หน้าแรก  
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

แลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง "จีน" ระหว่างทุก ทุกท่าน เข้ามาแสดงความเห็น

รูปภาพของ YupSinFa

                          กราบเรียน ท่าน สรภูมิ ไท้โก ที่นับถือยิ่ง ไหง เห็นว่า อาโก เป็นผู้อาวุโส ทรงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ชีวิตมาอย่างยาวนาน ท่าน ได้ใช้ชีวิตในไต้หวัน และ อเมริกามาเนิ่นนาน แน่นอนที่สุด ว่า ท่านคงจะมีเกร็ด ความรู้ เกี่ยวกับจีนไต้หวัน หรือ ชาวอเมริกา เชื้อสายจีน มาให้พวกเราได้อ่านเพื่อประดับความรู้ และ ความบันเทิงบ้าง ไม่น้อยเลยทีเดียว

                         อย่ากระนั้นเลย เราทั้งสอง มาเขียนความรู้ด้วยการใช้อักษรวาที แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ ไท้ก๋าหยิ่น ได้ร่วมอ่าน ร่วมแจม เป็นการแสดงถึงความบันเทิง ความรู้ ความรักใคร่สามัคคีในหมู่ชุมชนของเรา และทุก ๆ ท่าน ก็สามารถร่วมแจมได้ อย่ากระนั้นเลย เรามาแลก-เปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์ หรือ เกร็ดต่าง ๆ กันเลยดีไหมครับ อาสรภูมิไท้โก  ทุก ๆ ท่านด้วยนะครับ สามารถร่วมแจมได้

                         ในฐานะที่ไหง เป็นต้นคิด ไหงจึงขออนุญาต เริ่ม เรื่องก่อน เพื่อเป็นการเปิดทาง ก่อนนะครับ


รูปภาพของ วี่ฟัด

ขอคาระวะด้วยบทกลอน

                           จากจงหยวนสู่แดนแผ่นดินใต้

                     จากแดนใต้ชาวฮากกามาสยาม

                     สุวรรณภูมิแห่งนี้ระบือนาม

                     ว่ามีความสมบูรณ์เกื้อกูลกัน

                               ลูกหลานชาวฮากกาจงตระหนัก

                     ควรรู้จักบรรพชนคนแข็งขัน

                     ทนเหนื่อยากลำเค็ญไม่เว้นวัน

                      เพื่อสร้างสรรค์ให้ลูกหลานสราญใจ

                                 วัฒนธรรมฮากกามีค่าล้ำ

                        จงจดจำสืบสร้างอย่างเลื่อมใส

                        เสริมความรักสามัคที่เกรียงไกร

                        จารึกไว้เป็นรากฐานลูกหลานเทอญ

                             จารึกไว้เป็นรากฐานลูกหลานเทอญ

                                     ขอคาระวะ ....ไหง ...ใช้วี่ฟัด ( ไช่เหวยฟา )

รูปภาพของ วี่ฟัด

สืบสานวัฒนธรรมฮากกา ( ฉบับเหตุการณ์ปัจจุบัน )

                            จากจงหยวนสู่แดนแผ่นดินใต้

                      จากแดนใต้ชาวฮากกามาสยาม

                      สุวรรณภูมิแห่งนี้ระบือนาม

                      ว่ามีความสมบูรณ์เกื้อกูลกัน 

                            เดี๋ยวนี้ความสมบูรณ์เกือบสูญสิ้น

                      ความเกื้อกูลห่วงหาก็สูญหาย 

                      เพราะผู้คนเห็นแก่ตัวอยู่มากมาย

                      หลงอบายเกลือกกลั้วไม่กลัวเกรง

                             มีหนึ่งลูกหลานชาวฮากกา

                       ประกาศกล้าท้าแผ่นดินที่อาศัย

                       ว่าตัวเขาคือแสงแห่งมหาประลัย

                        ทำร้ายไทยให้แดดิ้นสิ้นชีวา

                              บรรพบุรุษของเขาเข้ามา

                         พึ่งพาโพธิสมภารพระกรุงศรี

                         เพื่อหนีร้อนมาพี่งเย็นแห่งชีวี

                         ไม่เดือดร้อนแสนสุขขีในแดนไทย

                                แต่เขากลับอกตัญญูเจ้าแผ่นดิน

                           ทำลายสิ้นความเกื้อกูลและห่วงหา

                            มีกิเลสทำลายล้างตลอดเวลา

                            ใครไม่มาสยบกูมึงบรรลัย

                          

 

                         

                      

                                                 

รูปภาพของ YupSinFa

(เหตุการณ์ปัจจุบันนำพาให้เศร้าใจ)

                        ได้อ่านกลอน "วี่ฟัดโก" นึกโอ้โห ตรงกับใจ ไหงเสียจริง

                         เพราะทุกสิ่ง ที่ได้พบ ประสบเห็น เป็นเหตุการณ์ ที่ไม่เย็น

                         เพราะคนเป็น "อาศัยแผ่น ดินไทย"  มันเย้ายวน

                         ที่น่าเศร้า เพราะมันเป็น เช่น เผ่าพันธุ์  "ฮากกา"  นั้น

                         ทำให้เรา ใจเศร้าหมอง   อีกนึกคิด  อยากรับผิด ผองไทยปอง

                         ว่า พวกเรา จะต้อง มุ่ง   พัฒนา   ทั้งใจคน  ไทยทั้งหลาย

                         หลายหลาย เผ่า ล้วนเป็นเรา ที่เกิดมา อาศัยอยู่

                         มีองค์พระ "ภูมิพล" ล้นเกล้ารู้   ท่านคงอยู่  เพื่อชาวไทย ไปนิรันดร์

รูปภาพของ วี่ฟัด

สืนสานวัฒนธรรมฮากกา ( ฉบับเหตุการปัจจุบัน ) ต่อ

                       แล้วที่สุดเวรกรรมจักสนอง

                  ถึงอยากปรองดองไปก็ไร้ผล

                  เวรและกรรมย่อมสนองแก่ผู้คน

                  ที่ทำตนชั่วชั่วไม่กลัวเกรง

                         ลูกหลานชาวฮากกาจงตระหนัก

                   ต้องปกปักรักษาชาติศาสนา

                   ทั้งเทิดองค์กษัตริย์ขัตติยา

                    ช่วยนำพาชาติไทยให้รุ่งเรือง

                           บรรพชนฮากกามาอาศัย

                     แผ่นดินไทยขององค์พระทรงศรี

                     เราต้องกตัญญูกตเวที

                     ต่อแผ่นดินที่ที่เราได้เกิดมา

                           

สืบสานวัฒนธรรมฮากกา ฉบับเหตุการปัจจุบัน

บทกลอนไพเราะเสนาะโสต จริง ๆ ไอ้หมอนั้นมันฮากกาพาเหล่าผ่าก่อ เกือบจะภูมิใจแล้วเชียวว่ามีคนฮากการะดับผู้นำประเทศ เฮ้อ เชี๊ยดไผ่กุ้ย

สืบสานวัฒนธรรมฮากกา ฉบับเหตุการปัจจุบัน ต่อ

เมื่อฟังบทกลอนกระแทกอาคันตุกะจากดูไบแล้ว ขอแถมท้ายด้วยบทเพลง   ท่อนหนึ่งว่า  อย่าหยิบ อย่าฉวย หาทางร่ำรวยด้วยการกินโกง  แม้นตาย     เข้าโลง บาปกรรมเพราะโกงติดตามเรื่อยไป ถึงเป็นเศรษฐี มั่งมีเงินทอง     เพียงใด หมดลมแล้วไม่อาจนำเงินไปได้เลยสักคน   เออเคยฟังเพลงนี้กัน   บ้างอะป่าว ท่าน 3 จตุรเทพฮากกาพีเพิล
รูปภาพของ YupSinFa

"台湾"--"ไต้หวัน"

               ไถวาน หรือ ไต้หวัน เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของจีน ปัจจุบัน รัฐบาลจีน ถือว่า ไต้หวัน มีสถานะเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศจีน ภูมิประเทศของไต้หวัน ประกอบไปด้วยภูเขาอยู่บนเกาะตั้งแต่เหนือจรดใต้ มีที่ราบระหว่างภูเขา และที่ราบเชิงเขาตามชายหาด มีชายหาดล้อมรอบเกาะทั้งเกาะ

               ประชากรไต้หวัน ประกอบด้วย ชาวพื้นเมือง ดั้งเดิม ซึ่งจีนเรียกว่า "ชนชาติเกาซาน" หมายถึง ชนชาติที่อยู่บนภูดอยสูงตระหง่าน ชนชาติเกาซานนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกประชากรดั้งเดิมของเกาะทั้งหมด โดยที่ความเป็นจริง ชนชาติเกาซานเหล่านี้ ยังแยกย่อยออกเป็นอีกหลายเผ่า แต่โดยรวม มีภาษาที่คล้าย ๆ กัน การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นเชื้อชาติในกลุ่มโพลีนีเชี่ยน หรือ ชาวเกาะ ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก มีผมดกดำยาวสลวยสวยงาม ผิวสีแทน หน้าตาคมคาย ปัจจุบัน รัฐบาลไต้หวัน ได้อนุรักษ์ประชากรชนชาติเกาซานไว้เป็นอย่างดี และได้อาศัย เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีน และ ชาวต่างชาติทั่วโลก ให้มาเที่ยวชมหมู่บ้านชนชาติเกาซาน เป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ที่น่าติดตาม โดยเฉพาะชาวเกาซาน มีประเพณี ดั่งชาวเกาะแปซิฟิกอื่น ๆ คือ ชอบเต้นระบำ ร้องรำทำเพลง ในอดีต ไหงชื่นชอบเพลง ๆ หนึ่ง ของ เจ๊เติ้งลี่จวิน ผู้โด่งดัง ที่มาล่วงลับที่โรงแรมแม่ปิงข้างบ้านไหงที่เชียงใหม่ เพลงๆ นี้ ก็คือ "เกาซานชิง" เป็นการบรรยาย ถึงความสวยงามของหญิงสาวเกาซานในภูเขา อาหลี่ซาน ทำนองมีจังหวะคล้าย ๆ เพลงของอินเดียนแดง สนุกสนานมาก เข้าใจว่า ไท้ก๋าหยิ่น คงจะรู้จักเพลงนี้ เป็นอย่างดี

               ประชากร ของไต้หวัน ในปัจจุบัน จึงประกอบด้วย ชาวเกาซาน และ ชาวฮั่น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ดังนี้คือ 1.ชาวหมิ่นหนาน หรือ ฮกเกี้ยนใต้ มีสัดส่วน ประมาณ 50 เปอร์เซ็น 2.ชาวฮากกา ซึ่งอพยพไปจากเหมยโจวและหย่งติ้ง มีสัดส่วนในราว ๆ 40 เปอร์เซ็นต์ และ 3.ชนชาติเกาซานเจ้าของเกาะที่แท้จริง มีสัดส่วนราว ๆ 10 เปอร์เซ็นต์

               นับตั้งแต่ เจี่ยงเจี้ยสือ จอมพลหัวหน้าพรรคกว๋อหมินต่าง พ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อเหมาเจ๋อตง ประธานพรรค จงกว๋อก้งฉานต่าง จึงนำทัพ ถอยหนีลงเรื่อมาที่เกาะไต้หวัน โดยเก็บเอาทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ เช่น ทองคำแท่ง โบราณวัตถุสำคัญที่มีค่า วุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เท่าที่เก็บไปได้ทัน นำกองทัพที่เหลือลงเรือไปขึ้นที่เกาะไต้หวัน แล้ว สถาปนา ประเทศจีนเก่า ในชื่อเดิ้มคือ 中华民国  "สาธารณรัฐจีน" ส่วนเหมาเจ๋อตง ประกาศสถาปนาประเทศจีนใหม่ บนพลับพลาเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 โดยมีบรรดาผู้นำพรรค จงกว๋อก้งฉานต่าง และ ผู้นำฝ่ายซ้ายของ พรรคกว๋อหมินต่าง ที่ไม่เอา เจี่ยงเจี้ยสือ เช่น ท่านซ่งชิ่งหลิง เป็นต้น

             ความดีของ เจี่ยงเจี้ยสือ ก็คือ สมบัติต่าง ๆ ที่นำมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ท่านไม่ได้เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่ท่านก็ได้เก็บไว้ ใน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ไถเป่ย เพียงแต่ไหงเสียดายอย่างหนึ่งว่า สมบัติโบราณวัตถุล้ำค่าเหล่านั้น ควรที่จะอยู่ในที่เดิมของมัน ณ วังต้องห้าม ที่ปักกิ่ง โบราณวัตถุที่สำคัญของชาติเหล่านี้ ได้ถูกต่างชาติหรือแม้แต่ชาวจีนด้วยกันเอง ในสมัย ช่วงปลายอาณาจักรชิงและต้นยุคสาธารณรัฐ และในช่วงสงครามกลางเมือง ได้ถูกลักขโมยและถูกปล้นไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาภายหลัง รัฐบาลจีนใหญ่และไต้หวันเอง ได้ลงทุนซื้อโบราณวัตถุเหล่านั้น กลับมาเก็บไว้ ยังที่เดิม ได้เป็นจำนวนมาก

           เจี่ยงเจี้ยสือ เป็นชื่อของเขาในภาษาปักกิ่งหรือ ผู่ทงฮว่า ส่วนชื่อที่ชาวไต้หวันเรียก ในภาษาหมิ่นหนาน ก็คือ เจี่ยงไก้เส็ก คนไทย ได้ยินมา จึงเรียกเพี้ยนไปเป็น เจียงไคเช็ค ชื่อนี้ถ้าไปถามคนจีนทุกคน คงไม่มีใครรู้จักและอาจจะงงงง ว่า เป็นชื่อของตัวอะไร?

           ความดีงามของจอมพลเจี่ยงอีกประการหนึ่งก็คือ หลังจากพิจารณาตนเอง ถึงความผิดพลาดในการบริหารประเทศที่ต้าลู่ ท่านจึงปรับตัว เร่งบริหารงานประเทศสาธารณรัฐจีนที่ย้ายมาไต้หวันอย่างเป็นการใหญ่ ท่านเป็นผู้เริ่มสร้างรากฐานการปกครองประเทศและสร้างความเจริญให้กับใต้หวัน เป็นแบบอย่างให้ผู้นำรุ่นต่อ ๆ มาใช้บริหารประเทศ ซึ่งหลังจากการอสัญกรรมของเจี่ยงเจี้ยสือแล้ว (ประมาณ ค.ศ.1976 ไล่ ๆ กับ เหมาเจ๋อตง ใครไปก่อน-ไปหลัง ก็จำไม่ได้-ขออภัยที่ขี้เกียจเปิดตำรา) ผู้นำคนต่อมา ก็คือ เจี่ยงจิงกว๋อ บุตรชายที่เกิดกับภรรยาคนแรก อันที่จริง เจี่ยงจิงกว๋อ ซึ่งมีอายุอ่อนกว่าพ่อของตัวเอง ประมาณ 18-19 ปี ไม่ค่อยลงรอยกับบิดาของท่านมากนัก หัวออกจะเอียงไปทางซ้าย ได้ไปเรียนที่โซเวียต ออกจะนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่บ้าง แต่เพื่อบิดา จึงจำต้องกลับมา เป็นประธานาธิบดี ต่อจากจอมพลเจี่ยง บริหารประเทศอยู่ไม่นาน ท่านอายุสั้น ก็ต้องลาจากโลกนี้ไป

                หลังจากสิ้นยุคเจี่ยงเจียสือเจี่ยงจิงกว๋อสองพ่อลูก ไต้หวัน ก็มีประธานาธิบดี ที่มาจากการเลือกตั้ง โดย พรรค กว๋อหมินต่าง ชนะมาโดยตลอด มาในระยะ10 ปีลงมานี้เอง ที่พรรคอื่น ๆ ได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดีบ้าง ไต้หวัน มีการพัฒนาประเทศจนกลายเป็นเสือตัวที่ 3-4-5 ของเอเชีย แซงประเทศไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มของเราไป ตามญี่ปุ่นและเกาหลีใต้และสิงคโปร์ เรียบร้อยโรงเรียนจีน ตอนนี้ ก็ทำท่าว่า เวียตนาม ซึ่งก็เป็นเครือญาติเชื้อสายเผ่าพันธุ์จีน กำลังจะแซงเราไปอีก มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็แซงเราไปแล้ว

               กล่าวถึงชาวฮากกาในใต้หวัน ส่วนใหญ่ จะอาศัยอยู่ทางภาคกลางลงไปจนถึงภาคใต้ แถบเมือง ไถจง ไถ่หนาน อาสุกกุง ของไหง่ ก็อยู่ที่ไถเป่ย ท่านเป็นโสด ไม่มีทายาท ทุกวันนี้ ไหงได้แต่นับวันรอข่าวดีมีจดหมายจากทางการไต้หวันให้เดินทางไปรับมรดก(ฮา) ชาวฮากกาไต้หวัน ที่มีโอกาสมีชื่อเสียงโด่งดังได้เป็นถึงประธานาธิบดีของประเทศ เช่น หลี่เติงฮุย กับ เฉินสุยเปี่ยน ลูกพี่ของใครคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ยอมรับกรรมที่ตัวเองก่อไว้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ-นับว่าน่านับถือที่เป็นลูกผู้ชาย-คนแบบนี้ ทำผิด เราย่อมให้อภัยได้

              ชาวฮากกาไต้หวัน มีเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ไม่แตกต่างจากชาวฮากกาต้าลู่มากนัก แต่ที่เป็นเอกลักษณ์คือ หัตถกรรมทำร่มบ่อสร้างเอ้ย ร่ม ฮากกา และโคมไฟ ที่สวยงามมาก ลักษณะร่มเป็นโครงไม้ไผ่ ปะด้วยกระดาษสา เขียนลวดลายสวยสดงดงามตามแบบฉบับของชาวฮากกา มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่แพ้ร่มบ่อสร้าง น่าจะดังกว่าด้วยซ้ำไป

             ถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศจีน ถูกแบ่งเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน กับ สาธารณรัฐจีน เติ้งเสี่ยวผิง ได้พยายาม รวมให้เป็นหนึ่งเดียว โดยใช้ชื่อว่า "อี้กว๋อเหลี่ยงจื้อ"-"หนึ่งประเทศสองระบบ" โดยมี ฮ่องกง และ อ้าวเหมินหรือมาเก๊า นำร่องไป สิบกว่าปีแล้ว แต่ทางไต้หวันก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะเข้าร่วมแต่อย่างใด ตรงจุดนี้ ไหงมีความแปลกใจเป็นการส่วนตัว ว่า ความภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของจีน ทำไมคนไต้หวันส่วนใหญ่ ไม่อยากรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อความยิ่งใหญ่ร่วมกันบ้าง--ก็ว่ากันไปเนาะ เพราะเราไม่ใช่คนไต้หวัน

            เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเกือบหกสิบปีก่อน หลังจากที่เจี่ยง หนีไปตั้งประเทศที่เกาะไต้หวัน เหมาได้สถาปนาประเทศจีนใหม่ ในขณะนั้น กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้ตรึงกำลังตามแนวชายฝั่งทะเลจีนใต้ บริเวณมณฑลฝูเจี้ยน มีการยิงจรวด ข่มขู่ เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา จะบุก ก็ยังไม่พร้อมหรือมีความเสียงที่จะสูญเสียทหารและประชาชน อีกทั้งยังมีตัวการสำคัญเข้ามาสอดแทรก คือ อเมริกาอภิพญามหาอำนาจ ได้เข้ามาใส่รองเท้า จุ้นจ้าน ไม่ให้ ฝ่ายจีนใหญ่ดำเนินการเข้า "ปลดปล่อย" ได้อย่างง่ายดาย เมื่อศูนย์การนำ ประเมินสถานการณ์แล้ว ได้ไม่คุ้มเสียจึงต้องทำสงคราม ปจว.มาร่วมสิบ ๆ ปี มีการยิงขู่ เป็นระยะ ๆ จนกระทั่งต้องใช้นโยบายสันติภาพ มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ขอท่านสรภูมิไท้โก โปรดชี้แนะ ไหง่ผู้น้อยด้อยปัญญาคนนี้ด้วยเถิด.

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เจียงไคเชก และ เหมาเจ๋อตง

เหมาเจ๋อตง ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 ก.ย. พ.ศ. 2519 ภายหลัง เจียงไคเชก (5 เม.ย. พ.ศ. 2518)

มีเกร็ดอยู่นิดหนึ่งครับว่า เจียงไคเชก มีวันเกิดตรงกับวันปล่อยผีของฝรั่ง (Holloween) 31 ต.ค. พ.ศ. 2430 และมีวันตายตรงกับวันไหว้ผีของจีน (เชงเม้ง) - วิกิพีเดีย.

 

รูปภาพของ YupSinFa

ภาษาหมิ่นหนาน

                ชาวหมิ่นหนาน หรือ ฮกเกี้ยนใต้ ถือว่าเป็นกลุ่มชาวจีนที่มาตั้งรกรากปักฐานอยู่ในดินแดนแหลมทองก่อนชาวจีนเชื้อสายอื่น ๆ คือเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี และก็คงเข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ตระกูลของชาวหมิ่นหนาน หรือชาวฮกเกี้ยนใต้ ตระกูลใหญ่ ๆ ต่างกลายเป็นชาวไทยแท้กันหมด เช่น ตระกูล ณ ระนอง

               ชาวฮกเกี้ยนใต้ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในแหลมทอง นับว่า นิยมอยู่ตรงแหลมทองของไทยเลยจริง ๆ กล่าวคือ ชาวฮกเกี้ยน จะพบมากทางภาคใต้ของประเทศไทย นับตั้งแต่ชุมพร ลงไป ที่ตรัง ก็มีเยอะมาก ท่านชวน หลีกภัย ก็เป็นชาวไทยเชื้อสายหมิ่นหนาน ท่านแซ่เดียวกับ ลิโป้ คือ แซ่ หลู ในภาษาผู่ทง แซ่ลิ ในภาษาหมิ่นหนาน ที่ระนองก็มีมาก ต้นตระกูล ณ ระนอง ท่านพระยาฯ(ประทานโทษจำบรรดาศักดิ์ท่านไม่ได้)ผู้มีชื่อว่า คอซิมบี้ ณ ระนอง ที่ปัจจุบันมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมืองไทย นอกจากที่ภาคใต้ของไทยที่มีชาวจีนฮกเกี้ยนใต้อาศัยอยู่มากแล้ว ในมาเลเซีย ก็มีมากเช่นกัน ที่เกาะปีนัง เข้าใจว่า มีอยู่มากที่สุด

               อิทธิพลของภาษาหมิ่นหนานในภาษาไทยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ชื่อของตัวละครทุกตัวในวรรณคดี สามก๊ก ฉบับภาษาไทย ทุกฉบับ ทุกเวอร์ชั่น ล้วนเป็นชื่อในภาษาหมิ่นหนาน เนื่องจาก ท่านเจ้าพระยาพระคลัง(หน) ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ผู้ซึ่งแปลและเรียบเรียงวรรณกรรมสามก๊ก ออกมาเป็นภาษาไทย ถือกันว่า เป็นวรรณกรรมสามก๊กฉบับภาษาไทยฉบับแรก และเป็นฉบับที่มีสำนวนภาษาไพเราะเพราะพริ้งมากที่สุด

              ไหงทราบว่า ตอนที่ท่านเจ้าพระยาพระคลัง(หน) เรียบเรียง วรรณกรรมสามก๊ก ถอดเสียงตัวละครออกมาเป็นภาษาอักษรไทย ท่านได้ปรึกษากับที่ปรึกษาชาวจีน ว่า ตัวละครแต่ละตัวควรจะออกเสียงว่าอย่างไร บังเอิญท่านที่ปรึกษาท่านนั้น เป็นชาวหมิ่นหนาน พวกเรา จึงคุ้นเคยภาษาหมิ่นหนานโดยไม่รู้ตัว จากชื่อของตัวละครทุก ๆ ตัวในวรรณกรรมสามก๊ก เท่าที่ไหงทราบว่าภาษาผู่ทง ออกเสียงว่าอย่างไร มีประมาณนี้

               1.เล่าปี่                 ผู่ทง--หลิวเป้ย

               2.ตั๋งโต๊ะ               ผู่ทง--ต่งจวั้ว

               3.เตียวหุย             ผู่ทง--จางเฟย

               4.กวนอู                ผู่ทง--กวนหยวี่

               5.โจโฉ(พระเอกของไหง)  ผู่ทง--เฉาเชา

               6.เตียวเสี้ยน          ผู่ทง---จางเสียน

               7.จูกัดเหลียง         ผู่ทง---จูเก๋อเลี่ยง (ขงเบ้ง)

               8.สุมาอี้                ผู่ทง--ซือหม่าเอี๋ยน  (ซือหม่าเป็นแซ่-เอี๋ยน-เป็นชื่อ)

ภาษาแต้จิ๋วจัดอยู่ในกลุ่มภาษาหมิ่นหนานหรือฮกเกี้ยนใต้เช่นเดียวกับภาษาไห่หนำ และญาติห่าง ๆ ของภาษาฮกเกี้ยนใต้ ก็คือ ภาษาเวียต(นาม)  จะเห็นว่า ถ้าใครเป็นชาวไห่หนำ จะมีคำศัพท์ต่าง ๆ ใกล้เคียงกับ ศัพท์ ในภาษาเวียต ด้วย

หมายเหตุ-ถูก-ผิดประการใดท่านผู้รู้กว่ากรุณาแก้ไขให้ด้วยครับ-ตอเซี้ย

              เซี้ยง หรือ แซ่ ในภาษาจีน มีหลายแซ่ ที่เป็นอักษรสองตัว เช่น ซือหม่า-สุมา  โอวหยาง-อาวเอี้ยง (เช่นอาวเอี้ยงฮง-ในเรื่องมังกรหยก)  มีนักแสดงชาวฮ่องกงชื่อดังในอดีตเธอมีชื่อว่า โอวหยางเพ่ยซัน  เอ ยังมีอีกหลายแซ่ ที่มีอักษรสองตัว แต่ไหง นึกได้แค่สองแซ่นี้

รูปภาพของ วี่ฟัด

เกี่ยวกับภาษา " หมิ่นหนาน "

                       หมิ่นฟางเหยียน เป็นหนึ่งในเจ็ดฟางเหยียนของสำเนียงภาษาจีน ดังนั้นภาษาฮกเกี้ยน จึงเป็นสำเนียงภาษาหมิ่น ซึ่งรวมทั้งภาษาที่มีพัฒนาการมาจากสำเนียงภาษาหมิ่น ( ฮกเกี้ยน ) เช่นภาษาแต้จิ๋ว ภาษาไหหลำ ฯลฯ

                       แต่มีนักภาษาศาสตร์ชาวแต้จิ๋ว ได้ร่วมกันกำหนดว่าภาษาแต้จิ๋ว และภาษาไหหลำ เป็นอีกหนึ่งฟางเหยียนในภาษาจีน จึงรวมเป็นแปดฟางเหยียน โดยรวมสำเนียงแบบหมิ่นหนานเข้าไปด้วย โดยกำหนดตามหลักภูมิศาสตร์ ซึ่งแต้จิ๋วและไหหลำ อยู่ทางตอนใต้ของฮกเกี้ยน ( หมิ่น ) และเพื่อให้ความสำคัญและเป็นการยกระดับภาษาแต้จิ๋ว และภาษาไหหลำให้ทัดเทียมกับฟางเหยียนอื่นๆอีกเจ็ดฟางเหยียนเช่น ภาษาฮากกา และภาษาเย่ ( กวางตุ้ง ) เป็นต้น 

                นักวิชาการทางภาษาแต้จิ๋วที่เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ที่ชัดเจนคือ อาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร เพราะงานเขียนทางวิชาการของท่านเท่าที่ไหงติดตามงานของท่าน ท่านจะยกสำเนียงภาษาหมิ่นหนาน เพิ่มมาอีกหนึ่งเป็นแปดฟางเหยียนทุกครั้ง ซึ่งในทางสากลของต้าลู่ เขาก็ยังคงยืนยันที่เจ็ดฟางเหยียนเสมอมา โดยถือว่าภาษาแต้จิ๋วและภาษาไหหลำ รวมอยู่ในภาษาหมิ่นฟางเหยียน

                  ดังนั้นถ้าจะกล่าวถึงภาษา " หมิ่นหนาน " ก็น่าจะหมายถึงภาษาแต้จิ๋ว และภาษาไหหลำ มากกว่า

รูปภาพของ YupSinFa

ข่าวล่ามาเร็ว(และแฟนอาจารย์สุขสันต์)

               เมื่อสักครู่ไหงเพิ่งคุยโทรศัพท์กับหลานสาว ชื่อ หงยิง ทำงานอยู่ที่ เมืองจงซาน หลานสาวคนนี้เป็นหลานที่ทำงานดีที่สุดและรายได้มากที่สุดในบรรดาหลาน ๆ ไหง่ เธอจะมาเยี่ยมทวด(อาผอไท้) ของเธอที่เชียงใหม่ ในเดือนตุลาคม ปีนี้ คิดว่า คงจะต้องพาไปเที่ยวกรุงเทพ ด้วย หวังว่าในโอกาสนั้น จะได้ถือโอกาสนัดพบ อาโกทั้งหลายที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล และหวังว่าคงได้พบกับ วี่ฟัดโก ด้วยนะครับ

               ไหงพูดคุยกับหลานสาวพูดให้ฟังถึงเรื่องเหตุการณ์ในเมืองไทย บอกกับเธอว่า ตอนนี้เรื่องราวสงบลงแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง คุณย่าทวดและทุกคนที่นี่ ปลอดภัยดี ไหงได้พูดถึงนายกอภิสิทธิ์ว่า มีความสามารถ ซึ่งเธอก็เห็นด้วย ไหงบอกอีกว่า ไท่กว๋อจ๋งหลี่อภิสิทธิ์ เป็นชาวฮากกา แต่เสียดายที่ไหง่ ไม่รู้ว่า ท่านแซ่อะไร วี่ฟัดโก ทราบไหมครับว่า หลานสาวไหงพูดว่าอย่างไร เธอพูดว่า "ใช่แล้ว นายกอภิสิทธิ์ของคุณอา เป็นชาวฮากกา หนูรู้ด้วยว่า เหล่าเจียของท่านอยู่ที่ไหน เธอยืนยันกับไหงว่า บรรพบุรุษของ ตระกูล เวชชาชีวะ เป็นชาวเหมยเสี้ยน แต่เธอยังไม่ทันบอกตำบลที่อยู่ และ เซี้ยง ของคุณอภิสิทธิ์ ว่า เซี้ยง หมะกาย สายดันถูกตัดไปเสียก่อน"

               นับว่าเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการ ของสาวน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเหมยเสี้ยนแท้ ๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย พอสมควร หลานสาวของไหง่คนนี้ เป็นคนที่ไหงภาคภูมิใจมาก ๆ (ไหงมีหลาน ๆ ที่ ถ่องซาน รวม 24 คน) มีรุ่นเล็ก กลาง ใหญ่ ตั้งแต่ 31 ปี ลงมา ถึง 10 - 12 ขวบ

               เกี่ยวกับความพยายามของอาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร ซึ่งไหงเป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่าน ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด ที่ท่านพยายามเอาภาษาแต้จิ๋วกับ ไหหนำ แยกออกมาจากภาษาหมิ่นหนานนั้น ไหงคิดว่า เป็นความเห็นส่วนบุคคล ของท่าน แต่อย่างไรก็ตามไม่มีวันที่นักวิชาการจีนในต้าลู่ จะยอมรับได้ ถือเสียว่า เป็นความเห็นของนักวิชาการจีนศึกษาของไทยเป็นการส่วนตัวจะดีกว่าเนาะ  อาจารย์สุขสันต์ นี้ เป็นคนแปลก และค่อนข้างมีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น มีความมั่นใจในตัวเองสูง ชอบเขียนหนังสือนอกกรอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไหงนิยมในตัวท่าน การเขียนเรื่องจีนของท่าน ท่านจะอ้างอิงที่มา และออกความเห็นส่วนตัวของท่านเข้าไป เพื่อให้เราคิดตาม โดยไม่เกรงว่า จะมีความผิดพลาด เพราะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว อันนี้เป็นสิ่งที่ไหง นิยมท่าน ที่สำคัญอีกประการ ท่านเป็นนักเขียนที่มีอารมณ์ขัน ออกอีโรติกนิด ๆ งานเขียนของท่านมีมากมาย บางเล่ม เป็นผลงานที่ไม่ค่อยอัพเดท คือ เป็นเรื่องที่มีอายุขัยอยู่ในตัวหมายความว่า ปีต่อมา เรื่องที่ท่านเขียนนั้น ก็เป็นอดีตไปเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น แต่ไหงก็ยอมรับว่า ท่านเป็นหนึ่งในนักวิชาการด้านจีนศึกษา ที่ยอดเยี่ยมที่สุด 1 ใน 4 คน ของไทย (ในความคิดของไหง่) ซึ่งก็คือ ตัวอาจารย์สุขสันต์ ซึ่งเน้นแนวงานเขียนแบบสัพเพเหระ เกร็ดความรู้ต่าง ๆ งานเขียนด้านการเสนอความคิดเห็นส่วนตัว และการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในบางช่วง เช่น ท่านว่า โจโฉ คือ พระเอกตัวจริง ของสามก๊ก ซึ่งไหงอ่านแล้ว จึงเห็นคล้อยตามท่าน เพราะโจโฉ เป็นนักการทหาร นักการปกครอง ที่ยอดเยี่ยม เรื่องความโหดร้ายหรือด้านต่าง ๆ ไม่ต้องพูดถึงเพราะการเป็นผู้นำที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องมีครบทุกรสชาติ ส่วน หลิวเป้ยหรือเล่าปี่ ไหงเห็นด้วยกับอาจารย์สุขสันต์ ว่า เป็นคนที่ โลเล สร้างภาพ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ท่านเป็นคนที่นอบน้อมจริง ๆ  อาจารย์อีกท่านหนึ่งคือ ท่านทวีป วรดิลก ไหงถือว่าท่านเป็น "ครู" ของไหงด้านประวัติศาสตร์จีน เพราะไหง ศึกษาจากตำราของท่าน อีกท่านหนึ่งคือ อาจารย์ บุญศักดิ์ แสงระวี ปรมาจารย์ด้านการแปลหนังสือจีน เป็น ภาษาไทย ผลงานเขียนของท่านมีมากมายหลายเล่ม ล้วนทรงคุณค่า ทั้งสิ้น ความดีของอาจารย์ท่านนี้ คือ เป็นนักแปลอย่างแท้จริง แปลหนังสือดี ๆ ออกมาโดยไม่มีการแสดงความเห็นส่วนตัว งานแปลของท่านเช่น ดาวแดงเหนือแผ่นดินจีน ซึ่งเขียนโดย ท่านเอ็ดการ์ สโนว์ นักข่าวสงครามชาวอเมริกัน ที่เขียนในทศวรรษที่ 1935 และเรื่อง "โจวเอินไหล จารึกไว้ในใจชน" เป็นเรื่องราวที่บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานรอบตัวท่านโจวจ๋งหลี เขียนบันทึกความจำเกี่ยวกับมหาบุรุษท่านนี้ เอ...อีกท่านหนึ่งพิมพ์มาตั้งนายยังนึกชื่อท่านไม่ออก-มันตกสะเกิดนะครับ เอ ท่านชื่ออะไรน้า อาจารย์ที่น่ารัก ๆ ป๊อปปูล่ามาก ๆ ด้วย ท่านเป็นเพศที่ 3 ด้วยนะครับ อาจารย์ท่านนี้ เป็นนักบรรยายจีนศึกษาที่น่านับถือและน่าติดตามท่านหนึ่ง ผลงานเขียนของท่านอาจจะไม่ค่อยมากนัก แต่ผลงานการบรรยายและการสอนหรือการนำเที่ยวของท่านมีมากกว่า ออกทีวีบ่อยด้วย ถือว่าเป็นดาราท่านหนึ่งเลยละ เอ...ขออภัยนะครับ นึกยังไงก็นึกไม่ออก ไหงเป็นคนแบบนี้แหละ ถึงต้องพึ่งแพทย์อายุรกรรมประสาท

              ส่วนคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ ไหงมองว่า ท่านเป็นนักเขียนเรื่องจีนแต้จิ๋วมากกว่าที่จะเป็นอาจารย์ด้านจีนศึกษานะครับ

 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

อาจารย์วิโรจน์?

หมายถึง อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ หรือเปล่าครับ?
รูปภาพของ YupSinFa

ใช่ครับอาจารย์วิโรจน์

ไหงนึกชื่อ อาจารย์วิโรจน์  ตั้งวาณิชย์ ได้ ตอนกำลังจะนอนหลับ โชคดี ที่นึกขึ้นมาได้ก่อน ที่จะนอนหลับ ไม่อย่างนั้น ไหงอาจจะนอนไม่หลับได้นะครับ อาฮยุ๋งโก ทุกเช้าตื่นขึ้นมา จะเข้ามาอัพเดท ดูเมลล์ต่าง ๆ และเข้าชุมชนก่อน ก่อนที่จะออกไปทำงานหรือธุรกิจต่าง ๆ

อาจารย์วิโรจน์  ตั้งวาณิชย์ ท่านเป็นนักบรรยายหรือพิธีกร ในด้านความรู้เรื่องจีน และเป็นอาจารย์สอนความรู้เกี่ยวกับจีน มากกว่าที่จะเป็นนักเขียนเรื่องจีน ที่แตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่น ๆ ไหงชื่นชอบในอัธยาศัยของท่านครับ

อีกหนึ่ง พระองค์ ซึ่งต้องเทอดพระเกียรติให้พระองค์ท่าน เป็นอันดับ 1 ในผู้รู้เรื่องจีน ในประเทศไทย คือ "สมเด็จพระเทพ" ครับ ไม่มีท่านใดที่จะรู้เรื่องประเทศจีน มากไปกว่าพระองค์ท่านอีกแล้ว วัดได้จาก พระราชนิพนธ์ ของพระองค์ท่าน ที่มีออกมามากมายหลายเล่ม และยังมี พระราชนิพนธ์แปล อีก เท่าที่ทราบ อีก 2 เล่ม คือ "เมฆเหินน้ำไหล" และ "ผีเสื้อ" ของท่านหวางเหมิง อดีตรัฐมนตรีจีน ซึ่งเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายในช่วงที่เป็นเรดการ์ด

อีกอย่างหนึ่งที่สมเด็จพระเทพ เป็นสุดยอดปรมาจารย์ด้านความรู้เรื่องจีน ของประเทศไทย ที่ไม่มีอาจารย์ท่านใด เที่ยบได้ คือ พระองค์ท่าน ได้เสด็จเยือนประเทศจีน อย่าง "ครบทุกมณฑล" และ ไปจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์จีน หลาย ๆ ครั้ง จึงนับว่า พระองค์ท่านทรงเป็นผู้รู้เรื่องจีน อย่างลึกซึ้ง เพราะพระองค์ท่าน ทรงจดบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ ที่พระองค์เสด็จไปถึง อย่างละเอียด ตลอดเวลา

ขอโปรดทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

รูปภาพของ YupSinFa

台湾--ไถวาน

            ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ไต้หวัน" อีกเล็กน้อย รู้สึกว่า ข้อมูลตกหล่นไปจากที่ตั้งใจจะเขียน ไถวาน เป็นเกาะ ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ตั้งอยู่บริเวณ ทะเลจีนตะวันออก ตรงข้ามกับมณฑลฝูเจี้ยน เกาะใหญ่เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากไต้หวัน ก็คือ มณฑลไห่หนาน ที่มีบรรดาชาวไห่หน่ำหนั่ง ทั้งหลาย และ ชาวฮากกา ในอำเภอเหวินชาง และมีชนชาติ "จิง" เป็นชนชาติส่วนน้อยของเกาะไห่หนาน ชนชาติจิงนี้เป็นเชื้อสายชาวเวียตนาม มีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เกาะไห่หนาน ในอดีต ขึ้นกับมณฑลกว่างตง เพิ่งแยกออกมาเป็นมณฑลและเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมาได้ ยี่สิบกว่าปี

           สำหรับไต้หวัน หรือ ไถวานในภาษาผู่ทงฮว่า ซึ่งจีนยังถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีน มีเมืองเอก คือ ไถเป่ย เป็นเมืองที่มีความเจริญมากที่สุดในเกาะไต้หวัน ส่วนเมืองที่มีความเจริญรองลงมา คือ ไถหนาน ไถจง และ เกาสุง

           คนจีนไต้หวันดั่งที่ได้บรรยายในหัวข้อข้างต้นว่า เป็นชาวฮั่นอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นชาวหมิ่นหนาน หรือฮกเกี้ยนใต้ ซึ่งเป็นญาติสนิทกับชาวแต้จิ๋ว และชาวฮากกา ซึ่งอพยพไปจากหมอยเย้น และ หย่งติ้งในฝูเจี้ยน

           สิ่งที่ไท้ก๋าหยิ่นอาจจะนึกไม่ถึง หรือ หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบดี มีความประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง ในบรรดาชาวจีนไต้หวัน คือ ความนิยมในการ "เคี้ยวหมาก" หมากในที่นี้ ไม่ใช่หมากฝรั่งนะครับ แต่เป็น "หมาก" หรือ ลูกหมากสด ๆ นี่แหละครับ แต่ต่างจากหมากของไทยตรงที่ว่า ไม่ได้ผสมปูนแดงเข้าไป  การนิยมเคี้ยวหมากในไต้หวันพูดกันว่า ได้รับอิทธิพลมาจากชาวเกาซานนั่นเอง ชนชาติเกาซานนี้ มีลักษณะบางอย่าง คล้าย ๆ กับชาวหลี่ซู่ หรือลีซอในหยุนหนานมาก ที่เห็นได้ชัดคือ การเคี้ยวหมาก ชาวหลี่ซู่ เป็นชนชาติส่วนน้อยในหยุนหนานที่เป็นชาติในกลุ่มภาษาจีน เพียงชนชาติเดียว ที่เคี้ยวหมาก ที่ล้านนา มักจะเห็นชาวหลี่ซู่ ทุก ๆ คน ทั้งชาย-หญิง (ยกเว้นสาว ๆ) ปากแดงไปหมดทุกคน

           มาว่ากันต่อถึงการเคี้ยวหมากของชาวจีนไต้หวัน ความนิยมในการเคี้ยวหมากเป็นการปริวรรตวัฒนธรรมที่แปลกไปกว่าวัฒนธรรมการเคี้ยวหมากดั้งเดิม อธิบายให้เห็นภาพคือ เหมือนกับการที่ชายฉกรรจ์ชอบดื่มเครื่องดื่มชูกำลังนั่นเอง  ดังนั้น กลุ่มคนไต้หวันที่นิยมเคี้ยวหมาก ก็เป็นพวกที่ขับรถเดินทางไกล ๆ พวกนักขับรถขนส่ง รับจ้าง แท๊กซี่ หรือคนทั่วไป ที่เดินทางบนท้องถนนหลวง  ดังนั้น จึงมีร้านขายหมาก เป็นร้าน ๆ เรียงรายไปตามถนนหนทางระหว่างเมือง แถมวิธีการขาย ต่างก็งัดกลยุทธ์ต่าง ๆ มาแข่งกันเพื่อดึงดูดลูกค้า ทราบไหมครับว่าเขาทำกันอย่างไร   กลยุทธ์ทางการตลาดของร้านค้าหมาก ก็คือ ให้หญิงสาว นุ่งน้อยห่มน้อย บางร้านบางคน ใส่เพียงบีกีนี่ ก็มี และมากด้วย นั่งเรียกแขกที่จะมาจอดรถซื้อหมาก ว่ากันว่า เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก และมีร้านขายหมากมากมายหลายร้านทั่วทั้งเกาะด้วย ภาพสาวนุ่งห่มน้อยขายหมากนี้ เป็นที่แพร่หลายมาก น่าเสียดาย ที่ไหงไม่สามารถหาภาพมาให้ ไท้ก๋าหยิ่น รับชมกันได้ หวังว่า ถ้าอาฮยุ๋งโกเข้ามาอ่านแล้วก็คงจะกรุณา "จัดให้" เหมือนเดิม-ขอขอบพระคุณครับ-ตอเซี้ย

รูปภาพของ อาฉี

จัดหมาก ให้ครับ

ยืนยันว่าเรื่องจริง นี่ไงภาพหลักฐาน

มีทั้งแบบ หมากไฮโซ

และ หมากโลโซ

หรือแบบ หมากดีลิเวอรี่ (ส่งหมากถึงที่)

http://www.fwdder.com/data/mail/2009/06/01/1243834049440/image/__fwdDer.com__-122729561-2.jpg

 

ของแถม แจกหมาก (สำหรับ 18+) หมากซีทรู หมากทูพีส และหมากไม่เต็มพีส


คำเตือน อายุไม่ถึงอย่าคลิกบนรูปเล็กนี้นะ เดี๋ยวตกใจเจอหมากไฮซ้อเข้าแล้วจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ) ไม่น่าดูเหมือนใหญ่ข้างบนหรอ

ท่านยับ จะให้หารูปหมากแบบไหนดีละครับ?

ขอภัยไม่มีรูปหมากภาคค่ำมาให้เลือก เท่านี้ก็หมิ่นเหม่แล้ว เดี๋ยวถูกแบน! อยากรู้ต้องไปดูเอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ว่าจะเจอคุกจริงหรือเปล่า

รับพอเป็นสีสรรแล้ว รับข้อมูลวิชาการบ้างก็แล้วกัน

ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

หมาก - เป็นพืชเศรษฐกิจของไต้หวัน มีวางขายตลอดแนวเส้นทางข้ามจังหวัด ในร้านกระจกติดไฟหลากสี หมากจัดเป็นสินค้าที่รัฐส่งเสริม มีฤทธิกระตุ้นประสาท คล้ายๆ พวกยาสูบ หรือ กระทิงแดง เมื่อรับประทานหมากจะรู้สึกซู่ซ่าและไม่ง่วงนอน เป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่ม ผู้มีอาชีพใช้แรงงาน เช่น คนขับรถบรรทุก ยามรักษาความปลอดภัย หมากมีราคาไม่แน่นอน หมากบางร้าน ราคาสูงถึง 200 เหรียญ ต่อถุง(1 ถุงมีหมาก 5-6 ลูก) การขายหมาก ก่อให้เกิดอาชีพที่น่าสนใจคือ สาวขายหมาก หรือที่เรียกว่า "ถังปิงซีซือ" อาชีพนี้ จะทำได้เฉพาะผู้หญิง สาวขายหมากส่วนใหญ่ มักจะแต่งตัววาบหวาม เหมือน พริตตี้ในงานมอร์เตอร์โชว์ในเมืองไทย คนไหนสวยหุ่นดี คุยน่ารัก จะขายหมากได้มาก บางร้านลงทุนกับจ้าง นักศึกษามาขายหมากเป็นงาน part time และสาวขายหมากบางราย ทำรายได้ มากถึง 5 แสนเหรียญไต้หวัน ต่อเดือน และอาชีพนี้ถูกกฎหมายไต้หวัน

ข้อมูลจาก มติชน

จากหนานโถวเพื่อเข้าสู่ไทเป สองข้างถนนจะมีร้านค้าเล็กๆ สำหรับขายหมากและเครื่องดื่ม ให้กับคนขับรถ ยิ่งถนนสายใดมีรถบรรทุกผ่านมาก จำนวนของร้านขายหมากก็มีมาก กลยุทธ์ที่เจ้าของร้านนำมาใช้ดึงดูดลูกค้าคือ การจ้างเด็กสาวสวยหุ่นงามมาใส่ชุดนุ่งน้อยห่มน้อย(แล้วแต่ใครจะใจกล้าพอ) มาคอยขายหมากสดให้กับลูกค้า ในราคากล่องละ 50 NT ลูกค้าเกือบ 100% เป็นผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายไต้หวันนิยมกินหมากกันมาก ประมาณกันว่าราว 1 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดกว่า 26 ล้านคน แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามรณรงค์ให้เลิกกินหมากเพราะเสี่ยงกับมะเร็งช่องปาก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเรียกได้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีความจงรักภักดีใน สินค้าสูงมาก จะแตกต่างจากหลักการนิดหน่อยตรงที่ไม่สนใจว่าจะซื้อหมากจากเจ้าไหน ขอให้เป็นหมากที่แม่หนูน้อยหน้ามนห่มน้อยนุ่งน้อยมาขายให้ก็พอ รายได้ของ "สาวเชียร์หมาก" อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร เงินเดือนรวมเปอร์เซ็นต์จากการขาย และโบนัสไม่ต่ำกว่า 30,000 NT ต่อเดือน หรืออาจจะสูงถึง 80,000 NT ต่อเดือนทีเดียวสำหรับสาวน้อยที่ขายได้เก่งมากๆ


สาวขายหมากพวกนี้จะขายแต่หมากอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ขายบริการ ผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์จะไปจับมือถือแขน หรือถูกเนื้อต้องตัวเป็น อาจถึงขั้นติดคุก นะจะบอกให้

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

หมาก

แหม อาฉี นี่ไวจริงๆ นะครับSmile

หมาก ภาษาจีนกลางเรียกว่า ปินหลาง 槟榔 / 檳榔 นอกจากนี้ รัฐ (เกาะ) ปีนัง ของมาเลเซียก็ยังเกี่ยวข้องกับผลไม้ชนิดนี้กับเขาด้วย เพราะคำว่า ปีนัง เป็นภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า หมาก นั่นเองครับ.
รูปภาพของ เฉินซิ่วเชง

น่ารักมาก..นะเจ้า

 

ไหงมองดูว่าน่ารักดี...อาหมวยขายหมาก...ครั้งแรกเห็นภาพคิดว่าเดินแฟชั่น 555

เข้ามาอ่านจึงรู้..ว่ามีการขายแบบนี้ด้วย  เรื่องนี่ไวใครไวมันแล้วกัน  ไม่ผิดคร่า....

รูปภาพของ YupSinFa

ขอบพระคุณอาฉีโกมากครับ(แฮ่ ๆ)

                  นี่แหละครับ เรื่องจริง ที่หลายท่านยังอาจจะคิดไม่ถึง ว่าชาวจีนตัวขาว ๆ ญาติสนิทกับชาวแต้จิ๋ว คิดว่าฮากกาเราในไต้หวันก็คงมีอยู่ไม่น้อยที่ติด(สาวเชียร์)หมากเหมือนกัน

                  ภาพเหล่านี้นี่แหละครับ ที่ไหงเห็น ส่วนไหง ขอชอบแบบเรียบร้อยรัดกุมดีกว่าเปิดโล่งโจ้งแบบนี้ เพราะว่า "ไหงล้างมือในอ่างทองคำ" ออกจากยุทธภพมานานแล้วครับ ตอนนี้คลุกคลีอยู่แต่ในดงขมิ้น ฮิฮิ

                  สิ่งนี้นับว่า เป็น อันซีน หรือ มหัศจรรย์ไต้หวันในยุคปัจจุบันนี้เลยนะครับ ตอนแรกที่ไหงเพิ่งรู้ก็งงอยู่ แต่ตอนนี้ ยอมรับว่า หมาก เป็นที่นิยมอย่างสุด ยอด ของคนไต้หวันเลยทีเดียว ถ้าส่งลุง เหลียว อยู่วิทยา หรือ พี่แอ๊ด คาราบาวแดง ไปขายแข่ง คงต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเราแน่ ๆ เลย นับว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงหญิงสาวไต้หวันได้เป็นอย่างดีเลยนะครับ

                 ขอขอบคุณมากครับ แหม ชุมชนเรามีสีสันขึ้นอีกเยอะเลย อ้อ? สมัยอาสรภูมิไท้โกมีแบบนี้หรือยังครับ

รูปภาพของ YupSinFa

ท่านสรภูมิไท้โก

                กราบเรียนท่านอาสรภูมิไท้โกที่เคารพ ครับ ไหง ตั้งหน้าบทความนี้ ได้สองสามวันแล้ว ไหงรอท่านอยู่ ไม่ทราบว่า ท่านเข้ามาเห็นหรือยัง ถ้าท่านเห็นแล้ว โปรดกรุณาเมตตาให้กับไหงผู้มีความรู้น้อยด้อยปัญญาด้วยนะครับ ในการเขียน-เล่า ประสบการณ์ดี ๆ จากท่าน เกี่ยวกับเรื่องจีน หรือ ความรู้รอบโลก ทั้งที่ ไต้หวัน และ อเมริกา ที่ท่าน ได้เคยไปใช้ชีวิต มาเล่า ให้สมาชิกทุกท่านหรือ ไท้ก๋าหยิ่น ได้อ่าน เพื่อ ประโยชน์ และความสุข ความบันเทิง ให้กับไท้ก๋าหยิ่น เป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์หรือความรู้ซึ่งกัน และ กัน ในทางสร้างสรรค์

               ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือบรรดา สมาชิกชุมชนของเรานี้เองแหละครับ โดยเฉพาะบรรดา 青年人  เฉียงเหงียนหยิ่น ทั้งหลาย จะได้รับความรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถืออย่างท่านสรภูมไท้โก

               ไหงจะรอนะครับ

รูปภาพของ วี่ฟัด

เรื่องราวฮากกา อาหารฮากกา ทางไทย pbs

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ท่ามกลางวิกฤติการณ์ของประเทศไทย ที่ทำให้จิตใจของเราเศร้าหมอง แต่ก็มีสิ่งดีดีตอนเช้าวันที่ 20 พ.ค. 2553 ทางไทยพีบีเอส จึงขอนำเสนอต่อพี่น้องชาวฮากกาทุกท่านได้ชมกันครับ

http://www.thaipbs.or.th/clip/index.asp?content_id=253983&content_category_id=1062

รูปภาพของ YupSinFa

"เรื่องราวของชาวจีนหยุนหนาน"

                  ไหงจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องราวของชาวหยุนหนานในชุมชนของเรานี้ตอนเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ ๆ โดยเขียนรวมกับ "ชาวจีนโพ้นทะเลในเชียงราย" ซึ่งในเรื่องนี้นั้น ไหงได้ยืนยันว่า ถ้าไม่นับ ชาวหยุนหนานแล้ว ชาวฮากกาจากฮงสุน เป็นชาวไทยเชียงรายเชื้อสายหวาเฉียว มากที่สุดในจังหวัดครับ

                  แต่ในวันนี้ ไหงอยากจะเขียนเรื่องราวของพี่น้องชาวหยุนหนานในเชียงใหม่ กับเชียงราย ให้ ไท้ก๋าหยิ่น อ่าน เพื่อความบันเทิงและเสริมความรู้ให้เต็มอิ่ม ตามแบบฉบับของไหง ง่าย ง่าย สไตล์ สินฝ่า เชิญชม(อ่าน) ได้เลยครับ

                  ถ้านับว่า ชาวจีนที่อพยพออกไปจากประเทศจีน หรือที่เรียกว่า หวาเฉียว 华侨 ที่แปลว่า ชาวจีนโพ้นทะเล แล้วละก็ จะมีชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอพยพออกจากประเทศจีน โดยที่ไม่ได้ออกไปทางทะเล และไหงมั่นใจว่า ชาวจีนกลุ่มนี้ จะมีแต่เฉพาะในประเทศไทย และที่ไต้หวัน เท่านั้น (โดยที่ไม่นับว่ากลายเป็นคนไทยไปแล้วและออกจากไทยไปอยู่ประเทศอื่น) ชาวจีนกลุ่มนี้ คือ "ชาวจีนหยุนหนาน" จากมณฑลหยุนหนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้สุดของจีนนั่นเองครับ ถ้าจะพูดเป็นภาษาไทย เกี่ยวกับการเดินทางมาสู่ไทย ของชาวหยุนหนาน ว่า ชาวจีนโพ้น ภูเขา ก็น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพราะหาได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้ไม่หากแต่ ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ผ่านเขตไตลื้อสิบสองปันนา ผ่านแขวงบ่อแก้ว และหลวงน้ำทาของ สปป.ลาว หรือ ผ่านเมืองเชียงตุงรัฐฉานตะวันออก ของชาวไตในพม่า

              กล่าวถึงชาวหยุนหนานในประเทศไทย นั้น ไหงขอเรียนว่า ชาวหยุนหนาน อาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ สองจังหวัดนี้มีมากที่สุด รองลงมา มีในพะเยาบ้าง และ แม่ฮ่องสอนบ้าง ประปราย ในแม่ฮ่องสอน จะพบที่อำเภอปาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวหยุนหนาน หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอำเภอปายเขาครับ ที่พะเยา มีในอำเภอเชียงคำ และภูกามยาวครับ

             ตามทฤษฎีของไหง (ย้ำนะครับว่า ของไหง-ยับสินฝ่า) ไหง ได้แบ่ง การเข้ามาในประเทศไทยของชาวหยุนหนาน เป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ ด้วยกันดังนี้ครับ

            ช่วงแรก  เป็นการมาในช่วง หนึ่งร้อยปีขึ้นไป ครับ หมายความว่า นับจากปัจจุบันนี้ย้อนหลังขึ้นไป อีก ประมาณ ร้อยปีกว่า ๆ หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นการเดินทางมาติดต่อ-ค้าขาย ด้วยคาราวาน ม้าต่าง หรือ ลา-ฬ่อ(ล่อ) โดยการนำเอาสินค้าต่าง ๆ ในหยุนหนาน มาขายยังดินแดนล้านนาของไทย คือ เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง 3 หัวเมืองใหญ่นี้ ครับ สินค้าส่วนใหญ่ ได้แก่ หยก พลอย อัญมณี อาหารแห้งแบบหยุนหนาน(เช่น ขาหมูแฮม-เกี่ยวกับขาหมูแฮมนี้เจ้าที่โด่งดังมากที่สุดก็คือ ตราอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ยืนยันได้ว่า เป็นตราของพ่อของมาดามจั๋วหลินหรือพ่อตาของเติ้งเสี่ยวผิงนั่นเองครับ โดยเขาทำบรรจุในกระป๋อง หมูแฮมของหยุนหนานเป็นที่นิยมของชาวไต กลุ่มต่าง ๆ ด้วยครับ นอกจากนี้ก็มี ผักกิมจิแบบหยุนหนาน-เอ-ต้องอธิบายอีกหน่อยดีกว่าว่าเป็นอย่างไร ก็คือ ผักกาดนำมาดอง แล้วหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับขิงดอง กระเทียมดองหรือหมัก กับรากกระเทียม(ที่ชาวไตเรียกว่าหักชู)แล้วใส่พริกแห้งนำมาคลุกเคล้ากันแล้วหมักอีกต่อหนึ่ง-ใช้เป็นเครื่องเคียงหรือทานกับข้าวสวยร้อน ๆ เป็นที่นิยมรับประทานของชาวไตกลุ่มต่าง ๆ มากครับ-นอกจากนี้ก็มีเต้าหู้แดงหมักใส่พริกเผ็ด ๆ ขอบอกอีกทีว่า ชาวไตใหญ่นั้น ได้รับวัฒนธรรมอาหารจากชาวหยุนหนานมาเต็ม ๆ เลยละครับ) นอกจากสินค้าเหล่านี้ ก็ยังมีพวก ผ้าแพรไหมจีนต่าง ๆ เครื่องเทศ แล้วขากลับ ก็นำเอาสินค้าต่าง ๆ ของล้านนากลับไปขายซึ่งในหยุนหนานไม่มีหรือหายาก เช่น เกลือ พริกไทย ใบเมี่ยง(ที่ชาวไตกลุ่มต่าง ๆ นิยมอมกัน-รวมทั้งชาวล้านนาด้วย-ใบเมี่ยงคือใบแก่ของชานำมาหมักดองแล้วอมกับเกลือต่างจากคนไทยภาคกลางที่นิยมเคี้ยวหมาก)

               พ่อค้าวาณิชชาวหยุนหนานเหล่านี้ ไป ๆ มา ๆ ระหว่างดินแดนล้านนา มาก ๆ เข้า บางคนก็ติดใจในความเงียบสงบของเชียงรายหรือเชียงใหม่ ซึ่งก็มีสภาพภูมิประเทศและอากาศคล้ายกับหยุนหนานอยู่แล้ว จึงตั้งรกรากปักฐานที่ในเมืองเชียงใหม่ หรือ ในเมืองเชียงราย บางคนก็แต่งงานกับหญิงสาวล้านนา ออกลูกออกหลานเป็นล้านนาหยุนหนานก็มีมากมายหลายครอบครัว บางครอบครัว ยังอนุรักษ์ ภาษาและวัฒนธรรมหยุนหนานสืบกันมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน และหลายครอบครัว ก็ถูกกลืนกลายมาเป็นชาวล้านนาเต็มตัว รุ่นปัจจุบัน พูดภาษาหยุนหนานไม่ได้แล้ว สิ่งที่เหลือคือ ความเป็นมุสลิม ที่ยังคงติดมาตลอดชั่วอายุของแต่ละรุ่น  พ่อค้าบางคนก็กลับไปหอบเอาลุก-เมีย มาอยู่ที่ล้านนาเสียเลย เพราะตอนนั้น ปลายสมัยราชวงศ์ชิง ก็เกิดกบฏชาวนาของท่านหงซิ่วฉวน ต่อมา ก็เกิดลัทธิล่าเมืองขึ้นอีก ที่สำคัญก็คือการก่อสงครามของขุนศึก และสงครามกลางเมืองของ จงกว๋อก้งฉานต่าง กับ กว๋อหมินต่าง

               ช่วงหลัง อันนี้ นับจากปัจจุบัน ย้อนหลังขึ้นไป 60-70 ปี ถือว่า เป็นการอพยพเข้ามาเป็นระลอกใหญ่ ด้วยผลของสงครามกลางเมืองของ เหมาจู่สี กับ เจี่ยงเจี้ยสือ ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามา ก็คือ ทหารของพรรคกว๋อหมินตั่ง กองพลที่ 93 แบ่งออกเป็น 2 กองพัน คือ กองพันที่ 1 นำโดย นายพลหลี่มี่(คนเชียงใหม่เรียกนายพลเลาลี) นำทัพเข้ามาตั้งหลักยังบริเวณถ้ำง๊อบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กองพันที่ 2 นำโดย นายพลต้วนซีเหวิน (คนเชียงรายเรียกนายพลต้วน) นำทัพมาปักหลักที่ บริเวณ ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน(ในขณะนั้น) จังหวัดเชียงราย

              พูดถึงทหารจีนกองพล 93 ซึ่งเป็นชาวหยุนหนานทั้งหมด ก็น่าเห็นใจ ถูกกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนตีแตกกระเจิงเข้ามายังพม่า แล้วถูกกองทัพพม่า ตีโต้กลับเข้าไปยังหยุนหนานอีก ถูกกองทัพแดงของท่านจูเต๋อ ตีร่นมาในพม่าอีก ผลสุดท้าย เจี่ยงเจี้ยสือ พ่ายแพ้ กองพล 93 จึงตัดสินใจถอยร่นมาตั้งหลักยังประเทศไทย โดยถือว่า กองพลของตนเองไม่ยอมแพ้แก่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ-นับถือยกย่องกองพล 93 นี้มาก เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร-โปรดติดตามต่อไป)

             กองพล 93 กว๋อหมินตั่ง เมื่อมาตั้งมั่นในประเทศไทยแล้ว ไม่ใช่อยู่ได้อย่างราบรื่นนะครับ เพราะดินแดนแผ่นดินของเราก็เป็นเอกราช มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของเรา แต่เนื่องด้วยพระบารมีของล้นเกล้าพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักเทิดทูนยิ่งของพวกเรา จึงทำให้ทหารเหล่านี้ อาศัยแผ่นดินไทย(ในระยะแรก) ได้โดยพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทั้ง ๆ ที่ ทหารเหล่านี้ ยังไม่ถูกปลดอาวุธนะครับ ตอนไหงเล็ก ๆ อายุ 6-7 ขวบ ได้อาศัยอยู่ที่อำเภอแม่จันกับอาปาอาแม ซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น ก็พอจำข่าวของพวก กองพล 93 ได้เลา ๆ บ้างแล้ว กองพันทั้ง 2 หลังจากที่แยก ออกจากกัน โดย มาตั้งมั่น ยัง สองจังหวัดของไทย คือ เชียงใหม่กับเชียงราย ยังดำรงชีวิตและฐานะอย่างค่ายทหารนะครับ ตั้งเป็นเขตปกครองตัวเอง ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอันยิ่ง ทำการจัดเก็บภาษีเถื่อน ค้าของเถื่อน เช่นทองคำ พลอย และหยก รวมทั้งฝิ่น ด้วยยิ่งเป็นสินค้าสำคัญเพราะทำเงินได้ดี กองพันทั้งสองจำเป็นต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองเพราะมีทหารอยู่ภายใต้บังคับบัญชาและต้องดูแล กองพันละหลายพันชีวิต

               ต่อมาด้วยกุศโลบายอันแยบยลของรัฐบาลไทยในสมัยนั้น ซึ่งเป็นช่วงของสมัยท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ต่อด้วย ท่านพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้พลิกวิกฤต เป็นโอกาส ด้วยการ เสนอให้ ทหารจีนกว๋อหมินตั่ง กองพล 93 ทั้งสองกองพันนี้ ซึ่งยังมีแสนยานุภาพ และ อาวุธยุทโธปกรณ์ มากมาย ให้ ทำการ ช่วยเหลือรัฐบาลไทย เพื่อแลกกับฐานะผู้อยู่อาศัยถาวร ด้วยการ ให้ ช่วยรัฐบาลไทย ทำสงครามปราบปราม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ใน พื้นที่สีแดงแจ๋ ต่าง ๆ ของไทย เช่น บางอำเภอของเชียงราย ด้านตะวันออก เช่น เชียงของ เวียงแก่น เทิง เชียงคำ พะเยา น่าน พิษณุโลก เขาค้อ เพชรบูรณ์ และ ตาก ซึ่งผลงานการช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ของนายพล เลาลี และนายพลต้วน เป็นที่สำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ พื้นที่สีแดง(คนละแดงกับสมัยปัจจุบัน) ลดลงเป็นอย่างมาก และ ไม่น่าเชื่อ แล้วเวลาก็ผ่านเลยไป จนมาถึงสมัยของท่านรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบาย เอเขาเรียกว่าอะไรน๊า...อ้อ นึกออกพอดี ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยเปิดโอกาสให้สหายแดง ของ พคท.ต่าง ๆ เข้ามอบตัวและปลดอาวุธต่อรัฐบาลไทย เพื่อแลกกับโทษทางอาญาและสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ปรากฏว่า นโยบายนี้ มีความสำเร็จเป็นอย่างมาก (นอกจากปลดอาวุธ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แล้ว ก็ถือโอกาสปลดอาวุธกับพวกทหาร กองพล 93 ทั้ง 2 กองพัน ด้วย)

               ทแกล้วทหารของ ทั้งนายพลเลาลี และนายพลต้วน ถูกปลดอาวุธกันหมด เพื่อแลกกับ สถานะพลเมืองไทย หรือ ผู้มีสิทธิ์อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยอย่างถาวร ทีนี้ก็สบาย ทหารผู้น้อย ไม่ต้องสู้รบอีกแล้ว ต่างคนต่างก็แอบกลับไปหยุนหนานเอาลูกเอาเมียกลับมาอยู่ด้วยเป็นครอบครับใหญ่ หรือ หหารบางคนที่เป็นโสด ก็แต่งงานกับ ชาวไทย ภูเขา อาข่าบ้าง ม้งบ้าง เมี่ยนบ้าง คนล้านนาบ้าง หลี่ซู่บ้าง แต่ก็นับว่าน้อย ถ้าเปรียบกับการแต่งงานระหว่างชาวหยุนหนานด้วยกัน

              สำหรับนายทหารบางคน ซึ่งมีความเที่ยงตรงอย่างแรงกล้า ในใจของพวกนี้ ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนต่อ ประเทศจีนใหม่ แต่อย่างใด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอาวุธถูกปลดไปแล้ว(แต่ก็ยังมีแอบซ่อนเหลืออยู่เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน) ไม่ยอมรับประเทศจีนใหม่ บางคน ขอลี้ภัยไปอยู่กับ เจี่ยงเจี้ยสือ ที่ไต้หวันก็มีไม่น้อย ทีนี้มาพูดถึงความประทับใจของเจี่ยงเจี้ยสือที่มีต่อทหารในกองพล 93 นี้กันบ้าง ตรงนี้ไหงของยกย่อง เจี่ยงเจี้ยสือด้วยความจริงใจ ถึงแม้ว่าตนเองจะเป็นจอมเผด็จการในขณะที่ยังปกครองต้าลู่อยู่ แต่ เมื่อมาพัฒนาไต้หวันแล้ว ท่านจอมพลศรีษะล้านแต่ภรรยาสวยท่านนี้ ก็ไม่ละทิ้งทหารกองพล 93 ที่รับกลับไปอยู่ไต้หวันได้ ก็รับไป ที่ยอมอยู่ประเทศไทยอย่างสมัครใจและเต็มใจ ก็อยู่ไป (ส่วนใหญ่ที่สมัครใจไปอยู่ไต้หวันมักจะเป็นพวกทหารหนุ่ม ๆ ที่เป็นโสด) ส่วนท่านนายพลทั้งสอง คือ นายพลเลาลี และ นายพลต้วน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ จึงเต็มใจที่จะอยู่ในประเทศไทยขอเป็นคนไทย ลืมไปครับ ขอพูดถึงอีกท่านหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ของกองพล 93 อีก 2 ท่าน คือ ท่านนายพล เหล่ย (คนเชียงรายเรียกนายพลหลุยส์) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลแทนนายพลต้วนที่เสียชีวิตไป และ ท่าน พันเอก เฉิน โหมว ซิว ที่คนเชียงรายเรียกท่านว่า เสธ.เฉิน ซึ่งทั้งสี่ท่านเป็นบุคคลสำคัญของกองพล 93 ท่านทั้งสี่ บอกว่า ขออยู่ในแผ่นดินไทย และตายในแผ่นดินไทย เพื่อ "ทดแทนคุณแผ่นดินไทยที่ให้โอกาสเขาเหล่านั้นได้มีแผ่นดินอาศัยอยู่"

               กลับมาถึงเรื่องความประทับใจของจอมพลเจี่ยงและความรับผิดชอบของท่านต่อทหารกองพลนี้ เมื่อไต้หวันมีความเจริญมากขึ้น ถึงแม้ว่า ท่านจอมพลเจี่ยง จะลาจากโลกนี้ไปแล้ว การดูแล กองพล 93 นี้ ก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ (ตามความคิดของไหง) เหตผลแรก คือเป็นการลดภาระของรัฐบาลไทย เหตผลที่สอง คือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกองทหารของตนในฐานะสาธารณรัฐจีน และ ฐานะพรรคกว๋อหมินต่าง ครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลไต้หวัน ช่วยเหลือ ทหารในกองพล 93 ของเขาในประเทศไทย คือการจ่ายเงินทดแทนหรือเงินยังชีพ ให้แก่ทหารทุกคนทุกชั้นยศ ที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดในประเทศไทย เป็นเงิน 150,000.-เหรียญไต้หวัน เป็นเงินไทยในตอนนั้นประมาณ หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าบาท โดยโอนเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ ที่เชียงใหม่ และเชียงราย ในตอนนั้น ไหงเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพสาขาในเมืองเชียงใหม่ ธนาคาร ระดม พนักงานที่มีเชื้อสายหยุนหนาน พูดภาษาจีนกลางได้ หรือ พนักงานทุกคนที่พูดภาษาจีนกลางได้ ให้มาประจำการที่ ชั้น 3 ของธนาคารกรุงเทพสาขาช้างเผือก เพื่อจ่ายเช็คเงินสดเป็นเงินบาท ให้กับ บรรดา อาปัก อากุง ทั้งหลาย ที่ตอนนั้น เป็นทหารชรากันเกือบหมด บางคน ถึงกับให้ ลูก-หลาน หิ้วปีกมาเบิกเช็คก็มี บางคนก็แขนขาด ขาขาด พิกลพิการต่าง ๆ น่าเห็นใจ ตอนนั้น ประมาณปี 36 นานมากแล้วไหงจำได้เลือน ๆ ว่า ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ทำการ หรือ 10 วัน ไหงยังเห็นนายพลเลาลี มาตรวจการ และให้กำลังใจ-ขอบใจ บรรดาพนักงานธนาคาร ภาพที่ไหงเห็นก็คือ อาปัก อากุง แก่ ๆ เหล่านั้น ทำความเคารพท่านนายพลเลาลี ด้วยการ ต๊ะเบ๊ะ หรือแย่หน่อยก็โค้งคำนับ ถามสารทุกข์สุขดิบกัน เป็นภาพที่งดงามประทับใจมาก อ้อ อาปักอากุงทหารแก่ ๆ เหล่านี้ 95 เปอร์เซ็นต์พูดไทยไม่ได้เลยครับ ธนาคารถึงให้พวกไหงที่พูดจีนกลางได้ มาให้บริการยังไงละครับ-เกี่ยวกับภาษาผู่ทงฮว่าหรือภาษาจีนกลาง กับ ภาษาหยุนหนาน นั้น พูดคุยฟังกันรู้เรื่องเลยทีเดียวครับ อาวี่ฟัดโกไปหยุนหนานมาแล้ว ได้ยินชาวหยุนหนานพูดภาษากันไหมครับ เชื่อว่า วี่ฟัดโก คงต้องฟังเข้าใจแน่นอน ฟังกันเข้าใจยิ่งกว่าภาษาล้านนากับคนกรุงเทพ คุยกันเสียอีกนะครับ อันนี้ ตามความสัณนิษฐานของไหง(ย้ำ-ของไหงนะครับ-อย่าเอาไปอ้างอิงที่ไหน) มณฑลหยุนหนาน อยู่ห่างไกลจากปักกิ่งเป็น สามพันสี่พัน กิโล ทำไมถึงพูดคล้ายภาษาปักกิ่ง อันนี้ไหงว่า น่าจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นสมัยราชอาณาจักรต้าชิง ที่เนรเทศอู่ซานกุ้ย คนเปิดประตูด่านให้แมนจูเข้ามา เพื่อเป็นการตัดไฟก่อนลม และต่อ ๆ มา หยุนหนาน ก็ใช้เป็นดินแดนที่เนรเทศขุนนางที่ทำผิดแต่ ฮ่องเต้ยังรักเอ็นดูอยู่ไม่อยากประหาร จึงเนรเทศไปอยู่หยุนหนานกันทั้งครอบครัว อันนี้ จึงน่าจะเป็นที่มาของสำเนียงหยุนหนานกับสำเนียงปักกิ่ง ฟังกันรู้เรื่อง

              เกี่ยวกับทฤษฏีด้านภาษาหยุนหนานกับผู่ทงฮว่านี้ ถ้าท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติม กรุณานำมาบอกต่อให้ความรู้กระจ่างชัดกว่านี้นะครับ

              ชาวจีนหยุนหนานนั้น อาศัยดินแดนร่วมแผ่นดินเดียวกันกับ ชาวเขาชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่าง ๆ ในหยุนหนาน รวมถึงชาวไตลื้อ ไตโหลง(ไทใหญ่) ไตมาว ไตเหนอ(ไตเหนือ) ไตหย่า(ไตในเมืองหย่า-อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของหยุนหนาน-ไตหย่านี้ นับถือโปรแตสแตนท์ ในประเทศไทย มีมากที่ บ้านห้วยไคร้ ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย และ บ้านเด่นห้า อำเภอเมืองเชียงราย-โดยอพยพมาจากเมืองหย่าในหยุนหนาน) ชาวไตกลุ่มต่าง ๆ นิยมเรียกชาวหยุนหนานว่า "แข่" ส่วนชาวล้านนานิยมเรียก จีนฮ่อ สันนิษฐานว่า เพี้ยนเสียงมาจากจีนใช้ล่อเป็นสัตว์ต่าง (ไม่มีทฤษฏียืนยัน)

              มาพูดถึงชาวหยุนหนานที่ไหงรู้จักบ้าง ทั้งที่รู้จักเป็นการส่วนตัว และ รู้จักในฐานะที่ท่านมีชื่อเสียง ขอเกริ่นก่อนว่า ชาวจีนหยุนหนาน มีลักษณนิสัยอย่างไร ชาวหยุนหนาน เป็นชาวจีนที่นิสัยดีทีเดียว น่าคบ ถ้าใครได้คนหยุนหนานมาเป็นเพื่อน หรือ คู่ค้า แล้วละก็ นับว่าบุคคลผู้นั้น โชคดีเลยทีเดียว ชาวหยุนหนานเป็นคนที่มีจิตใจซื่อ ตรง จริงใจ ดั่งนักเลง สุภาพ มีใจเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า มีความอดทนดั่งชาวจีนทั่ว ๆ ไป ชอบช่วยเหลือคน รักพวกพ้อง ยึดมั่นในวัฒนธรรมประเพณีของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ปรับสภาพได้กับวัฒนธรรมที่ตนอยู่ร่วม ไหงเห็นท่านนายพล เลาลี ท่านก็เป็นตัวอย่างให้กับ(อดีต)ลูกน้องของท่าน ด้วยการทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย มีความรักประเทศไทย รักชาติไทย รักในหลวง ท่านก็เริ่มต้นอาชีพใหม่ของท่านด้วยการทำการเกษตรแล้วขยับขยายมาทำธุรกิจต่าง ๆ บุตรสาวคนโตของท่านยังเป็นโสดอยู่ถึงทุกวันนี้ ท่านเป็นอดีตประธานหอการค้าเชียงใหม่ ประธานสมาคมพ่อค้าจีนเชียงใหม่ที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสมาคมการค้าไทย-จีน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชื่อว่าคุณภรณี ชัยศิริ ไหงจำได้ว่า เมื่อก่อนท่านทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการขายตั๋วเครื่องบิน ไหงจำไม่ได้และไม่ทราบข่าวว่าท่านนายพลเลาลี เสียชีวิตไปเมื่อไหร่ ลูก ๆ ของท่าน เข้าใจว่าส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ที่ไต้หวัน ส่วนนายพลต้วน ท่านเสียชีวิตประมาณ ทศวรรษที่ ยี่สิบกว่า ๆ ท่านมีลูกชาย 2 คน ในขณะที่ท่านอายุมากแล้ว ลูกชายคนโต เป็นแพทย์อยู่ที่ไต้หวัน ส่วนลูกชายคนเล็ก อายุไล่เลี่ยกันกับไหง เคยรู้จักและคบหาเป็นเพื่อนกัน นายพลต้วน มีลูกชาย 2 คน คนหนึ่ง เป็นอภิชาติบุตร ที่อยู่ไต้หวัน อีกคน เป็นอนุชาติบุตร ที่เคยเป็นเพื่อนไหง (คงไม่สมควรที่จะเล่าถึงเพื่อนท่านนี้) หลังจากที่นายพลต้วน เสียชีวิต ที่ดอยแม่สลอง รัฐบาลไต้หวันก็ได้แต่ตั้ง ให้ ท่านพันเอก เหล่ย เป็นนายพล ชาวเชียงรายเรียก นายพลหลุย นายพลท่านนี้ เป็นโสด ตอนที่ไหงย้ายจากเชียงรายมาในปี 48 ท่านมีอายุ เกือบร้อยปีแล้ว ยังแข็งแรงเดินเหิรไปตามบ้านแต่ละหลังบนดอยแม่สลอง ไหงเป็นเพื่อนกับหลานลุงของนายพลหลุย สนิทกันมาก เพื่อนคนนี้ ประหยัดมัธยัทถ์มาก ผิดกับชาวหยุนหนานทั่วไป ได้ยินว่า เขาจะได้รับมรดกของนายพลหลุยที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตเป็นมูลค่าหล้กร้อยล้านเลยทีเดียว อีกท่านหนึ่งที่เอ่ยถึงในตอนต้น คือ ท่าน พันเอก เฉิน โหมว ซิว หรือ เสธ.เฉิน ไหงด้วยหน้าที่การงานทำให้บ้งเอิญได้รู้จักกับท่าน อย่างที่บอก ท่านเป็นชาวหยุนหนานที่ใจดี มาก ๆ เป็นผู้ใหญ่ที่มีนิสัยสุขุมเยือกเย็น ท่านพำนักอยู่ อาคารหลังใหญ่ในตัวเมืองเชียงราย มีเลขาภาษาไทย เป็นชายชาวหยุนหนานวัยกลางคน ตอนนี้ ถ้าท่านยังอยู่ น่าจะเกือบเก้าสิบหรือเก้าสิบกว่า ๆ แล้ว เสธ.เฉินท่านนี้ มีความเมตตาต่อไหงมาก ไหงได้ความรู้จากเรื่องทหารกองพล 93 ช่วยเหลือรัฐบาลไทยปราบคอมมิวนิสต์อย่างไร และ ไหงได้รับหนังสือความเป็นมาของชาวหยุนหนานในประเทศไทย มา 1 เล่ม เขียนโดย นายทหารไทยท่านหนึ่ง ท่านเสธ.เฉิน กรุณาเซ็นต์ชื่อให้ไหงด้วยเป็นภาษาจีน เสียดายที่หนังสือเล่มนั้นมันไม่ได้อยู่กับไหงแล้ว.......

                 พูดถึงเสธ.เฉิน ขอยกย่องท่าน(ด้วยความอึ้ง?ปนทึ่ง?) ว่า ท่านมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมาก ท่านถือว่า ท่านเป็นประชาชนไทย ท่านเป็นอดีต นายทหารของสาธารณรัฐจีน ท่านจากบ้านเมืองของท่านที่หยุนหนานมา โดยที่ยังมี พี่ ๆ น้อง ๆ หลาน ๆ ยังคงอาศัยอยู่ที่ทางหยุนหนาน ถ้าเป็นปุถุชนคนอย่างเรา ๆ ก็ต้องมีความคิดถึงญาติพี่น้อง คิดถึงบรรยากาศของบ้านเกิด เสธ.เฉินบอกกับไหงว่า รัฐบาลหยุนหนาน ได้ส่งหนังสือมาเรียนเชิญท่านกลับไปเยือนมณฑลหยุนหนาน "อย่างเป็นทางการ" อยู่หลาย ๆ ครั้ง และ ทุก ๆ ครั้ง ท่านบอกปฏิเสธไปทุกครั้ง เพราะท่านถือว่า ท่านเป็นประชากรของสาธารณรัฐจีน และ ไม่ยอมรับ ในถานะของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านจึงไม่ยอมเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านตามคำเชิญของรัฐบาลหยุนหนาน นี้นับว่า เป็นจุดยืนที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง - น่านับถือ

               ปัจจุบัน ชาวหยุนหนาน มีฐานะที่มั่นคง ทางเศรษฐกิจ และการค้า จากการประกอบอาชีพทางการเกษตรเมืองหนาว และการผลิตชาจีน ท่านใดสนใจ เข้าไปดูเรื่องชาจีนได้ ที่ "10 ยอดชาจีน" และ "สุดยอดชาไทย" ที่ไหงเขียนไว้เมื่อปีก่อนโน้น ทั้งยังมีรายได้จากการค้าขายและการท่องเที่ยว ในเมืองเชียงใหม่ ไหงเห็นตัวอย่างของคนหนุ่มเชื้อสายหยุนหนาน 2 ท่านซึ่งมีวัยเดียวกันกับไหง ซึ่งได้เริ่มต้นธุรกิจ จากเล็ก ๆ มาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของเชียงใหม่ในแต่ละด้าน คือ คนหนึ่งทำธุรกิจค้าขายคอมพิวเตอร์ในช่วงแรกเริ่ม จนกระทั่งปัจจุบันเป็นยักษ์ใหญ่ของร้านคอมพิวเตอร์ครบวงจร มีสำนักงานใหญ่ และ สาขาภายในห้าง ขอเอ่ยชื่อให้หน่อย ว่า ชื่อ บจ.ชิชางคอมพิวเตอร์ บุคคลท่านนี้ เป็นเชื้อสายหยุนหนานชนชาติหุย ก็คือ เป็นมุสลิม นั่นเองครับ อีกท่านหนึ่ง รุ่นเดียวกัน ได้บุกเบิกทำธุรกิจท่องเที่ยวและขายตั๋วเครื่องบิน นำไทยเที่ยวจีน นำจีนเที่ยวไทย รวมถึงไต้หวันด้วย ทั้งสองรายนี้ ในระยะเวลา 20 ปี ได้กลายเป็นผู้นำทางธุรกิจในแต่ละด้านของตนเอง บริษัททัวร์ที่ว่านี้ คือ บจ.สแตนดาร์ดทัวร์

                อย่างที่ทราบนะครับว่า ชาวไทยเชื่อสายหยุนหนาน มีอยู่ 2 กลุ่ม ศาสนา คือ ชาวหยุนหนานฮั่น ซึ่งนับถือศาสนาพุทธมหายาน และ เทพเจ้า เหมือนเรา ๆ นี่แหละครับ อีกกลุ่มหนึ่งคือ หยุนหนานหุย คือเป็นมุสลิมครับ ชาวหยุนหนานหุยนี้ สุภาพสตรีจะขาวสวย ตาสีน้ำตาลอ่อน ผมสีออกเหลือง ๆ แดง ๆ หน้าตาสวยสดหมดจดจริง ๆ ครับ ตอนเป็นวัยรุ่น ไหงคบหญิงสาวชาวหุย อยู่คนหนึ่ง สมัยเรียนมหาลัย น่าเสียดายครับ ที่เธอ เป็นมุสลิม ไม่อย่างนั้นละก็ชิงชิงคงมีเลือดหยุนหนานอยู่ในตัวครึ่งนึงไปแล้ว-แฮ่ม.

 

รูปภาพของ YupSinFa

หมู่บ้านชาวหยุนหนานที่น่าสนใจน่าไปท่องเที่ยว

ตามที่ไหงบรรยายเรื่องของชาวหยุนหนานที่เชียงรายและเชียงใหม่ นั้น วันนี้ขอบอกเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่มีชาวหยุนหนานอยุ่ เชื่อว่า บางที่นั้น หลาย ๆ ท่านคงได้ไปเยือนมาบ้างแล้ว ไหงจะเรียงลำดับ สถานที่หมู่บ้านชาวหยุนหนานที่น่าเที่ยวตามลำดับดังนี้นะครับ

1.สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มาที่นี่ได้เที่ยวครบทุกรส คือ ที่ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานีทดลองการเกษตรหลวง ของโครงการหลวง แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ พื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าชมมากที่สุดในภาคเหนือ เพราะมีแปลงปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวที่ใหญ่ที่สุด มีดอกไม้เมืองหนาวด้วย ทางสถานี ได้จัดทำแปลงสาธิต คล้ายสวนหย่อม สวยงามมาก มีบ้านพักตากอากาศแบบรีสอร์ท ของทางโครงการหลวงให้บริการด้วย ในช่วงหน้าหนาว จะมีแม่คะนิ้งหรือเกล็ดน้ำแข็งบนยอดหญ้า ซึ่งมีเพียง 2 แห่งในประเทศไทย คือที่ดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง กับที่ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง นี้ ดอยอ่างขาง เป็นชื่อของลักษณะภูมิประเทศของดอยที่มีลักษณะเป็นดอยสูงชัน ที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงเป็นบริเวณที่เรียกว่า "อ่างขาง" หมายถึงส่วนที่เป็นก้นอ่างของเทือกเขาแห่งนี้ มีดอยสูงล้อมรอบ คำว่า ขาง ในภาษาล้านนา หมายถึงกะทะ ดังนั้น อ่างขาง จึงหมายถึง ก้นกะทะ นั่นเอง ดอยอ่างขางเป็นดอยที่มีทางขึ้นสูงชันมาก ข้างบนดอยอ่างขาง มีหมู่บ้านชุมชนชาว หยุนหนานหมู่บ้านใหญ่ ให้แวะท่องเที่ยวก่อนที่จะถึงสถานีเกษตรหลวง ส่วนภายในบริเวณ รอบ ๆ สถานีเกษตรหลวง จะมีหมู่บ้านชนเผ่า ต่าง ๆ รายรอบ เช่น เผ่าลาหู่ ม้ง เมี่ยน ดาราอั้ง และ อาข่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวท๊อปฮิตติดอันดับของจังหวัดเชียงใหม่

2.บ้านอรุโณทัย อยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว ไปทางถนนโชตนา สายเชียงใหม่-ท่าตอน ถึงอำเภอเชียงดาว มีทางแยกซ้ายเข้าไปสู่อำเภอเวียงแหง จะผ่านบ้านอรุโณทัย ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่แห่งหนึ่ง ของชาวหยุนหนาน บ้านอรุโณทัย เป็นหนึ่งในสถานที่ ในเชียงใหม่ ที่ไหงยังไม่ได้ไป และอยู่ในตารางว่าจะต้องไปให้ถึง

3.บ้านยาง อำเภอฝาง อยู่ก่อนถึงทางขึ้นดอยอ่างขาง บริเวณนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกองพันของนายพลเลาลี หรือ นายพลหลี่มี่ ที่มาตั้งหลักแหล่งเริ่มต้นที่นี่ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในภูดอยอีกที่เป็นบริเวณเรียกว่า ถ้ำง๊อบ ปัจจุบัน บ้านยาง เป็นที่ตั้งของ โรงงานแปรรูปผลผลิตของโครงการหลวง ถ้าท่านใดจำได้ เมื่อ ราว 5 - 6 ปีก่อนเกิดภัยน้ำป่าไหลท่วมทำเอาโรงงานของโครงการหลวงและบ้านเรือนชาวหยุนหนานเสียหายเป็นจำนวนมาก ปัจจุบัน นี้ เข้าใจว่า คงจะฟื้นฟูกลับมาสวยงามดังเดิมแล้ว

4.บ้านใหม่หมอกจ๋าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่ท่าตอน เลยท่าตอนไปทางถนนสายท่าตอน-อ.แม่จัน จ.เชียงราย อยู่ติดกับ แม่น้ำกก หมู่บ้านนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าที่หลากหลาย จะมี ชาวไตโหลง หรือ ไทใหญ่ อยู่มาก รองลงมาก็เป็นชาวหยุนหนาน ลาหู่ หลี่ซู่ เป็นหมู่บ้านที่นักล่องแพ นิยมแวะพักชมทัศนียภาพกัน มีโฮมสเตย์ ให้พักด้วย เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม

5.บ้านสันติคีรี ดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่นี่ถือเป็นชุมชนชาวหยุนหนานที่หนาแน่นและสวยงามน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย ในอดีต นายพลต้วนได้นำกองพันทหารในสังกัดของตนมาปักหลักอยู่ที่นี่ และ อยู่อาศัยอย่างถาวร มาจนถึงปัจจุบันนี้นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งชองเชียงราย ไหงไปดอยแม่สลองบ่อยมากจนนับไม่ถ้วน ที่นี่ปัจจุบัน นอกจากมีบ้านเรือนพักอาศัยของชาวหยุนหนานแล้ว ยังมี พระธาตุ(ประทานโทษที่จำชื่อไม่ได้) ที่ทางรัฐบาลสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า สร้างอย่างสวยงามโดดเด่นอยู่บนยอดดอยสูงเด่นเป็นสง่า

บนพื้นที่บ้านสันติคีรี ดอยแม่สลองนี้ ปัจจุบัน มีสวนชาที่สวยงามอยู่รายล้อม มีภัตตาคารอาหารหยุนหนานที่มีชื่อด้านความอร่อยเช่น ขาหมูหมั่นโถว ยำใบชาอ่อน ฯลฯ มีโรงแรม มีโรงงานผลิตใบชาให้ชมอย่างจุใจ มีร้านขายอาหารแห้งของชาวหยุนหนานมีร้านชิมชาที่มีสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบจีน ชงชาให้ชิมฟรี มีร้านขายชาแม่สลอง และของที่ระลึกและขายสินค้าที่มาจากจีน

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งบนดอยแม่สลอง คือสุสานของนายพลต้วน ซี เหวิน ผู้นำกองพล 93 ที่นอนพักอย่างสุขสงบมากว่า 30 ปี ณ ที่นี้ และยังมีพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของกองพล 93 เส้นทางการรู้รบและอพยพโยกย้ายหนีภัยสงคราม และการช่วยเหลือรัฐบาลไทยในสมัยอดีตที่ผ่านมา

ลืมบอกไปว่ายังมีโรงแรม รีสอร์ท และ โฮมสเตย์ให้เลือกพักได้อย่างจุใจ ที่นี่เป็นชุมชนชาวหยุนหนานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และน่าเที่ยวที่สุด ขึ้นมาถึงข้างบนนี้ถ้าอยู่ในบางมุม บรรยากาศเหมือนอยู่ในประเทศจีนเลยทีเดียว ยังมีธนาคารที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยอีกด้วยนะ คือ ธนาคาร ทีเอ็มบี แบงค์ สาขาสันติคีรี

ไหงรู้จักกับผู้นำชุมชนที่สันติคีรีอยู่หลายท่าน และยังเคยมีเพื่อนสาวอยู่ที่นั่นอีกด้วย เธอยังเป็นเด็กสาววัยรุ่นปลาย ๆ ส่วนไหงเป็นหนุ่มใหญ่(แต่ไม่โสด) เกือบทำบาปเข้าให้แล้วเธอก็คิดแบบเด็ก ๆ เขียนจดหมายลงมาหาไหง่ที่ในเมือง ตอนนั้น แม่บ้านของไหงกำลังอุ้มท้องน้องชิงชิง อยู่ ไหงก็พาซื่อ เอาจดหมายที่เธอเขียนมา(ส่งมาลงที่ธนาคารที่ไหงทำงานอยู่) อ่านแล้วก็วางไว้อย่างนั้นที่บ้านพัก แม่น้องชิงชิง มาอ่านเจอ (ลองนึกภาพเอาเองว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น......คนท้องแก่ ซ้อมสามี ที่ป้องกันตัวเองไม่ได้เพราะท้องแก่ ไหงจึงตาปิดไปข้างหนึ่งและปากแตก....เป็นที่ขบขันเล่าลือถึงกิติศัพท์ไปทั่วธนาคาร............?)

ปัจจุบัน บ้านสันติคีรี อยู่ในการปกครองของ ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

6.อีกสถานที่หนึ่งอยู่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวงเช่นเดียวกัน เมื่อก่อนชื่อว่า "บ้านหินแตก" เป็นที่(เคย) ตั้งของค่ายขุนส่า ราชายาเสพติดชื่อก้องโลก ได้แอบอาศัยแผ่นดินไทยตั้งค่ายกองกำลังของตนเอง มานานหลายปี ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ ในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ตินสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กองกำลังทหารไทย เข้าล้อมปราบอย่างราบคาบขับไล่ให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย ได้อย่างสำเร็จสวยงาม ไหงยังจำได้ติดตา มีรถยนต์บรรทุกทหาร และ ยุทโธปกรณ์ รวมทั้งรถถัง แล่นเป็นขบวนผ่านถนนพหลโยธิน จากเมืองเชียงรายผ่านอำเภอแม่จันแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังบ้านหินแตกที่อยู่ คนละฝั่งกับดอยแม่สลอง

ปัจจุบัน บ้านหินแตก ได้รับพระราชทานชื่อหมู่บ้านเสียใหม่ จากสมเด็จพระเทพฯ ว่า "บ้านเทอดไทย" เป็นชุมชนใหญ่ของชาวหยุนหนานอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปเยือน นอกจากชาวหยุนหนาน แล้วยังมี ชาว ไตขึน ชาวอาข่า ลาหู่ หลี่ซู่ และคนล้านนา อยู่หนาแน่น เป็นชุมชนใหญ่ ที่น่าไปสัมผัส ที่สำคัญ มีพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ สงครามกวาดล้างค่ายขุนส่า ให้เยี่ยมชมด้วย บ้านเทอดไทย ยังเป็นทางผ่าน ไปยังบ้าน หัวแม่คำ ซึ่งอยู่ติดชายแดนพม่า บ้านหัวแม่คำ บ้านเทอดไทย และ บ้านสันติคีรี เป็น อันซีนไทยแลนด์ ความสวยงามของบ้านหัวแม่คำซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาว หลี่ซู่ คือ เป็นทุ่งดอกบัวตอง ที่มีความสวยงาม แตกต่างจากที่แม่ฮ่องสอน คือ ดอกบัวตองจะบาน สะพรั่ง เรียงลงมาจากดอยสูงลดหลั่นลงมาตามระดับ แทรกอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนของชาว หลี่ซู่ งดงามไปอีกแบบ

บ้านเทอดไทย เป็น ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอนี้ มีที่ว่าการอำเภอที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ บนยอดดอยตุง (ตัวที่ว่าการ) สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ น่าจะ เกือบ 3000 เมตร

7.บ้านถ้ำ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย บ้านถ้ำนี้ เป็นชุมชนชาวหยุนหนานที่อยู่ใกล้กับถนนพหลโยธินมากที่สุด โดยมีทางแยกเข้าไปหมู่บ้านทางซ้ายมือก่อนถึง ตัว อ.แม่สายสัก 15 กิโลเมตร บ้านถ้ำมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วัดบ้านถ้ำ ข้างบนมีถ้ำ ขนาดใหญ่ อยู่ 2 ถ้ำ คือ ถ้ำปุ่ม และ ถ้ำปลา มีถ้ำที่มีกระแสน้ำไหลออกมาเป็นลำธารใสสะอาด มีปลา คล้าย ๆ ปลาคาร์ฟ ว่ายเวียนไปมาน่าดู ที่สำคัญ ยังมี ลิงกัง ที่เชื่อง คอยรับอาหารจากนักท่องเที่ยวอยู่เป็นจำนวนมาก มีศาลเจ้าแม่กวนอิมพระโพธิสัตว์ ที่ชาวหยุนหนานสร้างไว้นานมาแล้วให้กราบไหว้บูชา

8.บ้านหัวเวียง ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นชุมชนชาวหยุนหนานที่อยู่ภายในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ มีที่เยี่ยมชมคือ สุสานทหารจีน กองพล 93 และ ตัวอำเภอเชียงของ ยังเป็นอำเภอสำคัญชายแดน เป็นเมืองเก่า คล้าย ๆ เมืองเชียงคานของ จ.เลย เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยว คล้ายกับ อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ที่สำคัญ ยังเป็นจุดที่อยู่ตรงกันข้ามกับเมืองบ่อแก้ว แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งทางการลาวและจีน ได้สร้างทางหลวงสาย R4A เพื่อเป็นทางหลวงเอเชียจากประเทศไทย ไปถึง นครคุนหมิง มณฑลหยุนหนาน ซึ่งสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแต่สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว สร้างเสร็จ แล้วเมื่อนั่น บริษัท ไทยพัฒนกิจขนส่ง จำกัด เจ้าของสัมปทานรถเมล์เขียวชั้นดี ระหว่าง เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา-ลำปาง-แพร่-น่าน ซึ่งมีวิสัยทัศน์ยาวไกล จะเปิดเส้นทางเดินรถ บัส ปรับอากาศชั้น 1 เส้นทาง เชียงใหม่-คุนหมิง ซึ่งไหงนับวันรอคอยอยู่ ถ้าเปิดเสร็จอย่างเป็นทางการ คาดว่า จะเชิญชวนพวกเรา ให้ไปเปิดเส้นทางกันเป็นปฐมฤกษ์

9.บ้านผาตั้ง ต.ผาตั้ง อ.เวียงแก่น เป็นชุมชนชาวหยุนหนานที่มีบรรยากาศคล้าย ๆ กับแม่สลอง ที่นี่มีสมญานามว่า ประตูสยาม เพราะเป็นชายแดนไทย-ลาว โดยฝั่งไทยเรา อยู่สูงกว่า สปป.ลาว จะมีปล่องหินธรรมชาติ ให้ชะโงกไปดูพื้นที่ฝั่งลาวได้ บ้านผาตั้งเป็นเส้นทาง พื้นที่เชื่อมต่อ ระหว่าง ผาตั้ง - ภูชี้ฟ้า ของ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

ก็ นำเสนอ มาพอเป็นคร่าว ๆ แค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ อ้อ ไม่ได้ครับ ลืมไปเสียสนิทเลย มีอีกที่นึงครับ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ขอแถมท้ายก็แล้วกันนะครับ ที่นี่ ก็คือ ดอยวาวี อำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย ครับ เป็นชุมชนชาวหยุนหนาน และชนเผ่า สารพัดเผ่า อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก มีทั้ง โบสถ์คริสต์ วัดไทยพุทธ และ สุเหร่าของชาวหุย มีไร่ชาที่สวยงาม มีร้านผลิตใบชา พื้นที่ดอยวาวี ต.วาวีนี้ ยังมี ดอยช้าง ซึ่งเป็นดอยที่สูงที่สุดของเชียงรายนะครับ เป็นพื้นที่เดียวกัน แต่แยกออกไปคนละเส้นทาง บนยอดดอยช้าง มีไร่กาแฟที่ดังที่สุดในประเทศไทย ที่ชื่อว่า กาแฟ ดอยช้าง (ว่ากันว่าฝรั่งยกย่องให้เป็นกาแฟที่อร่อยที่สุด 1 ใน 5 ของโลก) กาแฟแบรนด์ดอยช้างนี่ ไหง รู้จักกับ เจ้าของแบรนด์ ตั้งแต่เขาเริ่มตั้งตัวจนกระทั่งมาโด่งดังสุดยอดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย และมีขายตามห้างหรู ๆ ของไทย และต่างประเทศ ที่มีโลโก้เป็น ชายโพกผ้าบนศรีษะ(ขอโทษด้วยที่จำไม่ได้ว่า เขาชื่ออะไร ซึ่งเจ้าของแบรนด์บอกว่าเป็นเพื่อนชายชาวอาข่า ของเขาที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เขาผลิตกาแฟดอยช้างขึ้นมา) ดอยวาวีนี้ก็ยังเป็นที่มาของ ชื่อ ร้านกาแฟชื่อดังของไทย ไม่ทราบว่า ที่กรุงเทพ มีสาขาอยู่หรือไม่ ร้านกาแฟวาวี ยังไงละครับ ที่เชียงใหม่นี้ฮิดติดอันดับมาก (กาแฟดอยช้าง-ขายผลิตภัณฑ์,กาแฟวาวี-เป็นร้านกาแฟ)   ที่พื้นที่ดอยวาวีนี้ ยังมีเส้นทางไปถึง ถนนสาย ท่าตอน-ดอยแม่สลอง-อ.แม่จัน อยู่ด้วย โดย ไปถึงจุดที่เรียกว่า บ้านแม่สลัก หมู่บ้านนี้อยู่ติดแม่น้ำกก เป็นหมู่บ้านรวมมิตร คือมีอยู่อาศัยร่วมกันมากมายหลายเผ่าในหมู่บ้านเดียวกันอย่างผาสุก คือ หยุนหนาน อาข่า หลี่ซู่ ลาหู่ ตอนที่ บ้านแม่สลัก ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำกก ไปเชื่อมต่อเขต อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อ 10 ปีก่อน ไหงได้มีโอกาสร่วมคณะไปกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีการฉลองสะพาน อย่างชื่นมื่น ได้ฉลองงานเลี้ยงโต๊ะจีนแบบหยุนหนานนับว่าเป็นประสบการณ์ปากที่น่าประทับใจ  บ้านแม่สลักนี้ เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีความแปลกและความสำคัญ คือ ตั้งอยู่ 2 จังหวัด 3 อำเภอ คือ ในเขต ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และ เขต ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ เขต ต.เวียงฝาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกระหว่างชนเผ่าไทยต่าง ๆ

ขอแถมท้ายอีกนิดว่า ที่ อ.แม่สาย และ อ.เชียงของ และ อ.แม่จัน แม่ฟ้าหลวง ที่มีชาวหยุนหนานมากแล้ว  ที่สำคัญที่สุดคือ มีญาติพี่น้องของพวกเรา ชาวฮากกาจากฮงสุนอยู่มากที่สุดด้วยนะครับ

หมายเหตุ-ท่านใดสนใจและมีโอกาสมาท่องเที่ยวยัง จ.เชียงใหม่ - เชียงราย ไหง มีความยินดีนำทางไปเป็นมัคคุเทศน์ ให้อย่างเต็มใจนะครับ ช่วงนี้ บ้านเมืองกำลังต้องการกำลังใจจากคนไทยด้วยกันและฟื้นฟูบ้านเมือง เรามา กินอยู่ในไทย เที่ยวไทย กันดีกว่า ครับ.

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เมืองหลายชื่อที่สุดในโลก

ถ้าถามว่าเมืองอะไรชื่อยาวที่สุดในโลก แฟนเพลงของอัสนีย์-วสันต์ คงจะตอบกันได้ทุกคน แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า เมืองไหนมีชื่อเรียกมากที่สุดในโลก

คำตอบก็คือ "ปักกิ่ง" เนื่องจากมีชื่อเรียกตั้ง 60 ชื่อ ปักกิ่งจึงกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเรียกมากที่สุดในโลก ในประวัติกว่า 3,000 ปีที่ผ่านมานี้ ปักกิ่งเคยมีชื่อเรียก "จี้เฉิง蓟城" "เยียนตู燕都" "เยียนจิง燕京" "ต้าตู大都" "ยิวโจว幽州" "เป่ยผิง北平" "ซุ่นเทียนฝู่顺天府" ฯลฯ

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

อิทัปปัจจยตาของขงจื๊อ

มีคนถามขงจื๊อว่า ถ้าถูกใช้ให้บริหารแผ่นดินให้ผาสุกสมบูรณ์ จะใช้เวลาสักเท่าใด

 

"ปีหนึ่งก็พอที่จะสร้างพื้นฐาน หากต้องการผลดี ต้องใช้เวลาสัก 3 ปี" ขงจื๊อตอบ

 

คำถามต่อไปนี้ เป็นของเจ้านคร ชื่อเต่งกง

 

"คำพูดประโยคเดียวที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองนั้น มีหรือ?"

 

"ไม่ใช่จะเห็นทันตาได้ดังที่พูด" ขงจื๊อว่า "แต่ที่มีผู้กล่าวว่า เป็นเจ้านครลำบาก เป็นอำมาตย์ก็ไม่ใช่ง่าย ถ้ารู้ว่าเป็นเจ้านคร เป็นเรื่องลำบาก มิใช่คำพูดประโยคเดียว ที่ทำให้ประเทศรุ่งเรืองหรือ?"

 

เต่งกงถามคำถามต่อไป

 

"มีคำพูดประโยคเดียว ที่ทำให้ประเทศล่มจมหรือ?"

 

"มิใช่จะเห็นทันตาได้ดังที่พูด" ขงจื๊อตอบ "แต่มีผู้กล่าวว่า เราไม่รู้สึกสุขเมื่อได้เป็นเจ้านคร ที่เรามีความสุขในการเป็นเจ้านคร เพราะเมื่อพูดอะไร ไม่มีใครคัดค้าน

 

เช่นนี้ ถ้าพูดถูก ไม่มีใครคัดค้าน มิใช่เป็นเรื่องดีหรือ?

 

แต่ถ้าพูดไม่ถูก ไม่มีใครคัดค้าน มิใช่เป็นคำพูดประโยคเดียว ที่ทำให้ประเทศล่มจมหรือ?"

 

เอียบกง เจ้านครอีกคน...ถามว่า จะประเมินได้เช่นไรว่าบริหารบ้านเมืองได้ดี ขงจื๊อตอบว่า "ผู้ที่อยู่ใกล้พอใจ ผู้ที่อยู่ไกลมาขออยู่ด้วย"

 

จือเห่ ศิษย์คนหนึ่งถามถึงหลักการใช้คน ขงจื๊อสอนหลัก 2 ประการ

1. อย่าเร่งร้อนให้งานเสร็จเร็ว

2. อย่าเห็นแก่ประโยชน์เล็กน้อย

 

ต้องการเร็วก็จะไปไม่ถึงจุดหมาย เห็นแก่เล็กน้อย ก็จะไม่มีความสำเร็จในงานใหญ่

 

ครั้งหนึ่ง มีข่าวว่า เจ้านครอ๋วย ส่งคนมาเจรจาขอให้ขงจื๊อไปช่วยงานบริหารแผ่นดิน     จือหลู่ ศิษย์ถามว่า ถ้ารับงานบริหารราชการ จะต้องเริ่มต้นตรงไหนก่อน

 

"ต้องให้ชื่อระเบียบงาน ถูกต้องก่อน"

 

"ก็แค่ชื่อ...ทำไมครูจึงต้องให้ความสำคัญ"

 

"โง่มาก" ขงจื๊อต่อว่า

 

"เมื่อชื่องานไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถพูดให้ชอบด้วยเหตุด้วยผลได้

 

เมื่อพูดให้ชอบด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็ไม่สามารถทำงานให้สำเร็จผลได้

 

เมื่อทำงานให้สำเร็จผลไม่ได้ ก็ไม่สามารถให้จริยธรรมรุ่งเรืองได้

 

เมื่อไม่สามารถให้จริยธรรมรุ่งเรืองได้ ก็ไม่สามารถลงโทษให้เที่ยงธรรมได้

 

เมื่อไม่สามารถให้เที่ยงธรรมได้ ราษฎรก็ไม่สามารถทำตัวให้ถูกต้องได้"

 

 

ที่มา: คัมภีร์ขงจื๊อ (ล.สเถียรสุต แปล สำนักพิมพ์ ก.ไก่)

รูปภาพของ YupSinFa

สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้ขงจื่อต้อง........

                  ทราบว่า ขงจื่อ ได้เป็นผู้ทรงภูมิปัญญา บัญญัติหลักการคำสอนในเรื่องการดำรงชีวิตของปัจเจกบุคคล และ ปรัชญาการครองบ้านเมืองรวมถึงวัฒนธรรมประเพณีในการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยร่วมที่ครอบครัวเป็นเบื้องต้น

                  สิ่งที่ขงจื่อ เอือมระอาก็คือ บรรดาเจ้าแคว้นต่าง ๆ หรือเจ้าผู้ครองนครรัฐในสมัยนั้น (จ้านกว๋อ-รณรัฐ หรือ สงครามระหว่างรัฐ ซึ่งเป็นยุค ปรัชญาการเมือง 100 สำนัก เช่น ขงจื่อ เมิ่งจื่อ สวินจื่อ ลัทธิเต๋า ม่อเจีย ฝ่าเจีย ฯลฯ และหลักวิชาการทหาร คือ ซุนหวู่ และ กวีเอก ต่าง ๆ ในสมัยนี้) ต่างมีคำถามและเห็นแย้ง หรือ ไม่เข้าใจในหลักปรัชญาที่ขงจื่อพร่ำสั่งสอนหรือปลูกฝังได้อย่างลึกซึ้ง (ซึ่งได้มาปรากฏในภายหลังยุคของขงจื่อลงมาอีกเป็นเวลายาวนานนับหลายร้อยปี จากบรรดาศิษยานุศิษย์ของขงจื่อ)

                 สิ่งที่ อาฮยุ๋งโกกล่าวมาในข้างต้น นั้นเอง ที่เป็นสาเหตุให้ ขงจื่อ เบื่อการเมืองการปกครอง และ ไม่อาจยินดี รับใช้ เจ้าผู้ครองนครรัฐใดรัฐหนึ่ง จึงตัดสินใจท่องไปทั่วพื้นพิภพในรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเทศจีนในปัจจุบัน และมีลูกศิษย์ลูกหามากมายและได้มีการรวมรวมปรัชญาคำสอนของท่านในภายหลัง ซึ่งถือว่า เป็นปรัชญาการดำรงชีวิตอยู่ของ ชาวฮั่น ที่สำคัญที่สุด ในบรรดาเจ้าลัทธิต่าง ๆ ที่อยู่ในวงเล็บด้านบน (รองลงมา คือ เมิ่งจื่อ และลัทธิเต๋า)

                 "ซือหม่าเซียน" ปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จีน หรือ บิดาแห่งประวัติศาสตร์จีน ในยุค ของอาณาจักรฮั่น ซึ่งได้เรียบเรียง วรรณคดี สมัยอู่ตี้ อันเป็นแรงบันดาลใจให้ กับ "หลอกว้านจง" แต่งนวนิยาย อิงประวัติศาสตร์ ในสมัย สามก๊ก ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวของไหง ไหงมีความคิดและเข้าใจว่า "จูเก๋อเลี่ยง" หรือ ขงเบ้ง อาจจะไม่มีตัวตนที่แท้จริงในประวัติศาสตร์ก็ได้ อาจจะเป็นตัวละครตัวหนึ่ง ที่หลอกว้านจง เขียนขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจ จาก ประวัติของท่านปรมาจารย์ ขงจื่อ นำมาดัดแปลงเป็นตัวละครสำคัญ ที่ช่วยให้นวนิยาย สามก๊ก นี้ มีสีสันที่พิศสดารพันลึก ชวนให้น่าติดตามและมีอรรถรส จนกลายมาเป็น 1 ใน 4 นวนิยายที่สำคัญที่สุด ของประวัติศาสตร์ชาติจีนสมัยเก่า  (1.สามก๊ก  2.ไซอิ๋ว  3.ความฝันในหอแดง 4.ซ่งเจียง หรือ ซ้องกั๋ง)

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ไต้หวันวันนี้

เมื่อคืนนี้ ไหงมีโอกาสได้อ่านบทสนทนาเกี่ยวกับ “เที่ยวไต้หวัน” จากเว็บไซต์ไชน่าเรดิโอ จึงขอสรุปมาให้อ่านกันครับ

1. อาหาร
ไก๊ด์ชาวไต้หวันบอกว่า ไต้หวันเหมือนกับแหล่งรวมอาหารทั่วโลก ตั้งแต่ปี 1630 ที่ชาวเนเธอแลนด์เข้าไปปกครองไต้หวัน ก็นำอาหารฝรั่งเข้าไป ทำให้ชาวไต้หวันเริ่มรู้จักอาหารฝรั่ง และญี่ปุ่นก็เคยปกครองไต้หวันนาน 50 ปี ชาวไต้หวันก็นิยมทานอาหารญี่ปุ่น พอก๊กมิ่นตั๋งถอนทหารไปยังไต้หวัน ทหารจากแต่ละภาคแต่ละมณฑลของจีนก็นำรสชาติหลากหลายชนิดเข้าสู่ไต้หวัน และเนื่องจากพรรคก๊กมิ่นตั๋งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐอเมริกา ก็ส่งเสริมการทานอาหารฝรั่ง

2. รายได้
นักศึกษาที่จบใหม่ เงินเดือนขั้นต้นตั้งแต่ 30,000 ถึง 50,000 หยวนไต้หวัน (เท่ากับประมาณ 36,000 ถึง 60,000 บาท - ผู้เขียน) แต่ว่า ซาละเปาไส้หมูลูกหนึ่งราคา 20 หยวนไต้หวัน (เท่ากับ 24 บาท - ผู้เขียน)

(อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้: 1 หยวนไต้หวัน = 1.21 บาท - ผู้เขียน)

3. การจราจร
รถไม่ค่อยติด แต่ว่ามอเตอร์ไซด์เยอะมาก ไก๊ด์บอกว่า ไต้หวันมีประชากร 23 ล้านคน มีมอเตอร์ไซด์ประมาณ 13 ล้านคัน สาเหตุที่ชาวไต้หวันไม่ใช้จักรยานไฟฟ้าที่แผ่นดินใหญ่กำลังนิยม เพราะว่าไต้หวันอากาศดี ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป เหมาะกับขี่มอเตอร์ไซด์ และอีกอย่างหนึ่ง ไต้หวันมีภูเขามาก การขี่รถไฟฟ้า แรงไม่พอ ไม่สะดวก ความเร็วไม่พอ ไม่ทันใจ

ความหนาแน่นของประชากรของไต้หวันสูงเป็นอันดับสองของโลกคือ มี 600 กว่าคนต่อตารางกิโลเมตร

4. ราคาบ้าน
บ้านในตัวเมืองไทเปแพงมาก ยกตัวอย่าง บ้านชุดหนึ่งประมาณ 100 ตารางเมตร ราคา 6 ล้านถึง 10 ล้านหยวนไต้หวัน (ประมาณ 7 ล้านถึง 12 ล้านบาท - ผู้เขียน) ถ้าอยู่ในใจกลางเมืองไทเปก็ 20 ล้านหยวนไต้หวัน (ประมาณ 24 ล้านบาท - ผู้เขียน)

5. พิพิธภัณฑ์กู้กง
เป็นที่เก็บสะสมโบราณวัตถุที่ขนไปจากพระราชวังกู้กงปักกิ่ง เป็นจำนวนมากถึงกว่า 600,000 ชิ้น ขนจากแผ่นดินใหญ่ไปไต้หวันเมื่อปี 1949 ตอนเจียงไคเชคถอนไปไต้หวัน

ในพิพิธภัณฑ์ได้เก็บโบราณวัตถุของทั้งสมัยราชวงศ์ซุ่ง สมัยราชวงศ์หยวน สมัยราชวงศ์หมิงและสมันราชวงศ์เช็ง กระทั่งของสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก ซึ่งล้วนเป็นโบราณวัตถุอันล้ำค่าของประเทศจีน มีหลายอย่างมีแค่ชิ้นเดียว อายุนานกว่า 2,000-3,000 ปี

เนื่องจากสถานที่จัดแสดงของกู้กงไทเปมีจำกัด แต่ของเยอะ เขาเลยสับเปลี่ยนกันนำมาจัดแสดง และเปลี่ยนค่อนข้างบ่อย

6. อาคาร 101
มี 101 ชั้น สูง 508 เมตร เป็นอาคารสูงอันดับสองของโลก รองจากอาคารของดูใบ ข้างในติดตั้งลิฟท์ที่มีความเร็วสูงสุดในโลก ความเร็ว 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 30 วินาทีก็ถึงชั้นที่ 89 แล้ว.

รูปภาพของ YupSinFa

อาหารไต้หวันมีเสน่ห์

                กำลังจะนอนหลับแล้วอ่านเรื่องไต้หวันวันนี้ของ อาฮยุ๋งโก เลยอดไม่ได้ที่จะขอแจม ถูกต้องเกี่ยวกับที่ผู้เขียนเรื่องไต้หวันที่อาฮยุ๋งโกนำมาเผยแพร่ครับ ปัจจุบันนี้ อาหารได้หวันเป็นอาหารจีน ที่รวบรวมและดัดแปลงเมนูจากอาหารหลาย ๆ ชาติ หลาย ๆ มณฑลในจีน รวมถึงหยุนหนาน และอาหารไทย เกาหลี ญี่ปุ่น และอาหารฝรั่งต่าง ๆ ด้วย อาหารไต้หวันจึงมีทั้งตุ๋น ต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่าง อบ สารพัด และเป็นอาหารที่ไหงว่า ใหม่ที่สุดในโลก ปัจจุบันนี้

               เท่าที่ทราบ กระแสตื่นตัวเกี่ยวกับอาหารไต้หวันในหมู่คนจีนต้าลู่ และ คนไทยรวมถึงฝรั่งตาน้ำข้าว ก็อยากชิมอาหารไต้หวันบ้างเหมือนกัน ไหงเคยดูรายการใน โมเดิร์นไนน์เมื่อไม่นานมานี้ จำไม่ได้ว่าเป็นรายการอะไร มีการพูดถึงอาหารไต้หวันแบบใหม่ โดยเฉพาะ เอหรือจะเป็นรายการสปิริตออฟเอเชีย หรือปล่าวก็จำไม่ได้

รูปภาพของ วี่ฟัด

ใต้หวันน่าไปเที่ยว

                  ที่จริงใต้หวันก็น่าเดินทางไปท่องเที่ยวนะ เพราะเดี๋ยวนี้มีแอร์เอเซียบินไป ค่าเครื่องบินไม่กี่พันบาท และเป็นประเทศที่เราสามารถใช้ภาษาผู่ทงฮั่วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิพิทธภัณฑ์แห่งชาติใต้หวัน น่าเดินทางไปชมมากเนื่องจาก ก่อนที่เจียงเจี้ยสือ กี่จะเจ๊าโล่จากแผ่นดินใหญ่ ( ต้าลู่ ) ไปที่หมู่เกาะฟอร์โมซา เจียงเจี้ยสือขนโบราณวัตถุจากพระราชวังกู่กง ไปที่ใต้หวันอย่างมหาศาล ดังนั้นวัตถุโบราณของจีนชิ้นสำคัญๆ จึงไปอยู่ที่ใต้หวันมากมายเหลือคณานับ

                  เดี๋ยวนี้ใต้หวันเปิดโอกาศให้คนที่มี วีซ่าอเมริกา , ญี่ปุ่น , เชงเก้นวีซ่า ( วีซ่ากลุ่มประเทศยุโรป ) เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พอดีไหงมีวีซ่าเชงเก้นอยู่ บางทีจะหาโอกาศไปเที่ยวใต้หวันดูบ้าง บางทีจะไปหัดกินหมากที่นั่นก็ได้ มันเร้าใจดี

รูปภาพของ YupSinFa

ซื้อหมากและถ่ายภาพสาวขายหมากมาฝากไหงด้วยนะครับ

                  ความอยากไปเที่ยวไต้หวัน ของไหง คืออยากไปพบปะกับบรรดาชาวฮากกาไต้หวัน และ ไปเยี่ยมบ้านอาสุกกุง ซึ่งตอนนี้ ไม่รู้ว่า ร้อยกว่าปีแล้วหรือยัง เพราะว่า ยังรอข่าวเรื่องการแจ้งให้ไปรับมรดกอยู่ เพราะท่าน "โสดสนิท" เมื่อไม่มีหมายแจ้งมา แสดงว่า ท่านสบายดี (ฮา)

                 ความจริง ไต้หวันเป็นดินแดนที่สวยงามมากครับ ชาว เกาซาน มีบางอย่าง โดยเฉพาะการเต้นรำ คล้าย ๆ ชาวเมารี แต่แตกต่างกันที่ สีผิว และ การแต่งกายมีสีสันมากกว่า ครับ ผู้หญิง จะใส่กระโปรง คร่อมเข่า มีผิวสีแทน ผมยาวสลวยสวยดำ เงางาม (นึกภาพออกไหมเนี่ย)

                ไหงทำใจไม่ได้ที่จะต้องได้ไปเที่ยวไต้หวันน่ะครับ เพราะ ไหง "โปร" ก้งฉานต่างและรัฐบาล ต้าลู่มาก จากการศึกษาประวัติศาสตร์จีนอย่างละเอียด มันทำให้ไหงพลอยไม่ชอบเจี่ยงเจี้ยสือ ไปด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่า เกลียดท่าน นะครับ ความดีของท่านก็มีอยู่มาก เช่น ขนโบราณวัตถุมีค่ามหาศาล หลายแสนชิ้น ประเมินค่าไม่ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้นำไปเป็นสมบัติส่วนตัวแม้แต่ชิ้นเดียว และท่านยังมีความกตัญญู ต่อท่าน ด๊อกเตอร์ซุนจงซาน สร้างอนุสรณ์สถานและสุสานให้อย่างยิ่งใหญ่ ที่ นครหนานจิง

               โบราณวัตถุที่พอทราบว่า นำไปเป็นสมบัติส่วนตัว ก็ตือ มุกที่ยัดใส่ปากพระนางชูศรีที่พวกขุนศึกขุดค้นสุสานของพระนางออกมา ได้ถูกนำไปติดใส่รองเท้าของมาดาม เจี่ยงหรือซ่งเหม่ยหลิง จริงเท็จแค่ไหน ไม่อาจยืนยันได้ แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ สุสานของพระนางชูศรี ถูกขุดเสียย่อยยับ หาไม่พบแม้แต่กระทั่งพระศพ ครับ

              ถ่ายภาพสาว ๆ เชียร์หมากที่แวม ๆ ให้หน่อยนะครับ ฮิฮิ

เที่ยวไต้หวัน

พอดีวันนี้ได้อ่านย้อนหลังข้อความเก่าๆแล้วมาเจอเรื่องไต้หวัน เลยอดไม่ได้ที่จะร่วมแสดงความคิดเห็น

จากการที่ได้ไปไต้หวัน 2 ครั้งที่ผ่านมา คือปีที่แล้วกับปีนี้ จึงยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ได้ไปเห็นเมืองอื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางทางเหนือของเกาะไต้หวัน ซึ่งก็คือเมืองไทเป ทางตอนกลางของเกาะ คือ เมืองไทจง และทางตอนใต้คือเมืองเกาสง หรือถ้าจะเขียนให้ถูกของเขียนเป็นพินอินดีกว่า เรียกว่า gao xiung แต่ถ้าพินอินของไต้หวัน จะเขียนว่า kao hsiung ซึ่งทำให้ไหงงงในบางคำเหมือนกัน ด้วยความที่เขาใช้ไม่เหมือนกับในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ไหงเรียนมาในระบบพินอินของจีนแผ่นดินใหญ่ และเรียนอักษรจีนแบบตัวย่อ ก็ทำให้ลำบากในการอ่านเหมือนกัน

ประเด็นที่จะเล่าให้ฟังคือ ความน่าเที่ยวหรือไม่น่าเที่ยวของไต้หวันนั่นเอง

แน่นอนถ้าเทียบกับประเทศจีนในเรื่องความสะดวกสบายความสะอาด โดยเฉพาะห้องน้ำละก็ ไม่บอกก็คงเดาได้ ว่าน่าไปเที่ยวกว่าเยอะ แต่ถ้าพูดถึงว่าอากาศ ที่ไต้หวันสู้ประเทศจีนไม่ได้เลย ที่ผ่านมาไหงไปเป็นฤดูร้อนของที่นั่น ไม่ต้องพูดเลยว่าจะร้อนขนาดไหน เรียกว่า อยู่กรุงเทพฯยังดีกว่านะ แต่ก็เห็นความน่ารักของผู้คน อัธยาศัยไมตรีดีกว่าในประเทศจีนเยอะเหมือนกัน

ถามคนไต้หวันว่าส่วนไหนของเกาะสภาพอากาศดีและน่าอยู่ที่สุด เขาจะตอบว่าไทจง (ตอนกลางของเกาะนั่นแหละ) เพราะว่าอากาศไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป (เมื่อเทียบกับทุกภาคของไต้หวัน) แล้วครั้งนี้ไหงก็ได้ไปอยู่ที่ไทจงซะด้วย แต่ก็ยังรู้สึกว่า อากาศร้อนกว่าบ้านเรา

ถ้าพูดถึงการเดินทาง หรือการคมนาคมของไต้หวัน แน่นอนสะดวกสบายมาก เนื่องจากเกาะก็ไม่ได้กว้างใหญ่เกินไป จากเหนือจรดใต้ไหงว่านั่งรถประมาณ 6-7 ชม.เท่านั้นเอง (จากการประมาณ นั่งรถจากไทเปไปไทจง 2 ชม.กว่าๆ จากไทจงไปเกาสง ก็อีก 3 ชม.ครึ่งเห็นจะได้)

ที่ไปครั้งนี้ ไหงก็ไม่ได้หวังว่าจะไปเที่ยว แต่เป็นการไปศึกษาดูภาษาศิลปวัฒนธรรมของไต้หวันมากกว่า เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัย แต่ก็ได้มีโอกาสเที่ยวไปด้วยในตัว (ซึ่งเสียค่าใช้จ่านเองต่างหาก)

ถ้าพูดถึงอาหารการกิน ไหงว่าอร่อยกว่าที่ประเทศจีนมาก รสชาติจะคล้ายกับบ้านเรามาก จึงไม่เป็นปัญหาในการกิน (จะมีปัญหาก็ตอนสั่งนี่แหละ เพราะไม่รู้ว่าเป็นอะไร ถ้าไม่มีรูป ถึงมีรูปก็ยังไม่รู้ว่าจะอร่อยไหม)

 นี่เป็นตัวอย่างให้อยากอาหารก่อนนะคะ เป็นบะหมี่หน้าหมูหมักทอด ขอบอกว่าว่า อร่อยมากๆๆ

 แล้วนี่ก็คือ เครื่องดื่มที่มีชื่อของไต้หวัน ชาไข่มุก หรือที่เรียกว่า เจินจูไหน่ฉา นั่นเอง (แต่ที่บ้านเรารู้สึกว่าไม่ค่อยนิยมกันแล้วนะคะ)

ไว้มีเวลาจะใส่รูปให้ดูอีกค่ะ

แต่ครั้งนี้ที่ไป เสียดายอยู่อย่างนึงก็คือ ไม่ได้เห็นสาวขายหมากริมถนนนี่แหละ เห็นน้องๆที่ไปด้วยกันบอกว่า ไม่เร้าใจคือ คนขายก็ไม่ใช่สาวเอาะๆ แล้วก็แต่งตัวมิดชิดปกติค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าวี่ฟัดโก หรืออาโกท่านอื่น อยากไปซื้อหมากที่นั่น อาจจะผิดหวังก็ได้ค่ะ 555 

เที่ยวไต้หวัน2

สถานที่เที่ยวในไทเป ที่ขาดไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์กู้กง ซึ่งเขาไม่ให้ถ่ายรูปภายใน และยังมีเจ้าหน้าที่คุมทุกจุดอย่างเข้มงวดด้วย

อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค

อนุสรณ์สถาน ดร.ซุนยัดเซ้น

ที่ขาดไม่ได้คือตึก 101

นอกจากนี้ยังมีวัด หลงซานซื่อ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปด้วย

 

 

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ในเมืองจีนไม่ค่อยมี ถี่จู้หยา

ที่มา: ศิลปวัฒนธรรม, ต.ค. 2552; เสี่ยวจิว ผู้เขียน

ตีจู่เอี๊ย แปลว่าเทพเจ้าที่ดิน เทียบกับเจ้าที่ หรือผีบ้านผีเรือนแบบไทย จีนทั้ง 5 ตั้งศาลเจ้าที่ในบ้านเหมือนกัน เพียงแต่เรียกไม่ เหมือนกัน ไหหลำ เรียก ดีตู่กง กวางตุ้ง เรียกเต่ยจี๋ (ฮากกา เรียก ถี่จู้หยา - จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง)

ธรรมเนียมการไหว้ตีจู่เอี๊ย หลายบ้านจัดน้ำชาไว้ทุกเช้า จัดขนมไหว้เมื่อวันพระจีน วัน 1 ค่ำ หรือวัน 15 ค่ำ และในวันเทศกาลสำคัญ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ ลูกหลานจะแต่งงาน สมาชิกในบ้านคลอดลูก คนในบ้านเสียชีวิต คนที่อยู่ก็จะจุดธูปบอกกล่าว

ระยะแรกๆ คนจีนโพ้นทะเลที่ทำมาหากินในเมืองไทย เริ่มต้นด้วยการใช้กระดาษสีแดง หมึกสีดำ เขียนอักษรจีนคำ ว่า "ตีจู่ซิ่งอุ่ย" แปลว่า ที่สิงสถิตของเทพเจ้า มุมซ้ายบน เขียนคำว่า ฮวง มาจาก ฮวงนั้ง หมายถึงคนไทย มุมขวาบน เขียนคำว่า ตึ้ง มาจากตึ้งนั้ง หมายถึงคนจีน ด้านซ้ายต้องใหญ่กว่าด้านขวา

ต่อมาใช้คำว่า ไทแทนฮวง ตามเสียงไทย และคำว่า ตงแทนตึ้ง มาจากคำว่า ตงกก ประเทศจีน ด้านล่างของตัวหนังสือทั้งสองตัว เป็นกลอนคู่เขียนคำมงคล

กระดาษที่เขียนอักษรแล้วปิดไว้นั้น ถึงวันตรุษจีน ก็ต้องเปลี่ยนใหม่

หลังยุคใช้กระดาษแดงติดตีจู่เอี๊ย พัฒนามาเป็นกระจกพิมพ์สี แล้วก็กลายเป็นศาลเจ้าสีแดงหลักเล็กๆ ในปัจจุบัน

ในเมืองจีนไม่ค่อยมี ตีจู่เอี๊ย แต่มีเทพเจ้าเตา แต่ถ้าจะให้พูดถึงเทพเจ้าที่ทำหน้าที่เหมือนตีจู่เอี๊ย ในเมืองจีนก็มี เรียกว่า แปะกง เจ้าที่ประจำหมู่บ้าน

เหตุที่เมืองจีน ไม่ค่อยมี ตีจู่เอี๊ย อาจารย์ถาวร สิกขโกศล อธิบายว่า คนเมืองจีนไม่ค่อยยินดีกับการมีตีจู่เอี๊ย ก็เพราะแสดงว่า เป็นบ้านที่อาศัยคนอื่นอยู่ ธรรมเนียมจีนผู้อาศัยบ้านคนอื่นอยู่ ต้องไหว้ผีเรือนของเจ้าของบ้านเดิม

"ไปหาญาติที่เมืองจีน ไม่ควรไปถามถึงตีจู่เอี๊ย เพราะจะเป็นการดูถูกเจ้าของบ้านว่า ไม่มีปัญญามีบ้านอยู่เอง" อาจารย์ถาวร ว่า

เพราะความเชื่อนี้ ตีจู่เอี๊ย จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยัน โดยนิสัยคนจีนไม่ตั้งใจย้ายถิ่นฐานไปไหน

อาจารย์ถาวร ค้นคว้าเล่าให้ฟังว่า เมื่อแรกคนจีนมาทำมาหากินในเมืองไทย ก็มักอาศัยเช่าบ้านเช่าที่ดินของคนไทยอยู่ จึงตั้งตีจู่เอี๊ยไหว้ผีบ้านผีเรือนเพื่อฝากตัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แม้ต่อมาจะมีบ้านเป็นของตัวเองก็ยังคิดว่า เมืองไทยไม่ใช่แผ่นดินเกิด จึงตั้งตีจู่เอี๊ยเป็นการให้เกียรติแก่แผ่นดิน และไหว้แม่พระธรณีที่ตนเข้ามาอาศัย

อีกหลักฐานที่ยืนยันแนวคิดนี้ คือการนับญาติ (ปุ้ย - จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง) คนจีนโพ้นทะเลในไทย ยังลำดับ รุ่นของตระกูลแซ่ ต่อจากบ้านเกิดที่เมืองจีน

แต่แนวคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไป 3-4 ปี หลัง พ.ศ.2492 เมื่อจีนประกาศเป็นคอมมิวนิสต์

สำหรับจีนโพ้นทะเล ข่าวนี้เหมือนประตูกลับบ้านเมืองจีนถูกปิดตาย คนจีนในไทยก็เริ่มตัดสินใจลงหลักปักฐานซื้อที่ดินทำกินในเมืองไทย มีผลให้ราคาที่ดินในแหล่งการค้าของคนจีนสูงขึ้นพรวดพราดทันที

กระนั้น เมื่อคนจีนโพ้นทะเลจากไทยไปเยี่ยมญาติที่เมืองจีน ก่อนกลับไทยญาติพี่น้องจีนมักสั่งเสียว่า "อย่าไปให้นาน ทำมาหากิน (ร่ำรวย) แล้ว กลับบ้านเรา".
รูปภาพของ วี่ฟัด

ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา

                  ไหงคิดว่าวัฒนธรรมการมี " ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา " นั้นน่าจะเป็นวัฒนธรรมของคนแต้จิ๋ว มากว่าคนฮากกาหรือกลุ่มชาวฮั่นอื่นๆในเมืองจีน หรือถ้าคนฮากกาที่มัวัฒนธรรมการมี " ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา " นั้นก็น่าจะเป็นคนฮากกาแบบ " ป้าซานคัก " เนื่องจากคนฮากกาแบบป้านซานคัก จะมีภูมิลำเนาอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกับคน " แต้จิ๋ว " คนฮากกาแบบป้านซานคักจึงรับวัฒนธรรมนี้มาจากคนแต้จิ๋ว

                    บ้านไหงเป็นบ้านที่มีวัฒนธรรมแบบชิมฮัก จะไม่มีการจัดตั้ง " ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา " แต่อย่างใด ตั้งแต่ไหงจำความได้ จนกระทั่งบิดา ได้ล่วงลับไปแล้ว จนปัจจุบันถึงรุ่นลูกหลานแล้ว ก็ไม่ยึดมั่นในวัฒนธรรมแบบชิมฮัก ดั้งเดิมแล้ว พอโดนเพื่อนฝูงที่เป็นคนแต้จิ๋วทักเอา จึงเขวต้องมี ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา กับเขาบ้าง จนปัจจุบัน ไหงคิดว่าบ้านคนฮากกาในเมืองไทย จึงน่าจะมี " ตีจู่เอี๊ย หรือถี่จู้หยา " กันหมดแล้วรวมทั้งบ้านไหงด้วย

                     และอีกอย่างหนึ่งคือเทศกาลศาสตร์จีน เป็นเทศกาลของคนแต้จิ๋วแท้ๆ  คนฮากการวมทั้งกลุ่มชาวฮั่นอื่นๆไม่มีเทศกาลศาสตร์จีนแต่อย่างใด แต่พอคนฮากกามาอยู่เมืองไทย คนฮากกาจึงต้องมีเทศกาลศาสตร์จีนไปด้วย ตามๆคนแต้จิ๋วไป เหมือนคำว่า " พวกมากลากไป "

พี่น้องไทยอิสาน

ทุกวันนี้ การไหว้ถี่จู้หยา แพร่หลายมากขึ้น จนไม่ได้จำกัดเฉพาะ ทองหงินเราแล้ว ไหงมีพี่สาว หลานสาวขายของชำที่ตลาดหนองแขม พอถึงเทศกาล พวกของไหว้ ต่าง ๆ จะขายดีมาก แต่ถ้าปีไหน เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ของพวกนี้ก็จะขายน้อยลงด้วย นี่ว่าเฉพาะ ทองหงินเรา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพี่น้องชาวไทยอิสาน ที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเช่าบ้านอาศัยประกอบกิจการก็ดี มีเป็นจำนวนไม่น้อยเลย ที่มาซื้อของไหว้ในเทศกาลไปไหว้ แล้วไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จำนวนของไหว้ที่มาซื้อ ไม่ได้ลดจำนวนลงเลย มีแต่เพิ่มมากขึ้น ถามดูก็ได้คำตอบว่า ไหว้ ถี่จู้หยา แล้วเฮงกิจการเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็น ๆ พอถึงเทศกาล ก็เลยซื้อของเซ่นไหว้กันเต็มที่ทุกปี
รูปภาพของ อาคม

เคยถามเหมือนกัน

เคยถามร้านทำไดนาโมแถวบ้านว่าเป็นคนจีนหรือเห็นไหว้ ที่จู่หยา เขาตอบว่า ผมคนอีสาน เห็นคนจีนไหว้แล้วรวย ผมก็อยากรวยมั่ง ดูแล้วไหว้ดีกว่าคนจีนแท้ๆเสียอีก
รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ตี่จู่เอี๊ย

เจ้าที่ตี่จู้ หรือ"ตี่จู้เอี้ย" เป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวจีนให้ความเคารพ และนิยมกราบไหว้กันมานมนานแล้ว ด้วยมีความเชื่อว่าเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย ท่านสามารถอำนวยโชคลาภ นำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้กับบ้านเรือนและผู้พำนักอาศัย ตลอดถึงกิจการค้าต่างๆ


อีกทั้งด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้มีการผลิดศาลเจ้าที่จีน หรือตี่จู้เอี้ย ออกมาหลากหลายรูปแบบ และยังตามมาด้วยเหตุผลปัจจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนต่อรูปลักษณ์ของศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ยต่างๆ นานา ที่มีมากมายหลากหลายในปัจจุบัน จึงเกิดเป็นคำถามอยู่บ่อยๆ ว่าแล้วจะเลือกศาลเจ้าที่จีน หรือเลือกซื้อศาลเจ้าที่ตี่จู้เอี้ย แบบไหนดี ที่จะถูกต้องตามหลัก...และมีโชคลาภ เฮง เฮง รวย รวย? ซึ่งเป็นธรรมดาของชาวโลก ที่เจ้าของบ้านจะเพียรพยายามเสาะแสวงหาสิ่งดีๆ เพื่อให้ชีวีมีโชคลาภมากที่สุด


และด้วยเหตุที่ปรารถนาให้มีโชคลาภนี้ ทำให้หลายๆ ท่านเข้าใจผิด คิดว่าศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย ยิ่งใหญ่ยิ่งดียิ่งมีโชค
และถ้าศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย มีหลังคาหลายชั้นก็จะยิ่งมีโชค
ด้วยเหตุแห่งความเชื่อนี้ ทำให้ผู้เขียนเมื่อไปตรวจดูฮวงจุ้ย จึงได้พบเจอกับบ้านที่จะกลายเป็นศาลเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เพราะอยากมีโชคดี(แบบบ้าจี้) โดยไม่ดูความเหมาะควร ขาดความพอเหมาะพอดี ตั้งศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย ด้วยขนาดที่ใหญ่มาก เรียกว่าขนาดศาลเจ้าจีนที่มีตี่จู้ยังไม่ใหญ่เท่า


เพื่อให้เป็นความรู้ความเข้าใจ
แก่ผู้สนใจในเรื่องของการตั้งเจ้าที่จีน หรือตี่จู้เอี้ย และต้องการเลือกซื้อหาศาลเจ้าที่จีนหรือ"ตี่จู้เอี้ย" ที่ถูกต้อง เว็บเกจิอาจารย์ขอแนะนำว่า การเลือกศาลเจ้าที่จีน หรือศาลตี่จู้เอี้ย ที่ดีให้มีโชคลาภและถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ต้องเลือกตัวเรือนศาลเจ้าที่ ที่ทำจากไม้ ทาเคลือบไม้ด้วยชาดหรือสีแดง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้...


ประการแรก
ศาลเจ้าที่จีน หรือศาลตี่จู้เอี้ย ต้องเป็นสีแดงเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปต่างรับรู้กันทั่วไปว่า "ตี่จู้เอี้ย" เป็นเทพแห่งพื้นดิน มีพลังธาตุดินเป็นฐานกำลัง ตามหลักของเบญจธาตุทางธรรมชาติและหลักทางฮวงจุ้ย ธาตุดินต้องการธาตุไฟ เพราะธาตุไฟเป็นธาตุถ่ายเทและให้กำลังต่อธาตุดิน เพื่อให้ธาตุดินมีกำลังและหนักแน่นขึ้น โดยนัยแห่งหลักการนี้ การมีอยู่สิ่งหนึ่งย่อมต้องมีสิ่งหนึ่งเป็นเหตุและปัจจัย ที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ตามหลักแห่งหยินและหยาง


ประการที่ 2
ที่ว่าทำไมตัวเรือนของศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย ต้องทำจากไม้ ทาเคลือบด้วยชาดหรือสีแดง นั่นก็เป็นไปตามหลักการเบญจธาตุเช่นกัน ธาตุไม้เป็นธาตุที่ก่อกำเนิดธาดุไฟ พูดง่ายๆ คือให้กำลังแก่ธาตุไฟ และตัวของศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ยทาสีแดง เป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟ จึงเท่ากับธาตุไม้ส่งเสริมธาตุไฟ และธาตุไฟก็ส่งเสริมธาตุดินตามหลักเบญจธาตุ ล้วนส่งเสรืมสนับสนุนกำลังของพลังธาตุดินให้แก่เทพตี่จู้ จึงถือว่าเป็นพลังมงคลทางฮวงจุ้ยที่ธาตุมีการส่งเสริมกัน เรียกว่าเป็นธาตุก่อเกิด


อีกทั้งสีแดง
ยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความโชคดี เป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล และความมีชีวิตชีวา สดชื่นรื่นเริง ที่บ่งบอกช่วงเวลาที่น่ายินดี เป็นสีแห่งพลัง เป็นพลังหยาง ซึ่งบ้านที่อยู่อาศัยในทางฮวงจุ้ยล้วนต้องการพลังหยาง นี่คือเหตุผลว่า ทำไมศาลเจ้าที่จีน หรือตี่จู้เอี้ย จึงต้องมี "สีแดง" ด้วยเพราะคนสมัยก่อนมีความเข้าใจและมีหลักคิด ทุกอย่างมีเหตุผล เกจิอาจารย์ก็ขอให้เป็นข้อคิดแด่ท่านผู้สนใจ นำไปพิจารณาไตร่ตรองดู


สำหรับการเลือกขนาดของ ศาลเจ้าที่ตี่จู้ หรือตี่จู้เอี้ย

ขอให้ดูความเหมาะสมของพื้นที่ ที่จะตั้งวางของตัวบ้านและสถานที่พักอาศัย หรือสถานที่ธุรกิจการค้า ให้มีความพอเหมาะพอควร จึงจะนับเป็นโชคลาภที่ดีที่เกิดขึ้นได้ทันทีในเบื้องต้น และโชคลาภของศาลเจ้าตี่จู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีชั้นหลังคามากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งวาง และฤกษ์ยามอันเป็นมงคลที่ท่านเลือกใช้เป็นสำคัญ


ศาลเจ้าที่จีน หรือตี่จู้เอี้ย เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายเป็นที่พำนักของเทวดาหรือเทพ ที่ท่านเจ้าของบ้านได้อัญเชิญเข้าสู่เคหสถาน เป็นเรื่องที่ท่านเจ้าบ้านได้ให้ความเคารพและยกย่องท่าน เพียงเท่านี้ท่านก็ยินดีที่เจ้าบ้านให้เกียรติท่าน หากจะต้องดิ้นรนแสวงหาให้ยากลำบาก และยังเป็นการเบียดเบียนตนเอง เทพเทวดาท่านก็คงไม่สบายใจ เพราะเริ่มต้นหาคุณก็ทุกข์ซะแล้ว

ที่มา http://www.kaejiarjan.com/kaeji-huangjui/fengshui-home-dd/315-feng-shui-goodluck.html

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ตี่จู้

ตี่จู้ ตี่จู่เอี๊ย ศาลเจ้าจีน

ตี่จู้ ตี่จู่เอี๊ย ( ศาลเจ้าที่จีน ) ตามหลักฮวงจุ้ย

 

ตี่จู้ เจ้าที่จีน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ิ์ที่คนจีนในไทยนิยมตั้ง เพื่อให้เกียรติและแสดงความเคารพต่อ เจ้าที่
การตั้ง ตี่จูเอี้ย ศาลเจ้าที่จีน จะต้องพิจารณา 4 องค์ประกอบดังนี้

ชัยภูมิ - ตี่ลี่

  • ตี่แปลว่าดิน จู้แปลว่าเจ้า ดังนั้น ตี่จู้ ต้องติดดินจึงจะมีพลัง
    หากยกฐาน ฐานนั้นต้องเป็นดินหรือหินและทึบตัน
    ตี่จู่เอี๊ยะ ตั้งได้เฉพาะชั้นล่าง คอนโดที่สูงกว่าชั้นหนึ่งไม่ต้องตั้ง ชั้นดาดฟ้าไม่มีความหมาย

  • ศาลพระภูมิ คือ เจ้าที่ ( ภูมิ - ดิน ) มีความหมายและการปฏิบัติเช่นเดียวกัน
    พระภูมิ ต้องอยู่ติดดิน
    ศาลพระพรหม ( มาจากสวรรค์ ) สามารถตั้งบนดาดฟ้าได้

  • ด้านหลัง ตี่จู้เอี้ย ควรเป็นที่นิ่ง
    ไม่ควรเป็นบันได ห้องน้ำ ประตู ห้องครัวโดยเฉพาะตรงกับ เตาไฟ

  • ด้านหน้า ตี่จูเอี๊ย ควรเป็นที่โล่ง ( เหม่งตึ๊ง ) ไว้รองรับ ( โชคลาภบารมี )

  • หากตั้งอยู่ลึกเกินกว่า 8 เมตรเมื่อนับจากประตู
    ควรยกสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ ตี่จู้ สามารถมองมาเห็นด้านหน้าได้สะดวกขึ้น

  • การยกฐานขึ้น ต้องเผื่อพื้นที่ด้านหน้าสำหรับเป็น เหม่งตึ๊งด้วย
    ( ลานที่ว่างด้านหน้า เพื่อรับโชคลาภ ขนาดประมาณวางจานของไหว้ได้ )

  • หากพื้นของ ศาลเจ้าที่ ต่ำกว่าถนน ให้ยกฐานขึ้นจนสูงเท่ากับถนน และเผื่อพื้นที่ด้านหน้า

  • หากวาง ตี่จูเอี้ย ลงในตู้โชว์ จะต้องมีพื้นที่ด้านข้างขอบซ้ายขวาและด้านบน ตี่จู้
    หากขนาด ตี่จูเอี้ย ใหญ่ก็เว้นที่มากหน่อย

  • ด้านใต้ ตี่จู้เอี๊ย ไม่จำเป็นต้องใส่สิ่งใด
    เพราะหากใส่เหรียญ อันมีพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่สุดในแผ่นดินสยาม ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดกล้ามาอาศัยอยู่

    หรือการใส่เมล็ดพันธุ์พืช หากมีการเจริญเติบโตก็จะกลายเป็นทิ่มแทง

    ดังนั้นดีที่สุด คือฐานที่เรียบ ทำจากดินหรือหิน ( หินอ่อน/แกรนิต ) ทึบตันคือมั่นคง แต่ในบางกรณีที่นิยมใส่ แผ่นเงินแผ่นทอง เพชรนิลจินดา ซึ่งเป็นธาตุดิน ถือว่าใช้ได้

  • ขนาดที่ใช้ ให้เป็นไปตามความเหมาะสมของพื้นที่
    ใหญ่เกินไปก็อึดอัด - เล็กเกินไปก็ไม่เหมาะสม ขาดบารมี


การตั้งตี่จู้เอี้ย

  • กรณีที่ ตี่จู่เอี๊ยะ พิงบันได ( เคลื่อนไหว )
    สามารถแก้ไขได้โดยซื้อแผ่นหินแปะติดบันได ( ประมาณ 1 - 3 แผ่น ) ลดหลั่นลงมา โดยแผ่นเล็กสุดอยู่หน้าสุดควรมีขนาดใหญ่กว่า ตี่จูเอี๊ย อย่างน้อยข้างละ 1 นิ้ว
    ( ด้านบน ซ้ายและขวา ) เปรียบเสมือนภูเขาคือมั่นคง
    แล้วจึงเชิญ ตี่จู้ วางไว้ด้านหน้าแผ่นหินนั้น

  • ตี่จู่เอี้ย สามารถวางไว้ด้านข้างซ้ายหรือขวาของบ้านก็ได้ โดยวิเคราะห์ร่วมกับ ดาว 9 ยุค

  • ตี่จู่เอี๊ย ไม่จำเป็นต้องเป็นสีแดงเสมอไป (ที่ใช้สีแดงเพราะตามความนิยมสืบต่อกันมา )

  • ศาลเจ้าที่หินอ่อน
    ตี่จู้ สามารถทำมาจากวัสดุอื่นได้ เช่น หินอ่อน ซึ่งสอดคล้องกับธาตุดิน ( คือ ตี่จู้ )
    บ้านสมัยใหม่ี่นิยมตั้ง ตี่จู้ เป็นหินอ่่อน

  • บ้านเรือนทั่วไปตั้ง ตี่จู้เอี้ย อย่างเดียวก็เพียงพอ (เหมือนเป็นผู้ใหญ่บ้าน )
    ปึงเถ่ากง เหมาะกับการตั้งบ้านเรือนขนาดใหญ่มากหรือโรงงาน ( ผู้ว่า )
    ตั้งมากเกินไปบ้านจะดูเป็น โรงเจ ศาลเจ้า

ทิศทาง - ดาว 9 ยุค

  • ตี่จู่เอี๊ย ควรตั้งในตำแหน่งลาภวิบัติ ลาภเสื่อม ( ทำให้สิ่งเลวร้ายนิ่งหรือหมดไป )
    หรือตั้งตำแหน่ง บารมีประจำยุค บารมีหนุน บารมีรอ ( เสริมบารมี )

  • ห้ามตั้ง ตี่จูเอี้ย ในตำแหน่ง ลาภประจำยุค ลาภหนุน บารมีวิบัติ บารมีเสื่อม

  • หากเป็นทิศทางเจริญรุ่งเรือง ด้านหน้า ตี่จู้ ต้องมองออกไปตรงตำแหน่งประตูที่มีลาภ

    ตี่จู้ ดาว 9 ยุค
  • ตี่จู้ไม่จำเป็นต้องตรงประตูบ้านเสมอไป

    ตัวอย่าง บ้านนั่ง 345 องศา ยุค 8
    หากตั้งตี่จู้อยู่กลางบ้าน และประตูอยู่กลางบ้าน
    ประตูเป็นดาว 9 7 เป็นตำแหน่งบารมีหนุน และลาภเสื่อม
    เปิดประตูนี้ กลับไม่ดี - ขาดผู้สนับสนุน และเกิดเรื่องเสียลาภ

    ดังนั้น หากเปิดประตูขวามือด้านหน้าของตี่จู้แทน
    จะเป็นดาว 7 9 คือ ประตูลาภหนุน - จะได้ลาภที่ดี

    ศึกษา บทบาทดาว 9 ยุคได้จาก หนังสือ จัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย ยุค 8


  • หากเป็นทิศทางล้มเหลว ( คือบารมีอยู่หน้า ลาภอยู่หลัง )
    ด้านหลัง ตี่จู่เอี๊ย ต้องเคลื่อนไหว ด้านหน้าต้องถูกปิดบัง

  • ตี่จู้เอี๊ย เป็นเพียงจุดยึดเหนี่ยวไม่ใช่ประธาน


ดวงชะตา - ดวงจีน

  • หากทิศทางที่ตั้งของ ตี่จู่เอี๊ย ถูกต้องกับ ธาตุสำคัญ
    ให้ไหว้เป็นประจำจะช่วยส่งเสริม ดวงชะตา ( ดวงจีน )

ฤดูกาล - ฤกษ์ยาม

  • ควรเป็นฤกษ์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็น วันจิ้งซิ้ง ( เด่นดัง ) ได้ยิ่งดี

  • เป็นฤกษ์สี่ทิศก็ใช้ได้ เพราะเป็นฤกษ์ปลอดภัย วุ่นวาย ( เอี๊ยง )
    ตี่จู้ คือนิ่ง ( อิม ) เมื่ออิมและเอี๊ยงมาบรรจบกัน ก็ก่อเกิดพลังสมดุล

  • วันแรกที่มีการทำพิธี ต้องจุดธูปจริง 5 ดอก
    เพราะควันเป็นสื่อแสดงออกถึงความเคารพของเจ้าบ้านต่อ เจ้าที่

  • ของไหว้ ที่ควรเป็นคือ ผลไม้ 5 อย่าง ไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์เพราะเท่ากับเบียดเบียนชีวิตอื่น
    ขี้เถ้าที่ใช้ปักธูป ใช้ถ่านหรือดินที่เผาจนเป็นขี้เถ้า ( จะบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งใด ๆ เจือปน )

  • การขยับย้าย การทำความสะอาดครั้งแรก ตี่จู่เอี๊ยะ ต้องดูฤกษ์เสมอ

    ดีที่สุด ให้ใช้มือกด กระถางธูป แล้วเช็ดไปรอบ ๆ
    ห้ามยกหรือเคลื่อนย้ายเรือนหรือกระถางธูปโดยเด็ดขาด
  • ที่มาhttp://www.fengshuitown.com/fengshui/fengshui-tip-shrine-tee-chu.htm

ฝุก หลุก ซิ่ว

ที่มา มงคลแบบจีน โดย ชิวเทียน
    
    ฝุกหมายถึงลาภ หรือโชคดี
    
    หลุกหมายถึงวาสนารวมไปถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน ถ้าหากรับราชการพ่อค้าก็จะประสพความรุ่งเรืองในอาชีพเมื่อรับราชการจนปลดเกษียนกินบำนาญเรียกว่า ซิดฟุ่งหลุก
    
    ซิ่วหมายถึงอายุยั่งยืนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีร่างกายแข็งแรงมีอายุยืนแต่ไม่หลงลืมผู้มีอายุยืนจนอายุครบร้อยปีหรือเกือบ ๆร้อยจึงเสียชีวิตแล้วลูกหลานจะจัดพิธืงานเป็นแบบสีแดง(ถือเป็นงานมงคล)เรียกว่า ปักเหนียนกุ๊ยซิ่ว
    
    อายุยืน100ปีเรียกจิ้นซิ่ว
    
    อายุยืน80ปีเรียกจุ๊งซิ่ว
    
    อายุยืน60ปีเรียกฮ้าซิ่ว
    
    เมื่อรวมสามคำ ฝุก หลุก ซิ่วจึงเป็นยอดแห่งความปราถนาของบุคคลทั่วไป ทุกชาติทุกภาษาก็ว่าได้
    
    ภาพจำลองของสามคำนี้เป็นเทพเจ้าหรือเซียนสำคัญ3องค์ด้วยกันรวมเรียกว่า ฝุก หลุก ซิ่ว ซำ เซ้น
    
    การบูชาจะต้องให้ครบทั้งสามองค์ จะขาดองค์หนึ่งองค์ใดไม่ได้ ลักษณะของเทพเจ้าทั้งสาม
    
    ฝุก รูปขุนนางสวมหมวกใบหูกางออกข้างมีลักษณะของคนมีวาสนา มือถือ หยี ยี่
    
    หลุก รูปเศรษฐีสวมหมวกมีเสาหลักทรงสูง ผ้าคลุมยาวลงด้านหลัง แสดงถึงโภคทรัพย์ บางรูปอุ้มเด็กแสดงถึงมีบริวารเป็นสมบัติ
    
    ซิ่วชายแก่ถือไม้เท้ามือถือผลถอแสดงถึงอายุมั่นขวัญยืน ผลถอเป็นลักณษะของมงคลอย่างหนึ่ง
    
    เท่าที่เห็นสถานที่ต่าง ๆ เช่นศาลเจ้าจะไม่พบว่ามีเทพเจ้าทั้งสามประดิษฐานอยู่เพราะถือว่าเป็นสิ่งมงคลประจำบ้านจึงไม่พบเห็นในที่อื่น ๆส่วนใหญ่จะอัญเชิญไว้ในตู้โชว์หน้าร้านหรือในสถานที่ซื่งมองเห็นได้ชัดเจน
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

"ฮก ลก ซิ่ว" ใหญ่มาก !?!

ว่าจะใส่ตู้โชว์

แล้วหงีจะให้ไหงทำตู้โชว์ขนาดไหนกันละทีนี้ แล้วจะให้หาหน้าร้านที่ไหนมาตั้งโชว์ไหว เจอเข้าไปสามองค์ซะขนาดนี้ ไม่ทราบอยู่ประเทศไหนนะครับ ขอบคุณหงีมากสำหรับรูปภาพประกอบ
รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

อยู่ในเมืองจีน

เป็นโรงแรมชื่อ เทียนจื่อ (天子大酒店) ซึ่งอยู่ในกรุงปักกิ่งครับ.

ตอเซี่ย ตอเซี่ย

ขอบคุณมากครับ
รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ฮก ลก ซิ่ว - Fuk Luk Sau

ฮก ลก ซิ่ว - Fuk Luk Sau

ฮก ลก ซิ่ว เป็นเทพเจ้าที่เป้นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวจีน รวมมาถึงคนไทยเชื้อสายจีนอีกด้วย ซึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่า 3 เทพเจ้านี้เป็นตัวแทนแห่ง สุขภาพ ความมั่งคั่ง และ อำนาจ

 

ฮก - Fuk
ฮก - Fuk

 

ฮก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ฝู (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 福) หมายถึง บุญวาสนา อำนาจ เกียรติยศ ลักษณะของฮก เป็นรูปขุนนางจีนสวมหมวก มีใบพูกางออกไปสองข้าง มือถือคธาหรู่ยี่ ซึ่งเป็นคธาแห่งความสมปรารถนา มีพาหนะ คือ ค้างคาว เหตุที่เป็น ค้างคาว เนื่องจากเป็นสัตว์สี่เท้าแต่มีปีก และยังเป็นสัตว์มีปีกที่ไม่ต้องลงมายังพื้นดินเหมือนนกทั่วไป จึงเหมาะที่จะหมายถึง อำนาจวาสนา ที่ไม่มีวันหล่นลง

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน "ก๋วยจื่องี้" เป็นข้าราชการระดับอัครเสนาบดี (ข้าราชการระดับสูง) ที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ยุติธรรม รับใช้ราชการนานหลายแผ่นดิน ความซื่อสัตย์ และ จงรักภักดีต่อแผ่นดินนั้น เป็นที่ประจักษ์ต่อฮ่องเต้หลายพระองค์ จึงมีราชการโองการให้อยู่ในตำแหน่งตลอดทั้ง 4 แผ่นดิน และได้รับมอบ ดาบหยก และ เข็มขัดหยก ให้สามารถทำการใดๆ แทนฮ่องเต้ก่อน แล้วค่อยทูลถวายภายหลังได้ ท่าน ก๋วยจื่องี้ เป็นข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่ง นานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

ลก - Luk
ลก - Luk

 

ลก (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ ลู่ (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 禄) หมายถึง โชคลาภและความมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ คือ ประกอบพร้อมด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค แก้วแหวนเงินทอง และ บริบูรณ์ด้วย บริวารสมบัติ มีบุตร ภรรยา ญาติมิตร คนใช้สอย เป็นต้น ลักษณะของลก เป็นรูปเศรษฐี สวมหมวกแต่ไม่มีใบพูกางออกไปสองข้างเหมือนเทพฮก มีผ้าคลุมลงไปเบื้องหลัง มือหนึ่งอุ้มเด็ก แสดงถึงบริวารสมบัติ นิยมให้เป็นเด็กผู้ชาย เพราะหมายถึงการสืบต่อวงศ์ตระกูล มีพาหนะ คือ กวางดาว ซึ่งดวงดาวบนตัวกวางคล้ายกับอีแปะจีน

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน "เจี่ยวช้ง" เป็นพ่อค้า มหาเศรษฐี ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่ร่ำรวยจากการค้าขายที่สุจริต และ คนในครอบครัว ลูกหลาน ล้วนแล้วแต่เป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด มีเรื่องเล่าขานกันว่า บ้านพักของท่านเจี่ยวช้งนั้น ห่างจากพระราชวังถึง 20 ลี้ เพียงท่านก้าวพ้นจากเขตที่ดินของท่าน ก็เป็นเขตพระราชวัง ด้วยความที่ท่านมีทรัพย์สมบัติมาก กอปรกับท่านเป็นคนใจบุญ ให้ความช่วยเหลือกับทุกคนที่ทุกข์ยาก จนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน และสร้างคุณความดีต่อแผ่นดินอย่างใหญ่หลวง จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ในสมัยนั้น

ซิ่ว - Sau
ซิ่ว - Sau

 

ซิ่ว (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือ โซ่ว (ภาษาจีนกลาง) (จีน: 寿) หมายถึงอายุยืน ลักษณะของซิ่วเป็นรูปชายชรา หน้าตาใจดี หนวดเครายาวสีขาว มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือหนึ่งถือผลท้อ ซึ่งเป็นผลไม้แห่งความยั่งยืน และมักจะมีนกกระเรียนขาวอยู่ข้างกาย มีพาหนะ คือ กา เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นว่าตายอยู่ในที่แห่งใด เหมือนกับที่เราพูดกันว่า กาไม่รู้จักตาย นอกจากมีผู้ทำอันตรายเพราะไม่เคยเห็นซากกาตายอยู่ที่ใด

มีเรื่องเล่าว่า ท่าน "แผ่โจ้ว" เป็นบุคคลที่กลัวความแก่ และความตายมากที่สุด จึงรักษาสุขภาพ ร่างกาย และ จิตใจของตนเองให้มีความสุข แข็งแรง ตลอดเวลา ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวใหญ่ มีภรรยา และ ลูกหลานมากมาย และเป็นที่กล่าวขานกันว่า ท่านแผ่โจ้วนั้นมีอายุยืนกว่า 800 ปี มีภรรยาเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 49 คน และ บุตรหลานเสียชีวิตก่อนท่านทั้งสิ้น 154 คน

ฮก ลก ซิ่ว (Fuk Luk Sau) กับ ศาสตร์ฮวงจุ้ย (Feng Shui)

ในทางศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น กล่าวไว้ว่า ที่ที่เหมาะสมที่จะวาง ฮก ลก ซิ่ว (Fuk Luk Sau) ในบ้านนั้น ควรวางไว้ข้างๆ โต๊ะรับประทานอาหาร หรือ ห้องนั่งเล่นของครอบครัว โดยควรวางไว้บนโต๊ะที่สูงที่สุดในบริเวณห้องดังกล่าว ไม่ควรวางไว้บนโต๊ะที่ต่ำกว่าโต๊ะตัวใดตัวหนึ่งบริเวณนั้น เพื่อแสดงความเคารพแก่ท่าน หรือ บางครั้งอาจมีการนำไปไว้ข้างหลังเก้าอี้ทำงานก็ได้ เพราะ จะแสดงถึงพลังของ ฮก ลก ซิ่ว ที่คอยช่วยเหลือ ค่ำชู ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น

วิธีการจัดวาง ฮก ลก ซิ่ว ถ้าเราหันหน้าเข้าหาท่าน ทางซ้ายมือของเราจะต้องวาง เทพลก ส่วนตรงกลางเป็น เทพฮก และทางขวามือสุดของเราวาง เทพซิ่ว การวางต้องตั้ง เทพฮกไว้ตรงกลาง เพราะถือว่าเมื่อมี เทพลก และ เทพซิ่ว แล้วจึงมี เทพฮก คือ อายุยืน และ มั่งมีก่อน จึงจะมีอำนาจวาสนา

คนจีนนิยมมอบ ฮก ลก ซิ่ว เป็นของขวัญให้แก่กันแทนการอวยพร ให้ผู้รับมีอายุยืนยาว ร่ำรวย และมีอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์

หากท่านใดที่ต้องการที่จะมีสุขภาพดี มั่งมีเงินทอง และมีอำนาจวาสนา ลองวาง ฮก ลก ซิ่ว ตามหลักฮวงจุ้ยดู แล้วพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง :)

ที่มาhttp://information.phuketindex.com/info/mystery/107-fuk-luk-sau.html

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ประวัติของ "หูจิ่นเทา"

"หู จิ่นเทา" เกิดวันที่ 21 ธ.ค. 1942 ในเมืองเจียงหยาน มณฑลเจียงซู โดยพื้นเพครอบครัวค้าขายชาอยู่ในเขตจีซี มณฑลอานฮุย ชีวิตวัยเด็กของเขาค่อนข้างยากจน เขาต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ อย่างไรก็ดี ผลจากการที่พ่อของเขาตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มเรดการ์ด โดนจับแห่ประจานเช่นเดียวกับพ่อค้าวาณิชย์ ผู้ดีเก่า ปัญญาชน และกลุ่มคนหัวอนุรักษนิยมจำนวนมาก ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ปี 1966-1976 ทำให้เขามีปมฝังลึกในจิตใจว่าสักวันจะต้องได้ดี และกอบกู้ศักดิ์ศรีของพ่อกลับคืนมาให้ได้

ตั้งแต่เล็กๆ เขาเป็นเด็กเรียนเก่งและหัวดี แต่ก็ไม่ใช่พวกหนอนหนังสือที่จะอยู่แต่ในห้องเรียน ตามค่านิยมในยุคนั้น ใครเรียนเก่งต้องสอบเข้าวิศวะ เพราะถือเป็นอาชีพในฝันของตี๋หมวยชาวแผ่นดินใหญ่ "หู จิ่นเทา" ก็จบมาทางวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมศาสตร์ อันดับหนึ่งของจีน ระหว่างที่เรียนอยู่เขาได้พบกับคู่ชีวิตคนปัจจุบันคือ "หลิว หย่งชิง" และแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน จนมีลูกชายลูกสาวอย่างละหนึ่งคน

หลังจากเรียนจบ ในปี 1968 เขาถูกส่งตัวไปคุมงานก่อสร้างเขื่อนในมณฑลกานซู ซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ และยังเป็นวิศวะคุม งานสร้างเขื่อนอีกหลายแห่งเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 10 ปีเต็ม ก่อนจะได้รับโอกาสให้นั่งโต๊ะเป็นผู้บริหาร โดยได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการสำรองพรรคคอมมิวนิสต์ ในปี 1980 อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปโครงสร้างบริหารงานรัฐวิสาหกิจของ "เติ้ง เสี่ยวผิง" ซึ่งต้องการผลิตผู้นำคอมมิวนิสต์รุ่นใหม่ ที่เป็นคนหนุ่มสาว มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางและมีหัวด้านการปฏิรูปมากขึ้น เพื่อปูทางให้สืบทอดอำนาจต่อไปในอนาคต

ความมีวิสัยทัศน์ของ "หู จิ่นเทา" ประกอบกับนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนดี ขยัน มีวินัย ลุยงานจริง ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคคอมมิวนิสต์ยุคนั้นมาก และด้วยการสนับสนุนจาก "หู เหยาปัง" คณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง ซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบายพรรค เขาได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเลขาธิการมณฑลกุ้ยโจว มีโอกาสได้แสดงฝีมือพัฒนามณฑลทุรกันดารแห่งนี้ให้เจริญขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ และต่อมาต้องฝ่าด่านทดสอบใหญ่อีกครั้ง เมื่อถูกส่งตัวไปเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทิเบต ซึ่งทำให้เขาได้แจ้งเกิดเต็มตัว เพราะสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างชาวทิเบตกับทางการจีน

ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกลลึกล้ำของท่านผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง ที่วางหมากไว้หลายชั้น ตั้งแต่ยังเรืองอำนาจ โดยเสนอแนะว่า นอกจากการวางทายาทรุ่นที่สองและสาม เพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ควรเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ โดยคัดเลือกผู้นำรุ่นที่สี่ดักรอล่วงหน้า จึงส่งให้เขาไปถึงฝั่งฝัน ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะอายุไม่ถึง 50 ปี ก่อนจะค่อยๆ สั่งสมบารมีจนได้ก้าวขึ้นสืบทอดอำนาจต่อจากประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ในปี 2002 กลายเป็นผู้นำคนใหม่ ที่นำพาประเทศไปสู่ความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก.

ที่มา: ไทยรัฐ, 28 ส.ค. 2553

รูปภาพของ YupSinFa

หูจิ่นทาวกับหลี่เผิง

              อ่านประวัติคร่าว ๆ ของท่านหูจิ่นทาว จู่สี หรือประธานาธิบดีหูจิ่นทาวของจีนจากอาจองหยิ่นฮยุ่ง โก แล้วจึงได้ทราบประวัติของท่านประธานาธิบดีจีนคนปัจจุบัน อันที่จริงในปัจจุบันนี้ประเทศจีน ไม่มี จู่สี หรือประธานพรรคฯ แล้ว อันเนื่องมาจากการปฏิรูปของท่านวิศวกรเติ้งเสี่ยวผิง ที่จะต้องการให้ตำแหน่งประธานพรรคก้งฉานต่างอัีนยิ่งใหญ่ สิ้นสุดแต่ยุคของเหมาเจ๋อตงจู่สีเพียงคนเดียว 

              จากการอ่านประวัติของประธานาธิบดีหูจิ่นทาวแล้ว เห็นว่าท่านได้เรียนด้านวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยชิงหวา จึงทราบว่า ท่านได้เ็ป็นรุ่นน้องของ อดีตนายกรัฐมนตรีหลี่เผิง ซึ่งเกิดก่อนหลายปี หลี่เผิง พ่อ-แม่ เป็นนักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศรุ่นเดียวกันกับเหมาจู่สีและโจวจ๋่งหลี่ เรียกว่าเป็นผู้นำรุ่นแรกว่างั้นเถอะ แต่โชคร้าย ที่หลี่เผิงยังเด็กนัก บิดา-มารดาของเขา ได้สละชีพไปในการปฏิวัติทั้งสองท่าน หลี่เผิงจึงต้องตกไปเป็นลูกบุญธรรมของท่านโจวเอินไหลและมาดามเติ้งอิ่งเชา ซึ่งทั้งสองท่านไม่มีบุตรอันเนื่องจากท่านเติ้งอิ่งเชาแท้งลูกอันเนื่องมาจากสงครามและเป็นเหตุให้ท่านไม่สามารถมีบุตรได้อีกต่อไป 

               โจวจ๋งหลี่และท่านเติ้งอิ่งเชา จึงได้รับบรรดาลูก ๆ ของสหายร่วมรบที่สละชีพ มาเป็นบุตรบุญธรรมอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือ ท่าน หลี่เผิง ซึ่งถือว่าเป็นบุตรบุญธรรมที่ใกล้ชิดสนิทแน่นกับทั้งสองท่านมากที่สุด หลี่เผิง เรียนจบทางด้านวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยชิงหวา

               มหาวิทยาลัยชิงหวา เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน ที่มีชื่อเสียงทางด้าน วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม เป็นที่หมายปองในการเข้าเรียนของเด็ก ๆ เยาวชนจีนทั่วประเทศที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกร ไหงก็อยากให้ลูกของไหง่ได้เรียนที่นี่เหมือนกัน

               ส่วนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หรือเป่ยต้า นั่น เปรียบเหมือนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน เป่ยต้า มีชื่อเสียงเรื่องของความเป็นสหวิชาการ มีความโดดเด่นในด้าน สังคมศาสตร์ การแพทย์ มนุษยศาสตร์ กฏหมาย เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และ รัฐศาสตร์ ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ก็ไม่แพ้ชิงหวา เช่นกัน เพียงแต่ภาพพจน์ด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมของชิงหวา โดดเด่นกว่า ชิงหวาจึงเปรียบเหมือน มหาวิทยาลัยมหิดลหรือเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังของไทยเรานั่นเอง

               หูจิ่นทาวและหลี่เผิงจึงมีความเหมือนกันในด้านนี้ หูจิ่นทาวก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดี บุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน และมีผลงานที่โดดเด่นเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่อย่างเติ้งเสี่ยวผิงกับเจียงเจ๋อหมิน เริ่มต้นผลงานจากการบริหารมณฑลเล็ก ๆ อย่างกุ้ยโจว และไปสำเร็จรุ่งโรจน์ในเขตการปกครองที่สุดหินอย่างซีจ้าง หรือ ธิเบต จึงได้รับการไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของจีนในทุกวันนี้

               ด้านท่านหลี่เผิง ซึ่งเป็นผู้นำรุ่นที่ สอง รุ่นเดียวกันกับเจียงเจ๋อหมิน ท่านหลี่เผิงนี้ บุคลิกเป็นคนสุขุม นุ่มลึก ออกแนวๆ เด็ดขาด และดุดัน อย่างไรก็ตามท่านก็ได้บริหารประเทศกับเจียงเจ๋อหมินจนเจริญรุ่งเรืองแล้วส่งไม้ต่อให้รุ่นถัดมาคือรุ่นปัจจุบันนี้

               บทความของอาฮยุ๋งโก ที่เขียนถึงประวัติของหูจิ่นทาวนั้น ได้เอ่ยถึงท่านหูเย่าปัง หูเย่าปังท่านนี้ ไหงขอเรียนให้ไท้ก๋าหยิ่นทราบว่า ท่านเป็นชาวฮากกาเหมือนกันกับพวกเรานะ หูเย่าปัง เป็นผู้นำขัดตาทัพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการกำจัดแก๊่งสี่คน และท่านมีความภักดีต่อจอมพลยับก้ามยินของเรา และเติ้งเสี่ยวผิงมาก

               ขอต่อเรื่องของนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันของจีนอีกนิด ท่านเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของจีนนี้ ในขณะนี้ท่านได้เป็นที่รักและนิยมชมชอบในหมู่คนจีน 1300 ล้านคน ท่านมีอัธยาศัยและบุคลิกในการทำงานเหมือนกับท่านนายกโจวฯ จึงเป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวจีนทั่วประเทศ จะเห็นได้ว่า ในการตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยครั้งยิ่งใหญ่ 3 ่ครั้งที่ผ่านมา ในเสฉวน ชิงไห่ และ กานซู่ ท่านมักจะปลอบใจผู้ประสบภัยและกอดเด็ก ๆ แล้วร้องไห้ เสียใจ

              จากอัธยาศัยของท่านนี้ ทำให้มีนักเขียนที่เป็นชาวจีนแต่ไม่รักชาติของตัวเอง ออกหนังสือขึ้นมาว่า เวินเจียเป่า จริงใจหรือเล่นละคร ซึ่งเป็นหนังสือที่ชาวตะวันตกและพวกเกลี่ยดจีน ไขว่คว้าหาอ่านกันมาก ตีพิมพ์ในฮ่องกง แต่ถูกแบน ห้ามจำหน่ายในดินแดนจีนทั้งต้าลู่ ฮ่องกง และมาเก๊า อย่างไรก็ตาม ความเท็จก็ไม่สามารถสู้ความจริงได้ คนจีนทั้ง ประเทศเห็นอัธยาศัยและความตั้งใจของ เวินจ๋งหลี่ คนที่บิดเบือนใส่ร้ายไม่สามารถทำลายความเป็นจริงลงไปได้

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

เยาวชนจีน-ญี่ปุ่นลืมวิธีเขียนภาษาตัวเอง

เยาวชนจีนและญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาลืมวิธีการใช้มือเขียนคำและอักษรใน ภาษาจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีความซับซ้อน เนื่องจากวัฒนธรรมการใช้คอมพิวเตอร์และแป้นพิมพ์โทรศัพท์สร้างความสะดวกสบาย จนทำให้เด็กๆ ลืมวิธีการใช้มือเขียนคำในที่สุด

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นในสังคมไร้สายปัจจุบันที่กำลังสร้างปัญหาให้แก่เยาวชนจีนและญี่ปุ่น ก่อให้เกิดอาการลืมวิธีใช้มือเขียนภาษาของตัวเอง โดยเฉพาะเยาวชนจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อน มีอักษร อักขระจำนวนมาก

ลี ฮันเหว่ย นักศึกษาสาววัย 21 ปี แห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง บอกว่า เธอสามารถจำรูปร่างของตัวอักษรจีนที่จะเขียนคร่าวๆ แต่ก็ไม่สามารถเขียนตัวอักษรได้ เพราะลืม

ทั้งนี้ อาการที่เรียกว่าการลืมวิธีเขียนตัวอักษร กำลังแพร่ระบาดอย่างมากในกลุ่มเยาวชนยุคไร้สาย ในกลุ่มประเทศจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีวิธีเขียนตัวอักษรหลากหลาย ซับซ้อน

เนื่องจากเยาวชนเหล่านี้ใช้แป้นคอมพิวเตอร์รวมทั้งมือถือเขียนหนังสือกันเป็นกิจวัตร โดยแป้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ถูกออกแบบมาให้การเขียนภาษาจีนและญี่ปุ่นเป็นไปโดยสะดวกและเป็นสากล

ล่าสุดผลสำรวจเยาวชนจีนกว่า 2,072 ราย ยอมรับว่ามีปัญหาในการใช้มือเขียนตัวอักษรจีน ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เยาวชนส่วนใหญ่ต้องยึดติดอยู่กับแป้นมือถือของตัวเองตลอดเวลา เพราะต้องคอยกดแป้นดูว่าตัวอักษรตัวใดเขียนอย่างไร โดยหากจะมองให้ร้ายแรง อาจบอกได้ว่าเด็กๆเหล่านี้กำลังหลงลืมวัฒนธรรมของตนเองก็เป็นได้

ขณะที่ในญี่ปุ่น เยาวชนส่วนใหญ่ที่ให้สัมภาษณ์ ยอมรับว่าเกือบลืมตัวอักษรที่ได้เรียนมาตั้งแต่ยังเด็กหมดแล้ว โดยเฉพาะตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้ เหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ลืม เป็นเพราะแทบไม่ได้ใช้มือเขียน

โดยกว่า 80% ของกลุ่มเป้าหมายระบุว่าลืมการเขียนอักษรบางตัว และ 43% บอกว่าใช้มือเขียนหนังสือเวลากรอกแบบฟอร์มหรือเซ็นชื่อเท่านั้น

ด้าน นาย Siok Wai Ting อาจารย์ภาควิชาภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง อธิบายว่า อาการลืมภาษาเกิดขึ้นเพราะการจดจำอักษรถือเป็นสิ่งสำคัญ และการจะจำได้ก็ต้องใช้วิธีเขียนลงในกระดาษ และหากลืมวิธีเขียนมากๆ ต่อไปอาจลืม ไม่รู้ว่าอ่านอย่างไรตามมา โดยเฉพาะในอักษรภาษาจีน การอ่านและเขียนถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้จดจำอักษรได้.

ที่มา: ไทยรัฐ, 29 ส.ค. 2553

รูปภาพของ YupSinFa

ถูกของอาฮยุ๋งโก

เรื่องบทความจากไทยรัฐที่อาฮยุ๋งโกนำมาถ่ายทอดในชุมชนของเราในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าคิด และมีความเป็นจริงอย่างที่สุด เพราะอักษรจีน ไม่ว่าจีนเก่า หรือจีนใหม่ และอักษรคังจิ ของญี่ปุ่นเอง ซึ่งยืมเอาอักษรจีนเก่ามาทั้งดุ้น จะมีวิธีการเขียน หรือ หลักการเขียนที่ถูกต้อง ไม่ใช่อยากเขียนอย่างไรให้ออกมาเป็นรูปอักษร อย่างนี้ หาได้ไม่

อักษรจีน ไม่ว่าจีนเก่าหรือจีนใหม่ จะมีหลักการพื้นฐาน คือ เขียนลำดับขีดจากบนลงล่างก่อน จากซ้ายก่อนขวา มาจนถึงขีดสุดท้ายที่จะต้องอยู่ล่างสุดและทางด้านขวาสุดของรูปอักษรนั้น ๆ และนอกเหนือจากนี้ อักษรจีน จะมีการขีดลากลายเส้น หรือลายสือจีน ทั้งขีดขึ้น ขีดลง ตวัดขึ้น ตวัดลง ตวัดซ้าย ตวัดขวา เป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเอง และเฉพาะของตัวอักษรในแต่ละตัว

นอกจากรูปแบบของการขีดลายสือจีนมาเป็นตัวอักษรจีนแล้ว อักษรจีน ยังถือว่าเป็นอักษรสัญญลักษณ์ แทนคำศัพท์เป็นคำ ๆ ไป โ่ดยมีพัฒนาการหรือวิวัฒนาการมาจากอักษรรูปภาพเมื่อสมัยตำนาน ของจีน ราว 5000 ปีก่อน หรือ 3000 ปี ก่อนคริสตศักราช 

การบรรยายการสอนเกี่ยวกับที่มาของอักษรจีนและลายสือจีนนั้น ดีวีดีการสอน ที่ดีที่สุด ที่ทางรัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้าง แล้วทางออนป้านำมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย น่าเก็บน่าศึกษา ก็คือ ฮั่นจื้อกง ซึ่งมีการสอนโดยสร้า่งตัวละครขึ้นมา 3 ตัว คือ คุณปู่อักษรจีน ก็คือ ฮั่นจื้อกง กับเด็กชายหญิงสองคนพี่น้อง ได้ร่ำเรียนถึงที่มาของอักษรภาพจีน และพัฒนามาเป็นอักษรจีนในปัจจุบัน ผ่านท่านคุณปู่อักษรจีนที่ข้ามมิติกาลเวลา่มา 

ดีวีดี การสอนภาษาจีน ฮั่นจื้อกง จึงเป็นตัวอย่างของการเรียนการสอนอักษรจีนที่ดีที่สุดชุดหนึ่ง

ยกตัวอย่างอักษรจีนที่ใกล้ตัวที่สุดของเราสัก 2 - 3 ตัว เช่น คำว่า หว่อ ที่แปลว่าฉัน 我  จะเริ่มที่การเขียนขีดบนสุดด้านซ้ายมือก่อนเป็นขีดแรก แล้วขีดเส้นขวาง ต่อจากนั้นก็จะขีดเส้นดิ่งด้านซ้ายลงมา ต่อด้วยขีดซ้ายที่ตวัดขึ้น ถึงจะขีดโค้งด้านขวาให้งอออกมาทางขวาแล้วมีหาง ต่อด้วยขีดด้านขวาทางด้านล่าง แล้วถึงจะแต้มขีดขวาบนสุดเป็นขีดสุดท้าย

นี้คือหลักการเขียนอักษรจีน 

อักษรที่บ่งบอกความเป็นศัพท์ เช่น 家  เจีย หรือ กา แปลว่า บ้าน หรือครอบครัว อักษรตัวนี้พัฒนามาจากรูปบ้านง่าย ๆ ที่เด็กเล็ก ๆ เริ่มวาดรูปนั่นแหละ คือจะมีขีดด้านบนลงมาเหมือนเม็ดฝนที่ตกลงสู่หลังคา แล้วมีขีดทางด้านซ้ายมือตวัดลงมา 3 ขีด ต่อด้วยขีดทางด้านขวา อันบ่งบอกถึงความเป็นบ้าน ที่มีหลังคา หน้าต่าง และคนในครอบครัว

อันนี้ชัดที่สุดคือ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ คือ 日 และ  月  ตัวแรกอ่านว่า ยื่อ (หยิด)  แปลว่าดวงอาทิตย์ ตัวที่สองอ่านว่า เยว่ (หยัด-เยะ) แปลว่าดวงจันทร์ คำในวงเล็บเป็นภาษาฮากกา สองตัวนี้ไม่ต้องบอกก็ต้องเดาได้ว่า หมายถึงดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ เพราะลักษณะอักษรเป็นการบ่งบอกถึงความหมายตามรูปภาพ 

และเรามาเอาดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์มารวมกัน จะได้อักษรตัวนี้ คือ 明  อ่านว่า หมิง (หมิ่ง) แปลว่า สว่าง เห็นไหมว่า ดวงอาทิตย์ก็มีแสงสว่าง ดวงจันทร์ก็มีแสงสว่างยามกลางคืน คำนี้จึงแปลว่า สว่าง อย่างตรงตัว อันที่จริงยังมีสว่างอย่างอื่นอีก แต่ความหมายไม่ตรง เท่ากับคำคำนี้

จะเห็นได้ว่า อักษรจีนของเรา มีที่มาที่ไป และวิธีการเขียน อย่างสนุกสนาน ถ้าเรายิ่งเรียน ก็ยิ่งรู้ เหมือนได้ว่ายน้ำไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ 

ขนาดไหงแค่มีความรู้ด้านภาษาฮั่น ของเรา เท่ากับหางอึ่ง ไม่ได้สอนหน้งสือสังฆราชให้อาโกทั้งหลายนะ แต่ไหงตั้งใจจะสื่อถึงหลาน ๆ น้อง ๆ  ที่สนใจอยากเรียนภาษาจีน หรือมีความรู้ภาษาจีน เล็กน้อย จะได้ทราบถึงที่มาและวิธีการเขียนอักษรจีนของเรา ได้เกิดความภาคภูมิใจ ใคร่ที่จะเรียน ให้ได้

ปัจจุบัน เทคโนโลยีไร้สาย ทำให้อักษรจีนและญี่ปุ่นเป็นดั่งบทความที่อาฮยุ๋งโก นำมาเสนอ อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะอักษรจีนและญี่ปุ่นรวมทั้งเกาหลีด้วย เป็นอักษรรูปภาพ ที่จะต้องจำเป็นคำ คำ ไป ไม่สามารถมีตัวพยัญชนะและสระ เหมือนภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ที่ต้องใช้การผสมคำ จึงต้องอาศัยอักษรโรมัน นำมาเป็น พินยิน ในการสะกดคำ และตัวพินยินจึงได้พัฒนามาเป็นตัวสะกดในแป้นพิมพ์ของคีย์บอร์ด และปุ่มกดของโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้วัยรุ่นจีนถึงกับลืมอักษรที่แท้จริงของตัวเองไปเลย น่าหนักใจมาก ๆ 

ขนาดอักษรไทย เรา ยังมีการสะกด มีการผสมคำ พวกวัยรุ่นไทยทั้งหลาย ก็มีการตัดคำ เปลี่ยนคำ แปลงคำ จนหาความหมายที่แท้จริงไม่ได้ เช่น ครับ ก็กลายมาเป็น คราบ หนู ก็มาเป็น นู๋ และศัพท์ใหม่ ๆ ที่วัยรุ่นสร้างขึ้นมาอีก อันที่จริงการสร้างศัพท์ใหม่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การแปลงคำศัพท์ดั้งเดิม ให้ เพี้ยนไป นี่สิ น่าหนักใจ เช่น คราบ กับ นู๋ นี้ ขอร้องเถอะนะ หนู หนู ทั้งหลาย เยาวชนของชาติที่จะเป็นผู้นำของไทยและจีนในอนาคต ในที่นี้ก็เห็นมีอยู่คนสองคน เลิกเถอะนะ ชิงเหนียน (เยาวชน) ที่รัก

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

ที่มาของชื่อมณฑลและเมืองสำคัญในจีน

การตั้งชื่อของมณฑลในจีน มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ส่วนมากจะเกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ สามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ตั้งตามที่ตั้งของเมือง เช่น มณฑลซานตงและซานซี ต่างตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกของภูเขาไท่สิงซาน (太行山)จึงมีชื่อว่าซานตง(山东)และซานซี (山西)

2. ตั้งชื่อตามทิศของเมืองกับแม่น้ำที่ไหลผ่าน เช่น มณฑลหูเป่ยหรือหูหนาน ต่างอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของทะเลสาบต้งถิงหู (洞庭湖)

3. ตั้งชื่อตามลักษณะทางภูมิประเทศ เช่น ภูเขาหรือแม่น้ำของพื้นที่บริเวณนั้น ได้แก่ มณฑลกุ้ยโจวซึ่งมีภูเขากุ้ยซาน(贵山), เมืองเซี่ยงไฮ้ในอดีตมีแม่น้ำสายย่อยของแม่อู๋ซงที่มีชื่อว่า ซ่างไห่ผู่(上海浦)พาดผ่าน, มณฑลเฮยหลงเจียงมีแม่น้ำเฮยหลง(黑龙 江)พาดผ่าน
มณฑลเจ้อเจียง มีแม่น้ำเจ้อเจียง(浙江)พาดผ่าน ส่วนมณฑลเสฉวน(四川)นั้น มีแม่น้ำหมิน(岷江), จินซา(金沙江), ถัว(沱江)และเจียหลิง(嘉陵)ทั้งหมด 4 สายไหลผ่านจึงได้ชื่อว่า เสฉวน (เมือง 4 ลำธาร), มณฑลชิงไห่มีทะเลสาบชิงไห่(青海湖)พาดผ่านจึงได้ชื่อว่า
ชิงไห่ เป็นต้น

4. ตั้งชื่อตามเมืองที่อยู่ในมณฑล เช่น จี๋หลิน(吉林)เป็นชื่อเมืองหนึ่งในมณฑลจี๋หลิน แต่เดิมเป็นเมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ต่อมาเลื่อนสถานภาพเป็นมณฑล จึงใช้ชื่อเดียวกับเมือง

5. ตั้งชื่อตามชนชาติที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เช่น มณฑลไต้หวัน มาจากชนชาติพื้นเมืองที่เรียกกันว่า “ไถวอวัน”(台窝弯)เขตปกครองตัวเองมองโกเลีย เป็นที่อยู่ของชนเผ่ามองโกล(蒙古族)ทว่า เนื่องจากประเทศมองโกเลียนอก ในภาษาจีนเขียนเหมือนกันว่า เหมิงกู่ (蒙古)ดังนั้น
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน จึงเติมคำว่า ใน(内) และ นอก(外)ให้เกิดความชัดเจน กล่าวคือ เน่ยเหมิงกู่(内蒙古)หรือมองโกเลียใน
เป็นเขตการปกครองตนเองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของจีน ไว่เหมิงกู่(外蒙古)หรือประเทศมองโกเลียนอก ถือเป็นประเทศที่เป็นเอกราช

นอกจากนี้ ยังมีชื่อเมืองหรือมณฑลที่เกิดจากการย้ายราชธานี เป็นเหตุให้กษัตริย์ขนานนามเมืองเหล่านั้นใหม่ เช่น เมืองปักกิ่ง นั้น แต่เดิมเคยมีชื่อว่าเป่ยผิง(北平)แต่เมื่อกษัตริย์หย่งเล่อ(永乐皇帝)ย้ายราชธานีมาอยู่บริเวณดังกล่าวในสมัยราชวงศ์หมิง ก็เปลี่ยนชื่อเป็นปักกิ่ง(北京)หรือมณฑลกวางตุ้งและกวางสี มีที่มาจากชื่อถนนกว่างหนานฝั่งตะวันออก(广南东路)และถนนกว่างหนานฝั่งตะวันตก(广南西路)ในสมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960-1279) จึงเรียกย่อๆ ว่า กว่างตงลู่(广东路)และกว่างซีลู่(广西路)ต่อมานำมาใช้เป็นชื่อเรียกมณฑล

ส่วนชื่อย่อของเมืองและมณฑลนั้น  มีที่มาที่แตกต่างกันดังนี้

1.ส่วนมากมักนำมาจากอักษรตัวหนึ่งของชื่อมณฑล เช่น ซู(苏) (มณฑลเจียงซู), เจ้อ (浙)(มณฑลเจ้อเจียง), ไถ(台) (มณฑลไต้หวัน), ชวน(川)(มณฑลเสฉวน), จิง(京)(นครปักกิ่ง) และ จิน(津)(เมืองเทียนสิน)

2.บางส่วนก็นำมาจากชื่อเมืองหรือชื่อประเทศในสมัยโบราณ เช่น ในอดีตหูเป่ยเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น จี้โจว(冀州)จึงมีชื่อเรียกย่อๆ
ว่า “จี้”(冀)หรือเซี่ยงไฮ้ตั้งอยู่ทางปลายของแม่น้ำอู๋ซงบริเวณที่จะไหลลงทะเลซึ่งในอดีตเรียกกันว่า “หลูตู๋”(泸渎)จึงมีชื่อเรียกย่อๆ ว่า “หลู”, มณฑลซานซีสมัยชุนชิวมีชื่อเรียกว่า “จิ้น กว๋อ”(晋国)จึงกลายเป็นชื่อย่อของมณฑลในปัจจุบัน, มณฑลกวางตุ้งในอดีตมีชื่อว่า  “หนานเยวี่ยกว๋อ”(南粤国)จึงเรียกย่อๆ ว่า “เยวี่ย”

3. ชื่อเรียกที่มาจากชื่อภูเขา เช่น ภูเขาหว่านซาน(皖山)ในมณฑลอานฮุย, แม่น้ำเซียงในมณฑลเหอหนานทำให้มีชื่อเรียกย่อๆ ว่า เซียง(湘) หรือ แม่น้ำกั้น(赣江)ในมณฑลเจียงซีทำให้มีชื่อย่อว่า กั้น

ที่น่าสนใจคือ เมืองหรือมณฑลบางแห่งมีชื่อย่อได้มากกว่าหนึ่งชื่อ เช่น เสฉวนนอกจากจะเรียกว่า “ชวน” แล้วยังสามารถเรียกว่า “สู่”(蜀)อีกด้วย ทั้งนี้ เพราะสู่เป็นชื่อเรียกเสฉวนในยุคสามก๊ก (ค.ศ.220-280) หรือ เซี่ยงไฮ้นอกจากจะเรียกว่า “หลู” ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังสามารถเรียกว่า “เซิน”(申)อีกด้วย ด้วยเหตุที่ยุคจ้านกว๋อ(战国)เซี่ยงไฮ้เป็นดินแดนครอบครองของชุนเซินจวิน(春申君)ซึ่งอยู่ในแคว้นฉู่
(楚国)จึงเรียกย่อๆ ว่าเซินในเวลาต่อมา

 

ชื่อเรียก

ชื่อย่อ

เมืองหลวงของมณฑล

ที่ตั้ง

ปักกิ่ง(北京)

京(Jīng

-

 

เทียนสิน(天津)

津(Jīn

-

 

มณฑลเหอเป่ย(河北省)

冀(

สือเจียจวง(石家庄)

ภาคเหนือ

มณฑลซานซี(山西省)

晋(Jìn

ไท่หยวน(太原)

 

เขตปกครองตนเองมองโกเลีย(内蒙古自治区)

内蒙古(Nèiménggǔ

ฮูฮอท(呼和浩特)

 

มณฑลเหลียวหนิง(辽宁省)

辽(Liáo

เสิ่นหยาง(沈阳)

ภาค

มณฑลจี๋หลิน(吉林省)

吉(

ฉางชุน(长春)

ตะวันออก

มณฑลเฮยหลงเจียง(黑龙江省)

黑(Hēi

ฮาร์บิน(哈尔滨)

เฉียงเหนือ

นครเซี่ยงไฮ้(上海市)

泸(หรือ 申(Shēn

-

 

มณฑลเจียงซู(江苏省)

苏(

นานกิง(南京)

 

มณฑลเจ้อเจียง(浙江省)

浙(Zhè

หังโจว(杭州)

ภาค

มณฑลอานฮุย(安徽省)

皖(Wǎn

เหอเฝย(合肥)

ตะวันออก

มณฑลฮกเกี้ยน(福建省)

闽(Mǐn

ฝูโจว(福州)

 

มณฑลเจียงซี(江西省)

赣(Gàn

หนานชัง(南昌)

 

มณฑลซานตง(山东省)

鲁(

จี่หนาน(济南)

 

มณฑลเหอหนาน(河南省)

豫(

เจิ้งโจว(郑州)

 

มณฑลหูเป่ย(湖北省)

鄂(È

อู่ฮั่น(武汉)

ภาคกลาง

มณฑลหูหนาน(湖南省)

湘(Xiāng

ฉางซา(长沙)

และ

มณฑลกวางตุ้ง(广东省)

粤(Yuè

กวางเจา(广州)

ภาคใต้

มณฑลไหหลำ(海南省)

琼(Qióng

ไหโข่ว(海口)

 

เขตปกครองตนเองกวางสี(广西壮族自治区)

桂(Guì

หนานหนิง(南宁)

 

นครฉงชิ่ง(重庆市)

渝(

-

 

มณฑลเสฉวน(四川省)

川(Chuānหรือ 蜀(Shǔ

เฉิงตู(成都)

ภาค

มณฑลกุ้ยโจว(贵州省)

贵(Guìหรือ 黔(Qián

กุ้ยหยาง(贵阳)

ตะวันตก

มณฑลยูนนาน(云南省)

云(Yúnหรือ 滇(Diān

คุนหมิง(昆明)

เฉียงใต้

เขตปกครองตนเองธิเบต(西藏自治区)

藏(Zàng

ลาซา(拉萨)

 

มณฑลส่านซี(陕西省)

陕(Shǎnหรือ 秦(Qín

ซีอาน(西安)

 

มณฑลกานซู(甘肃省)

甘(Gānหรือ 陇(Lǒng

หลันโจว(兰州)

ภาค

มณฑลชิงไห่(青海省)

青(Qīng

ซีหนิง(西宁)

ตะวันตก

เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย(宁夏回族自治区)

宁(Níng

อิ๋นชวน(银川)

เฉียงเหนือ

เขตปกครองตนเองซินเกียง(新疆自治区)

新(Xīn

อุรุมชี(乌鲁木齐)

 

เขตปกครองพิเศษฮ่องกง(香港特别行政区)

港(Gǎng

-

เขต

เขตปกครองพิเศษมาเก๊า(澳门特别行政区)

奥(Ào

-

ปกครอง

ไต้หวัน(台湾)

台(Tái

ไทเป(台北)

พิเศษ

 

ที่มา: จดหมายข่าว 
อาศรมสยาม-จีนวิทยา ฉบับที่
27 (พฤศจิกายน  2547)

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

บทเรียนจากอาข่า - วัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหาย

ด้วยกลัวว่าวัฒนธรรมจะเลือนหาย ชาวอาข่าบนดอยช้าง จึงร่วมใจกันสร้าง "ภาษาเขียน" จากภาษาพูดขึ้นมา เพราะสิบปากว่าคงไม่เท่ากับ 1 ลายลักษณ์อักษร รากเหง้าจำนวนมาก มีอันต้องล้มหายตายจากไปเพียงเพราะไม่มี "ภาษาเขียน" มาคอยเก็บคำและความไว้ให้เป็นหลักฐาน

แต่ชาวอาข่าหัวก้าวหน้าบนยอดเขาบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น  พวกเขาลุกขึ้นปกป้องรักษา "โข่วอื๊อ-ฮง้ออื๊อ" หรือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่นับวันจะลางเลือน ไว้อย่างสุดตัว

1.

เด็กชายชาวเขาเผ่าอาข่าสองคนกำลังนั่งดูดกาแฟเย็นในแก้วพลาสติกอย่าง เอร็ดอร่อย  แกล้มด้วยขนมขบเคี้ยวบรรจุซอง ที่พ่อแม่ไปซื้อหามาจากร้านของชำในหมู่บ้าน  อาข่าตัวน้อยเหล่านี้ไม่ต่างจากเด็กชาวเขารุ่นพี่อีกหลายคนที่ยังพูดภาษาอาข่าซึ่ง เป็นชาติกำเนิดของตนเองและคนในชุมชนไม่ได้  เพราะที่โรงเรียนคุณครูสอนให้ฝึกพูดภาษากลางตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด หลักสูตรภาคบังคับเอาไว้

ชุติมา มอเลกู่ หรือ หมี่จู  หญิงชาวอาข่าบ้านดอยช้าง  ในฐานะนายกสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศ ไทย(IMPECT) เป็นอาข่าหัวก้าวหน้าคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแก้ปัญหาความสูญ สลายของวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าของตนเองอยู่ โดยระบุสาเหตุของความล่มสลายทางวัฒนธรรมอาข่าที่ก้าวคืบใกล้เข้ามาทุกขณะ นั้นว่า มีมาจากหลายทาง

"จำได้ว่าตอนอายุ15 ปี  หมี่จูต้องไปทำบัตรประจำตัวประชาชน  เจ้าหน้าที่อำเภอบอกว่าชื่อ "หมี่จู" นั้นเขียนและอ่านออกเสียงยาก  ขอให้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทย  เมื่อนึกอะไรไม่ออกจำได้แต่เพียงว่านางสาวไทยปีนั้นชื่อ ชุติมา นัยนา  ตัวเองก็เลยนึกเอาชื่อชุติมามาตั้งเป็นชื่อของตัวเอง  ทั้งๆ ที่คำว่า 'หมี่จู' นั้นมีความหมายมาก เพราะชาวอาข่าจะนำเอาชื่อสุดท้ายของพ่อมาตั้งเป็นชื่อแรกของลูก  อย่างพ่อของตนชื่ออาหมี่  ตนก็เลยมีชื่อว่าหมี่จู  และเด็กชาวอาข่าทุกคนก็ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยกันหมด ทำให้การสืบสายตระกูลขาดช่วงไป"

หมี่จูบอกว่าตอนนี้เด็กๆ และเยาวชนอาข่ารุ่นหลังที่เติบโตมาแทบจะพูดภาษาอาข่าเพื่อสื่อสารกับคนในชุมชนไม่ได้  ตรงนี้ถือเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงสำหรับชาวอาข่าในปัจจุบันมาก  นอกจากนี้ยังพบว่าชาวอาข่าร้อยละ 70-80 ได้หันไปนับถือศาสนาอื่นเช่น คริสต์ ทั้งคริสเตียนและแคธอลิก  หรือ พุทธโดยละทิ้งการนับถือผีหรือบรรพบุรุษ ทำให้ไม่มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเอง  ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคืออาข่ารุ่นหลังจะไม่สามารถเรียนรู้สืบทอด

ภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชนเผ่าอาข่าที่มีอยู่ไว้ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เฒ่าผู้แก่และผู้นำหมู่บ้านจึงวิตกกังวลอย่างมาก ด้วยเกรงว่าวัฒนธรรมอาข่าดั้งเดิมจะสูญหาย

"ที่ผ่านมาชาวอาข่าเราใช้วิธีสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม (โข่วอื๊อ-ฮง้ออื๊อ)  ทั้งพิธีกรรม  ประเพณี  ศิลปะ งานและการเกษตร  โดยบันทึกผ่านคำบอกเล่าบอกต่อและการจดจำจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งเป็นหลัก"

หมี่จู ชี้ให้เห็นปัญหาว่าอยู่ที่ "ภาษาเขียน" จดบันทึกความเชื่อและสิ่งต่างๆ ไว้  ซึ่งชนเผ่าอาข่ายังไม่มีเป็นของตัวเอง

"การมี 'ภาษาเขียน' เฉพาะขึ้นมาจึงเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับการจดจารเรื่องราวและสิ่งที่ต้องสืบทอดกันไป ซึ่งมีอยู่หลายอย่างตั้งแต่พิธีเกิด  พิธีแต่งงาน โดยเฉพาะการจัดพิธีศพของชาวอาข่าที่มีความซับซ้อนทั้งพิธีการและบทสวดซึ่งมีแต่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้นที่ประกอบพิธีกรรมนี้ได้"

ยังมีความเชื่ออีกหลายอย่างทั้งการนับไล่สายตระกูลของชาวอาข่าทั้งหมดเอาไว้  ความเชื่อที่ว่าสามีห้ามเรียกชื่อจริงของภรรยาตัวเอง จะเรียกได้ครั้งเดียวคือในพิธีศพ ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้หมี่จูบอกว่า จำเป็นต้องสืบทอดไว้ ส่วนสิ่งไหนจำเป็นต้องปรับก็คงต้องปรับกันไปตามความเหมาะสม

"เช่น ความเชื่อเดิมที่ว่าห้ามมิให้ผู้หญิงเป็นผู้กระทำการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ  ทางผู้เฒ่าผู้แก่และผู้นำชุมชนได้มีการหารือเพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนประเพณีบางอย่างเพื่อยืดหยุ่นความยึดถือลงไปเพราะบางครอบครัวทั้งตระกูลเหลือเพียงทายาทที่เป็นหญิงก็ต้องปรับเพื่อให้สามารถไหว้ผีบรรพบุรุษได้"

2.

หมี่จู เล่าว่า  จากความวิตกดังกล่าวประกอบกับมีโอกาสได้ทำงานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่าในระดับนานาชาติ  ทำให้ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับคนใกล้ชิดและตัวแทนชาวอาข่าจากหลายประเทศ  และต่อมาเธอได้คบหาและแต่งงานกับสามีคือ เจี้ยนขวา หวัง(Jianhua Wang)  หนุ่มอาข่าหัวก้าวหน้าจากจีนยูนนาน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านมนุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำงานเป็นผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายอาข่าลุ่มน้ำโขง (MAPS)  

เมื่อทั้งคู่กลับมาลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านอาข่าที่บ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย  จึงร่วมกันทำงานต่อสู้ผลักดันการอนุรักษ์วัฒนธรรมอาข่า  ภายใต้โครงการ "อนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย"  อันเป็นที่มาให้นายเจี้ยนขวา พร้อมด้วยชาวอาข่าบ้านดอยช้างร่วมขับเคลื่อนและผลักดันสร้างภาษาเขียนของชนเผ่าขึ้น เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้เป็นเครื่องมือจดบันทึกวัฒนธรรมของชาวอาข่าดั้งเดิมเอาไว้  โดยมีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายชาวอาข่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนานาประเทศ

"ทั่วโลกขณะนี้มีชาวอาข่าอาศัยอยู่ทั่วโลกรวม 5 ประเทศ  คือไทย  พม่า  ลาว จีนและเวียดนาม  แต่เวียตนามไม่ได้เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายโครงการฯด้วย  เบื้องต้นอาข่า 4 ประเทศได้มีการประชุมตกลงกันว่าจะใช้อักษร "โรมัน" มาเป็นภาษาเขียนร่วมของชาวอาข่า เพราะที่ผ่านมาอาข่ามีเพียงภาษาพูด  ที่จริงมีความพยายามกันมาเป็น 10 ปีแล้ว  แต่เพิ่งจะตกลงกันได้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา โดยตัวแทนหัวหน้าชนเผ่าไปประชุมตกลงกันที่ประเทศจีน เห็นตรงกันเพื่อมุ่งหวังให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเอาไว้"

โครงการ "อนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงราย"  ได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากกองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ซูซาน สตีเวนสัน กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวระหว่างเดินทางมาในฐานะผู้แทนนายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย  เพื่อมอบทุนให้กับชุมชนชาวอาข่าบ้านดอยช้างว่า เหตุผลสำคัญของการเป็นลมใต้ปีกคราวนี้ เพราะปัจจุบัน วัฒนธรรมอาข่ากำลังเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์

"ที่ผ่านมามีโครงการในไทยที่ได้รับทุนส่วนใหญ่จะเป็นการอนุรักษ์จิตรกรรมภาพเขียน  สถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่และเรื่องราวของผู้คน  แต่ครั้งนี้เป็นการให้ทุนเพื่อการสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรม  ที่เป็นมรดกตกทอดทั้งประเพณี  พิธีกรรม  ความเชื่อ  รวมทั้งภาษาเขียน  ซึ่งรัฐบาลสหรัฐเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก  จึงตัดสินใจที่จะให้ทุนสูงสุดในภูมิภาคเอเชียสำหรับปีนี้"

เจี้ยนขวา หวัง ผู้ประสานงานภูมิภาคเครือข่ายอาข่าลุ่มน้ำโขง (MAPS) กล่าวว่า  ภาษาเขียนจะเป็นสิ่งสำคัญในการสืบทอดเรื่องราวพิธีกรรมวัฒนธรรมชนเผ่าอาข่า ผ่านการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงในหนังสือ

"หลังได้รับทุนสนับสนุน เราจะจดบันทึกเรื่องราวไว้ในรูปของหนังสือ  นิทาน  การ์ตูน  คำคมให้เหมาะสมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้ถึงภูมิปัญญาที่เราจะถ่ายทอดเก็บบันทึกผ่านสื่อต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ"

แต่เนื่องจากเรื่องราวพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่าอาข่ามีอยู่เป็นจำนวนมากและหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล  ทำให้การเก็บบันทึกรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร  เจี้ยนขวา วางเอาไว้ว่าจะค่อยๆ ทยอยทำให้สมบูรณ์ที่สุดภายในระยะเวลา 2 ปี 

ในวันรับมอบทุนมีตัวแทนอาข่าจาก 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว จีนและเวียดนาม มาร่วมสังเกตการณ์ แลกเปลี่ยน พร้อมกล่าวคำทักทาย "อูดูทาม๊ะ" แปลว่า "สวัสดี" กันทั่วหน้า  และยังมีพี่น้องจากทุกชนเผ่าในประเทศไทย  ทั้งมูเซอ (ลาหู่)  ปกาเกอะญอ  เมี่ยน(เย้า)  ลีซอ  ไทยใหญ่ ฯลฯ ในประเทศไทยหลั่งไหลเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับอาข่าไทยกันอย่างคับคั่ง  เพราะอาข่าไทยวันนี้ถือเป็นต้นแบบของการริเริ่มที่จะมีภาษาเขียนเฉพาะของชนเผ่า สำหรับใช้ในการสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรมขึ้นมาเป็นครั้งแรก

นาย เมนยู (Min Kyu)  ตัวแทนอาข่าจากพม่า  เผยรู้สึกและเหตุผลที่เดินทางมาว่า  ต้องการมาแสดงความยินดีกับอาข่าของไทย  อีกอย่างโครงการนี้เป็นความร่วมมือและการทำงานทุกขั้นตอนร่วมกันของพี่น้องชาวอาข่าทุกประเทศคือพม่า  ไทย  จีนยูนานและลาว

"ที่ผ่านมาเราร่วมมือกันเดินหน้าจัดอบรมเยาวชนทั้ง 4 ประเทศให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการรักษาวัฒนธรรมอาข่าไว้  ซึ่งในพม่าเองขณะนี้มีชนเผ่าอาข่าอาศัยอยู่ในแถบเชียงตุงและเขตต่างๆ รวมกว่า 2 แสนคน"

อีกคน สมพัด สอจำปา ตัวแทนอาข่าจากบ้านพี่เมืองน้องประเทศลาว อายุ 28 ปี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 ที่เวียงจันทน์ เดินทางมาร่วมยินดีเช่นกัน เขาบอกเล่าแลกเปลี่ยนว่า  ปัจจุบันที่ลาวมีอาข่าประมาณ 1 แสนคน  อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของลาวคือที่ปางสะหรี  แขวงอุดมชัย  หลวงน้ำทา  บ่อแก้ว

"ในแง่ของวัฒนธรรมแล้วอาข่าไทยกับลาวนั้นไม่แตกต่างกัน  จะต่างในแง่ของการนับถือศาสนาที่อาข่าไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนา คริสเตียน  แคธอลิคและศาสนาพุทธ  แต่อาข่าลาวนั้นยังคงนับถือบรรพบุรุษหรือผีกันอยู่  ส่วนการริเริ่มจนเกิดการสร้างภาษาเขียน    อาข่าขึ้นตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟู และสืบทอดวัฒนธรรมอาข่าบ้านดอยช้าง ต.วาวี จ.เชียงรายน่าจะเป็นเรื่องดีกับอาข่าที่อยู่ทั่วโลก  เพราะการเรียนรู้ต่างๆ ที่ผ่านความทรงจำย่อมตกหล่นและสูญหาย  แต่เมื่อมีการบันทึกด้วยตัวอักษรก็จะเท่ากับเป็นการรักษาสิ่งที่บรรพบุรุษมีมาช้านานไว้ได้อย่างสมบูรณ์"

ตลอดทั้งวันที่รับมอบทุน  คนอาข่าบนดอยวาวีแสดงออกถึงความสุขผ่านใบหน้าเปื้อนยิ้มของพวกเขา  แววตาอิ่มเอมทุกครั้งที่ผู้นำหมู่บ้านประกาศผ่านไมโครโฟนให้ออกมาโชว์ชุดการแสดงอาข่าที่จัดเตรียมไว้  ทั้งเต้นระบำกระทุ้งไม้ไผ่ เดินไม้ไผ่โกงเกง  เป่าใบไม้  สลับช่วงกันไปมาอย่างร่าเริง  ปิดท้ายด้วยการโล้ชิงช้าที่ผาดโผนโยนตัวสูงเสียดฟ้าอย่างสุดกำลังของหนุ่มชาวดอย 

คนที่ดูจะมีความสุขมากที่สุดในวันนั้นก็คือคู่เต้น "ฉ๊อหม่อ-ฉ๊อคา" หรือผู้เฒ่าผู้แก่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งมีอายุรวมกันเฉียด 200 ปี   สีหน้าของคนทั้งคู่บ่งบอกถึงความปิติสุขอย่างยิ่ง เพราะมั่นใจแล้วว่างานในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ลูกหลานอาข่าพร้อมใจกัน ออกมาขานรับให้สัญญากับคนรุ่นเขาว่าจะรักษาวัฒนธรรมและดำรงวิถีเผ่าพันธุ์อาข่าที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดมิให้ดับสูญ...

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 15 ก.ย. 2553

รูปภาพของ มะไฟ

พวกเราต้องช่วยกัน

พวกเราต้องช่วยกันอนุรักษ์ความเป็นฮากกาของเราไว้ ดูเรื่องนี้เป็นบทเรียนครับ

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ความเชื่อ พิธีอยู่กรรม ของชาวอาข่า

 

ประเทศไทยของเรานั้นมีอยู่หลายชนชาติ เผ่าพันธ์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทยเราค่ะ ดังตัวอย่าง ความเชื่อของชาวอาข่า ชาวอาข่ามีความเชื่อในเรื่องของภูตผีปีศาจ

 

ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่องของพิธีอยู่กรรมของชาวอาข่า นับเป็นความเชื่อที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยค่ะ 

  โดยพิธีการอยู่กรรมจะแบ่งออกเป็นประเภทดังต่อไปนี้

1. พิธีอยู่กรรมวันหมู (หยะลองเออ)

      การอยู่กรรมในวันหมูนี้ อาข่าเรียกว่า “ หยะลองเออ ” ซึ่งจะตรงกับการนับวันตามราศีสัตว์ คือ วันหมู โดยจะอยู่กรรมหลังจากทำพิธีถอนขนไก่ คำว่าหยะ สามารถแปลความ หมายได้ 2 ลักษณะคือ หมายถึงสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นชื่อว่าหมู และอีกความหมายหนึ่ง คือ การซ่อน ซึ่งผู้อื่นจะมองไม่เห็น

     แต่การอยู่กรรมในวันหมูนั้น หยุดเพียง 1 วัน โดยไม่มีการประกอบกิจกรรมใด ๆ ตามความเชื่อของอาข่า เกี่ยวกับการอยู่กรรมในวันนี้ เพื่อซ่อนตัว ระหว่างโลกที่สัมผัสไม่ได้ (ผี) กับโลกมนุษย์

     โดยไม่ให้แต่ละฝ่ายมองเห็นกัน จึงถือว่าเป็นการอยู่กรรมเพื่อแบ่งเขตของแต่ละฝ่าย โดยถือเอาวันหมูมาใช้ เนื่องจากหมู เวลาออกหากินมักจะมองลงแต่พื้นดิน จะไม่ มองอย่างอื่น จึงถือวันนี้ในการอยู่กรรม

2. พิธีอยู่กรรมวันแซ้ย์ (แซ้ย์ลองเออ)

    การอยู่กรรมวันแซ้ย์นี้ จะเริ่มขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธี ยอลาอ่าเผ่ว โดยหยุดอยู่ที่บ้าน ไม่ไปไหน เมื่อถึงการนับวันแซ้ย์ ตามราศีสัตว์ การนับวันอาข่า แซ้ย์ อาข่าเล่ากันว่า เป็น สัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายสุนัขจิ้งจอก ซึ่งจะอาศัยอยู่ในเขตหนาว ที่มีหิมะปกคลุม

    จากการศึกษาพบว่า ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นสัตว์ประเภทนี้มาก่อน และเสมือนในนิทานมากกว่า ซึ่งอาข่าก็ยังให้การนับถือ อย่างไรก็ตามสัตว์ดังกล่าว อาข่าเล่าว่า มีคุณสมบัติ สามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ทั้งกลางวัน และกลางคืน และเชื่อว่า แซ้ย์ตัวนี้สามารถมองเห็นมิติโลกของวิญญาณ ที่สัมผัสไม่ได้

     ดังนั้นอาข่าไม่ปรารถนาที่จะให้มนุษย์มองเห็นผีเหมือนสัตว์ตัวนี้ ซึ่งเชื่อว่า หากมนุษย์สามารถมองเห็นโลกของวิญญาณได้เหมือนสัตว์ประเภทนี้ ก็จะทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ ป่วย และอาจถึงแก่ชีวิตได้ อาข่าจึงได้มีการอยู่กรรมในวันนี้ เพื่อไม่ให้มองเห็นเหมือนสัตว์ที่ได้ชื่อว่า แซ้ย์ตัวนี้ จนถึงปัจจุบัน

     จากการศึกษาของนักวิจัย พบว่าผู้อาวุโสหลายท่านได้นิยามสัตว์ที่ชื่อว่า แซ้ย์ตัวนี้ว่า เป็นหงส์ และนิยามไปถึงสัตว์ที่ชื่อว่า หล่อง

 

    ซึ่งปัจจุบันอาข่าใช้ในการนับวัน คือวันกระต่าย (หล่อง) แต่ผู้อาวุโสกล่าวว่า น่าจะเป็นมะโรง หรือพยานาค เนื่องจากสัตว์สองตัวนี้จะเป็นสัตว์ประเภทชั้นสูง ที่มีอิทธิฤทธิ์ต่อสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตามนักวิจัยยังคงต้องศึกษาและ ค้นคว้าต่อไป

3. พิธีอยู่กรรมไม่จุดไฟเผาป่า (หมี่จ่าเข่อหมี่ลองเออ)

     พิธีกรรมนี้จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนกันยายนของทุกปี หลังจากที่มีการถางไร่เสร็จแล้ว ก็จะมีการจุดไฟเผาไร่ของตน เพื่อทำการเพาะปลูก โดยก่อน ที่จะมีการจุดไฟเผาไร่นั้นต้องมีการเลือกฤกษ์วันที่ดีด้วย

     ชาวอาข่านิยมเผาไฟในไร่มากที่สุด คือ วันหมา “ขื่อ” เพราะมีความเชื่อว่าในไร่ที่ทำการแผ้วถางแล้ว ถ้าจุดไฟเผา ก็จะไหม้ดี เหมือนถูกหมาเลีย และบุคคลที่จะไปเผาไฟใน ไร่ก่อน 1 วัน ต้องไม่อาบน้ำ

     เป็นความเชื่อของอาข่าว่า ถ้าอาบน้ำแล้ว จะทำให้การเผาไร่ไม่ดี และไหม้ไม่หมด เพราะอาข่าเชื่อว่า น้ำกับไฟเป็นของคู่กัน แต่จะมาอาบน้ำกันหลังจากที่ทำการเผาไร่เสร็จ พร้อมกันนี้ระหว่างเดินทางไปเผาไฟในไร่นั้น จะมีการเป่าเขาควายไปด้วย อาข่าเรียกว่า “ยาจ่า” เป่าเพื่อให้เกิดลมพัด

     และเป็นการเป่าประกาศว่า วันนี้เป็นวันดีเพื่อจะทำการเผาไร่ และก่อนที่จะทำการจุดไฟเผาไร่ ก็จะมีการทำแนวกันไฟรอบ ๆ ไร่ของตน เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปที่อื่น อาจทำ ให้เกิดความเสียหายได้ อาข่าเรียกการทำแนวกันไฟว่า “หมี่จาหมี่ก๊าพี้เออ” 

    และเมื่อทำแนวกันไฟเสร็จแล้ว ก็จะจุดไฟเผา แต่ก่อนที่จะจุดไฟมีการอธิฐานครั้งสุดท้ายว่า “ขอให้สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณไร่ ที่จะเผา จงหนีออกจากพื้นที่ไร่ ไปซะ” จากนั้นก็ทำการจุดไฟเผา

    เมื่อทุกครัวเรือนทำการเผาไฟในไร่เสร็จแล้ว ก็จะอยู่กรรม อาข่าเรียกว่า “หมี่จ่าเข่อหมี่ลองเออ” หมายถึงอยู่กรรมเนื่องจากเผาไฟในไร่

 

    และในการอยู่กรรมดังกล่าวไม่ ได้ทำพิธีกรรมใด ๆ โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน มีความเชื่อในการอยู่กรรมว่า หยุดเพื่ออโหสิกรรมกับสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ต้นไม้ใบหญ้า หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ได้ตายในช่วงการ เผาไร่ โดยอย่าให้มีโทษซึ่งกันและกัน 

    ความหมายและความสำคัญของพิธีกรรมนี้ คือ

1. แสดงถึงหมดฤดูกาลเผาไฟ เพื่อการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืชพันธุ์ต่าง ๆ

2. เป็นการแสดงความอาลัยแก่สิ่งมีชีวิตที่ล่วงลับไปจากการเผาไร่ ซึ่งเป็นการอโหสิกรรม ไม่ให้เกิดความพยาบาท โดยหยุดการทำงานเป็นเวลา 1 วัน

3. แผ่จิตเมตตา อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้สัตว์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสบายใจของมนุษย์ ซึ่งได้แสดงถึงการให้ความสำคัญ ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตร่วมโลกด้วยกัน

ที่มา สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่าเชียงราย

 

ภาพ http://www.oceansmile.com/

ที่มา  http://horoscope.thaiza.com/detail_111359.html

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ชาวจ้วงในกวางสี พูด"ภาษาไทย" 3,000 ปีมาแล้ว

 ชาวจ้วงในกวางสี พูด"ภาษาไทย" 3,000 ปีมาแล้ว

คอลัมน์ ภูมิสังคมวัฒนธรรม
โดย Suvarnabhumi Museum www.svbhumi.com e-mail : sv@svbhumi.com

สรุปย่อจากหนังสือ คนไทย มาจากไหน? และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน?

หนานหนิง เป็นชื่อเมืองหลวงของมณฑลกวางสี ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพิ่งเดินทางไปประชุมนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ แล้วมี "สื่อ" จำนวนมากติดตามไปทำข่าว ได้พบชนชาติ "จ้วง" พูดภาษาไทยอยู่ที่นั่น

มณฑลกวางสีทางใต้ของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม (ทางเหนือ) หลายปีมาแล้วกองทัพจีนเคยทำ "สงครามสั่งสอน" เวียดนาม บริเวณพรมแดนกวางสีกับเวียดนามตรงนี้

มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งอยู่ติดกัน เป็นคน "เครือญาติ" พวกเดียวกันมาก่อนยุคสามก๊ก (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) ความหมายของชื่อมณฑลก็อย่างเดียวกันคือ กวาง หมายถึงที่ราบหรือที่กว้าง สี หมายถึงทิศตะวันตก ตุ้ง หมายถึงทิศตะวันออก

สรุปว่ากวางสีหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันตก ส่วนกวางตุ้งหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันออก

เย่ว์ร้อยเผ่า บรรพชน "คนไทย"

คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีกับกวางตุ้งมีหลายชาติพันธุ์ จีนโบราณเคยบันทึกเป็นเอกสารว่าเป็นพวกเย่ว์ร้อยเผ่า เรียกเป็นภาษาจีนโบราณว่า ไป่เย่ว์ มีชีวิตอยู่ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซี (เกียง) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ยุคเดียวกับวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) และบ้านโนนวัด (นครราชสีมา)

เย่ว์ร้อยเผ่า เป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่ม รวมทั้งเป็นบรรพชนคนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวทุกวันนี้ด้วย มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก ชี้ว่าเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว มีเย่ว์ร้อยเผ่าเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณสุวรรณภูมิโดยเฉพาะสองฝั่งโขงที่ลาวและอีสาน แล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมืองกลายเป็นบรรพชนคนไทยและคนลาวปัจจุบัน (อ่านรายละเอียดในหนังสือ คนไทยมาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)

เย่ว์ร้อยเผ่ามีกระจัดกระจายอยู่อย่างน้อย 3 มณฑล คือ กวางสี กวางตุ้ง และยูนนาน รวมทั้งที่เมืองกุ้ยหลินอันงดงามมีเสน่ห์ ก็คือพวกเย่ว์ในตระกูลไทย-ลาว หรือจ้วงนั่นแหละ แต่อาจเรียกตัวเองว่า ต้ง

แต่เฉพาะในกวางสีถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อรวมๆ เรียกเหมือนๆ กันเมื่อ พ.ศ.2508 ว่า จ้วง นับแต่นั้นมาพวกตระกูลไทย-ลาวในกวางสีเลยได้ชื่อจ้วง ทุกวันนี้มีราว 13 ล้านคน

แต่ในความจำกัดและคลุมเครือนั้น มีหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ ยืนยันสอดคล้องกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งของจีนตอนใต้ (จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย แต่สมมุติเรียกให้กระชับและเข้าใจอย่างง่ายๆ ในที่นี้ว่าภาษาไทยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มใช้พูดจาสื่อสารกันเองในชุมชนหมู่บ้านและในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากเมือง

แม้คนในเมืองที่ไม่พูดภาษาไทยแล้ว แต่ยังมีความทรงจำบอกเล่าว่าบรรพชนของตนพูดภาษา "จ้วง" อันเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทย แต่ไม่ใช่คนไทย แล้วเรียกภาษาพูดของตนว่าภาษาจ้วง ที่จับสำเนียงได้ว่าใกล้เคียงตระกูลภาษาไทยสำเนียงลาวสองฝั่งโขงและสำเนียงปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช

บรรพชนคนจ้วงดั้งเดิมปลูกเรือนเสาสูง กินข้าวเหนียว จึงมีบ๊ะจ่างเหมือนขนมจ้างของไทย-ลาว กับทำขนมเข่งด้วยข้าวเหนียวใช้ไหว้เจ้า (ผี) ตอนตรุษจีน (พวกฮั่น (จีน) อยู่ทางเหนือๆ ขึ้นไป กินข้าวสาลี ทำหมั่นโถวซาลาเปาไหว้เจ้า)

จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทย

"จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด" มีคำอธิบายรายละเอียดพร้อมรูปถ่าย (ที่พิมพ์ประกอบในเรื่องนี้) ไว้ในหนังสือชื่อคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537) จะขอสรุปคัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

ที่ว่า "จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทย" ก็เพราะภาษาจ้วงกับภาษาไทยอยู่ในตระกูลเดียวกัน ฉันทลักษณ์ในบทร้อยกรองของจ้วงกับของไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และมีพื้นฐานจากคำคล้องจองเช่นเดียวกัน

นิทานปรัมปราและนิยายศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอด "ปากต่อปาก" ด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทย เช่น เรื่องกำเนิดคน เรื่องการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำฝน เช่น กบ ฯลฯ ล้วนคล้ายคลึงกับนิทานและนิยายของชนชาติไทยทุกกลุ่มทุกเหล่า รวมทั้งคนไทยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงย่อมพูดว่า "ไทยเป็นเครือญาติตระกูลจ้วง"-ด้วยก็ได้

ที่ว่า-"ผู้ยิ่งใหญ่"-ก็เพราะในมณฑลกวางสีมีชาวจ้วงถึง 12-13 ล้านคน และอยู่ในเขตมณฑลอื่นๆ อีกเกือบ 1 ล้านคน นับเป็นเครือญาติตระกูลไทยที่มีจำนวนมากที่สุดที่อยู่นอกดินแดนประเทศไทยซึ่งนับว่าใหญ่มาก

นอกจากนั้นชาวจ้วงยังมีส่วนเป็นเจ้าของ "วัฒนธรรมฆ้อง" (มโหระทึก) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย นี่แหละ "ผู้ยิ่งใหญ่"

ที่ว่า-"เก่าแก่ที่สุด"-ก็เพราะมีร่องรอยและหลักฐานว่าจ้วงมีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูจากภาพเขียนที่ผาลายกับมโหระทึกและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อ "ผี"

ภาพเขียนมหึมาบนภูผามหัศจรรย์-หรือผาลาย เป็นภาพพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีภาพมโหระทึกและกลุ่มคนประโคมตีมโหระทึก มีภาพคนประดับขนนกบนหัวแล้วทำท่ากางขากางแขนคล้ายกบ

มโหระทึกเป็นกลองหรือฆ้องทำด้วยสัมฤทธิ์ที่มีตัวตนเป็นวัตถุจริงๆ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์โดยเฉพาะ และมีพัฒนาการเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว อาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ก่อนรับอารยธรรมจากจีนและอินเดีย

เฉพาะบริเวณที่เป็นถิ่นฐานของชาวจ้วงในมณฑลกวางสี พบมโหระทึกฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 600 ใบ และชาวจ้วงทุกวันนี้ยังมีมโหระทึกประจำตระกูลกับประจำหมู่บ้านใช้งานในพิธีกรรมที่ทำสืบเนื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์อีกรวมนับพันๆ ใบ แสดงว่าชาวจ้วงให้ความสำคัญต่อมโหระทึกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าจ้วงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมโหระทึก (แม้ชนชาติอื่นจะมีมโหระทึกด้วย แต่รวมแล้วไม่มากเท่าจ้วง)

ทุกวันนี้ชาวจ้วงยังใช้มโหระทึกประโคมตีในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรม "ขอฝน" เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังพิธีบูชากบประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ มีขบวนมโหระทึกแห่กบ มีการละเล่นแต่งตัวเป็นกบช่วยเหลือมนุษย์ ฯลฯ ล้วนสอดคล้องกับภาพเขียนที่ผาลาย แสดงว่าชาวจ้วงยังสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานราว 3,000 ปีมาแล้ว

นี่แหละ "จ้วง-เครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด"

แต่-จ้วงไม่ใช่คนไทย เพราะไม่ได้เป็นประชากรของประเทศไทย และไม่ได้อยู่ในดินแดนประเทศไทย ทุกวันนี้ชาวจ้วงเป็นคนจีน เพราะเป็นประชากรจีน และอยู่ในดินแดนประเทศจีน รวมทั้งวิถีชีวิตที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัย และขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆ อย่าง

แม้จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองจ้วง มณฑลกวางสี แต่อาจมีชาวจ้วงบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็น "เจ๊ก" ในดินแดนประเทศไทยแล้วแต่งงานกับสาวลาวจนกลายเป็น "คนไทย" สมัยโบราณก็ได้ ส่วนชาวจ้วงเกือบทั้งหมดก็อยู่เมืองจ้วงในกวางสีนั่นแหละ

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ศัพท์พื้นฐาน อู่หมิง(จ้วงเหนือ) เต๋อป่าว จิ้งซี(จ้วงใต้)

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal