圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

清明踏青 เทศกาลชิงหมิงวันท่องธรรมชาติ

清明      [唐] 杜牧

清明時節雨紛紛,路上行人欲斷魂;

借問酒家何處有,牧童遙指杏花村。

ใกล้ถึงวันเทศกาล 清明 จึงขอนำเอาบทกวีอันลือชื่อของ 杜牧 นักกวีในสมัยราชวงศ์มาเสนอ สำหรับบทกวีนี้ 杜牧 แต่งขึ้นในวันเทศกาล清明ขณะที่ตนเองนั่งอยู่บนหลังควายเดินโขยกเขยกไปตามทางท่ามกลางฝนที่โปรยปราย  มีชายผู้หนึ่งเดินทางมาอย่างรีบเร่ง แล้วถามขึ้นว่ามีร้านขายเหล้าอยู่ที่ไหน 杜牧มองเห็นป้ายร้านขายเหล้าที่หมู่บ้าน 杏花村 ปรากฏเด่นขึ้นข้างหน้าท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัว จึงร่ายโศลกออกมาเป็นบทกวีนี้ กาลเวลาผ่านไปร่วม 1000 ปี บทกวีนี้นอกจากจะเป็นบทกวีประจำเทศกาลวัน清明 แล้ว ยังถูกนำไปดัดแปลงใช้กับเทศกาลอื่นๆอีกมากมาย แม้ในยามที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติทางสังคม ก็ยังมีคนนำไปดัดแปลงให้เข้ากับแต่ละยุคสมัย

       ในช่วงรอยต่อระหว่างราชวงศ์ 明 และ  เกิดสงครามทั่วทุกหัวระแหง ผู้คนต่างหลบหนีภัยสงคราม ไม่มีคนไปโรงเรียนกัน บรรดาครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งก็ดัดแปลงบทกวีนี้เป็น  

 清明時節亂紛紛

城裏先生欲斷魂

借問主人何處去

館童遙指在鄉村

เมื่องครั้งเกิดกรณีปราบปรามผู้ชุมนุมที่天安門 ในปีค.ศ. 1976 ก็มีคนดัดแปลงบทกวีนี้ว่า    

 清明时节泪纷纷。

八亿人民恸断魂。

借问怨从何处起?

红墙里面出妖精。   

 หรือเวลาที่ชาวบ้านรู้สึกเจ็บแค้นจากการถูกข้าราชการรีดไถ ก็ดัดแปลงบทกวีนี้เป็น 

官车队队出纷纷,

鸡鸭猪羊吓断魂。

红面关公在何处?

百姓遥指杏花村。 

 

(ข้อมูลจากเอกสารประกอบการเรียนการสอนในวิชา 修辞学หลักสูตรปริญญาโท สาขาวรรณคดีจีนสมัยใหม่และร่วมสมัย โดยมหาวิทยาลัย 泉州华侨大学

ผู้แต่ง: 王建设教授) 

 


รูปภาพของ วี่ฟัด

รู้จัก " ตู้มู่หรือ ตู้ฝู่ " กวีในสมัยราชวงศ์ถัง

วันนี้เป็นวันชิงหมิงหรือเช็งเม้ง ทำให้นึกถึงบทกวีจีนชื่อ ชิงหมิง ของ ตู้มู่ (ค.ศ. 803 – ค.ศ. 852) กวีเอกสมัยราชวงศ์ถังซึ่งรับราชการเป็นขุนนางระดับสูงด้วย บทกวีมีความว่า

เทศกาลชิงหมิงฝนตกพรำๆ

ในหว่างวิถี คนเดินทางใจขาดรอน

ขอถามร้านเหล้าอยู่ที่ใด

เด็กเลี้ยงวัวชีไปหมู่บ้านซิ่งฮวาไกลโพ้น

ชิงหมิงหรือที่ภาษาจีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า เช็งเม้งนั้น เป็นหนึ่งใน 24 เทศกาลของจีน ในวันนี้ชาวจีนจะไปกราบไว้สุสานบรรพบุรุษ จะรวมกันไปทั้งครอบครัว จะปัดกวาดหลุมฝังศพให้สะอาด ตัดหญ้าที่ขึ้นรก เช็ดฝุ่นที่จับอยู่บนตัวอักษรที่จารึกไว้ในแผ่นหิน หากตัวอักษรเลือนก็จะเขียนใหม่ให้ชัดๆ นอกจากนั้นจะไปเที่ยวป่าเขาด้วย ให้สนุกสนานเบิกบานใจ เป็นวันที่รื่นรมย์ได้ไหว้บรรพบุรุษ ได้ชุมนุมพบปะญาติๆ แต่ในวันนี้ กวีกลับต้องเดินทางไปราชการ ไม่ได้ไปร่วมชิงหมิงจึงรู้สึกเป็นทุกข์ ใจขาดรอนๆ ระหว่างเดินทาง
เจียงหนานแสนงาม หน้า 190,193
(น. 190) ส่วนสะพานห้าศาลา สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1757 เป็นปีที่ 22 ในรัชกาล สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสะพานยกย่องว่า เป็นสะพานที่คงความงามแห่งศิลปะภาคใต้ ผสานกับความสง่างามของศิลปะภาคเหนืออย่างกลมกลืนลงตัว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพาน 24 ตามบทกวีของตู้มู่ที่พรรณนาความว่า
เขาเขียวเห็นลางๆ สายน้ำเห็นไกลๆ
ที่เจียงหนานปลายชิวเทียน แมกไม้เหี่ยวเฉา
สะพานยี่สิบสี่ ยามราตรีจันทร์กระจ่าง
สอนนางแก้วเป่าขลุ่ยอยู่หนใด

กวีมีอิสระในการเขียน และย่อมหวังให้ผู้อ่านได้ใช้จินตนาการและปัญญากลั่นกรองตีความกวีนิพนธ์ของตน เสรีภาพนี้เป็นการให้ชีวิตอันสมบูรณ์แก่บทกวีจากภาษาใจที่สื่อกันได้โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ไร้พรมแดน เป็นภาษาสากล
จากศาลาตกปลาของจักรพรรดิเฉียนหลง ลงเรือล่องต่อไป เรือขึ้นที่ท่าตำหนักว่อชุนไถ ซึ่งจักรพรรดิเฉียนหลงสร้างถวายพระราชชนนีในงานเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ หน้าตำหนักมีศิลาจารึกฝีมือเขียนตัวอักษรจีนของประธานเหมาเจ๋อตง เขียนบทกวี จี้หยังโจวหานชั่วพั่นกวน ของ ตู้มู่ ข้างในมีการแสดงดนตรีด้วยเจิง เพลงแม่น้ำหลิวหยังและหยังโจวหมินเกอ (เพลงชาวบ้านของหยังโจว) เป็นการแสดงหมู่
เย็นสบายชายน้ำ
เย็นสบายชายน้ำ

ฝาห้องติดลายมือเขียนต่างๆ มีบทประพันธ์ของนักปราชญ์สมัยราชวงศ์ถัง ใช้ตัวอักษร 246 ตัว รำลึกถึงการสร้างหอนี้ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับประวัติของหอนี้ไว้ด้วย เดินขึ้นมาถึงข้างบน ได้เห็นว่าหอนี้สร้างด้วยเหล็กกล้าผสมคอนกรีต แม้แต่หน้าต่างประตูก็เป็นเหล็กดัด แต่ทำเหมือนไม้ทาสีแดงแบบเก๋งจีน มีรูปกวีต่างๆ เช่น ลู่โหยว สมัยราชวงศ์ซ่ง งักฮุย (เยว่เฟย) สมัยราชวงศ์ซ่ง เลี้ยงเสือดำ ที่จริงไม่ได้มีประวัติว่างักฮุยเลี้ยงเสือดำ แต่เป็นการเปรียบเทียบว่าสังคมมืดมิด สมัยราชวงศ์ถังมีกวี เช่น เมิ่งฮ่าวหราน หลี่ไป๋ ตู้ฝู่ ตู้มู่ ชุยเฮ่า หวังเหวย ไป๋จูอี้ กวีแต่ละคนก็มีบทกวีที่คนเองแต่งเขียนไว้ ทุกคนเขียนบทกวีเกี่ยวกับหอนกกระเรียนเหลืองนี้ บทที่ข้าพเจ้าท่องได้เป็นของหลี่ไป๋ แต่หลี่ไป๋เองก็ยอมแพ้บทของชุยเฮ่า
ตู้มู่
ประวัติ
ตู้มู่ (ค.ศ. 803 – ค.ศ. 852) กวีเอกสมัยราชวงศ์ถังซึ่งรับราชการเป็นขุนนางระดับสูง

[1] สมัยราชวงศ์ถังมีกวี เช่น เมิ่งฮ่าวหราน หลี่ไป๋ ตู้ฝู่ ตู้มู่ ชุยเฮ่า หวังเหวย ไป๋จูอี้ และกวีแต่ละคนก็มีบทกวีที่คนเองแต่งเขียนไว้

[2]
ตัวอย่างบทกวี
ชิงหมิง

เทศกาลชิงหมิงฝนตกพรำๆ

ในหว่างวิถี คนเดินทางใจขาดรอน

ขอถามร้านเหล้าอยู่ที่ใด

เด็กเลี้ยงวัวชีไปหมู่บ้านซิ่งฮวาไกลโพ้น

[3]
สะพานห้าศาลา
เขาเขียวเห็นลางๆ

สายน้ำเห็นไกลๆ ที่เจียงหนานปลายชิวเทียน

แมกไม้เหี่ยวเฉา สะพานยี่สิบสี่

ยามราตรีจันทร์กระจ่าง

สอนนางแก้วเป่าขลุ่ยอยู่หนใด

 

 

ตู้ฝู่ “ปราชญ์แห่งกวี”

    ในประวัติวรรณคดีจีน ผู้คนมักจะใช้คำว่า “หลี่ตู้”เป็นตัวแทนความสำเร็จสูงสุดของบทกวีสมัยราชวงศ์ถังของจีน “หลี่”หมายถึงหลี่ไป๋ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกว่าเป็น“เซียนแห่งกวี”ของจีน “ตู้”หมายถึงตู้ฝู่ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น“ปราชญ์แห่งกวี”ของจีน

      ตู้ฝู่เกิดในปีค.ศ. 712  เป็นหลานชายของตู้เสินหยวน กวีผู้มีชื่อเสียง ตู้ฝู่เป็นคนเฉลียวฉลาดตั้งแต่เยาว์วัย เป็นคนขยัน ชอบศึกษา มีความรอบรู้  ตู้ฝู่สามารถแต่งบทกลอนได้ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ เมื่อเติบใหญ่ นอกจากเป็นกวีชื่อดังแล้ว เขายังเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆด้วย อาทิ ศิลปะการเขียนตัวอักษรและภาพด้วยพู่กันจีน เล่นดนตรี  ขี่ม้าและรำกระบี่

      ตั้งแต่เป็นเยาวชน ตู้ฝู่ก็เป็นคนมีอุดมการณ์ เมื่ออายุได้ 19 ปีก็เริ่มออกท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ ใช้ชีวิตตามสบาย ระยะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ถังเจริญรุ่งเรืองที่สุด ตู้ฝู่ได้ท่องเที่ยวไปตามภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงหลายแห่งของจีน ช่วยให้เขาเปิดโลกทัศน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้แต่งบืกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีถ้อยคำเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้  นั่นก็คือ “ฮุ่ยตังหลิงเจวี๋ยติ่ง อี้หล่านจ้งซานเสี่ย”หมายความว่า “ยืนอยู่บนยอดภูเขาสูง แลเห็นทิวเขาเป็นเทือกเล็กอยู่เบื้องล่าง”

      ตู้ฝู่ก็เหมือนปัญญาชนอื่น ๆ ส่วนมาก  มุ่งหวังจะก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และเคยใช้ความสามารถในการแต่งบทกวีไปคบหาสมาคมกับพวกเจ้าขุนมูลนาย เขาเคยเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางระดับชาติ แต่ก็ประสบความล้มเหลวทุกครั้ง

      ในวัยกลางคน ตู้ฝู่อาศัยอยู่ในกรุงฉางอาน ราชธานีของราชวงศ์ถัง มีชีวิตยากจนข้นแค้นมาก เขาเห็นหรูหราและสุรุ่ยสุร่ายของพวกเจ้าขุนมูลนายผู้ทรงอำนาจและสภาพที่คนจนต้องอดตายในท้องถนนเพราะขาดเครื่องนุ่งห่มและอาหารซึ่งเป็นภาพที่แสนเศร้าน่าเวทนา  เขาจึงแต่งบทกวีบทหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์สภาพดังกล่าว ซึ่งก็คือ “จูเหมินจิ่วโร่วโช่ว ลู่โหย่วต้งสื่อกู่”แปลเป็นไทยว่า “ทวารแดงพะแนงเหล้าบูด ตามท้องถนนมีแต่โครงกระดูกของผู้ตายด้วยความหนาวและอด” ความล้มเหลวในวิถีชีวิตขุนนางและความทุกข์ยากของชีวิต ทำให้ตู้ฝู่ตระหนักถึงความเหลวแหลกเน่าเฟะของชนชั้นปกครองและความทุกข์ทรมานของประชาชน เขาจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นกวีที่เป็นห่วงชาติบ้านเมืองและประชาชน

      ในปีค.ศ.755 ตู้ฝูมีอายุ 43 ปี เขามีโอกาสเป็นขุนนางตำแหน่งหนึ่ง แต่เป็นขุนนางอยู่ได้เพียงเดือนเดียว ราชวงศ์ถังก็เกิดภาวะปั่นป่วนเพราะสงคราม หลังจากนั้น ภัยสงครามก็ยืดเยื้อลุกลามต่อเนื่องไป ทำให้ตู้ฝู่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ลำบากจนโชกโชน ทำให้เขายิ่งตื่นตัวและเข้าใจความเป็นจริงของสังคมได้ลึกซึ้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวีที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายบท อาทิ บท“สือหาวลี่” “ถงกวนลี่”“ซินอันลี่”“ซินฮุนเปี๋ย”“ฉุยเหล่าเปี๋ย”และ“อู๋เจียเปี๋ย”  บทกวีเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งของกวีที่มีต่อประชาชนและความเคียดแค้นของเขาที่มีต่อสงคราม

       ค.ศ.759 ตู้ฝู่ผิดหวังอย่างสิ้นเชิงต่อการเมืองอย่างแท้จริง จึงลาออกจากการเป็นขุนนาง เวลานั้น กรุงฉางอานกำลังเกิดภัยแล้ง ตู้ฝู่ยากจนจนไม่สามารถเลี้ยงชีวิตครอบครัวต่อไปได้ เขาจึงพาครอบครัวลี้ภัยไปถึงเมืองเฉิงตูในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง ตู้ฝู่กับครอบครัวใช้ชีวิตในเมืองเฉิงตูอย่างเงียบสงบเป็นเวลา 4 ปี ในยามตกทุกข์ได้ยาก ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวี “เหมาอูเหวยชิวเฟิงสั่วพั่วเกอ” เล่าถึงสภาพตกทุกข์ได้ยากของครอบครัวตน จากประสบการณ์ชีวิตของเขาทำให้ตู้ฝู่นึกถึงประชาชนทั่วไปที่มีชีวิตยากลำบากเช่นกัน ทำให้เกิดความใฝ่ฝันอยากจะมีบ้านพักอาศัยเป็นเรือนพันเรือนหมื่นห้องเพื่อขจัดความทุกข์ของประชาชนผู้ยากจนที่ไร้ที่พักอาศัย จนกระทั่งเกิดความคิดยินดีจะอุทิศตนถ้าแลกรอยยิ้มของประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากมาได้ บทกวีของตู้ฝู่บทนี้เปี่ยมไปด้วยความจริงใจสุดซึ้ง สะท้อนให้เห็นจิตใจสูงส่งของกวีผู้นี้

      ค.ศ.770 ตู้ฝู่เสียชีวิตระหว่างทางเร่ร่อนลี้ภัย  ผลงานบทกวีของท่านที่เหลือไว้แก่ชนรุ่นหลังมีกว่า 1400 บท บทกวีของท่านสะท้อนถึงภาพรวมของสังคมในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ราชวงศ์ถังเกิดภัยสงคราม จากประเทศเข้มแข็งกลายเป็นประเทศอ่อนแอในที่สุด เป็นบทกวีเชิงประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อหากว้างขวาง บทกลอนของตู้ฝู่มีรูปแบบหลากหลาย รับเอาจุดเด่นของกวีผู้อื่นมาปรับใช้เป็นของตน บทกวีของท่านมีเนื้อหากว้างขวางและลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจริงใจสุดซึ้ง  ตู้ฝู่ยังได้ริเริ่มพัฒนาศิลปะการแต่งบทกลอนใหม่ ๆ และได้ขยายขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบในการแต่งบทกลอนให้กว้างขวางออกไปอีกด้วย จนมีอิทธิพลอย่างมากต่อชนรุ่นหลัง

 

รูปภาพของ แกว้น

บรรยากาศชินหมิ่นประเทศไทย? “踏青” เทศกาลเดินเท้าเปล่า

      ขออนุญาตก้อวคากโก.... 
บรรยากาศเทศกาลชินหมิ่นสำหรับประเทศไทย???
清明時節汗纷纷,路上行人欲斷魂;
借問主人何處去, 百姓遥指在鄉村。 
“踏青” เทศกาลเดินเท้าเปล่าสักการะรำลึกบรรพชนที่แพร่หลายในสมัยราชวงศ์ถัง
(ดูบล็อก)  “ชนชาติเซอ 畲族” ผู้มั่งคั่งวัฒนธรรม และภูมิปัญญาหว่องจิ้ว

清明踏青 ชิงหมิง วันท่องธรรมชาติ

清明踏青  ชิงหมิง วันท่องธรรมชาติ

      เทศกาลชิงหมิง 清明หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า三月節ตรงกับช่วงต้นเดือนเมษายนของไทยเรา   คนไทยเรียกวันนี้ว่าวัน เช็งเม้ง   เป็นช่วงที่บรรยากาศเข้าสู่ช่วงความอบอุ่นอย่างแท้จริง   ท้องฟ้าสดใสดอกไม้บานสะพรั่ง   ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี   พืชพันธุ์ที่เริ่มไถปลูกเมื่อต้นปีกำลังงอกงามดังที่คำโบราณกล่าวว่า  万物生长此时,皆清洁而明净。故谓之清明และนี่คือที่มาของคำว่าชิงหมิงและวันชิงหมิง  คำว่าชิงหมิง清明  มีหมายความว่าผืนฟ้าสดใสแผ่นดินงดงาม  เป็นช่วงเปลี่ยนภูมิอากาศช่วงที่ 5 ใน 24 ช่วงของปฏิทินการเกษตรของจีน  หลังจากที่ทนอยู่กับความหนาวเหน็บและอุดอู้มานาน  ผ่านการทำงานหนักในฤดูเพาะปลูก จนมาถึงช่วงที่ท้องฟ้าสดใสพืชพันธุ์งอกงามดอกไม้บานสะพรั่ง   เหมาะแก่การท่องเที่ยวชมธรรมชาติเขียนรูปร่ายโศลกบทกวี  เป็นวันเวลาของบัณฑิตและนักกวี  รวมทั้งคนหนุ่มสาว ในการเดินทางท่องเที่ยวชมธรรมชาติเขียนภาพและเขียนบทกวี   จึงเป็นที่มาของประเพณีท่องธรรมชาติในวันชิงหมิง  ดั่งนักกวีอู๋เหวย ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ได้เขียนบทกวีไว้ว่า

梨花风起正清明

游子寻春半出城

日暮笙歌收拾去

万株杨柳属流莺  

    นอกจากนั้นวันนี้วันชิงหมิงยังเป็นฤดูกาลในการเล่นว่าว โล้ชิงช้า ชนไก่และเล่นชู่จวี๋ 蹴鞠 (ชู่จวี๋ คือกีฬาเตะลูกหนัง คล้ายๆฟุตบอลดูวิธีการเล่นในหนังเรื่องสามกก๊กฉบับของจอห์นวู) เนื่องจากกิจกรรมในวันนี้มีการละเล่นค่อนข้างมาก จึงมีชื่อว่าวันเทศกาลกีฬา อีกชื่อหนึ่ง 
รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

ร้อยแก้วเทศกาลชิงหมิง

 
梨花风起正清明
游子寻春半出城
日暮笙歌收拾去
万株杨柳属流莺
 
ยามเทศกาลชิงหมิงเวียนบรรจบ ดอกหลีบานสะพรั่ง สายลมพัดพลิ้วโชยไสว ผู้คนหนุ่มสาวคลอเคลียเที่ยวเตร่สนุกสนาน เสียงดนตรีปี่ขลุ่ยดังล่องลอยไปทั่ว จวบแสงอาทิตย์อัสดง ชาวชนต่างจำใจจำจาก เหลือเพียงต้นหยางและต้นหลิวคณานับเรียงราย เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหลับนอนของหมู่วิหคปักษาต่อไป
รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

ร้อยแก้วบทกวี 杜牧

 
清明時節雨紛紛
路上行人欲斷魂
借問酒家何處有
牧童遙指杏花村

ยามเมื่อเทศกาลชิงหมิงเวียนมาบรรจบครบ สายฝนโปรยปรายไปทั่ว ผู้คนตามท้องถนนต่างรันทดหดหู่ใจ รบกวนถามสักหน่อยว่าร้านขายสุราอยู่หนใด พลันเด็กเลี้ยงวัวชี้ทอดยาวไปยังหมู่บ้านซิ่งฮัว

寒食插柳禁火 賈子推焚身棉山

寒食插柳禁火   賈子推焚身棉山  
หานสือ ชำหลิวงดไฟกินอาหารเย็น เจี้ยจื่อทุย เผากายที่เหมียนซาน

      การงดไฟกินอาหารเย็นหมายถึงงดการติดไฟทำอาหาร จึงต้องกินอาหารที่ทำไว้ก่อนหรืออาหารที่ไม่ต้องหุงต้ม เรียกว่าเทศกาลหานสือ 寒食 เทศกาลหานสือจะอยู่ถัดจากเทศกาล 冬節 ไป 105วัน ก็จะตกอยู่ก่อนหน้าเทศกาลวันชิงหมิง 1 หรือ 2 วัน     ตั้งแต่ยุคก่อนสมัย 秦 จนถึงยุค 南北朝 จะมีการฉลองเทศกาลนี้อย่างเอิกเกริก และค่อยๆลดความสำคัญลงในสมัย 唐 ความเป็นมาของเทศกาลนี้มีหลายตำนาน เรื่องหนึ่งที่สืบขานในหมู่ชนชาวจีนมาจนถึงปัจจุบันคือ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความจงรักษ์ภัคดีของขุนนางแห่งแคว้นจิ้น 介子推    

     ในยุคชุนชิว (春秋)ปลายสมัยราชวงศ์โจว องค์รัชทายาทแห่งแคว้นจิ้น ฉงเอ่อ ต้องหลบหนีการตามล่าของฮองเฮาหลีจี ออกเร่ร่อนระหกระเหินเป็นเวลานานถึง 19 ปี เหล่าขุนนางและผู้ติดตามต่างก็ล้มตายหนีหายไปเหลือเพียง5ทหารเสือผู้ภัคดี มีอยู่ครั้งหนึ่งฉงเอ่อ ถูกไล่ล่าไปป่วยอยู่ในที่ๆกันดารแห่งหนึ่งไม่มีอาหาร   ขุนนางผู้ซื่อสัตย์เจี้ยจื่อทุย จึงเฉือนเนื้อที่ขาตนเองต้มเป็นน้ำซุบให้ฉงเอ่อกิน เมื่อฉงเอ่อหายแล้วเห็นเจี้ยจื่อทุย เอาผ้าพันขาเอาไว้และมีเลือดไหลซึม จึงถามว่า ขาของท่านไปโดนอะไรมา เจี้ยจื่อทุย จึงบอกตามความจริง ฉงเอ่อ รู้สึกตื้นตันใจกล่าวทั้งน้ำตาว่า  วันหลังถ้าเราได้แผ่นดินคืนมาจะต้องตอบแทนความดีของท่านอย่างหนัก ต่อมาฉงเอ่อ ได้รับความช่วยเหลือจากอ๋องฉินมู่กง ยึดเอาแผ่นดินจิ้นคืนมาได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ จิ้นเหวินกง และได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองจนเข้มแข็งเป็น 1 ใน 5 ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ชุนชิว( 春秋五霸)ในเวลาต่อมา จิ้นเหวินกง ได้ตอบแทนขุนนางที่มีความดีความชอบกันทั่วหน้า แม้แต่ผู้ที่เคยหลบหนีหายไปในยามลำบากยากเข็ญ แต่กลับลืมนึกถึงเจี้ยจื่อทุย จนมีขุนนางที่รักไคร่เจี้ยจื่อทุยเขียนกลอนติดไว้ที่หน้าพระราชวังว่า  
 
ลูกมังกรเยาว์วัยสูญเสียบัลลังก์ทอง   
ห้าเสือสู้ติดตามไปทั่วหล้า   
มังกรยามหิวโหยหนึ่งเสือสู้เฉือนเนื้อ   
มังกรคืนถ้ำยึดครองบัลลังก์ทอง   
สี่เสือล้วนมีวังสิงสถิตย์ทั่ว 
อีกหนึ่งเสือไร้รังหวนคืนสู่ป่าเขา 
  
     จิ้นเหวินกง เห็นเข้าจึงนึกได้ว่าในหลายปีมานี้ตนเองลืมเจี้ยจื่อทุยเสียสนิท จึงส่งคนไปตามเจี้ยจื่อทุย กลับมา แต่เจี้ยจื่อทุย ไม่ยอมให้พบกลับพามารดาหลบหนีไปอยู่ที่เขาเหมียนซาน มีคนแนะนำว่าถ้าจุดไฟเผาเหมียนซาน เจี้ยจื่อทุยคงต้องพามารดาหนีออกจากป่าเขา แต่หลังจากที่จุดไฟเผาเหมียนซานอยู่ 3 วัน 3 คืนก็ไม่เห็นเจี้ยจื่อทุย ออกมา พอไฟดับมอดแล้วจึงพบว่าเจี้ยจื่อทุย และมารดาถูกไฟครอกตายที่โคนต้นหลิวต้นหนึ่ง โดยที่เจี้ยจื่อทุยเอาหลังยันปิดรูโพลงโคนต้นหลิวไว้ ภายในโพลงมีเศษผ้าผืนหนึ่ง     บนผ้าผืนนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยเลือดว่า 

割肉奉君盡丹心,但願主公常自明。
柳下做鬼終不見,強似伴君做諫臣。
倘若主公心有我,憶我之時常自省。
臣在九泉心無愧,勤政清明復清明。

      จิ้นเหวินกง เศร้าโศกเสียใจยิ่งนักจึงประกาศให้งดติดไฟทำการใดๆในวันนี้ของทุกๆปีเป็นเวลา 3 วัน เรียกว่าวันเทศกาลหานสือ  และเปลี่ยนชื่อเหมียนซานเป็นเจี้ยซาน วันที่เจี้ยจื่อทุยถูกไฟครอกตายคือวันก่อนหน้าเทศกาลชิงหมิงหนึ่งวัน จึงกลายเป็นวันเทศกาลหานสือ งดไฟกินอาหารเย็นสืบมา ปีต่อมาจิ้นเหวินกง เดินทางไปไว้อาลัยเจี้ยจื่อทุยอีก เห็นต้นหลิวที่เจี้ยจื่อทุย แม่ลูกถูกไฟครอกตาย กลับงอกงามแตกกิ่งก้านสาขา จึงหักกิ่งหลิวมาขดเป็นวงสวมที่หัว เหล่าขุนนางเห็นเข้าจึงทำตามบ้าง บางคนก็เอากิ่งหลิวเสียบที่อกเสื้อ กลายเป็นประเพณีใส่มงกุฏหลิว เสียบกิ่งหลิวในวันนี้ ต่อมามีคนเอากิ่งหลิวเสียบที่ประตูบ้าน และปักชำบนพื้นดิน ต้นหลิวเป็นไม้ที่ขึ้นง่ายชำที่ไหนก็งอกงามที่นั่น ไม้หลิวถือเป็นหนึ่งในไม้มงคล เจ้าแม่กวนอิม ก็ใช้กิ่งหลิวในแจกันทิพย์พรมน้ำทิพย์ สามารถขับไล่ภูตผีปีศาจ ขจัดทุกข์ คนจีนจึงนิยมเสียบกิ่งหลิวและชำกิ่งหลิวกันในวันนี้ 
รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

賈子推 - เจี่ยจื่อทุย

 
ขออนุญาตคุณ   过客  แสดงความคิดเห็น
 
เรื่องเจี่ยจื่อทุยเปรียบเหมือนเหรียญสองหน้า หน้าหนึ่งจิตใจซื่อตรงจงรักภักดี อีกหน้าจิตใจมืดบอด ขาดปัญญาพิจารณา แยกแยะปัญหาไม่ออก อะไรควรไม่ควรไม่เข้าใจ ปล่อยให้ความน้อยเนื้อต่ำใจจนมิจฉาทิฏฐิรุนแรงครอบงำ ถ้าลำพังคนเดียวยังพอทำเนา แต่นี่ดึงเอาแม่บังเกิดเกล้าไปรับเคราะห์ด้วย ไม่เพียงอกตัญญู ยังต้องชดใช้บาปกรรมที่ก่อ ด้วยข้อหาพาแม่ไปตาย
 
หากเป็นคนมีปัญญา เมื่อไม่ได้รับบำเหน็จความดีความชอบเหมือนเพื่อนเขา ก็ไม่เอะอะโวยวาย เพราะนิสัยที่ไม่หวังผลตอบแทนสิ่งใดเป็นทุนเดิม อยู่อย่างสมถะเลี้ยงชีพ อย่างนี้เรียกว่าประพฤติดีประพฤติชอบ แต่เมื่อทางการมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เพื่อปูนบำเหน็จ ก็ควรน้อมรับ หนึ่งเพื่อแสดงความจงรักภักดีเชื่อฟังปฏิบัติ มีโอกาสอยู่ช่วยเหลือเจ้านายต่อไป สองเมื่อฐานะความเป็นอยู่ดี มารดาพลอยได้อานิสงค์สบายไปด้วย เป็นการตอบแทนพระคุณแม่ทางหนึ่ง
 
割肉奉君盡丹心   但願主公常自明
柳下做鬼終不見   強似伴君做諫臣
倘若主公心有我   憶我之時常自省
臣在九泉心無愧   勤政清明復清明
 
ตัดเฉือนเนื้อเพื่อนายด้วยใจภักดิ์ หวังให้นายเข้าใจตลอดไป บ่าวร่างมลายหายสูญใต้ต้นหลิว เสมือนหนึ่งมีบ่าวเคียงข้างคอยเตือนใจ มาตรแม้นใจนายมีบ่าวอยู่ ยามคนึงหมั่นมีสติระวังเนืองนิตย์ ถึงบ่าวอยู่แดนปรโลกจักมิละอายใจ ขอให้ทำนุบำรุงบ้านเมืองให้สถาพรรุ่งเรืองรุ่งโรจน์
 
 
เจี่ยจื่อทุยผู้ไม่ยอมรับสิ่งตอบแทน

     

       ขอบคุณอาจ๊องโก๊ที่เข้ามาแจมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการถ่ายทอดสำเนียงภาษาไทยในบทกวีภาษาจีน สำหรับฉงเอ่อลี้ภัยจากแคว้นจิ้นเมื่ออายุ 43 ปีต้องร่อนเร่อาศัยแคว้นอื่นๆอยู่เป็นเวลาถึง19 ปี สาเหตุที่ใช้เวลานานขนาดนั้นนอกจากต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการแล้ว อีกประการหนึ่งคือฉงเอ่อเป็นคนมีอุดมการณ์ไม่แรงกล้าเพียงพอ แคว้นไหนให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี แกก็ลุ่มหลงความสุขจนไม่อยากจากไป เลิกล้มความคิดในการกอบกู้แผ่นดิน จนผู้ติดตามอื่นๆต่างหลบหนีไปแสวงหาเจ้านายคนใหม่ คงเหลือเพียง 5เสือที่ยังคงคอยฉุดกระชากกระตุ้นเตือนมิให้ลืมภารกิจสำคัญ โดยมีเจี้ยจื่อทุยเป็นหัวเรียวหัวแรงสำคัญ แต่เมื่อหลังจากยึดแผ่นดินคืนได้แล้ว ฉงเอ่อเริ่มมีฐานะสูงขึ้นโดยเฉพาะหลังจากยึดเมืองเฉาและเว่ยสำเร็จ และทำสงครามเอาชนะแคว้นฉู่ที่มีกำลังเหนือกว่า จนได้รับปูนบำเหน็จจากกษัตริย์โจวเซียงหวาง จึงมีคนเข้าสวามิภัคมากมาย รวมทั้งเหล่าข้าราชบริพาลที่ตีจากไปเมื่อครั้งตกทุกข์ได้ยาก ในขณะเดียวกันก็มีขุนนางสอพลอรอบกายอีกมากมายต่างล้วนได้ดิบได้ดีกันทั่วหน้า นอกจากนี้ยังมีการใส่ร้ายป้ายสีปัดแข้งปัดขาชิงดีชิงเด่น จึงทำให้เจี้ยจื่อทุยเกิดความเบื่อหน่ายและท้อแท้ คิดว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะอยู่ต่อไป จึงตัดสินใจพามารดาเฒ่าหลบหน้าไปทำไร่ไถนาใช้ชีวิตที่สงบไร้การแก่งแย่งที่ชนบท สังเกตุในบทกวีของเจี้ยจื่อทุยในประโยค(強似伴君做諫臣。)ส่วนเรื่องถูกไฟครอกตายคงจะไม่ใช่เรื่องปกตินัก คิดว่าคนเราคงไม่งอมืองอเท้าให้ไฟเผาตายโดยไม่คิดหนี การจุดไฟเผาภูเขาทั้งลูกโดยไม่มีที่ให้หลบภัยหรือไม่มีช่องทางหลบหนีได้เลยคงไม่ปกตินัก
      คนที่สัตย์ซื่อ จริงจังและยึดมั่นในอุดมการณ์จนเกินไป ถ้าเข้าสู่วงการการเมืองนอกจากจะไม่ได้ดีแล้วยังอาจเป็นภัยแก่ตัว สังเกตดูในประวัติศาสตร์ตั้งแต่โบราณกาล แม้กระทั่งในปัจจุบัน คนที่ได้ดิบได้ดีทางการเมืองต้องรู้จักฉวยโอกาส เวลาน้ำขึ้นต้องรีบเสนอหน้า เวลาพายุฝนกระหน่ำต้องรู้จักเอาตัวรอด เรื่องคุณธรรมเรื่องผิดถูกต้องแล้วแต่สถานการณ์ มองในแง่มุมหนึ่งเขาเรียกว่ารู้จักยืดหยุ่นพลิกแพลง มองในอีกแง่มุมหนึ่งเขาเรียกพวกจิ้งจกเปลี่ยนสี ไร้อุดมการณ์ไม่มีจุดยืน
       ขอฝากบทกวีเกี่ยวกับหานสือและเจี้ยจื่อทุยให้จ๊องโก๊อีกสัก 2 บทครับ ขอบคุณสำหรับวีฟัดโก๊และแกว้นโก๊ ที่เข้ามาแจมด้วยครับ พอดีช่วงนั้นไหงยุ่งอยู่หลายงานเลยไม่ได้ตอบ
  
寒食   韩翃
 
春城无处不飞花,寒食东风御柳斜。
日暮汉宫传蜡烛,轻烟散入五侯家。
 
寒食节   张志真
 
寒食时节雨纷飞,春风杨柳映翠微。
家家户户禁烟火,纪念贤臣介之推。
รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

寒食節 - เทศกาลงดฟืนไฟ

 
ขอบคุณคุณ   过客  ที่กรุณาให้มาอีกสองบท
 
มนุษย์เกิดมาย่อมกลัวความลำบากยากจน วิธีใดสามารถหลีกหนีได้เป็นต้องทำ ไม่ว่าวิธีนั้นจะถูกต้องตามครรลองหรือไม่ ตรรกะอย่างนี้ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติ ส่วนน้อยที่ยึดมั่นในคุณธรรม ดังนั้นผู้มีอุดมการณ์ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสันดาน ย่อมเสียเปรียบในสังคม เมื่อเป็นเช่นนี้ คนดีจึงจำต้องมีกลยุทธ์รับมือ เมื่อลมแรงหากต้านต้องล้ม จึงควรเป็นอ้อลู่ลมบ้างในบางโอกาส นี่คือสัจธรรมการดำรงชีพในทุกยุคทุกสมัยต้องมี หากแข็งกร้าวยอมหักไม่ยอมงอ อวสานในบั้นปลายก็อยู่แค่เอื้อม ดังเช่นเรื่องของเจี่ยจื่อทุย หากรู้สถานการณ์ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ชะตาชีวิตทั้งของตัวเองและมารดาคงไม่เลวร้ายขนาดนี้ 
 
韩翃 - หาญหง  - นักกวีสมัยราชวงศ์ถัง
 
มีเรื่องเล่าว่า หาญหงกวีชื่อดังสมัยราชวงศ์ถัง ในวันเทศกาลงดฟืนไฟ ได้ท่องเที่ยวเดินเล่นมาถึงตลาดในนครฉางอาน เห็นสภาพความคึกคักของเมืองจนละลานตา จวบจนตกค่ำเห็นภายในพระราชวังมีแสงเทียนระยิบระยับสว่างไสว แต่ภายนอกกลับปกคลุมไปด้วยความมืดมิด รู้สึกสะทกสะท้อนใจอย่างยิ่ง จึงได้รจนาบทกวีบทนี้ขึ้นมาเป็นเชิงเหน็บแนม
 
春城无处不飞花
寒食东风御柳斜
日暮汉宫传蜡烛
轻烟散入五侯家

ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิ ทั่วนครฉางอานอันยิ่งใหญ่ บรรยากาศคึกคักมโหฬารพันลึก ลมบูรพาทิศพัดโชยจนกิ่งหลิวเอียงลู่ไปตามแรงลมในเทศกาลงดฟืนไฟ ตกค่ำภายในพระราชวังจัดงานเต็มไปด้วยแสงเทียนระยิบระยับ อันหมายถึงเหล่าเจ้าขุนมูลนายต่างได้รับบำเหน็จความดีความชอบกันทั่วหน้า
 
寒食节 - เทศกาลงดฟืนไฟ     
张志真 - จางจื้อเจินผู้รจนา
 
寒食时节雨纷飞
春风杨柳映翠微
家家户户禁烟火
纪念贤臣介之推

เมื่อเทศกาลงดฟืนไฟมาถึงฝนฟ้าเริ่มโปรยปราย สายลมโชยพัดต้นหยางหลิวสะท้อนจากพระราชวัง ทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างงดใช้ฟืนไฟ เพื่อเป็นสิ่งรำลึกถึงขุนนางผู้ซื่อสัตย์เจี่ยจือทุย
 
韩翃 - หาญหง

  ชิงหมิง

 

ชิงหมิง บูรณะสุสานบูชาบรรพบุรุษ

      จีนเป็นชนชาติที่มีความพิถีพิถันเรื่องการหราบไหว้บูชาบรรพบุรุษมาตั้งแต่สมัยโบราน ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนๆก็ต้องมีการกราบไหว้บรรพบุรุษอยู่เสมอ คนที่มีฐานะทางสังคมหรือมีฐานะร่ำรวย มักนิยมสร้างสุสานบรรพบุรุษ หรือจัดพิธีบูชาบรรพบุรุษอย่างใหญ่โตหรูหรา โดยมีความเชื่อว่าจะทำให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยยิ่งๆขึ้น พูดถึงวันชิงหมิง อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้นว่าเป็นช่วงที่บรรยากาศเข้าสู่ช่วงความอบอุ่นอย่างแท้จริง ท้องฟ้าสดใสดอกไม้บานสะพรั่ง ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี เหมาะแก่การท่องเที่ยวเขียนรูปเขียนบทกวี แล้วประเพณีบูรนะสุสานบูชาบรรพบุรุษในวันชิงหมิงนั้นมีความเป็นมาอย่างไร เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ฉิน ราชสำนักอ่อนแอหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ หลิวปาง(ฮั่นอ๋อง) ได้รวบรวมคนดีมีฝีมือทำสงครามแย่งชิงแผ่นดินกับ เซี่ยงยวี่(ฉู่อ๋อง) ที่คนไทยเรารู้จักกันในนาม ฉ้อปาอ๋อง มาเป็นเวลายาวนาน จนในที่สุดหลิวปาง สามารถได้รับชัยชนะในสงคราม สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าฮั่นเกาจู่ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น หลังจากนั้นได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิด และไปกราบไหว้สุสานบรรพบุรุษซึ่งตรงกับวันชิงหมิงพอดี แต่เนื่องจากภัยสงครามทำให้สุสานถูกปล่อยให้รกร้าง หลิวปางไม่สามารถจำแนกสุสานบรรพบุรุษของตนเอง จึงเอากระดาษฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อธิษฐานว่า ขอให้วิญญาณของบรรพบุรุษบนสรวงสวรรค์ ดลบันดาลให้เศษกระดาษเหล่านี้หล่นลงบนที่ตั้งสุสานบรรพบุรุษของตนเอง แล้วโปรยเศษกระดาษเหล่านั้นให้ลอยไปตามกระแสลม เศษกระดาษเหล่านั้นต่างปลิวกระจัดกระจาย แต่มีอยู่ชิ้นหนึ่งตกลงที่ป้ายสุสานแห่งหนึ่งโดยไม่เคลื่อนไปไหน เมื่อหลิวปางเข้าไปค้นดูก็พบป้ายชื่อของบิดามารดา จึงสั่งให้ลิ่วล้อเร่งทำการบูรณะสุสานแล้วทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ หลังจากนั้นชาวบ้านต่างก็ทำการบูรณะสุสานกราบไหว้บรรพบุรุษในวันชิงหมิง จึงกลายเป็นประเพณีบูรณะสุสานบูชาบรรพบุรุษในวันเทศกาลชิงหมิงสืบต่อมา และเนื่องจากวันเทศกาลหานสือ อยู่ก่อนหน้าหนึ่งวัน และการงดไฟกินอาหารเย็นก็ทำติดต่อกัน 3 วัน ซึ่งก็เลยมาถึงวันชิงหมิงอยู่แล้ว จึงรวมเป็นเทศกาลเดียวกันในเวลาต่อมา


      พูดถึงเทศกาลชิงหมิง และหานสือโดยเนื้อหาแล้วอาจไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกันนัก แต่การรวมสองเทศกาลนี้เข้าด้วยกัน     นอกจากจะมีวันเวลาที่ต่อเนื่องกันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทั้งสองเทศกาลล้วนเป็นการรำลึกถึงบุคคลผู้ล่วงลับ เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ยังมีชีวิตอยู่พึงกระทำแต่โบราณมา

 

เอาเพลง

เอาเพลง 颳地风 มาฝาก เพลงนี้จะพูดถึงบรรยากาศของเทศกาลหลายๆเทศกาลในหนึ่งปี

 

     颳地风

正月里来是新春呀

青草芽儿往上升哪呼咳唉哟

天凭上日月你就人凭上心唉

人凭上心唉哪哈依呀嘿

三月里来是清明呀

桃花不开杏花红哪呼咳唉哟

蜜蜂儿来去你就忙做工唉

忙做工唉哪哈依呀嘿


五月里来午端阳呀

杨柳梢儿插门窗哪呼咳唉哟

雄黄儿药酒你就闹端阳唉

闹端阳唉哪哈依呀嘿

七月里来七月夕呀

天上牛郎配织女哪呼咳唉哟

织女嘛本来你就牛郎的妻呀

牛郎的妻呀哪哈依呀嘿


九月里来九重阳呀

黄菊花儿开路旁哪呼咳唉哟

有心肠采来你就无心肠栽唉

无心肠栽唉哪哈依呀嘿

腊月里来一年满呀

金脂银粉都办全哪呼咳唉哟

打打呀扮扮你就过新年呀

过新年呀哪哈依呀嘿

打打呀扮扮你就过新年呀

过新年呀哪哈依呀

รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

二十四節氣歌

ขอร่วมสนุกส่งเพลงนี้เข้าประกวด

二十四節氣歌:
 
立春雨水惊蟄天
春分清明谷雨連
春争日夏争時
莊稼宜早不宜遲

清明時節雨紛紛
路上行人欲斷魂
借問酒家何處有
牧童遙指杏花村

立夏小滿芒種天
夏至小暑大暑連
六月雨隔牛脊
東邊日出西邊雨

鋤禾日當午
汗滴禾下土
誰知盤中餐
粒粒皆辛苦

立秋處暑白露現
秋分寒露霜降天
八九月不能歇
正是收獲的好時節

遠上寒山石徑斜
白雲生處有人家
停車坐愛楓林晩
霜葉紅于二月花

立冬小雪大雪天
冬至小寒大寒連
嚴霜重寒意濃
瑞雪紛飛兆豐年

墻角数枝梅
凌寒獨自開
遙知不是雪
為有暗香來   

二十四節緊相連
毎月两氣不改變
上半年是六二十一
下半年是八ニ十
二十四個交節日
相差不過三两天
大家來唱節氣歌
二十四節記心間
二十四節記心間
 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal