ด้วยความปราถนาดีจาก www.hakkapeople.com
ตามหาลูกหลานจีนแคะตระกูล"แซ่ลี้"
ผมอลงกรณ์ แซลี้นะครับ ขอเปนสมาชิคด้วยคนนะครับ
ยินดีต้อนรับครับ
บ้านไหงอยู่ประตูช้างเผือก เบอร์โทร.ไหง 085-6242088
ตอนนี้ไหงกลับมาเมืองไทยแล้วครับ ไหงอยากได้ที่อยู่ของอากุงไหงครับ
วันเสาร์นี้ไหงจะไปเชียงใหม่ครับ ตอนนี้ที่อยู่ของอากุงไหงอยู่ที่สินฝ่าโกใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่าจะไปเอาที่สินฝ่าโกที่ไหนครับ
อาเป้หลานจีน
รากเหง้าลูกมังกร-ตระกูลหลี่ (李 หรือ แซ่ลี้)
ตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่มีประชากรแซ่เดียวกันมากที่สุดในโลก และมีมากเป็นอันดับ 2 ในประเทศจีน จากการสำรวจสำมะโนครัวในปี 2007 โดยมีจำนวนประชากรเกิน 1,000 ล้านคน หรือเท่ากับ 19% ของจำนวนประชากรจีนทั้งหมด และมีจำนวรมากที่สุดในมณฑลหูหนาน(湖南省) ซึ่งเป็นมณฑลต้รกำหนดของตระกูลหลี่ สำหรับในประเทศเกาหลี คนแซ่หลี่(หรือ ลี ในภาษาเกาหลี) ก็มีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 เช่นกัน ส่วนในประเทศเวียดนามก็มีคนตระกูลนี้อย่างแพร่หลาย
ต้นกำเนิดตระกูลหลี่
กล่าวกันว่า ตระกูลหลี่มีแหล่งที่มาอยู่ทั้งหมด 5 สายด้วยกันคือ
1. มาจากตระกูลหยิง (嬴) หรือมาจากลูกหลานของจวนซุนตี้ 颛顼 (zhuān xū) โดยมีนามว่า 高阳氏 หรือมาจากลูกหลานของเจ้าลัทธิเต๋า เล่าจื๋อหลี่เอ๋อ 老子李耳 ในสมัยราชวงศ์โจว(周朝) หรือการนำเอาตำแหน่งทางราชการมาตั้งเป็นชื่อสกุล
(ภาพประกอบคือ สัญลักษณ์ประจำตระกูลหลี่ 李 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ตระกูลที่ทางการจีนเคยนำมาพิมพ์เป็นไปรษณียากร)
ในสมัยเหยาตี้ (尧) เกาถาว (皋陶 gao1 tao2)ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นต้าหลี่ (大理)ซึ่งมีหน้าที่ในการคุมคุกและผู้คุมขัง ลูกชายของเกาถาว – เป๋อยี่ ( 伯益) ได้รับราชทานให้แซ่หยิง (赢)และลูกหลานอีกสามรุ่นต่อมาก็ต่างรับราชการในตำแหน่งต้าหลีติดต่อกันมา ตอนหลังก็ทำตามความเคยชิน ได้เรียกตำแหน่งหลี่ (理)เป็นตระกูลหลี่ (理氏)และภายหลังก็เปลี่ยนจาก 理 เป็น 李 โดยเหตุผลของการเปลี่ยนเป็น 李 นั้นมีเรื่องเล่ากันในสองลักษณะด้วยกันคือ
คำเล่าที่หนึ่ง ในสมัยซางโจ้วอ๋อง (商纣王) ทายาทของเกาถาว คือ หลี่เจิง (理征) ซึ่งราชการในราชสำนัก และได้ทำผิดต่ออ๋อง จึงถูกลงโทษประหารชีวิต ส่วนภรรยาได้พาลูกชาหลบหนีเอาชีวิตรอด ในระหว่างหนีภัยนั้น อยู่ในป่าได้อาศัยลูกหลี่ (李子-ชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง-ดูภาพประกอบ) กินประทังชีวิต จึงรอดตาย และไม่กล้าที่จะใช้คำว่า 理 เลขจึงถือโอกาสเปลี่ยนแซ่เป็น 李
ส่วนคำเล่าที่สอง กล่าวกันว่า ตามหลักฐานการบันทึกในประวัติศาสตร์ ในสมัยราชวงศ์โจว (周朝)นั้น ยังไม่เคยปรากฏมีคนแซ่หลี่ (李) ตั้งแต่มีเล่าจื๋อแซ่หลี่ ทายาทรุ่นหลังเกาถาว เนื่องจากเห็นว่า บรรพชนหลายรุ่นต่างรับราชการตำแหน่งหลี่ 理 และ 理 กับ 李 ก็ออกเสียงเหมือนกัน จึงเปลี่ยนแซ่เป็น 李
2. มาจากชนเผ่าอื่นมาเปลี่ยนแซ่
-ในสมัยสามก๊ก เมื่อขงเบ้งได้เอาชนะอายหลาวยี (哀劳夷) แล้วก็ได้มอบแซ่ต่างๆ เช่น จ้าว (赵)จาง (张)หยาง (杨) หลี่ (李)เป็นต้น ให้เป็นแซ่ของชนเผ่ากันเป็นชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น
-สมัยเป่ยเว่ย (北魏)มีชนเผ่าเซียนเปย (鲜卑) มีตระกูลฟู่ (复)เปลี่ยนเป็นแซ่หลี่ (李)
-ในส่วนของชนเผ่าหุย (回族)ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับราชทานแซ่มาฮ่องเต้ ส่วนตระกูลหลี่ของชนเผ่าหุยนี้ ได้รับแซ่หลี่ในศรรตวรรษที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเปอร์เชียและอาหรับที่อพยพเข้ามาประเทศจีน
3. เป็นการเปลี่ยนจากแซ่อื่นมาเป็นแซ่หลี่
กล่าวกันว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง ยุคที่กำลังศร้างชาตินั้น 元 勋诸 (yuan2 xun1 zhu1) ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลงานอันยิ่งใหญ่ จึงได้พระราชทานแซ่หลี่ (李)ให้แก่ลูกหลานของเขา จากแซ่เดิมว่า ถังกั๋ว (唐国)ตัวอย่างของตระกูลหลี่ที่เปลี่ยนแซ่จากแซ่อื่น เช่น หลึ่หยวนฮ่าว (李元昊)
4. มาจากรูปแกะสลักบนเสาหิน
สำหรับที่มาของสายนี้ บางตำราอาจไม่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากเป็นการตีความจากรูปแกะสลักที่มองต่างมุมกัน โดยมองเห็นว่าไม่ใช่ต้นหลี่ (李树)หากแต่เป็นภาพเสือ(老虎) ซึ่งภาษาของแคว้นฉู่ (楚)นั้น คำว่า “หลี่เอ๋อ 李耳” อันเป็นฉายาของเล่าจื๋อหมายถึงเสือ(老虎) และปีเกิดของเล่าจื๋อก็ตรงกับปีเสือ ด้วยเหตุผลนี้ชาวบ้านจึงเรียกเล่าจื๋อว่าหลี่เอ๋อ 李耳
5. มาจากแซ่เหล่า (老姓)
การบอกเล่าของสายถือ ถือเป็นความสับสนของผู้คนที่เล่าจื๋อ(老子) หรือเหล่าจื่อนั้นไม่ได้แซ่หลี่ หากแต่แซ่เหล่าต่างหาก ดังนั้น จึงถือว่าตระกูลหลี่จึงมาจากตระกูลเหล่านั่นเอง และนักโบราณคดี-ถังหลาน(唐兰)ก็ยอมรับว่า เหล่าจือไม่ได้แซ่หลี่ เพราะการที่เรียกเหล่าจือว่า หลี่เอ๋อ ก็เป็นเพียงฉายาที่ใช้เรียกกันในสมัยนั้น ดังนั้นเมื่อเหล่าจือเป็นคนแซ่หลี่ก็เท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนจากแซ่เหล่าเป็นแซ่หลีนั่นเอง
บุคคลมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์
เนื่องจากตระกูลหลี่เป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่ ดังนั้นในประวัติศาสตร์จีนจึงมีบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆที่มาจากคนแซ่หลี่เข้าสู่อำนาจทางการเมือง นับตั้งแต่แคว้นเฉิงฮั่น (成汉)ในช่วงปีค.ศ. 304-343) โดบมีผู้ก่อตั้งแคว้นคือหลี่สง (李雄) เรื่อยมาในยุคต่อๆมา ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่มีคนในตระกูลหลี่เป็นใหญ่เป็นโตจำนวนมาก ส่วนประเทศข้างเคียงของจีนก็มีเกาหลี และเวียดนามต่างก็มีคนในตระกูลหลี่เป็นถึงผู้ก่อตั้งราชวงศ์ทั้งสิ้น ส่วนในด้านกวีเอกอย่างหลี่ไบ๋ (李白)ก็เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง สำหรับบุคคลตระกูลหลี่ในยุคหลังๆที่พวกเรารู้จักกัน เช่น หลีเสี่ยวหลง(李小龙 บรุ๊ซ ลี) หลี่เผิง (李鹏)อดีตนายกฯของจีน ลีกวนยิว(李光耀) หลี่เซียนเนี่ยน (李先念)อดีตผู้นำทางทหารของจีน เป็นต้น
ตระกูลหลี่ในประเทศไทย
สำหรับคนแซ่หลี่ในประเทศไทยนั้น เนื่องจากต่างก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลไทย การคงเสียงหลี่จึงมีการแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆกัน เช่น
จาก http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/li/#more-649
หวัดดีค่ะ ขอเป็นสมาชิกแซ่ลี้ด้วยคนนะคะ
ตัวจีนใช้ 李 ครับ ปูชื่อ 李钦青 พ่อชื่อ 李荣和
ป้านซันคัก ก็ออกเสียง เก้ว ครับ
ใช่แล้วครับ ธรรมเนียมการตั้งชื่อของชาวฮากกาเรานิยมตั้งชื่อเล่นของเด็กผู้ชายว่า เก้ว ในสำเนียงฮากกาฉิมขัก จะออกเสียงว่า เก้ว ส่วนสำเนียงฮงสุนหรือป้านซานขัก จะออกเสียงว่า แก้ว ส่วนคุณเควนั้น ออกเสียงอย่างนี้ก็ไม่ผิด จะอยู่ที่การเขียนเป็นอักษรไทยเสียมากกว่า
ไหงชื่อเควซึ่งแปลว่า "หมา" ชื่อแก้วก็เข้าใจว่าคือ "หมา" เหมือนกันแต่การออกเสียงจะเพี้ยนไปตามท้องถิ่นในเมืองไทย แต่แก้วหรือเก้วถ้าออกเสียงให้สั้นจะใกล้เคียงสำเนียงเดิมมากกว่า ทราบมาว่าการตั้งชื่อลูกแบบนี้เชื่อกันว่าเด็กจะเลี้ยงง่าย ยมพบาลไม่สนใจจะเอาไปอยู่ด้วย
คงจะแซ่เดียวกันเพราะตอนน้องชายเล็กๆเรียนโรงเรียนจีน น้องชายชื่อจีนว่า "หลี่แซ่หมุก" (เขียนอย่างไรไม่ทราบ แต่ออกเสียงแบบนี้) ที่บ้านผู้ชายจะชื่อ "แก้ว" ผู้หญิงจะชื่อ "ม้อย" ส่วนใหญ่ เพราะในครอบครัวมีแก้ว3คน ม้อย3คน เลยต้องเรียกแก้วเล็ก แก้วใหญ่ ม้อยเล็กม้อยใหญ่
ลี หลี่ ลี้ ออกเสียงต่างกัน แต่คือแซ่เดียวกันในเสียงภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หลี่ สำเนียงแต้จิ๋ว ออกเสียงว่า ลี้ ฮากกาใช้หลี่เหมือนจีนกลาง ฮกเกี้ยนก็ใช้ลี้ รู้สึกว่ากวางตุ้งจะออกเสียงว่าลี
ตระกูลหลี่ที่เป็นชาวฮากกาที่โด่งดังที่สุดในโลกคือ หลี่กวงโย่ว หรือฮากกาออกเสียงว่า หลี่กวางยิ่ว ที่เรารู้จักคุ้นหูคือ ลีกวนยิว อดี่ตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปรไงล่ะครับเป็นชาวอำเภอเหมยเสี้ยน จังหวัดเหมยโจว บ้านเดิมของพวกเราหลาย ๆ คน
ต้องกลับไปถามอาเมก่อนว่าภาษาจีนใช้ตัวอะไรเพราะไม่เคยเขียน
ไหงแซ่หลี(李) เชื้อสายจีนแคะ แซ่หลีกับแซ่ลี้น่าจะแซ่เดียวกัน แต่ถ้าให้แน่นอนดูที่อักษรจีนดีที่สุด
สมาคมต่างๆ
ดีครับ
ผมอลงกรณ์ แซลี้นะครับ ขอเปนสมาชิคด้วยคนนะครับ
ยินดีครับ
ยินดีต้อนรับครับ
ตอบอาเป้ รีบติดต่อมาด่วน
บ้านไหงอยู่ประตูช้างเผือก เบอร์โทร.ไหง 085-6242088
สินฝ่าโก
ตอนนี้ไหงกลับมาเมืองไทยแล้วครับ ไหงอยากได้ที่อยู่ของอากุงไหงครับ
วันเสาร์นี้ไหงจะไปเชียงใหม่ครับ ตอนนี้ที่อยู่ของอากุงไหงอยู่ที่สินฝ่าโกใช่ไหมครับ ไม่ทราบว่าจะไปเอาที่สินฝ่าโกที่ไหนครับ
อาเป้หลานจีน
ตระกูลหลี่ (李 หรือ แซ่ลี้)
รากเหง้าลูกมังกร-ตระกูลหลี่ (李 หรือ แซ่ลี้)
ตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่มีประชากรแซ่เดียวกันมากที่สุดในโลก และมีมากเป็นอันดับ 2 ในประเทศจีน จากการสำรวจสำมะโนครัวในปี 2007 โดยมีจำนวนประชากรเกิน 1,000 ล้านคน หรือเท่ากับ 19% ของจำนวนประชากรจีนทั้งหมด และมีจำนวรมากที่สุดในมณฑลหูหนาน(湖南省) ซึ่งเป็นมณฑลต้รกำหนดของตระกูลหลี่ สำหรับในประเทศเกาหลี คนแซ่หลี่(หรือ ลี ในภาษาเกาหลี) ก็มีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 เช่นกัน ส่วนในประเทศเวียดนามก็มีคนตระกูลนี้อย่างแพร่หลาย
ต้นกำเนิดตระกูลหลี่
กล่าวกันว่า ตระกูลหลี่มีแหล่งที่มาอยู่ทั้งหมด 5 สายด้วยกันคือ
1. มาจากตระกูลหยิง (嬴) หรือมาจากลูกหลานของจวนซุนตี้ 颛顼 (zhuān xū) โดยมีนามว่า 高阳氏 หรือมาจากลูกหลานของเจ้าลัทธิเต๋า เล่าจื๋อหลี่เอ๋อ 老子李耳 ในสมัยราชวงศ์โจว(周朝) หรือการนำเอาตำแหน่งทางราชการมาตั้งเป็นชื่อสกุล
(ภาพประกอบคือ สัญลักษณ์ประจำตระกูลหลี่ 李 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ตระกูลที่ทางการจีนเคยนำมาพิมพ์เป็นไปรษณียากร)
ในสมัยเหยาตี้ (尧) เกาถาว (皋陶 gao1 tao2)ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นต้าหลี่ (大理)ซึ่งมีหน้าที่ในการคุมคุกและผู้คุมขัง ลูกชายของเกาถาว – เป๋อยี่ ( 伯益) ได้รับราชทานให้แซ่หยิง (赢)และลูกหลานอีกสามรุ่นต่อมาก็ต่างรับราชการในตำแหน่งต้าหลีติดต่อกันมา ตอนหลังก็ทำตามความเคยชิน ได้เรียกตำแหน่งหลี่ (理)เป็นตระกูลหลี่ (理氏)และภายหลังก็เปลี่ยนจาก 理 เป็น 李 โดยเหตุผลของการเปลี่ยนเป็น 李 นั้นมีเรื่องเล่ากันในสองลักษณะด้วยกันคือ
คำเล่าที่หนึ่ง ในสมัยซางโจ้วอ๋อง (商纣王) ทายาทของเกาถาว คือ หลี่เจิง (理征) ซึ่งราชการในราชสำนัก และได้ทำผิดต่ออ๋อง จึงถูกลงโทษประหารชีวิต ส่วนภรรยาได้พาลูกชาหลบหนีเอาชีวิตรอด ในระหว่างหนีภัยนั้น อยู่ในป่าได้อาศัยลูกหลี่ (李子-ชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง-ดูภาพประกอบ) กินประทังชีวิต จึงรอดตาย และไม่กล้าที่จะใช้คำว่า 理 เลขจึงถือโอกาสเปลี่ยนแซ่เป็น 李
ส่วนคำเล่าที่สอง กล่าวกันว่า ตามหลักฐานการบันทึกในประวัติศาสตร์ ในสมัยราชวงศ์โจว (周朝)นั้น ยังไม่เคยปรากฏมีคนแซ่หลี่ (李) ตั้งแต่มีเล่าจื๋อแซ่หลี่ ทายาทรุ่นหลังเกาถาว เนื่องจากเห็นว่า บรรพชนหลายรุ่นต่างรับราชการตำแหน่งหลี่ 理 และ 理 กับ 李 ก็ออกเสียงเหมือนกัน จึงเปลี่ยนแซ่เป็น 李
2. มาจากชนเผ่าอื่นมาเปลี่ยนแซ่
-ในสมัยสามก๊ก เมื่อขงเบ้งได้เอาชนะอายหลาวยี (哀劳夷) แล้วก็ได้มอบแซ่ต่างๆ เช่น จ้าว (赵)จาง (张)หยาง (杨) หลี่ (李)เป็นต้น ให้เป็นแซ่ของชนเผ่ากันเป็นชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น
-สมัยเป่ยเว่ย (北魏)มีชนเผ่าเซียนเปย (鲜卑) มีตระกูลฟู่ (复)เปลี่ยนเป็นแซ่หลี่ (李)
-ในส่วนของชนเผ่าหุย (回族)ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับราชทานแซ่มาฮ่องเต้ ส่วนตระกูลหลี่ของชนเผ่าหุยนี้ ได้รับแซ่หลี่ในศรรตวรรษที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวเปอร์เชียและอาหรับที่อพยพเข้ามาประเทศจีน
3. เป็นการเปลี่ยนจากแซ่อื่นมาเป็นแซ่หลี่
กล่าวกันว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง ยุคที่กำลังศร้างชาตินั้น 元 勋诸 (yuan2 xun1 zhu1) ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลงานอันยิ่งใหญ่ จึงได้พระราชทานแซ่หลี่ (李)ให้แก่ลูกหลานของเขา จากแซ่เดิมว่า ถังกั๋ว (唐国)ตัวอย่างของตระกูลหลี่ที่เปลี่ยนแซ่จากแซ่อื่น เช่น หลึ่หยวนฮ่าว (李元昊)
4. มาจากรูปแกะสลักบนเสาหิน
สำหรับที่มาของสายนี้ บางตำราอาจไม่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากเป็นการตีความจากรูปแกะสลักที่มองต่างมุมกัน โดยมองเห็นว่าไม่ใช่ต้นหลี่ (李树)หากแต่เป็นภาพเสือ(老虎) ซึ่งภาษาของแคว้นฉู่ (楚)นั้น คำว่า “หลี่เอ๋อ 李耳” อันเป็นฉายาของเล่าจื๋อหมายถึงเสือ(老虎) และปีเกิดของเล่าจื๋อก็ตรงกับปีเสือ ด้วยเหตุผลนี้ชาวบ้านจึงเรียกเล่าจื๋อว่าหลี่เอ๋อ 李耳
5. มาจากแซ่เหล่า (老姓)
การบอกเล่าของสายถือ ถือเป็นความสับสนของผู้คนที่เล่าจื๋อ(老子) หรือเหล่าจื่อนั้นไม่ได้แซ่หลี่ หากแต่แซ่เหล่าต่างหาก ดังนั้น จึงถือว่าตระกูลหลี่จึงมาจากตระกูลเหล่านั่นเอง และนักโบราณคดี-ถังหลาน(唐兰)ก็ยอมรับว่า เหล่าจือไม่ได้แซ่หลี่ เพราะการที่เรียกเหล่าจือว่า หลี่เอ๋อ ก็เป็นเพียงฉายาที่ใช้เรียกกันในสมัยนั้น ดังนั้นเมื่อเหล่าจือเป็นคนแซ่หลี่ก็เท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนจากแซ่เหล่าเป็นแซ่หลีนั่นเอง
บุคคลมีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์
เนื่องจากตระกูลหลี่เป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่ ดังนั้นในประวัติศาสตร์จีนจึงมีบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆที่มาจากคนแซ่หลี่เข้าสู่อำนาจทางการเมือง นับตั้งแต่แคว้นเฉิงฮั่น (成汉)ในช่วงปีค.ศ. 304-343) โดบมีผู้ก่อตั้งแคว้นคือหลี่สง (李雄) เรื่อยมาในยุคต่อๆมา ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่มีคนในตระกูลหลี่เป็นใหญ่เป็นโตจำนวนมาก ส่วนประเทศข้างเคียงของจีนก็มีเกาหลี และเวียดนามต่างก็มีคนในตระกูลหลี่เป็นถึงผู้ก่อตั้งราชวงศ์ทั้งสิ้น ส่วนในด้านกวีเอกอย่างหลี่ไบ๋ (李白)ก็เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง สำหรับบุคคลตระกูลหลี่ในยุคหลังๆที่พวกเรารู้จักกัน เช่น หลีเสี่ยวหลง(李小龙 บรุ๊ซ ลี) หลี่เผิง (李鹏)อดีตนายกฯของจีน ลีกวนยิว(李光耀) หลี่เซียนเนี่ยน (李先念)อดีตผู้นำทางทหารของจีน เป็นต้น
ตระกูลหลี่ในประเทศไทย
สำหรับคนแซ่หลี่ในประเทศไทยนั้น เนื่องจากต่างก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลไทย การคงเสียงหลี่จึงมีการแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆกัน เช่น
จาก http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/li/#more-649
แซ่ลี้เหมือนกัน
หวัดดีค่ะ ขอเป็นสมาชิกแซ่ลี้ด้วยคนนะคะ
ผมแซ่ลี่
ตัวจีนใช้ 李 ครับ ปูชื่อ 李钦青 พ่อชื่อ 李荣和
เก้วด้วยคน
ป้านซันคัก ก็ออกเสียง เก้ว ครับ
ถูกต้องครั่บ
ใช่แล้วครับ ธรรมเนียมการตั้งชื่อของชาวฮากกาเรานิยมตั้งชื่อเล่นของเด็กผู้ชายว่า เก้ว ในสำเนียงฮากกาฉิมขัก จะออกเสียงว่า เก้ว ส่วนสำเนียงฮงสุนหรือป้านซานขัก จะออกเสียงว่า แก้ว ส่วนคุณเควนั้น ออกเสียงอย่างนี้ก็ไม่ผิด จะอยู่ที่การเขียนเป็นอักษรไทยเสียมากกว่า
ชื่อก็เดียวกัน
ไหงชื่อเควซึ่งแปลว่า "หมา" ชื่อแก้วก็เข้าใจว่าคือ "หมา" เหมือนกันแต่การออกเสียงจะเพี้ยนไปตามท้องถิ่นในเมืองไทย แต่แก้วหรือเก้วถ้าออกเสียงให้สั้นจะใกล้เคียงสำเนียงเดิมมากกว่า ทราบมาว่าการตั้งชื่อลูกแบบนี้เชื่อกันว่าเด็กจะเลี้ยงง่าย ยมพบาลไม่สนใจจะเอาไปอยู่ด้วย
แซ่ลี้
คงจะแซ่เดียวกันเพราะตอนน้องชายเล็กๆเรียนโรงเรียนจีน น้องชายชื่อจีนว่า "หลี่แซ่หมุก" (เขียนอย่างไรไม่ทราบ แต่ออกเสียงแบบนี้) ที่บ้านผู้ชายจะชื่อ "แก้ว" ผู้หญิงจะชื่อ "ม้อย" ส่วนใหญ่ เพราะในครอบครัวมีแก้ว3คน ม้อย3คน เลยต้องเรียกแก้วเล็ก แก้วใหญ่ ม้อยเล็กม้อยใหญ่
แซ่เดียวกัน
ลี หลี่ ลี้ ออกเสียงต่างกัน แต่คือแซ่เดียวกันในเสียงภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หลี่ สำเนียงแต้จิ๋ว ออกเสียงว่า ลี้ ฮากกาใช้หลี่เหมือนจีนกลาง ฮกเกี้ยนก็ใช้ลี้ รู้สึกว่ากวางตุ้งจะออกเสียงว่าลี
ตระกูลหลี่ที่เป็นชาวฮากกาที่โด่งดังที่สุดในโลกคือ หลี่กวงโย่ว หรือฮากกาออกเสียงว่า หลี่กวางยิ่ว ที่เรารู้จักคุ้นหูคือ ลีกวนยิว อดี่ตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปรไงล่ะครับเป็นชาวอำเภอเหมยเสี้ยน จังหวัดเหมยโจว บ้านเดิมของพวกเราหลาย ๆ คน
ไม่รู้อักษรจีน
ต้องกลับไปถามอาเมก่อนว่าภาษาจีนใช้ตัวอะไรเพราะไม่เคยเขียน
น่าจะแซ่เดียวกัน
ไหงแซ่หลี(李) เชื้อสายจีนแคะ แซ่หลีกับแซ่ลี้น่าจะแซ่เดียวกัน แต่ถ้าให้แน่นอนดูที่อักษรจีนดีที่สุด