลทุกเมื่อ

Image
[พระพุทธรูปในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่]

• บุคคลและสภาวะที่อ้างถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติมี ๑๓ ประเภทคือ

• พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตถึงปัจจุบัน (เน้นที่ ๒๘ พระองค์)
• พระปัจเจกพุทธเจ้า
• พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์ คือ พระเมตไตรย
• โลกุตตรธรรม ๙ และพระปริยัติธรรม ๑
• พระสังฆรัตนะ
• พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ รูป
• พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป
• พยานาค
• เปรตบางพวก
• อสูร
• เทวดา
• พรหม
• บุคคลประเภทรวม เช่น เทวดา ยักษ์ ปีศาจ


คือผีที่ทำสิ่งใดๆ อย่างโลดโผน
และวิชชาธรหรือพิทยาธร (สันสกฤตเรียกวิทยาธร)

ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเรียกพวก เซอเร่อคือพ่อมด แม่มด หรือผู้วิเศษ
พวกวิชชาธร เป็นพวกรอบรู้เรื่องเครื่องรางและเสน่ห์ต่างๆ
สามารถไปทางอากาศได้

• เรื่องราวเย็นอกเย็นใจที่สังคมมุ่งหวังและเสาะแสวงหา

ที่กล่าวถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติที่สำคัญ ๓ ประการ

๑. สันติหรือมหาสันติ

ความสงบ ความราบรื่น ความเยือกเย็น ความไม่มีคลื่น

๒. โสตถิ

ความสวัสดี ความปลอดภัย ความเป็นอยู่เรียบร้อย หรือตู้นิรภัย

๓. อาโรคยะ

ความไม่มีสิ่งเป็นเชื้อโรค
ความไม่มีโรคหรือความมีสุขภาพสมบูรณ์

คัมภีร์อุปปาตะสันติ มีข้อความขอความช่วยเหลือ
ขอให้พระรัตนตรัยและบุคคล
พร้อมทั้งสิ่งทรงอิทธิพลในจักรวาลรวม ๑๓ ประเภท
ดังกล่าวมาแล้วช่วยสร้างสันติ หรือมหาสันติ


ช่วยสร้างโสตถิและอาโรคยะ
ช่วยปรุงแต่งสันติและอาโรคยะ
ขอให้ช่วยรวมสันติ รวมโสตถิและรวมอาโรคยะ

และขอให้ช่วยเป็นตู้นิรภัยคุ้มครอง
และกำจัดเหตุร้ายอันตรายหรือสิ่งกระทบกระเทือนต่างๆ
อย่าให้เกิดมีในตน ในครอบครัว ในหมู่คณะ
หรือในวงงานของตน และในวงงานของคนอื่นทั่วไป

• อานิสงส์การสวดและการฟังอุปปาตะสันติ

มีคุณประโยชน์ตามที่กล่าวไว้ ในท้ายคัมภีร์ มีดังนี้

ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
ย่อมชนะเหตุร้ายทั้งปวงได้ และมีวุฒิภาวะคือ
ความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ


• ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติย่อมได้ประโยชน์ที่ตนต้องการ

คือ ผู้ประสงค์ความปลอดภัยย่อมได้ความปลอดภัย
คนอยากสบายย่อมได้ความสุข
คนอยากมีอายุยืน ย่อมได้อายุยืน
คนอยากมีลูก ย่อมได้ลูกสมประสงค์

ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
ย่อมไม่มีโรคลมเป็นต้นมาเบียดเบียน
ไม่มีอกาละมรณะคือตายก่อนอายุขัย
ทุนนิมิตรคือลางร้ายต่างๆมลายหายไป

ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
เมื่อเข้าสนามรบย่อมชนะข้าศึก
ทั้งปวงและแคล้วคลาดจากอาวุธทั้งปวง

ร่วมกันสวดสวดมนต์มหาสันติงหลวง หรือ อุปปาตะสันติ คาถาล้วนที่เชียงใหม่

ย่อมาจากhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18322

รูปภาพของ YupSinFa

อานิสงฆ์ของการสวดพระคาถามหาสันติงหลวง

           พระคาถามหาสันติงหลวง เป็นยอดพระคาถา เป็นการบรรยายกล่าวถึงอดีตพระพุทธเจ้า อนาคตพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระอริยสาวก พระอรหันต์สาวก เทวดา มาร พรหม และบุคคลที่ไม่เข้าพวก โดยพิสดาร

           รายละเอียดของพระคาถาอาฮยุ๋งโก และ เฉินซิ่วเชงเจ่เจ๋ได้บรรยายไว้โดยละเอียดดังที่ได้อ่านไปแล้ว

           พระคาถานี้ เป็นคาถาล้วน จำนวน 271 คาถา 

           การสวดพระคาถามหาสันติงหลวงนี้ เพื่อขอความเป็นสิริมงคล ความสงบ ความสวัสดี ความไม่มีโรค ชัยชนะและอายุ รวมทั้งขอให้คุ้มครอง ให้พ้นจากเภทภัยนานัปการ อันจะบังเกิดขึ้นในกาลทุกเมื่อ

           อานุภาพของคัมภีร์อุปปาตสันติ

           กล่าวกันว่า ผู้ใดสวดหรือฟังอุปปาตสันติคาถา จะพึงชนะบาปทั้งปวง และจักเจริญด้วยคุณ 5 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ความวิบัติย่อมไม่มาแผ้วพาน ย่อมได้รับความอิ่มใจในกาลทุกเมื่อ ยาพิษและศาสตราวุธ ย่อมไม่กล้ำกราย ย่อมชนะข้าศึกทั้งมวล โรคาพยาธิย่อมไม่เบียดเบียน ย่อมเจริญ ด้วยทรัพย์ศฤงคาร ภัยจากมนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์น้อยใหญ่ ย่อมสงบไป ด้วยเสียงแห่งการสวดอุปปาตสันติ ฯลฯ

(จากหนังสืออุปปาตสันติคาถา-แปล-จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลสมัย เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี-วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร-เชียงใหม่)

          ไหงสวดพระคาถามหาสันติงหลวง ปีละ 3 ครั้ง ปีนี้ กำหนดสวดในวันเพ็ญเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ใช้เวลาสวดทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงกว่าเล็กน้อย

          ข้อปฏิบัติตัวก่อนการสวดพระคาถามหาสันติงหลวง

          1.อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด

          2.ควรนุ่งห่มขาวหรือแต่งกายให้เรียบร้อย

          3.ชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาด

          4.บูชาพระรัตนตรัย กล่าวไตรสรณคมน์ และ อาราธนาศีล 5 หรือ ศีล 8

          5.ทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส ต่อหน้าพระรัตนตรัย และเริ่มสวด โดยเครื่องบูชาพระรัตนตรัยประกอบการสวดมี ธูป เทีัยน และ ดอกบัว

          เริ่มสวด โดย มีคำอาราธนาอุปปาตสันติ 

          บทสวดเชิญชุมนุมเทวดา-นะมะการะสิทธิคาถา-นะโมการะิอัฏฐกะ-แล้วเป็นอุปปาตสันติคาถาประกอบด้วย การสาธยายถึงพระพุทธเจ้าในอดีต 28 พระองค์-พระพุทธเจ้าในสารกัป 1 พระองค์ พระพุทธเจ้าในสารมัณฑกัป 4 พระองค์ พระพุทธเจ้าในวรกัป 3 พระองค์ พระพุทธเจ้าในวรกัป 3 พระองค์ พระพุทธเจ้าในวรกัป 3 พระองค์ พระพุทธเ้จ้าในสารมัณฑกัป 4 พระองค์ พระพุทธเจ้าในมัณฑกัป 2 พระองค์ พระพุทธเจ้าในภัทรกัป 5 พระองค์ พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน 1 พระองค์ พระพุทธเจ้าในอนาคต 1 พระองค์ ประปัจเจกพุทธเจ้า - นวโลกุตรธรรม 9 และ ปริยัติธรรม 1 - พระสังฆรัตนะ - พระเถระชั้นผู้ใหญ่ 180 พระองค์ - พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ 13 รูป - พญานาค - เปรต - อสูร - เทวดา - พรหม - บุคคลประเภทรวม - และอานุภาพของพระรัตนตรัย - อานุภาพเทวดาต่าง ๆ - อานุภาพอุปปาตสันติ - และ - บทสวดท้ายพระคาถาอุปปาตสันติ

          เสียดายที่หนังสือมีเล่มเดียว ว่าง ๆ ไหงจะพิมพ์คำแปลลงให้เพื่อเป็นพุทธทาน

          พระคาถามหาสันติงหลวงนี้ คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ มักจะนัดหมายกันสวด ประมาณ ปีละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิษฐานจิตให้บ้านเมืองประเทศไทยทั้งหมด มีความสุขสงบร่มเย็น และ สวดเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้ทรงมีพระสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ พระชนมายุยิ่งยืนนาน

         ล่าสุด ได้สวดไปเมื่อ เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาหลังจากเิกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นกับบ้านเมือง โดยชุมนุมสวดกันที่ หอคำหลวง บริเวณสวนที่ระลึกพืชสวนโลก

          สมาชิกชุมชนท่านใดสนใจอยากได้พระคาถาฯ แจ้งมายังไหงได้ ไหงจะทำสำเนา ส่งไปให้ การมีพระคาถานี้ แม้เพียงไม่ได้สวด ก็อาจจะนำประดิษฐานไว้บนหิ้งพระเพื่ิอเป็นสิริมงคลแก่บ้่านเรือนก็ได้

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สิ่งที่เรามักจะนึกเสียใจก่อนเสียชีวิต

จากบทความเรื่องหนึ่ง โดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระอยู่ที่ออสเตรเลีย โดยนักเขียนผู้นี้เคยทำงานดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุย และรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่ถ้าทำได้อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นที่มักจะพบในผู้ป่วยที่กำลังใกล้เสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ครับ

ประเด็นแรก คือ ผู้ป่วยเหล่านี้อยากจะมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ตนเองอยากหรือต้องการจะเป็น ไม่ใช่ดำรงชีวิตตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้อื่น ซึ่งพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ป่วยอยากจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดครับ เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยพบว่าชีวิตตนเองกำลังจะสูญเสียไป และมีโอกาสมองย้อนกลับไปในอดีตนั้น จะพบว่ามีความฝันหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำหรือยังไม่บรรลุ และเมื่อใกล้จะเสียชีวิตก็จะพบว่าความฝันของตนเองนั้นจะไม่มีวันบรรลุ และส่วนใหญ่ก็มักจะมานั่งนึกเสียใจ เพราะสาเหตุที่ไม่สามารถทำตามความฝันได้นั้น เป็นเพราะตัวเองเลือกที่จะไม่ทำเอง ตัวเองเลือกที่จะทำตามสิ่งที่ผู้อื่นขีดเส้นทางให้เดิน

ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกๆ ท่านนะครับ ที่ในช่วงชีวิตหนึ่ง ถ้ามีโอกาสและเลือกได้ก็ควรจะเดินตามความฝันของตัวท่านเอง เพราะคนเราหนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อวันนั้นมาถึง เราก็คงจะไม่มีแรงที่จะเดินตามความฝันที่เราต้องการแล้ว การมีสุขภาพที่ดีจะช่วยทำให้ท่านเดินตามความฝันได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่สุขภาพท่านเริ่มแย่แล้ว อิสระในการเดินตามฝันก็ท่านก็จะลดน้อยลง

ประเด็นที่สอง คือ ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเหล่านั้น คิดเสียใจว่าในอดีตจะไม่ได้ทำงานหนักเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยชายเกือบทุกคนเลยครับ คุณผู้ชายเหล่านี้มักจะเสียใจว่าในอดีตที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้มีเวลาในการดูแลลูกๆ ของตนเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ได้อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากภรรยาเท่าที่ควร ผู้ป่วยที่เป็นชายเกือบทุกคนจะรู้สึกเสียดายว่า ในอดีต ช้และให้เวลากับงานมากเกินไป

ข้อสังเกตนี้ก็น่าคิดนะครับว่า ในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการทำงานมากเกินไปหรือไม่ เราต้องการแสวงหารายได้ ชื่อเสียง เกียรติยศมากเกินไปหรือไม่ สุดท้ายเมื่อเราใกล้ตายเราจะสำนึกเสียใจว่าเราได้พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตที่ไม่มีวันหวนกลับมาหรือไม่ การมีรายได้ที่พอเพียงอาจจะเป็นทางออกสำหรับทุกท่านนะครับ อีกทั้งการมีที่ว่างในตารางเวลาและชีวิตที่ไม่ใช่เรื่องของการทำงานเพียงอย่างเดียว จะทำให้เรามีความสุขขึ้น และเมื่อเราใกล้เสียชีวิต จะไม่มานั่งย้อนนึกเสียใจในสิ่งที่เราพลาดไป

ประเด็นที่สาม คือ ผู้ป่วยอยากจะกล้าที่จะแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของตน เนื่องจากคนจำนวนมากจะปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของตน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบและสันติ ทำให้สุดท้ายแต่ละคนรู้สึกว่าอารมณ์ของตนเองถูกเก็บกด และไม่สามารถเป็นตัวตนที่แท้จริง
 
ประเด็นที่สี่ คือ ผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตนั้น มักจะเสียใจที่ไม่ได้ติดต่อเพื่อนฝูงเก่าๆ เนื่องจากเรามักจะไม่ค่อยเห็นถึงคุณค่าของเพื่อนเก่าๆ จนกระทั่งใกล้เสียชีวิต คนจำนวนมากจะมัวแต่ยุ่งและวุ่นวายกับชีวิตประจำวัน จนละเลยต่อความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง ทำให้เรามักจะไม่ค่อยให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงต่างๆ จนกระทั่งใกล้จะเสียชีวิต ก็จะเริ่มนึกถึงเพื่อนฝูงขึ้นมา
 
ดูเหมือนว่าเมื่อคนใกล้จะเสียชีวิต เกียรติยศ เงินทอง หรือสถานะทางสังคมต่างๆ กลับดูไปจะด้อยหรือไร้ความหมายนะครับ สุดท้ายดูเหมือนว่า เรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยที่กำลังใกล้ตายนึกถึง

ประเด็นสุดท้าย ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจ คือ ผู้ป่วยเหล่านี้กลับสำนึกเสียใจว่าไม่ได้ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของตนเองมีความสุขเท่าที่ควร ผู้ป่วยหลายคนจะไม่เคยนึกถึงมาก่อนนะครับว่าตนเองสามารถที่จะเลือกที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ คนจำนวนมากเลือกที่จะอยู่และปฏิบัติในสิ่งที่คุ้นเคย ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้คนเรามักจะหลอกตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมีความสุข ซึ่งจริงๆ แล้วกลับไม่ใช้

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้นะครับว่าเมื่อคนเราใกล้จะตายนั้น เรามักจะนึกย้อนกลับไปถึงอดีต และเริ่มสำนึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำมาในอดีต และเราจะพบว่าเมื่อเราใกล้ตายแล้ว เงินทอง ชื่อเสียง สถานะ เกียรติยศต่างๆ กลับไม่มีความหมาย สิ่งที่มีความหมายเมื่อใกล้ตาย คือ เรื่องของความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งหลายครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่เราละเลยหรือไม่สนใจในขณะที่เรามีชีวิตอยู่

นอกจากนี้ เมื่อใกล้ตาย คนเราจะพบว่าชีวิตในอดีตที่ผ่านมานั้นเรามีสิทธิที่จะเลือก แต่เราดันเลือกในสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุข หรือเลือกในสิ่งที่ทำให้เราต้องมาย้อนสำนึกเสียใจเมื่อเราใกล้ตาย ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่และยังแข็งแรง เราจะต้องเลือกอย่างมีสติ เลือกอย่างฉลาด เลือกในสิ่งที่ถูก และเลือกในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขนะครับ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 9 ส.ค. 2553

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

นิพพาน ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน...

ความหมายของชีวิต

มีชายหนุ่มคนหนึ่งไปเยี่ยมคารวะพระอาจารย์ท่านหนึ่ง หลังจากไต่ถามทุกข์สุขแล้ว ชายหนุ่มก็ถามขึ้นว่า “จิตเดิมแท้คืออะไร?”

ปัญหานี้แท้จริงแล้วตอบได้ยาก พระอาจารย์เลยนึกถึงเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาได้ว่าช่วงเย็นๆของวันหนึ่ง ท่านได้เห็นสตรีที่กำลังมีครรภ์คนหนึ่ง กำลังแบกตระกร้าใบหนึ่งเดินผ่านไป สวมใส่เสื้อผ้าที่เก่าๆขาดๆ ที่ขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนตระกร้านั้นคงจะหนักจนทำให้หลังของหญิงคนนั้นต้องงอลงไป มือซ้ายของหล่อนจูงเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง มือขวาอุ้มทารกไว้ในห่อผ้า กำลังเร่งรีบเดินทางอยู่

พระอาจารย์นึกว่าชีวิตที่ลำบากลำเค็ญของหญิงคนนั้น คงจะทำให้หล่อนไม่สามารถแบกรับได้ไหว แต่ว่าที่ใบหน้าของหล่อนกลับ ผ่องใสดั่งแสงจันทร์ที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

หล่อนเป็นเพียงหญิงธรรมดาสามัญ ต้องลำบากดิ้นรนเพื่อชีวิตและความเป็นอยู่แต่หล่อนรู้ถึงชีวิตของตัวเองต้องการแสวงหาอะไร? ดังนั้นหล่อนจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองลำบากอะไร และยังรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข

คิดมาถึงตรงนี้ ทำให้พระอาจารย์เข้าใจถึงคำว่า อะไรคือจิตเดิมแท้ ท่านจึงเรียกชื่อชายหนุ่ม “ครับ” ชายหนุ่มนั้นรับคำพร้อมยกสองมือขึ้นมาคำนับ“คนที่ตอบรับข้าเป็นเพียงเปลือกของร่างกาย แต่ไม่ใช่ชีวิตที่สว่างใส”พระอาจารย์ตอบ

ชายหนุ่มคนนั้นก้มหน้าแล้วคิดในใจว่า “มีแต่กายนี้ที่มีปากมีลิ้นถึงจะตอบรับคำพระอาจารย์ได้ ชีวิตที่สว่างใสไหนเลยจะมีปากและลิ้น”

“จะตอบหรือไม่ตอบก็ไม่เป็นไร แต่สำคัญที่ตัวเองต้องรู้สึกตัว ต้องเข้าใจถึงจุดมุ่งหมาย อย่าทำให้ความหมายของชีวิตต้องผิดพลาด จนทำให้ลักษณะทิศทางของการดำเนินชีวิตต้องผิดพลาด จนทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นทาสของชีวิต” พระอาจารย์กล่าวต่อ

นิพพาน ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน...(Nirvana)
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน
 
 


โลกนี้แจ่มใสสำหรับคนใจกว้าง    
โลกนี้เวิ้งว้างสำหรับคนใจดำชีวิตที่ยุ่งยาก                              
เพราะมีความอยากมากเกินไปชีวิต คือการต่อสู้                        
จงเป็นอยู่ด้วยความอดทนคนที่หวังพึ่งโชคชะตา                 
เป็นคนปัญญาอ่อนคนที่ท้อถอยเบื่อหน่าย                 
เป็นคนตายก่อนหมดอายุถ้าอยากเป็นคนงาม                     
อย่าวู่วามโกรธง่ายถ้าอยากเป็นคนสบาย                 
อย่าเบื่อหน่ายความเพียรถ้าอยากเป็นคนมั่งมี                    
อย่าเป็นคนดีแต่จ่ายถ้าอยากเป็นคนนำสมัย               
อย่าทำลายวัฒนธรรมถ้ากลัวเกินไป                             
จะทำอะไรไม่สำเร็จถ้ากล้าจนเกินงาม                       
จะพบกับความเดือดร้อนถ้าชนะด้วยอาวุธ                        
จะสิ้นสุดด้วยความแค้นใช้ธรรมะชนะแทน                       
ความขุ่นแค้นจะหายไปถ้าทำงานมุ่งเพื่อตัว                     
จะหมองมัวชั่วชีวิตถ้าทำงานเพื่ออุทิศ                        
สิ้นชีวิตชื่อยังอยู่ถ้าหวังแต่ความสนุก                     
จะพบความทุกข์มหันต์ถ้าทำใจให้สงบ                           
จะพบกับความสุขที่เยือกเย็นความสุขแบบชาวโลก                   
มีทุกข์โศกเป็นผลความสุขแบบอริยชน                     
มีผลเป็นควาสงบ                                                                            
-จันทภิกขุ-                                               พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสลเถระ)

                                                                   วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

 

จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สิ่งที่เรามักจะนึกเสียใจ

ไม่ได้ทำก่อนเสียชีวิต

บางทีก็ไม่ทันได้นึกและเสียใจ

ก็ต้องจากโลกนี้ไปซะแล้ว

5 ประเด็นที่ได้สอบถามมาก็ถูก 

เพราะไปถามคนที่เขารู้วันแล้วต้องไป

แต่ ไหงว่า ความคิดเห็นส่วนตัวน่ะ

เรายังไม่รู้วันที่เราจะจากโลกนี้ไป

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด  อย่าไปห่วงหรือหวัง

วันที่ยังมาไม่ถึง เพราะพรุ่งนี้เราจะตื่นหรือไม่?

ไม่รู้ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบทำ

ทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จวันนี้

รูปภาพของ วี่ฟัด

ก๊อสรภูมิ

     ตามบทความที่จ๊องหยินฮยุงได้นำเสนอเรื่องสิ่งที่อยากทำก่อนจะถึงแก่ความตาย ซึ่งคนเขียนบทความนั้นเขาประมวลสอบถามจากผู้ป่วยซึ่งกำลังจะถึงแก่ความตายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น วัตถุประสงค์ในการเขียนบทความของเขา เขาต้องการสอนคนที่ยังอยู่ดีมีสุขในปัจจุบันนี้ว่าให้รีบทำในสิ่งที่อยากทำหรือต้องการจะทำเสียโดยเร็ว เดี๋ยวจะไม่มีเวลาจะทำแล้วจะมานั่งเสียอกเสียใจว่ากำลังจะถึงแก่ความตายแล้วยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากหรือต้องการจะทำ มิใช่ว่ารู้ว่ากำลังจะตายแล้วต้องรีบทำเหมือนที่ก๊อสรภูมิเข้าใจ ซึ่งคนปกติที่ไม่มีญาณวิเศษไม่สามารถว่ารู้ได้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไร  แต่เกิดแก่เจ็บตาย เทวฑูตทั้งสี่เป็นเรื่องปรกติธรรมดา มันเป็นอนิจจัง เราจึงต้องเจริญมรณานุสติอยู่ตลอด เตรียมตัวตายอย่างมีสติ จะได้ไม่ต้องตายอย่างทุรนทุราย

คุณวีฟัด

 "เขาต้องการสอนคนที่ยังอยู่ดีมีสุขในปัจจุบันนี้ว่า

ให้รีบทำในสิ่งที่อยากทำหรือต้องการจะทำเสียโดยเร็ว   

เดี๋ยวจะไม่มีเวลาจะทำแล้วจะมานั่งเสียอกเสียใจ

ว่ากำลังจะถึงแก่ความตายแล้วยังไม่ได้ทำ

ในสิ่งที่อยากหรือต้องการจะทำ

มิใช่ว่ารู้ว่ากำลังจะตายแล้วต้องรีบทำ

เหมือนที่ก๊อสรภูมิเข้าใจ"

ตอเชี้ยที่ติติงให้เข้าใจ  เข้าใจตรงกันว่า

ให้รีบทำในสิ่งที่อยากทำ  แต่ที่ไหงบอก

ก็คือ ไม่จำเป็นต้องรีบทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จวันนี้

วันนี้ทำได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้น  พรุ่งนี้ค่อยต่อ

ทั้งที่ไม่รู้พรุ่งนี้เป็นอะไร  จะอยู่อีกหรือไม่?

บางที บางเวลา เหตุการณ์เฉพาะหน้าบังคับ

ตอเชี้ย หงี  หวังว่าเข้าใจตรงกันเนาะ

เข้าใจตรงกันครับ

หวุนเชี้ยงก๊อ กับ คุณวี่ฟัด เข้าใจถูกต้องตรงกันแล้วครับ
คือถ้าคนเรารู้ว่า อีกไม่กี่วัน จะต้องตายแน่นอนแล้ว จะทำ
อะไรที่อยากทำ ที่ยังไม่ได้ทำ ก็ให้รีบทำเสีย เพราะเวลา
เหลือไม่มากแล้ว กรณีย์นี้ต้องรีบทำแต่ถ้าในคนปรกติ
อาจจะทำช้าหน่อยก็ได้ เพราะคงยังจะพอมีเวลาให้ได้ทำ
ในมงคล 38 ก็มีข้อหนึ่งว่า อัปปมาโท จ ธัมเมสุ คืออย่า
ประมาทในธรรมอย่างที่ คุณวี่ฟัด ว่า คือคนเราในคนปกติ
ไม่มีญาณ จะไปรู้ได้อย่างไรได้ว่าจะตายเมื่อไหร่? ทางที่
ดีก็คือ อย่าประมาท ให้(รีบ)ทำความดีไว้อย่างสม่ำเสมอ
เผื่อวันนี้ พรุ่งนี้ ผลุนผลันขึ้นมา จะได้ไม่ต้องมาสำนึกเสียใจ
     ก็มีเรื่องเล่าจากเมืองจีนว่า อาปักคนหนึ่ง ตอนที่ใกล้จะสิ้น
ใจก็พยายามฝืนลมหายใจไว้ ท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่
ลูกเมียสังเกตุดูรู้ จึงถามว่า อาอ๋าเกียหยา หงียังมีอะไรคิดอยู่
ไม่ได้ทำ  ไม่ได้พูดหรืออาปักท่านนั้นก็พยักหน้า แล้วพูดในสิ่ง
ที่อยากพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า"ไหงคิดถึง ชิ้นหมูสามชั้นในงาน
แต่งลูกคนข้างบ้าน เสียดายที่ไม่ได้กินหมูสามชั้นชิ้นนั้นลง
คอลงไป" พอพูดจบ ก็สิ้นลมหายใจไป ก็เป็นตัวอย่างว่า เขา
ต้องทำอะไรที่อยากทำก่อน จึงจะตายได้ อย่างสบายอกสบายใจ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

8 โรคร้าย 4 ความทุกข์

จวงจื๊อ เขียนถึง ขงจื๊อตอนหนึ่งว่า วันหนึ่ง ในป่าดำริมทะเลสาบ ขงจื๊อนั่งดีดพิณร้องเพลง

ชายชราชาวประมง คิ้วขาว หนวดขาวยาวย้อยต่ำ ผมขาวกระจายคลุมไหล่ สองมือยัดใส่ในแขนเสื้อ เดินช้าๆ เข้ามาคุกเข่า มือขวา เท้าคาง นั่งฟังเสียงเพลงของขงจื๊ออย่างตั้งใจ

เพลงจบ ชายชราแนะนำตัวกับศิษย์ขงจื๊อว่าชื่อหยีฟู่ ถามว่าคนดีดพิณเป็นใคร ได้รับคำบอกว่า เป็นสุภาพชนแคว้นหลู่ ตระกูลแซ่ข่ง เป็นผู้บรรยายเรื่องเมตตาธรรม คุณธรรม จริยธรรม และดนตรี

เบื้องบนรับใช้ประมุขอย่างซื่อสัตย์ เบื้องล่างกล่อมเกลาราษฎร ให้แผ่นดินนี้มีสันติ

"เช่นนั้น เขาคงเป็นศักดินาชน เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเจ้าผู้ครองแคว้น"

เมื่อศิษย์ขงจื๊อปฏิเสธว่าไม่ใช่ หยีฟู่ก็หัวเราะลั่น "เขาเหนื่อยยากปานนี้ น่ายกย่อง แต่ถ้าเขายังขืนทำเช่นนี้ต่อไป เขาจะยิ่งห่างจากมหามรรคออกไปทุกวัน"

พูดจบแล้วหยีฟู่ก็เดินจากไป   ขงจื๊อฟังคำหยีฟู่จากศิษย์   ก็รู้ว่าชายชราผู้นี้มีสติปัญญาล้ำเลิศ ก็รีบลุกเดินตามไปทัน ขณะที่หยีฟู่ กำลังก้าวลงเรือ

"ถ้อยคำที่ท่านกล่าว ดูเหมือนจะยังไม่จบ" ขงจื๊อนอบน้อม "ข้าพเจ้ารักการศึกษามาแต่เด็ก ขณะนี้อายุ 69 ปี ยังโง่เขลา ยังมิได้ฟังมหามรรค ใคร่ขอคำสั่งสอนจากท่านอีก"

"คนเรามีโรคร้าย 8 ประการ ความทุกข์ 4 ประการ" หยีฟู่วิสัชนา "จะไม่สนใจมิได้"

"ทำในสิ่งที่ท่านไม่ควรกระทำ นี่เรียกว่า แส่เสือก
คนอื่นเขาไม่เชื่อในถ้อยคำของท่าน แต่ท่านก็พูดไม่รู้จบ นี่เรียกว่า เพ้อพล่าม
พูดในสิ่งที่คนอื่นเขาอยากจะฟัง นี่เรียกว่า ประจบ
ไม่รู้ดีชั่ว เออออตามคนอื่นเขา นี่เรียกว่า สอพลอ
ชอบนินทาความผิดของคนอื่น นี่เรียกว่า ใส่ไคล้
ทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่น นี่เรียกว่า ยุแยง
คนที่ยกย่องคนชั่ว ขับไล่คนที่ตนเกลียดชัง นี่เรียกว่า เจ้าเล่ห์
ไม่แยกดีชั่ว ทำดีกับสองฝ่าย เพื่อให้เขาชอบ นี่เรียกว่า กลิ้งกลอก

โรคร้ายทั้ง 8 ประการนี้ ต่อภายนอกก็ก่อกวนคนอื่น ต่อภายในก็ทำร้ายตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ผู้มีสติปัญญามิยอมชิดใกล้"

"ถ้าเช่นนั้น ที่ว่าความทุกข์ 4 ประการนั่นเล่า คืออย่างไร" ขงจื๊อถาม

หยีฟู่ตอบว่า
คิดจะทำแต่เรื่องใหญ่ เพื่อหาชื่อเสียง นี่เรียกว่า มักใหญ่
ทำเป็นอวดฉลาด ทำอะไรตามใจชอบ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเอง ไม่คำนึงถึงการล่วงเกินผู้อื่น นี่เรียกว่า ถือดี
มองเห็นความผิดของตน แต่ไม่ยอมแก้ไข ครั้นเมื่อได้ฟังคำตักเตือนของคนอื่น ก็กลับโมโหโกรธา นี่เรียกว่า ยโส
ถ้าความเห็นนั้นตรงกับตน ก็ว่าถูก ถ้าความเห็นนั้นไม่ตรงกับตน แม้จะดีก็ว่าไม่ดี นี่เรียกว่า ทะนง

"คนๆ หนึ่ง ถ้าหากมีความทุกข์ 4 ประการนี้แล้ว ก็ยากที่จะสนทนามหามรรคกับเขา" ขณะหยีฟู่กล่าว ขงจื๊อฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยน ค้อมคำนับอีกสามครา หยีฟู่ขอตัวลงเรือล่องลับตาไปในทะเลสาบ

บทสรุปคำสอน จากหยีฟู่ หากผู้นำยังติดข้อง 8 โรคร้าย จมอยู่กับ 4 ความทุกข์ โอกาสที่จะบรรลุถึงขั้น "สติปัญญาเลิศ" นำมาแก้ปัญหาให้บ้านเมือง สร้างความสงบให้แผ่นดิน ก็คงไม่มี.

ที่มา: หนังสือมรดกจากเต๋า เพื่อเยาวชนไทย จวงจื๊อจอมปราชญ์
        บุญศักดิ์ แสงระวี แปล

รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ (ว.วชิรเมธี)

วิธีอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ (ว.วชิรเมธี)
รู้ไหมว่า...เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก
จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆ
อยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้
ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไร คือ สิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
'“น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง
ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวา คือ พร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด”'
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส
กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย
แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า

ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมา
เพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้
เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้น
หันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร
มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้

เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่ คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้
ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย

ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม
หรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้น

ขอบคุณที่มา : วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี
 

大悲咒(2009版)-天籟梵音

 http://www.youtube.com/watch?v=d8V6kPlVUFs&feature=related

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ประหยัดอย่างมหาเศรษฐี

"คาร์ลอส สลิม" สามารถใช้เงินนาทีละ 35,000 บาทได้ไปอีกร้อยปี แต่เขากลับคิดแล้วคิดอีกเวลาต้องจ่ายเงิน และก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่คิดและทำแบบนี้

ยังมีมหาเศรษฐีในโลกนี้อีกหลายคนที่ไม่ได้ทำตัวฟู่ฟ่าหรือแสดงฐานะอะไรมากมาย แถมยังเก็บออมเงินอย่างแปลกๆ อีกต่างหาก ซึ่งวิธีใช้ชีวิตของบรรดามหาเศรษฐี อาจให้แง่คิดแก่ผู้ที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีจำนวน  6,864,605,142 คน บ้างก็ได้

เริ่มจากหลักง่ายๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คือ การสร้างบ้านให้ธรรมดา เพราะแม้มหาเศรษฐีจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหราในแมนชั่นที่สุดแสนจะพรรณาและมหาเศรษฐีหลายคนก็ทำเช่นนั้น

ขณะที่บิล เกตส์ มีแมนชันขนาด 66,000 ตารางฟุต มูลค่า 147.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท ในเมืองเมดินา วอชิงตัน แต่มหาเศรษฐีสุด มัธยัสถ์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกที่จะอยู่ในบ้านแบบเรียบง่าย โดยเขายังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านขนาด 5 ห้องนอนหลังเดิมในเมืองโอมาฮา อันเป็นหลังที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2518 ในราคา 31,500 ดอลลาร์ หรือเกือบล้านบาท

และแม้ว่านิตยสารฟอร์บส์จะระบุว่าคาร์ลอส สลิม มีทรัพย์สินมหาศาล 60,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,878,600 ล้านบาท และรวยถึงขนาดที่สามารถใช้เงินนาทีละ 1,150 ดอลลาร์หรือกว่า 35,000 บาท ไปอีก 100 ปี กว่าทรัพย์สินจำนวนที่มีในปัจจุบันจะหมด แต่มหาเศรษฐีคนนี้ ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมกับที่เคยอยู่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี

นอกจากมีบ้านธรรมดาๆ แล้ว มหาเศรษฐีผู้นิยมการประหยัด อย่างจอห์น คอดเวลล์ ชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งบริษัทมือถือ Phones 4U, เดวิด เชอริงตัน อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้แนะนำลาร์รี เพจแก่นายทุนจนได้หุ้นกูเกิลจำนวนหนึ่งมาเป็นรางวัล ทั้งยังทำโครงการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์มากมาย, ชัค ฟีนีย์ นักธุรกิจอเมริกันผู้ก่อตั้งร้านค้าปลอดภาษี ล้วนเป็นคนรวยที่ชื่นชอบการเดิน ขี่จักรยาน และใช้บริการขนส่งมวลชนในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในเมือง ทั้งที่บุคคลระดับมหาเศรษฐีเหล่านี้สามารถนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปประชุมระหว่างมื้อกลางวัน หรือนั่งรถเบนท์ลีย์พร้อมคนขับโก้หรูอย่างสบายๆ

แต่พวกเขาก็เลือกวิธีที่จะได้ออกกำลังกายนิดหน่อยและใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมนี้ดีทั้งต่อเงินในบัญชีและสิ่งแวดล้อม

รายของฟีนีย์นั้น มัธยัสถ์ถึงขั้นใส่นาฬิกาเรือนละ 15 ดอลลาร์ หรือประมาณ 500 บาท นั่งรถโคช และไม่มีแม้แต่บ้านหรือรถยนต์ของตัวเอง

ชื่อของฟีนีย์อาจไม่เป็นที่คุ้นหูเพราะเขาไม่ชอบแสดงตัว เห็นได้จากในช่วงแรกที่เขาเริ่มบริจาคเงินเพื่อการกุศล ก็ทำแบบเงียบๆ โดยเขาบริจาคเงินไปแล้วกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (124,000 ล้านบาท) ผ่านมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นด้วยหุ้นของบริษัทตัวเอง

ขณะที่เหล่าเซเลบสวมรองเท้าคู่ละ 700 ดอลลาร์และหิ้วกระเป๋าที่แพงมากกว่ารายได้ในรอบหลายปีของบางคนในประเทศโลก ที่ 3 ฟีนีย์ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะใช้ถุงพลาสติกเป็นที่ใส่เอกสารและใช้บริการรถไฟ ใต้ดิน

•    แค่ลดรายจ่าย รายรับก็เพิ่ม

สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้อีกจากพฤติกรรมของมหาเศรษฐี คือซื้อเสื้อผ้าธรรมดาๆ เพราะขณะที่คนบางจำพวกลืมคำนึงถึงเงินในกระเป๋าและราคาของสินค้า แต่กลับทุ่มความสนใจไปกับการสวมใส่เสื้อผ้า-รองเท้ายี่ห้อดังนั้น มหาเศรษฐีผู้ มัธยัสถ์บางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากหรือเงินที่ ต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้ เชอริงตันจึงแต่งตัวง่ายๆ ด้วยกางเกงยีนส์และเสื้อยืด หรืออย่างรายของ อิงค์วาร์ คัมปรัด ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์นิเจอร์  Ikea ก็เลี่ยงการสวมสูท เช่นเดียวกับคอดเวลล์ซึ่งซื้อเสื้อผ้าธรรมดาแทนที่จะหมดเงินไปกับเสื้อผ้า ยี่ห้อดัง

นอกจากนั้น มหาเศรษฐีอย่างคอดเวลล์และเชอริงตัน ยังเลือกตัดผมเองด้วย อาจเพราะไม่อยากเสียเวลาไปร้านตัดผมหรือขยาดค่าตัดผมที่สูงของร้านสมัยใหม่

ในเรื่องการใช้รถนั้น แม้มหาเศรษฐีอย่างลาร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทออราเคิล เพลิดเพลินกับการใช้เงินไปกับรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน แต่มหาเศรษฐีคนอื่นเลือกใช้พาหนะธรรมดา อย่างจิม วอลตันแห่งตระกูลวอลมาร์ท ร้านค้าชื่อดังของสหรัฐ เลือกขับรถกระบะที่ใช้มานาน 15 ปี ส่วนอาซิม เปรมจิ มหาเศรษฐีนักธุรกิจอินเดีย ก็ขับรถโตโยต้าโคโรลลา ขณะที่คัมปรัดแห่ง Ikea ขับรถวอลโว่ที่ใช้มานาน 10 ปี

แนวคิดง่ายๆ ในเรื่องนี้คือ "ซื้อรถที่ไว้ใจได้ และใช้จนกว่าจะพัง" โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถวันละคัน

สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจแก่บางคน คือการที่คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีผู้ มั่งคั่งที่สุดในโลก ไม่มีเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว อาจเป็นเพราะสลิมยึดหลักที่ว่า "เพียงลดรายจ่าย รายรับก็จะเพิ่มขึ้น" ในทำนองเดียวกัน มหาเศรษฐีหลายคนก็เลือกที่จะไม่ครอบครองสิ่งหรูหรา อย่างบัฟเฟตต์ที่หลีกเลี่ยงสิ่งของฟุ่มเฟือย

สรุปแล้วสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากพฤติกรรมของบรรดามหาเศรษฐีติดอันดับโลก คือนิสัยของการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะใครเลยจะทราบว่าบางทีความเป็นคนมัธยัสถ์นี่เองที่อาจมีส่วนช่วยให้มหาเศรษฐีเหล่านี้ สร้างเสริมฐานะจนร่ำรวยขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้ และดูไปแล้วมหาเศรษฐีบางคนก็เลือกที่จะไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ
เมื่อมหาเศรษฐีทำได้ คนที่ไม่ใช่เศรษฐีอีกจำนวนมากในโลกนี้ก็น่าจะทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของการเลิกใช้จ่ายสิ่งที่เป็นส่วนเกินความจำเป็น ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม และเมื่อฝึกหัดจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะเห็นว่าหนทางสู่ความเป็นเศรษฐี หรืออย่างน้อยก็สร้างความพอเพียงให้แก่ตัวเองและครอบครัวนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 11 ก.ย. 2553

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

หลวงพ่อดีเนาะ

หลวงพ่อวัดหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อลือชากันว่า ท่านเป็นพระที่มีแต่ความสุข ไม่เคยมีความทุกข์ 

วันหนึ่ง โยมมานิมนต์ท่านไปเทศน์ที่บ้าน บอกท่านว่าจะมารับแต่เช้า หลวงพ่อก็นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที หลวงพ่อก็ว่า "ไม่มา ก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า" 

ฉันข้าวได้ไม่กี่คำ โยมก็มารับพอดี กราบกรานขอโทษที่มาช้า เหตุเพราะว่ารถเสีย

หลวงพ่อวางช้อน "อือ ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ"

นั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับอีก คนขับบอก "รถเสียครับ" หลวงพ่อก็ว่า "ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ" คนขับซ่อมเครื่องรถได้พัก ก็ออกปากขอให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ 

ความจริงหลวงพ่อก็แก่ ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ แต่ท่านก็ยิ้ม บอกว่า "โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ" แล้วก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้ 

ไปถึงบ้านงาน เวลาเลยเที่ยง หมดเวลาฉันอาหารไปแล้ว เป็นอันว่า วันนั้นหลวงพ่ออดข้าว เจ้าภาพก็ร้อนใจ อะไรๆ ก็เลยเวลามานาน นิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที

"ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ" 

หลวงพ่อว่าแล้วก็ขึ้นธรรมมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปหนึ่งคำ แล้วก็บอกโยมว่า "โอ้ดีเนาะ ดีๆ" แล้วก็วาง

ธรรมเนียมของหลวงพ่อขลังๆ เวลาท่านฉันอะไร ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง ว่ากันว่าเป็นสิริมงคลดีนัก เรียงหน้ารอกันเป็นแถว ลูกศิษย์คนแรก ดื่มกาแฟก็พ่นพรวดออกมา 

"เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง!" 

"ก็ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆ มานาน" หลวงพ่อว่า "ฉันเค็มๆ มั่งก็ดีเหมือนกัน" 

ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ลมแรง น้ำท่วม หรือคนด่า หลวงพ่อท่านมองไปในแง่ดีได้หมด

มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับไปติดคุก ท่านก็ว่า "ก็ดีเนาะ มันจะได้ศึกษาชีวิต"

ท่านอาจารย์ประสงค์บอกว่า หลวงพ่อองค์นี้ ชื่ออะไร อยู่วัดไหน ตัวท่านเคยจดไว้ แต่ทำสมุดที่จดหาย จำได้เพียงแต่ว่า คนอีสานเขาสรรเสริญท่านมาก 

แม้ท่านจะชื่อจริงอะไร ก็คงไม่มีใครจำ เพราะต่างก็เรียกท่านว่า "หลวงพ่อดีเนาะ" กันหมดแล้ว

ที่มา: พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตสมภารวัดป่าชิคาโก
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

หลวงพ่อดีเนาะ (2)

ราวปี 2511 ทหารอเมริกันได้แฟนเป็นคนไทย ตอนร่ำลาจะไปรบในเวียดนาม แฟนก็เอาเหรียญหลวงพ่อดีเนาะให้ไปห้อยคอ แล้วก็ถูกเวียดกงยิงจน ฮ.ตก เพื่อนร่วม ฮ. ตายไปเกือบหมด

ทหารอเมริกันคนนั้นเจ็บนิดหน่อย พักรักษาตัวที่อเมริกา พอหายก็กลับมาตามหาหลวงพ่อ บ๋อยโรงแรมที่พักไม่รู้จัก ช่วยถามต่อ จนได้ความ หลวงพ่อเป็นสมภารอยู่วัดมัชฌิมาวาส กลางเมืองอุดรธานี

หลวงพ่อเป็นพระระดับเจ้าคุณชั้นเทพ พระเทพวิสุทธาจารย์ อายุท่านตอนนั้นใกล้ร้อยปี

ฝรั่งเอาเหรียญที่ห้อยคอให้ท่านดู แล้วก็ขอเหรียญท่านอีกเหรียญ หลวงพ่อท่านก็ให้พร้อมตะกรุดอีกดอกหนึ่ง ว่ากันว่า เหรียญท่านทำรุ่นเดียว เวลาให้ใครท่านแถมตะกรุดให้ด้วย

หลวงพ่อดีเนาะเป็นพระบ้าน สร้างวัดได้ใหญ่โตโอ่อ่า วางรากฐานการศึกษาให้พระเณร ทั้งด้านนักธรรม ด้านบาลี ถึงชั้นเปรียญธรรม 6 ท่านทำเหรียญและตะกรุดรุ่นเดียว 

หลวงพ่อมรณภาพเมื่อปี 2513 เมื่ออายุ 98 ปี ท่านสั่งไม่ให้ใครทำเหรียญรูปท่านอีก

เป็นอันว่า ของขลังทั้งเหรียญและตะกรุดหลวงพ่อดีเนาะ มีรุ่นแรกและรุ่นเดียว

ประวัติของหลวงพ่อ ชื่อเดิม บุ ปลัดกอง เกิดที่บ้านดู่ ต.บ้านดอน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พ.ศ.2415 อายุได้ 19 พ่อแม่อพยพย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านทุ่งแร่ ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี

อายุ 22 บวชเป็นสามเณร ที่วัดบ้านโนนสว่าง ปีต่อมาก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดบ้านบ่อน้อย ต.เชียงยืน อ.เมือง จ.อุดรธานี อยู่วัดบ้านโนนสว่าง ได้ 3 พรรษา พ.ศ.2440 ย้ายมาอยู่วัดมัชฌิมาวาส

พ.ศ.2451 ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดมัชฌิมาวาส 

ท่านเป็นพระที่มองโลกในด้านดีไม่มีด้านร้าย ใครพูดอะไร ท่านพูดสองคำ 

คำแรก สำคัญเนาะ คำต่อมาคือ "ดีเนาะ"

และคำดีเนาะ นี่เอง เป็นที่เลื่องลือ สมณศักดิ์ชั้นสุดท้ายที่ท่านได้ คือพระเทพวิสุทธาจารย์ จึงมีสร้อยต่อว่า สาธุอุทานธรรมวาที...ฯลฯ

คำ...ดีเนาะ ภาษาบาลีคือ...สาธุ นี่คือภาษาธรรม ที่สะท้อนถึงจิตที่มีแต่ความเมตตา

ที่มา: ไทยรัฐ, 8 ม.ค. 2553, กิเลน ประลองเชิง
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สำคัญอันใดกับชื่อ ?

What's in a name? That which we call a rose
By any other name would smell as sweet.

สำคัญอันใดกับชื่อ ? 
ถึงเราจะเรียกดอกกุหลาบเป็นอื่นๆ
กลิ่นของมันก็ยังหอมหวลดังเดิม

- เช็คสเปียร์ 
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เรื่องสำคัญที่สุด

อ่านหนังสือออก สำคัญ
อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า
อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่ง
อ่านตนเองออก สำคัญที่สุด
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

แม่เหล็กในหัวใจ

There is a magnet in your heart that will attract true friends. That magnet is unselfishness, thinking of others first. When you learn to live for others, they will live for you.

- ParamahansaYogananda

มีแม่เหล็กอยู่ในหัวใจของคุณซึ่งจะดึงดูดมิตรแท้ แม่เหล็กชนิดนี้คือ ความไม่เห็นแก่ตัว และการคิดถึงคนอื่นก่อน เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อคนอื่น พวกเขาก็จะอยู่เพื่อคุณ

รูปภาพของ หลิวหย่งหวา

สวัสดีค่ะจองหยิ่นฮยุ๋ง哥哥

หนูติดตามผลงานของ เกอเกอ มาตลอดเช่นกัน  เห็นว่า เกอเกอเป็นผู้คัดลอกบทความดี ๆ มาถ่ายทอดให้กับพวกเรามานาน วันนี้หนูตื่นมาทำงานเอาตอนตีสาม ตามเวลาในประเทศจีน แต่ว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ของหนู  หนูตั้งเวลาเอาไว้ให้เป็นเวลาในประเทศไทย เพราะมีเหตุผลในด้านของการทำงานที่ต้องส่งข้อมูลด้านวิชาการ และเศรษฐกิจให้กับลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทย หลายบริษัท จึงจำเป็นต้องตั้งเวลาให้ตรงกับเวลาไทย จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดในเรื่องของการนัดส่งงานทางอีเมล

หนูทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เรียนได้ว่าเกือบตลอด 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้ค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเฝ้าหน้าจอตลอดเวลานะคะ ต้องมีการพักเช่นรับประทานอาหาร ออกไปช๊อปปิ้งบ้าง ที่สำคัญ ก็ต้องนอนหลับ ออกกำลังกาย และหลายครั้ง ต้องเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน คือพวกหนู 3 คน กับพี่สาว และพี่เขย เราทำงานอิสระในด้านการเป็นที่ปรึกษาให้กับวิสาหกิจเอกชนต่าง ๆ ทั้งบริษัทของคนจีน คนไทย และบริษัทของพวกฝรั่ง ฯลฯ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศจีนค่ะ

สนุกและเป็นอิสระดี

เช้านี้หนูอ่านความเห็นของ ท่านมงคล ซึ่งเวลาท่านเข้ามาครั้งใด ท่านจะเป็นเหมือน ราชครูผู้ปราดเปรื่อง ที่คอยชี้แนะตักเตือนพวกเราด้วยความเมตตา และแฝงด้วยปรัชญาที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ท่านจะขอให้เป็นความเห็นสุดท้าย และหนูก็คิดว่าคุณลุงเขาคงไม่ทำความแตกแยกในหมู่พวกเราอีก

ที่ท่านมงคลแสดงความเห็นเป็นนิทานและสรุปในตอนท้าย แล้วเสนอให้ webmaster ปิดการออกความเห็นไปเลย หนูเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะแต่หนูขอเสนอ ท่าน webmaster ลบบล๊อคนั้นออกไปทั้งบล๊อคเลย หรือเอาไปซ่อนไว้ในกลุ่มเนื้อหาด้านข้างขวา เพื่อไม่ให้มันโชว์อยู่หน้าจอทุกหน้า เพราะมันเป็นการประจานตัวเองของพวกเรา และที่หนูเสนอให้เอาเก็บไว้ที่หัวข้อด้านขวามือ เพราะว่า เรา จะได้เก็บเรื่องราวนี้ไว้ เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ไว้ในอนาคตค่ะ ความเห็นของหนูเป็นความเห็นของเด็กใหม่อาจจะไม่มีน้ำหนักแต่อย่างใดนะคะ

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความเห็นในบล๊อคบ้า ๆ นั้น และเป็นการให้เกียรติท่านมงคล หนูจึงมาใช้พื้นที่ของจองหยิ่นฮยุ๋งเกอเกอในการแสดงความคิดเห็นนะคะ

และหัวข้อของเกอเกอมันก็ตรงใจหนูมากเลยค่ะ

มีอะไรก็ติดต่อหนูได้นะคะ-นับถือค่ะ

刘 永 华

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สวัสดีครับ หลิวหย่งหวา 妹妹

认识你,我很高兴。ยินดีที่ได้รู้จัก และขอต้อนรับสมาชิกใหม่ครับ เพิ่งรู้ความจริงว่าหงีทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทเอกชนต่างๆ นี่เอง ไหงจะคอยติดตามอ่านเรื่องที่หงีเขียนนะครับ
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

นิทานเทวดา หลอมใจไทยเขมร

ครูโยธิน อุ่นชื่น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกสูง หมู่ 1 ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว วัย 59 ปีเล่าถึงอดีตให้ฟังว่า 

ปี 2533...สมัยนั้นยังเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองจาน ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว 
 
ผมอยู่โรงเรียนหนองจาน 11 ปี...ระหว่างปี 2533-2543 บรรยากาศการเรียนการสอน ไม่เฉพาะเด็กไทยเท่านั้นที่เรียนหนังสือในชั้นเรียน 

ด้วยความใกล้กันกับประเทศเพื่อนบ้าน...กัมพูชา โรงเรียนบ้านหนองจาน ยังมีเด็กเขมรเดินทางเข้ามาเรียนร่วมด้วย

ผอ.โยธิน บอกว่า การเรียนในห้องเรียนไม่มีปัญหา แต่ในช่วงแรกๆระยะเวลาหนึ่งเด็กไทยรู้สึกว่าจะเกลียดเด็กเขมรมาก เวลากินข้าวกลางวัน ให้กินด้วยกันเด็กไทยก็จะไม่กินร่วมวง เขาบอกว่าเขารังเกียจ

ครูผู้มีหัวใจให้เด็กไม่ว่าจะต่างชาติ ต่างศาสนา ก็ใช้จิตวิทยาเล่านิทานให้เด็กฟัง เรียกว่า "นิทานเทวดา" 

เรียกเด็กไทยมาบอกว่า... "ลูกจ๋า...เขาเป็นคนไหมจ๊ะ" ... "เด็กก็ตอบว่าเป็นค่ะ เป็นครับ" ก็ถามต่อไปว่า..."แล้วเธอทำไมไม่กินข้าวร่วมกันล่ะลูก"

สมมติว่าพ่อเป็นเทวดา ลูกเอ้ย...คนเราเป็นเทวดากะพริบตาเม็ดถั่วเม็ดงาก็จะแตกไปทั่วๆ บังเอิญกะพริบตาปั๊บ...ให้เด็กเกิดมาพร้อมๆ กัน

บังเอิญเด็กคนหนึ่งถูกลมพัดไปตก...เกิดในฝั่งเขมร อีกคนมาตกฝั่งไทย แล้วเราเป็นคนเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่เทวดาจะให้เกิด จะไปรังเกียจกันทำไม

"ข้าวก็ข้าวพ่อหลวงพาทำ แม่โพสพพาทำ น้ำก็มีให้กิน แล้วทำไมต้องให้คำว่าฝั่งเขมร...ฝั่งไทย มาทำให้เราต้องรังเกียจกัน"


"ฝั่งเขมร"... "ฝั่งไทย" เป็นข้อกำหนดของมนุษย์เท่านั้น พวกเธอเคยเห็น บ้างไหม นกที่บินไปไหนได้อย่างเสรี หากินได้ทั่วไปไม่มีใครขวางกั้นได้ ไม่เห็นใครจะมาจ้องยิง 

"เขาก็เป็นคน แต่อาจจะทุกข์ยากกว่าเรา เพราะสภาพแวดล้อมประเทศเขาเป็นอย่างนั้น แล้วเด็กเขมรถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากจะเกิดในที่ที่ลำบากเช่นนั้น... 

เคยถามเด็กเล่นๆ ใครอยากเกิดเมืองไทยบ้าง เด็กก็ยกมือกันพรึบ อยากเกิดบนแผ่นดินของในหลวง แต่เขาทำไม่ได้ เขาเกิดไม่ได้...แล้วในเมื่อเขาเกิดมาแล้ว ก็ต้องการความดูแล เมื่อเรามีโอกาสที่ดีกว่าทำไมเราไม่ดูแลเขาล่ะ" 

ผอ.โยธิน บอกว่า หลังจากเล่านิทานเทวดาจบ น่าดีใจที่เด็กไทย...เด็กเขมร ก็กินข้าวร่วมวงกันได้อย่างไม่มีปัญหา

"กินข้าวร่วมกันแล้ว ยังช่วยกันเก็บกวาด ล้างถ้วยชาม ทำความสะอาด สามัคคีปรองดอง"

ที่มา: ไทยรัฐ, 13 ม.ค. 2554
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

สุภาษิตแต้จิ๋ว

千人千人苦,苦唔相同。

โชยนั้ง โชยนั้งโค่ว โค่วอึ่มเซียตั๊ง

คนทั้งร้อยทั้งพันล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น แต่ทุกข์กันคนละแบบ.

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

คำสอนของบรรพบุรุษจีน

ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ถ้าทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด และตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- บรรพบุรุษตระกูลล่ำซำ

คนเราเกิดมาต้องกตัญญูรู้คุณคน และสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจคือ ความซื่อสัตย์สุจริต มิใช่กำไร
- เทียม โชควัฒนา

อดทนถึงจะสำเร็จ เสียสละจะพ้นภัย เงียบจะเป็นอรหันต์ และ ร่าเริงทำให้อายุยืน
- บรรพบุรุษตระกูลสิริวัฒนภักดี

เสริมจ๊องหยิ่นฮยุ่งโก๊

"อย่าวิ่งหนีปัญหา หรือ คิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น นำหน้าหรืออยู่เหนือผู้อื่นตลอดเวลา

เมื่อใดที่คนเราดิ้นรนแข่งขัน หรือคิดเปรียบเทียบกับผู้อื่น จะทำให้ตัวเองไร้ความสุข

ตรงกันข้ามเมื่อความต้องการแก่งแย่งแข่งขันลดน้อยลง จะทำให้ชีวิตคนเรามีความเรียบง่ายขึ้น

เมื่อชีวิตเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ในที่สุดความสุขก็ตามมา"

ลอกมาจากจ๊องหยิ่บฮยุ่งโก๊  ขอเสริมนิดนึง

อย่าเป็นนักจับผิด  คนที่คอยจับผิดคนอื่น  แสดงว่าหลงตัวเองว่าเป็นคนดีเหนือกว่าคนอื่น

ไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง  กิเลศสูงท่วมหัวไม่รู้สึกตัวเอง

คนที่คอยจับผิดจิตใจจะหม่นหมอง  ไม่มีโอกาสประภัสสร

ฉะนั้นจงมองคน มองโลกในแง่ดี  แม้สิ่งที่เป็นทุกข์  ถ้ามองเป็นก็เป็นสุขได้

รูปภาพของ ชิงชิง

สงสัย?

        ยอมอย่างศิโรราบแล้ว ถึงขนาดนี้

        สงสัยจะกู่ไม่กลับเสียแล้ว

        ยกย่องไว้บูชาสักคนหนึ่ง ก็พอละ 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

หนังสือน่าอ่าน

หลายต่อหลายครั้งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปในท้องที่ต่างๆ ตามที่มีผู้กราบนิมนต์ (ทั้งๆ ที่ยังประชวรอยู่) โดยเฉพาะสมัยก่อนที่การเดินทางไม่สะดวกสบายนัก บางครั้งต้องเปิดพัดลมอยู่พักใหญ่ พระวรกายจึงปรับสภาพได้เป็นปกติ และบ่อยครั้งที่เสด็จกลับวัดบวรฯ พร้อมกับพระอาการหอบเหนื่อยอย่างมาก
เมื่อมีผู้ทูลทักท้วงด้วยความห่วงใยที่ทรงรับนิมนต์โดยไม่ทรงคำนึงถึงพระวรกายของพระองค์เอง  พระองค์จะทรงกล่าวกับผู้ทูลทักท้วงเสมอว่า
ที่นี่เป็นพระของประชาชน
ที่มา: หนังสือ รอยสรวลสมเด็จพระสังฆราช, ส.สุทธิพันธ์, สำนักพิมพ์ธรรมสถาพร

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระชนมายุ 8 พรรษานั้น ได้เคยทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ข้าวสาร 1 กระสอบมีกี่เม็ด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายว่า ข้าวสาร 1 กระสอบมีน้ำหนัก 100 กิโลกรัม กิโลกรัมหนึ่งมีเครื่องชั่งวัดได้ 10 ขีด ดังนั้น ก็เอาภาชนะไปตวงข้าวสารมาชั่งได้ 1 ขีด แล้วก็นับข้าวสารที่ตวงมานั้นมีกี่เม็ด แล้วก็เอา 10 คูณ เสร็จแล้วเอา 100 คูณผลลัพธ์อีกที ก็จะได้จำนวนเม็ดข้าวใน 1 กระสอบ
สมเด็จพระเทพฯ ทรงทูลว่า ไม่อยากรู้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สอนว่า ไม่ได้หรอก หากถามก็แสดงว่าอยากรู้ ดังนั้น จงไปหาข้าวสารมาตวงและนับเสีย เมื่อได้ผลเป็นอย่างไรให้มาบอกด้วยว่าข้าวสารหนึ่งกระสอบมีกี่เม็ด เพราะว่าก็อยากรู้เหมือนกัน
นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่สมเด็จพระเทพฯ ทีเดียว
ที่มา: หนังสือ ความสุขของสมเด็จพระเทพฯ, โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

มองคนในแง่ดี

เราควรจะพยายามมองดูคนอื่นในแง่ดีและมองข้ามแง่เลวไปเสีย เพราะเมื่อเรามองดูคนในแง่ดีแล้ว เราก็จะเห็นความดีของเขา และจะมีความรู้สึกในทางที่ดีด้วย เมื่อเรามองคนในแง่ดีเช่นนี้ จิตใจของเราก็บริสุทธิ์และจะไม่มีศัตรู...
ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรี
 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal