圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

เมื่อไหงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง(จำเป็น) ในการจัดงานศพแบบจีน

 

 

 

ก่อนอื่น ต้องขอแนะนำตัวไหงก่อน  ไหงเซี่ยงเจ้น ชื่อ ฮ่อนเกียด อยู่บ้านโป่ง ราชบุรี  ก้องถองว้อย  พูดภาษาจีน ยิดติ๊ด ได้นิดหน่อย อึีงแห่เคี่ยง ไม่ค่อยเก่ง ความจริงอยากจะทับศัพท์ด้วย pin yin แต่กลัวจะผิดเข้าไปใหญ่ เลยทับศัพท์ด้วยภาษาำไทยไปก่อน เี่ดี๋ยวค่อย ๆ ศึกษาจากอาเจ๋ ที่ทำแบบเรียนให้ ทุำกซู้เคี่ยง   เรียนหนังสือเก่งแล้ว  ก็จะค่อยใช้ pinyin

ไหง เองเป็นคนชอบอ่านชอบศึกษา เรื่อง ฟุ้งซุ้ย ฮวงซุ้ย  และก้อไปงานศพคนจีนบ่อย ๆ ในฐานะสมาชิกสมาคมเซี่ยงเจ้น บ้านโป่งบ้าง บางครั้งก็คนรู้จัก แล้วก็งานศพของผู้ใหญ่ที่บ้านบ้าง บอกตรง ๆ ว่า ปวดเฮดจริง ๆ เพราะมีรายละเอียดเยอะมาก ๆ และก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันด้วย เลยไม่รู้อันไหนถูกอันไหนผิด บางอย่างก็เอาของ เตียจิ้ว ปนเข้าไป บางอันก็เอาของ ฝั้นหงิน คนไทย ปนเข้าไป เลยกลายเป็นว่าต้นฉบับเป็นยังไงไม่รู้เลย เพราะไปถามซินซั้ง ซินแส แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

และแล้ว วันที่นั้นก็มาถึง วันที่ไหงต้องรับหน้าที่ตัดสินใจ จัดงานศพให้ อาหงี่กู้ ของไหง  หงี่กู้ของไหงไม่มีลูก แต่รักไหงเหมือนลูก  ไหงดูแลกื๋อจนวันสุดท้าย ทุกคนเลยยกให้ไหงเป็นลูก ไหงก็ต้องวางแผนจัดงานศพ ด้วยความรู้เท่าที่มี  โชคดีหน่อยที่ว่า ไหงได้ทำสุสานให้กับเตี่ย เม้ ของไหง ตัวไหงเอง และภรรยา  รวมทั้งของอาหงี่กู้ ซึ่งมีสุสานติดกัน และเพิ่งจะเสร็จไปไม่ถึงสามเดือน  จึงค่อยสบายหน่อย

เดี่ยวว่างจะมาเขียนต่อ

 

 

 


มาต่อเรื่องการจัดงานกันดีกว่า

วันแรกที่เริ่มพิธีศพ  ก็เริ่มด้วยการโทรเรียกผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องงานศพ  ร้านโลงศพ (ซึ่งก็รู้ธรรมเนียมดี)  และ คนฉีดยาศพ   รวมถึง ร้านขายเสื้อผ้าในงานศพ  ถามว่าเอาเบอร์โทรจากไหน ก็เบอร์จากผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องงานดีเกี่ยวกับเรื่องงานศพ ไม่ก็ร้านโลงศพ ก็จะมีเบอร์ของร้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องครบวงจร  เมื่อได้ร้านต่าง ๆ ครบหมดแล้ว ก็มาเริ่มเลยดีกว่า  เริ่มตั้งแต่ให้คนไปแจ้งเทศบาล หรืออำเภอ เพื่อออกใบมรณะบัตร (ต้องไปแจ้งความที่โรงพักก่อนเพื่อเป็นหลักฐาน ไปอำเภอหรือเทศบาล)   ส่วนทางบ้านก็จะเริ่มตั้งแต่ตั้งตะเกียงน้ำมันก๊าด  พร้อมถาดกระถางธูป ธูปแบบใหญ่ เพื่อต่อไปเรื่อย ๆ ห้ามดับจนถึงวันงานฝัง เมื่อทำการฉีดยาศพ  ทำความสะอาดศพเสร็จแล้ว เขาก็จะเอาชุดขาวมาใส่ให้ พร้อมให้อยู่ในท่าพนมมือกำธูปเทียน  โดยกางมุ้งให้นอนในมุ้ง (นัยว่าไม่ให้มีแมลง หรือสัตว์เข้ามากัดแทะศพ)   ส่วนอากู้ไหงไม่ได้กางมุ้งให้ เพราะอยู่ในห้องแอร์ ก็เปิดแอร์ให้เย็น ๆ ประมาณ 23 องศา

หลังจากนั้นก็ต้องไปดูฤกษ์ เพื่อจะนำศพลงโลง และฤกษ์ฝัง  เมื่อได้แล้ว ก็จะรู้แล้วว่าจะเอาศพไว้สวดกี่วัน ก้ต้องไปจ้างโรงพิมพ์พิมพ์การ์ดเล็ก ๆ   พร้อมด้วยแดง ไว้แจกเมื่อคนมางานศพ จะได้รู้กำหนดการเกี่ยวกับงานศพที่เราจัด   ที่สำคัญที่ขาดเสียมิได้คือ จะมีการห้ามคนเกิดปี ต่างๆ  ดูเวลาเคลื่อนศพ เพราะมีความเชื่อว่าอาจจะชงได้  ช่วงสำคัญคือ ยกศพลงโลง   เคลื่อนโลงขึ้นรถ  เคลื่อนศพลงสุสาน  เป็นต้น  ส่วนของไหง ก็ห้ามปีเกิดไหงพอดี  แต่ผู้ใหญ่บอกว่าลูกหลานไม่เป็นไร  ไม่ชง มีแต่เฮง เฮง    ก็จริงนะ ถ้าลูกหลานชงกันหมด ใครจะดูแลตอนเคลื่อนศพละเนี่ย

นอกจากนี้ในเวลาเดียวกันกับที่เอาศพลงโลง ก็ต้องให้คนไปทำพิธีกระทบธรณี หรือขุดดินเบิกฤกษ์ ( แต้จิ๋วเรียก ต่งโท้ว  แคะไม่รู้เรียกว่าอะไร)   ที่หลุมจะฝังศพ  ถึงจะขุดหลุมได้  ถึงแม้ว่าจะมีสุสานที่ทำไว้แล้วก็ตาม ก็ต้องทำพิธีขุดดินเบิกฤกษ์นอกจากนี้ บางคนก็ดูว่าในทิศที่สุสานตั้งอยู่ (ให้ดูทิศด้านหลังสุสาน) ว่าในปีนั้น ๆ  ทิศด้านหลังสุสาน เป็นทิศห้ามหรือไม่ ถ้าห้ามบางคนก็อาจจะไม่เอาศพลงฝัง  อาจจะเอาฝากไว้กับสุสาน หรือ ตามโกดังเก็บศพของวัดก็ได้  ส่วนกรณีอากู้ไหง  ซินแสที่มาทำสุสานให้ บอกว่า ไม่ต้องดู ลงได้ เพราะเราได้ดูฤกษ์และทิศห้าม ตอนสร้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องดูตรงนี้อีก  แต่ผมก็ลองค้นคว้าด้วยตนเองพบว่า ปีนี้ปีมะโรง ทิศห้าม (เขามักเรียกทิศอสูร)  คือหลังพิงทิศใต้   พอดีเคสนี้ไม่ตรงก็เลยโล่งอกสบายใจหน่อย เพราะมีคนทักเหมือนกัน  แต่ผู้ใหญ่ที่ไหงนับถือบอกว่า  เวลาเขาปลูกบ้านทาวน์เฮ้าส์เสร็จพร้อมขาย ทำไมเรายังหิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่กันได้เลย  อันนี้ก็ไม่จำเป็น  ก็สุดแล้วแต่ใครจะเชื่อครับ  ส่วนตัวผม เอาแบบแก่นของวัฒนธรรมดีกว่า  ถ้าเอาเปลือกเยอะ ๆ  เหนื่อยครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ  ไหงตู้ข่วยแล้ว  คื่อซิดผ่อน  พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนใหม่นะครับ

 

รูปภาพของ ท้ายแถว

บรรยายได้ดี

บรรยายได้ดีมากเลยครับ  มีทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และเหตุผลความเชื่อ

ลำดับเรื่องได้น่าสนใจมาก (ถึงแม้ไม่คิดว่าจะได้ใช้ในวันนี้ก็ตาม รู้ไว้ใช้ว่า...)

มาปูเสือรอครับ

รูปภาพของ มะไฟ

สุสานเขาขลุง

สุสานเขาขลุง ตระกูลข้างเม้ไหงคือเซี่ยงเจ๊ว ตั้งแต่กุ๊งไท่ โผไท่ เจี้ยกุ๊ง เจี้ยโผ สุกกุ๊ง สุกโผ ฝังที่นี่หมด ทำเลดีจริง ๆ แต่ค่อนข้างแพงแล้วตอนนี้ หลังสุดก็อากู๊ช้องไหง กื๋อก็เซี่ยงเจ๊น ถ้าจำไม่ผิด อากู๊ไหงก็ร้านขายข้าวสารติดร้านขายยาศรัณย์หน้าที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง อากู๊ไหงชื่อ ฝุ่ง ไม่รู้หงีรู้จักหรือเปล่า อาโผไท่ไหงก็เซี่ยงเจ๊น อยู่ห้วยกระบอก แต่ตายไปเกือบห้าสิบปีแล้ว

รู้จักครับ

รู้จักครับ น่าจะเป็น ร้านข้าวสารง่วนฮวด อยู่ติดกับร้านขายยา หน้าอำเภอ มีร้านเดียว 

รูปภาพของ มะไฟ

ใช่ครับ

อากู๊ไหงอายุน่าจะประมาณ ๘๔ ปี  เป็นน้องป๊าไหง กู๊ช้องน่าจะเซี่ยงเจ๊นเหมือนหงีนะ ถ้าไหงจำไม่ผิด ไม่เคยเรียกชื่อกื๋อ เรียกแต่กู๊ช้อง

มะไฟ

ไม่ทราบว่าหงีรู้จักคนเซี่ยงเจ๊วด้วยหรือไม่ อยู่ที่ลูกแก เพราะไหงมีคนเซี่ยงเจ๊วที่ถุงไก้ปุ้ย ซึ่งไหงเรียกกือว่าอาโก้ ชื่อ ฝู้เท้น เซี่ยงเจ๊ว ซึ่งไหงไม่ได้เจอกือมาเกือบ 40 ปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิดกือมีลูกชายชื่อ ฝู่หยุ่น

วันเสาร์นี้ไหงจะไปร่วมเปิดงานศาลเจ้าด้วยที่บ้านโป่ง ไหงจะออกจากกาฬสินธุ์บ่ายวันศุกร์ กะว่าจะไปค้างที่กรุงเทพฯพอรุ่งเช้าไหงก็จะไปร่วมงานด้วย 

รูปภาพของ มะไฟ

เจ๊วตินเงี๊ยบโก๊

ลูกแกไหงรู้จักหลายบ้านแต่ไม่แน่ใจเรื่องชื่อ เจอก็เรียกอาคิ้ว  อาโก๊ ไม่ค่อยเคยเรียกชื่อ วันเสาร์ไม่ได้เป็นงานเปิดศาลเจ้าแต่ศาลเจ้าสร้างใหม่ขึ้นมา แต่ไหว้บรรพบุรุษ เวลาไหงไม่แน่ใจ อาคิ้วไหงบอกว่าตอนเช้า ไหงเลยกะเวลาประมาณ ส่วนตอนเย็นเขากินเลี้ยงที่ศาลาประชาคมบ้านโป่ง เพราะสถานที่กว้างขวางกว่า เห็นอาคิ้วไหงเขาบอกว่าจัดใหญ่ที่ศาลเจ้าคับแคบไม่พอ เดี๋ยวไหงจะโทรบอกอาคิ้วไหงว่าจะมีญาติจากอิสานมา เจ๊วกรุงเทพฯก็มาแต่เขามาตอนเย็นกันครับ เขานัดกับไหงไว้ให้ไหงพาไป ศาลเจ้าอยู่หน้าวัดดอนตูม พอถึงวัดก็เลี้ยวเข้าทาง รร.อุดม ตรงไปก็ถึง ศาลาประชาคมอยู่ริมน้ำหน้าอำเภอครับ

รูปภาพของ มะไฟ

เจ๊วตินเงี๊ยบโก๊ อีกที

ไหงโทรคุยกับคิ้วไหงแล้ว หงีมาได้เลย เขาบอกพี่น้องกันไม่ต้องจองโต๊ะ หรืออะไรทั้งนั้น ไหงถามเรื่องญาติหงีแล้ว คิ้วไหงบอก เลยจำได้แล้ว เรื่องพิธีการมีการปรับใหม่ เขาบอกให้มาตอนบ่ายทีเดียวเลย ทำพิธีบ่ายทีเดียวแล้วสังสรรค์ญาติเลย เพื่อความสะดวกในการเดินทางเนื่องจากเชิญนายกสมาคมโจวประเทศไทยมา เพื่อไม่ให้เสียเวลาจัดรวดเดียวเลยภาคบ่ายประมาณ ๔-๕ โมงเย็น คนมางานจะได้ไม่ต้องไปกลับ๒ รอบครับ เจอกันตอนบ่ายเลย หงีโทรหาญาติหงีหรือโทรหาเซ่คิ้วไหงชื่อง่องกู้ ก็ได้ เบอร์ 089-8362039  เบอร์ไหง 089-6795168/ 084-8015571 ครับ

มาต่อเรื่องการจัดงานศพ ตอนที่ 2

ขอเล่าย้อนนิดนึง ตอนเอาศพลงโลง ตามธรรมเนียมจีน จะต้องเอาของที่ อากู้ไหง ชอบเช่นเสื้อผ้า ฟันปลอม รองเท้า  ใส่โลงลงไปด้วย นัยว่าเพื่อเอาไปใช้ในโลกใหม่ แต่มีเคล็ดที่น่าสนใจคือ เสื้อผ้าที่มีกระเป๋า จะต้องเย็บกระเป๋าปิดไว้ทุกใบ ไม่ให้เปิดได้ นัยว่าให้ เซี้ยวหงิน คนตายทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ ไม่ต้องเอาติดตัวไป ไม่งั้นลูกหลานจะไม่ร่ำรวย  ถึงจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็บอกให้อากู้ไหงอีกคน ช่วยเย็บกระเป๋าก่อนเอาเสื้อผ้าไปใส่ในโลง  อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ

 

หลังจากไปจองศาลาวัดเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการย้ายศพ ไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัด  ตอนเคลื่อนย้ายศพ ไหงในฐานะลูกบุญธรรม ก็ถือตะเกียงกับกระถางธูป นำขบวน ในระหว่างเคลื่อนไปตามถนน ก็ต้องโยนเหรียญเพื่อเป็นการซื้อทาง  ส่วนรถอีกคันนึงที่บรรทุกศพ ก็โปรยกระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อขอทางจากเจ้าที่เจ้าทาง ให้วิญญาณของคนตาย ผ่านไปได้ เมื่อถึงศาลาวัด ก็เคลื่อนศพไปตั้ง แล้วก็ไม่ลืมเตือนสำหรับคนที่เกิดปีที่ ชุ้ง (ชง)  ว่าเมืื่่อยกศพลงก็ห้ามมอง  แต่ไหงก็ลืมบอกไปเหมือนกัน

เมื่อตั้งศพเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของร้านดอกไม้ มาประดับหน้าศพ ส่วนรูปก็ใช้ photoshop  มาตัดเอาเฉพาะส่วนของ รูปครึ่งตัวของ หงี่กู๊ไหง ปรับโทนแสงอีกเล็กน้อย ทำฉากหลังให้เบลอ ๆ ก็เสร็จสมบูรณ์ไม่ต้องจ้างใครทำ  เอาไปร้านอัดรูป อัดรูปมาแล้วใส่กรอบ เป็นอันเสร็จงาน ได้รูปสวยถูกใจ

งานศพนี้ไหงยึดหลัก ง่ายและประหยัด เพราะถ้ายุ่งยากไหงคงจะต้อง ปวดหัวแน่ ๆ เพราะความเห็นหลากหลายเหลือเกิน ทุกเรื่องประดังกันเข้ามา เอาอย่างแรกเรื่องบ้านกระดาษ รถกระดาษ คนใช้ ไอโฟนกระดาษ ทีวีจอแบนกระดาษ  บางคนบอกธรรมเนียมจะต้องมี บางคนบอกไม่จำเป็น  ไหงตัดสินใจด้วยเหตุผลว่า ประหยัดก็ดี ลดโลกร้อนไปในตัว ที่สำคัญไหงอธิบายกับลูกไหง ซึ่งเป็น แซ่หงิน ว่า ตอนหงี่กู้มีชีวิตอยู่ เตีีย ดูแลเขาอย่างดี พาไปหาหมอ เช็ดตัว อาบน้ำ เช็ดอึด เมื่อเขาตาย เตี่ย ไม่เสียใจเพราะตอนเป็น เตี่ยทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ตอนตายหงี่กู้ คงไม่ว่าอะไรหรอก และไหง ก็ไม่จำเป็นต้องร้องไห้ด้วย  บ้านกระดาษจะเผาไปทำไม ในเมื่อบ้านจริง ๆ ที่เป็น ฟุ้งซุ้ย ก็ทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  สรุปสุดท้าย ไหง สรุปเองว่าไม่เอาบ้านกระดาษ

 

สวดคืนแรก ก็ผ่านไปด้วยดี ทุกอย่างไหงพยายามทำให้งานแบ่ง เป็นบล็อก ๆ มีคนดูแลแต่ละบล็อก  เช่น อาหารสำรับ ก็จ้างให้เขาจัดทุกเช้าเย็นจนถึงวันออกศพ  คนทำความสะอาด คนเฝ้า พิธีกร ก็จะจัดจ้างแต่ละคนทำแต่ละหน้าที่ จนถึงวันออกศพ  นอกจากนี้ก็แบ่งงานให้น้อง ๆ  ญาติ ๆ ไปช่วยกันทำ เช่น ดูแลแขก จัดเครื่องไทยธรรม นิมนต์พระ  ซึ่ง ไหงก็จะใช้วิธี ซอยงานออกมาเป็นบล็อก ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย เขียนออกมาเท่าที่จะนึกได้  ใส่ชื่อคนรับผิดชอบ ชื่อร้าน เบอร์โทร ค่าจ้าง ไว้ในบล็อกเดียวกัน ไม่งั้นเวลาหาตาเหลือกจริง ๆ  เพราะจะงงมากถ้าไม่ลำดับแต่ละเรื่องเรียงตามวันเวลาเอาไว้  งานก็เลยง่ายไม่ปวดหัวมาก

พุดถึงเรื่องการสวดของพระ  บอกตรง ๆ ว่าน้อยคนนักถ้าไม่ได้บวชเรียนมา ก็คงยากที่จะเข้าใจว่าพระสวดอะไร  ตัวไหงไม่เคยบวชแต่เคยเรียน ธรรมศึกษา ถึง ธศ.เอก (เด็กนักเรียน ม.ต้น ส่วนใหญ่ก็จะสอบผ่าน ธศ.เอก)  ก็พอจะเข้าใจเนื้อความหมายของบทสวดของพระ  ไม่รู้นะครับ ถ้าเป็นไปได้อยากให้พระช่วยสวดแบบแปลให้ เหมือนที่วัดชลประทาน ที่ปากเกร็ด  อย่างน้อยไปงานศพจะได้รู้บ้างว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรเราบ้าง ไม่ใช่ฟังไปเกือบร้อยงาน ยังไม่รู้เลยว่าพระเขาสวดหมายความถึงอะไรบ้าง

ขอเพิ่มเกร็ดเล็ก ๆ นิดนึงซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ การกราบศพ ถ้าเป็นธรรมเนียมแบบไทย ให้กราบ 1 ครั้ง ไม่แบมือ ถ้าเป็นธรรมเนียมจีน ให้กราบ 4 ครั้ง ไม่แบมือ ถ้าเป็นกราบพระ ให้กราบ 3 ครั้งแบบมือ   เห็นหลายคนถกเถียงกันว่าจะเอา 1 หรือ 4 ไหงก็เลยต้องอธิบายความให้รู้ จะได้เข้าใจกัน

วันนี้ไหงขอแค่นี้ก่อน  หมุกเส็บ ง่วงนอน คื่อส่อย ขอไปนอน พรุ่งนี้ ไหงค่อยมาเล่าให้ฟังใหม่ครับ

รูปภาพของ ยับเหี่ยนจึน

ทิ้งทรัพย์สินให้ลูกหลาน

ไหง่ขออนุญาตเสริมเรื่องเครื่องแต่งกายที่ใส่ ภายหลังเสียชีวิตแล้ว อาเมได้สั่ง กำชับให้เลาะกระเป๋าทิ้ง หรือใช้กรรไกรตัดกระเป๋าให้รั่ว ทรัพย์สินจะได้ไม่ติดตัวไป ทิ้งไว้ให้ลูกหลานเช่นกันค่ะ

谢 谢 ขอบคุณครับที่ช่วยเสริม

ไหงขอขอบ ที่ อาเจ๋ มาช่วยเสริมเติมความเข้าใจให้ได้มากขึ้น หาก อาโก๊ อาเจ๋ ท่านใดมีประสบการณ์ตรง ก็อย่าลืมช่วยเสริมเติมเข้ามาได้เลยนะครับ  

รูปภาพของ มะไฟ

ตัดกระเป๋าทิ้งทรัพย์สิน

ไหงขอแลกเปลี่ยนในฐานะลูกหลานซิ๊นซัง กรณีของที่ตระกูลหรืออาสุกกุ๊งไหงไปทำพิธีให้ศพคนตาย เราจะไม่ใช้วิธีตัดกระเป๋าให้รั่วหรือตัดทิ้ง แต่บางคนทำ แต่ในตำราของตระกูลไหงที่ใช้ทำทั่วไปแถวห้วยกระบอกหรือนครปฐม เราจะใช้วิธีเอากระดาษเงินใส่ไปในกระเป๋าคนตายแล้วใช้เข็มด้ายเย็บปิดกระเป๋า เหมือนว่าเราให้เงินทองไปแล้วอย่าเอาของที่เหลือติดตัวไปด้วยให้ยกให้ลูกหลาน คือตายไปลูกหลานก็ให้ติดตัวไป(เพราะคนตายก็ทำมาหากินเลี้ยงลูกหลานมาตลอดชีวิต) แต่ส่วนที่เหลือลูกหลานขอเอาไว้ทำมาหากินต่อ ไม่โหดร้ายกับคนตายครับ อันนี้เป็นแนวที่ตระกูลทำครับ แต่คงแล้วแต่แนวปฏิบัติในแต่ละที่ ของไหงน่าจะเป็นวิธีอะลุ้มอล่วยมากกว่า แต่ก็เป็นตำราโบราณที่ถูเถวสุกกุ๊ง อายุ ๙๗ ปีนำติดมาจากเมืองจีนและตกทอดมาถึงไหงในปัจจุบัน

วิธีของ โก๊มะไฟ ไหงว่าีดีมากเลย

ดู ๆ ไป การทำศพ ก็จะมีเคล็ดหลาย ๆ อย่าง  บางอย่างก็พอจะหาคำตอบถึงความเชื่อ หรือที่มาของเคล็ดนั้นได้ บางอย่างก็ยังหาคำตอบไม่ได้  ซึ่งคงจะแบบใดเป็นบรรทัดฐานได้ยาก   หากมีความเชื่อว่าคนตายจะเอาทรัพย์สินไปได้  ไหงว่า ก็ควรจะให้เขาเอาไปเถิด ก็เขาเป็นคนสร้างมากับมือ เขาคงไม่ใจร้ายเอาของเขาไปหมดหรอก 

วิธีที่โก๊มะไฟ บอกมา ก็เป็นวิธีประนีประนอมดีมากเลย  ก็เราก็ให้ pocket money ท่านไปจนเต็มกระเป๋าแล้ว ท่านก็คงไม่อยากเอาอะไรไปจากลูกหลานอีก  อีกทั้งก็เป็นการแสดงความกตัญญูไปในตัวว่า  ลูกหลานก็อยากให้ท่านไปสบาย มีเงินมีทองใช้ในปรโลก ส่วนลูกหลาน ก็คงมีทรัพย์สินที่ท่านทิ้งไว้ให้เช่นกัน

มาต่อเรื่องการจัดงานศพ ตอนที่ 3

หงี่ฮ้อ  你 好 ฮากกาหงิน และ 中 国 人 ถองหงิน คนจีน ทุกทุกคน

 

  谢 谢 ขอบคุณ 哥哥อาโก๊ ที่่มานั่งปูเสื่อรอ อย่าเพิ่ง ซ่อยล็อกเก้า 睡觉 นอนหลับเสียก่อนนะครับ วันนี้ไหงจะมาเล่าต่อ บางที่เรื่องจะกระโดดไปกระโดดมา ก็ขออภัยด้วย

ถ้าจะพูดถึงเรืื่องงานศพ ไหง ก็เป็นคนออกจะขี้กลัวผีอยู่นิด ๆ เพราะสมัยก่อนผู้ใหญ่ชอบหลอกผี เพื่อให้เชื่อฟัง อีกทั้งก็ดูหนังผีช่อง 7 แม่นาคพระโขนง ห้องหุ่น แล้วก็ปอบผีฟ้า ทำให้เวลานึกถึงหนังพวกนี้ทีไร ก็รู้สึกกลัวทุกที แต่ตอนนี้อายุก็เริ่มมากขึ้นความกลัวก็ลดลงไปตามวัย เพราะเห็นชีวิตคนเรา สุดท้ายก็ต้อง เกิดแก่เจ็บตาย กันทุกคน  ไหงยิ้วแซ่หงิน มีลูก 1 คน 9 ขวบ ก็พยายามสอนเขาโดยให้เขามองเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะคนตาย ก็เหมือนกับตอนเรากินปลา กินไก่ เหมือนกันไม่มีผิด พอหัวใจหยุดเต้นก็ทำอะไรต่อไม่ได้  ไหงชอบบอกกับลูกของไหงเสมอ ๆ ว่า  ถ้าวันนึงไหงตายไป ลูกไม่มีความจำเป็นต้องร้องไห้หรอก ถ้าลูกได้ทำดีตอบแทนพระคูณ เตี่ยกับเม้ จนเต็มที่แล้ว ตรงข้ามจะมีประโยชน์อะไร  ถ้าลูกต้องร้องไห้จะเป็นจะตาย แต่ตอนเตี่ยกับเม้ ตอนมีชีวิตอยู่มีแต่ความช้ำใจ  ตายไปสั่งของกินดีมาเซ่นไหว้ขนาดไหน ยังไม่รู้เลยจะได้ชิมหรือเปล่า  วันเอาศพหงี่กู้ไหง ลงโลง ลูํกไหงก็มาดูด้วย ยังมาจับใบหน้าศพเลย แล้วบอกว่า หน้าแข็งจัง นึกว่าจะนิ่ม ๆ ไหงเห็นอย่างนี้ก็ดีใจ ที่เขามอง เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของความกลัว .......

วกกลับมาเรื่องงานศพดีกว่า  เรื่องที่คิดแล้วปวดหัวอีกอย่างนึงคือ จะจัดเลี้ยงแขกที่จะมางานแบบไหนดี  ก็มีหลาย ๆ ความเห็น แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่ ชุดอาหารว่างใส่กล่อง ซึ่งน่าจะลงตัวและดูดีที่สุด  ตอน อากุ๊งไหงตายเมื่อยี่สิบปีก่อน ไหงก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากนัก  การจัดการยุ่งมาก ๆ  เพราะคนตัดสินใจหลายคน และไม่มีใครตัดสินใจได้เด็ดขาด การกำหนดงานก็ไม่เป็นระบบ เรียกว่าต้องตัดสินใจกันเดี๋ยวนั้นเกือบทุกเรื่อง  มาเที่ยวนี้ไหง ก็ขอเป็นเผด็จการ คือขอฟังทุกคน แต่ขอตัดสินใจคนเดียว  ตอนก่อนเริ่มงานก็ไปสั่งชุดอาหารว่าง ที่ร้านเบอเกอรี่ ราคาตกชุดละ 30 บาท ซึ่งก็พอเหมาะพอสมแก่งาน และแขก   เหตุที่ไม่เอาข้าวต้ม หรือ จ้างแม่ครัวมาทำ ก็เพราะยิ่งมากคนก็มากเริ่อง ไหนจะต้องค่าแรงแม่ครัว ไหนจะต้องมีคนเสริ์ฟ  ไหนจะต้องมีคนล้าง  ไหนจะต้องซื้อกับข้าว  ซึ่งแต่ละอย่าง การจัดการมันไม่เบ็ดเสร็จในตัว ถึงจะมอบหมายงานให้คนอื่นดูแล แต่สุดท้าย ก็ต้องมาถามเราอยู่ดี    ก็เลยเอาแบบนี้แหละ  สะดวก เรียบง่าย ประหยัด  อันตรงกับคอนเซปต์ที่วางไว้สำหรับการจัดงานนี้

เรื่องสำคัญของคนจีน เวลาจัดงานศพ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ การแจ้งให้สมาคม ได้รับรู้ เพราะโดยทั่วไป ในวันสุดท้าย หรือวันออกศพ ก็จะมีพิธีเคารพศพของสมาคม ซึ่งของไหง เป็นสมาคมตระกูลจังบ้านโป่ง ซึ่งก็จะรวม ๆ ห้วยกระบอก สามชุก ด้วย  สำหรับงานนี้ ไหงก็เอาแบบง่าย ๆ  คือคืนสุดท้าย ก็จัดให้มีการเคารพศพ โดยสมาคม ฯ เป็นเจ้าภาพ พอพระสวดเสร็จ ก็จะมีการเชิญประธานสมาคม มากล่าว เชิญสมาชิกมาเข้าแถว เป็นระเบียบ มีการไหว้ผลไม้ ขนมจันอับ และก็กล่าวเป็นภาษาจีน ซึ่งก็จะเชิญผู้ใหญ่มาทำการเคารพศพ  และก็ยืนไว้อาลัย  เป็นอันเสร็จพิธี ที่สำคัญเป็นธรรมเนียมที่ลืมไม่ได้ คือ เจ้าภาพบริจาคให้สมาคม หรือบริจาคให้ โรงเรียนจีนที่สมาคมดูแลอยู่  ซึ่งก็คงจะเป็นอามิสทาน ที่ผู้ล่วงลับจะได้มีโอกาสได้ทำเป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ 

ในงานศพ ของหงี่กู้ไหงนี้ แขกที่มางานทุกคน เพื่อเป็นที่ระลึกในงานสวดพระอภิธรรมและบรรจุศพของหงี่กู้ของไหง ไหงจะแจกหนังสือให้ 1  เล่ม เป็นหนังสือที่แต่งไว้ โดยพูดถึงการลงทุน คุณค่าแท้จริงของการลงทุน ความมั่งคั่ง หนังสือนี้เคยจัดจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์ ซีเอ็ด เมื่อปี 2549   ที่เอามาแจกเพราะไหง กับคนแต่งรู้จักมักคุ้นกันดี   หากใครสนใจที่จะอ่าน อีเมล์ชื่อที่อยู่ เบอร์โทร มาที่  siam2540@gmail.com ไหงจะจัดส่งให้ถึงบ้านฟรี ๆ  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ (หนังสือมีจำนวนไม่มากนัก) เพื่อเป็นธรรมทาน อุทิศส่วนกุศลให้แก่หงี่กู้ของไหง

่่今 日  กิ้นหงิด  วันนี้เล่าสู่กันฟังแค่นี้ก่อน  พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อครับ  谢 谢 ขอบคุณ

 

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ขอขอบคุณ Zhenbanpong

ผมเป็นผู้หนึ่งที่ขอหนังสือไป ได้รับแล้วครับ ขอบคุณครับ ขอให้ร่ำรวย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

 

มาต่อเรื่องการจัดงานศพ(แบบจีน) ตอนที่ 4

ไหง จะพยายามเขียนให้ได้วันละตอน เพื่อความต่อเนื่อง และถ้าไม่เขียนต่อเนื่อง ทิ้งไว้นานวันเข้า ก็จะลืม แต่ถ้าไหง นอกเรื่องบ้าง ก็ขออภัยด้วย

วันนี้จะมาเล่าเรื่องจัดงานศพต่อ  แต่ก่อนอื่น ขอย้อนไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับสุสาน สักนิด  แนวคิดเดิมของชาวจีน เมื่อตายไป ก็มักจะนิยมนำศพเป็นเก็บไว้ในสุสาน  ด้วยแนวความเชื่อที่ว่า อิทธิพลของบรรพบุรุษยังคงมีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลาน ดังนั้นจึงต้องมีการคัดเลือกวันเวลาที่ดี ที่จะบรรจุศพ  ชัยภูมิที่ดี เพื่อส่งเสริมให้เกิดพลังที่ดี ที่จะส่งต่อมายังลูกหลาน  ดังนั้นเราจึงพบว่า มีคนจีนจำนวนไม้น้อย ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อที่ดิน ที่มีชัยภูมิตามตำรา คือมีภูเขาสูงอยู่ด้านหลัง  มีภูเขาโอบ เป็นแขนทั้งซ้ายทั้งขวา  ด้านหน้ามีแม่น้ำไหลผ่าน มีที่โล่งเป็นผืนนา อันอุดมสมบูรณ์  มีเนินเขาเล็ก ๆ ด้านหน้า   ซึ่งถ้าได้ชัยภูมิแบบนี้ คนที่มีฐานะเท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เพื่อเป็นการซื้ออนาคตส่วนหนึ่งที่ดี ให้ลูกหลาน   แต่เบื้องหลังแนวคิดในการทำสุสานก็คือ ต้องการให้ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ได้มีโอกาสพบปะกัน อย่างน้อยก็ปีละครั้ง  ในงานวันไหว้เช็งเม้ง  ซึ่งสุสานแต่ละแห่งก็กำหนดวันที่ไหว้ไม่ตรงกันซะทีเดียว แต่ก็จะอยู่ในช่วง ปลายเดือน กพ. – ต้นเมษายน ของทุกปีสำหรับตัวไหงเอง เคยมานั่งคิด และมองให้เป็นวิทยาศาสตร์ จะถูกจะผิดก็ไม่อาจรู้ได้ คือ ไหงมองอย่างนี้  การทำสุสาน และกำหนดวันเช็งเม้ง เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนจีน  ที่จะให้ลูกหลานได้มีโอกาสพบปะกัน อย่างน้อยก็ปีละครั้ง เพราะคนสมัยก่อนมีลูกเยอะ อย่างต่ำ ๆ ก็ 5 คน บางรายมากถึง 12 คนเลยทีเดียว  ทำให้ต้องมีสถานที่ยึดเหนี่ยวเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์นี้เอาไว้  และอีกอย่าง  การที่มีลูกหลานเยอะ ๆ ก็จะไม่มีคนกล้ารังแก   ยิ่งลูกหลานรวมกลุ่มกันได้มาก ๆ  ก็จะทำให้คนที่จะมารังแกต้องคิดหนัก  เพราะสังคมสมัยก่อนคงไม่สามารถโทรเรียกตำรวจได้เหมือนสมัยนี้เกี่ยวกับเรื่องชัยภูมิ ทำไมคนจีนถึงนิยมฝังศพตามภูเขา   คิดดูง่าย ๆ  ประเทศจีน พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง กันดาร มีภูเขาเยอะ มีที่ราบที่อุดมสมบูรณ์น้อย  หากไม่มีกุศโลบายนี้ คนรวย ๆ ก็จะพากันเอาที่ราบ ไปเป็นสุสานกันหมด  ทั้งประเทศจะเอาอะไรกิน  อีกประการหนึ่ง บนภูเขาน้ำไม่ท่วมสุสาน   และการก่อสร้างก็ไม่ยุ่งยาก เพราะดินด้านล่างมักจะมีหินปนอยู่ จึงทำให้ดินไม่ค่อยทรุดตัว  สุสานจึงอยู่ได้คงทนยาวนานเป็นหลายร้อยปี  หรืออาจเป็นพันปี  ฉะนั้นป้ายบอกชื่อ จึงมักทำเป็นหินแกะสลักตัวอักษรไว้  เคยสังเกตุกันไหมครับว่า บนป้ายสุสาน นอกจากจะบอกชื่อของคนตาย เป็นภาษาจีนแล้ว ยังบอกถึง วันเดือนปี ที่ก่อสร้างสุสาน  และรุ่นของผู้ว่าเป็นรุ่นที่เท่าไหร่ ของแซ่ หรือของตระกูล    อันนี้ทำให้คนจีนสามารถสืบทอดย้อนหลังขึ้นไปถึงบรรพบุรุษได้นับพันปีทีเดียวไหน ๆ ก็เล่าเรื่องสุสานแล้ว ก็ขอเล่าต่ออีกนิดหน่อย  โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการไหว้สุสาน  เคยได้ยินหรือเคยเห็นไหมว่า บางสุสานไม่มีการไหว้ ติดต่อกันยาวนานเป็นสิบปี บางสุสานยาวนานถึงยี่สิบปี  ทั้งนี้เท่าที่เคยสอบถาม ผู้ใหญ่ได้ความว่า  หากในขณะที่ผู้ตาย ตายในเวลาที่ไม่ดี  ห้ามลูกหลานเซ่นไหว้เป็นเวลา 2 ปี 5 ปี หรือบางทีเป็น 20 ปี  หากไปไหว้จะเกิดอาเภท เสียชีวิต อุบัติเหตุ ทำกินไม่เจริญ   ซึ่งความเชื่อนี้ก็ยังหาข้อพิสูจน์ทางสถิติไม่ได้  ด้วยเพราะไม่ทราบว่าจะเก็บสถิติอย่างไร  หรือด้วยเพราะไม่มีใครอยากจะพูดถึงเรื่องแบบนี้  จึงยังหาข้อสรุปไม่ได้    แต่ไหงได้อ่าน หนังสือเล่มนึง เป็นซินแส ชื่อ ซินแสเกรียงไกร บุญธกานนนท์ ซึ่งศึกษาเรื่องพวกนี้ค่อนข้างเป็นระบบ ได้ให้ทัศนะไว้ดังนี้ จากคำพูดที่ว่า 3 ปีหลังจากนี้ จึงค่อยมาไหว้ โดยอาจจะมีความเชื่อจากหลายสาเหตุ 1) กลัวโทษภัยจากอสูร  2)ขี้เกียจไม่อยากทำพิธี  3)ประหยัด 4) ฟังหรือปฏิบัติต่อ ๆ กันมา     ซินแสท่านให้ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาว่า   ผู้ถูกฝัง โดยเฉพาะกรณีที่เป็น พ่อแม่ ซึ่งให้กำเนิด เลี้ยงดูเรามา มีบุญคุณ ต่อชีวิตเรา โดยธรรมเนียมโบราณ เมื่อยามท่านสิ้นลม ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ด้วยการผลัดกันไปเฝ้าที่สุสานเป็นเพื่อนพ่อแม่  เป็นเวลา 3 ปี     แม้ว่าปัจจุบัน การไปเฝ้าสุสานจะไม่สามารถทำได้ แต่การไม่ไปไหว้ในช่วง 3 ปีแรก ถือว่าลูกหลานขาดน้ำใจ  หรือกล่าวได้ว่า อกตัญญู ดังนั้นที่ถูกต้องคือ ให้ไปไหว้เป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง    **(อ้างอิงจากหนังสือปฏิทินฤกษ์มงคล ปี 2551  หน้า 242 โดยเกรียงไกร บุญธกานนท์)     จากที่อ่านไหงเห็นด้วยกับความคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง  เพราะสุดท้ายแล้วแก่นของวัฒนธรรมนี้ ก็คือการให้ลูกหลานทั้งหมด ร่วมแสดงความกตัญญู รำลึกถึงบรรพชนที่ล่วงลับไปแล้วนั่นเองดังนั้นโทษภัยที่จะเกิดจากเวลาตายที่ว่าไม่ดี ของบรรพบุรุษ อาจจะน้อยกว่าโทษภัยที่มาจาก กรรม หรือการกระทำที่ไม่ดีของลูกหลานซะมากกว่า  มิฉะนั้น หากตระกูลใดประพฤติไม่ดี หากินในทางไม่สุจริต ไม่อยู่ในศีลธรรม แต่มีเวลาตายของบรรพบุรุษที่ดี มีชัยภูมิสุสานที่ดี  คนที่ประพฤติไม่ดีเหล่านี้จะเจริญรุ่งเรืองตลอดไปหรือ   ถ้าตอบตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า คงไม่เจริญรุ่งเรืองแน่ สุดแต่ผลกรรม หรือผลแห่งการกระทำนั้น ๆ  จะตามมาช้าหรือเร็วนั่นเอง

สำหรับตัวของไหง ก็มีความเชื่อเรื่องทำเลของสุสานไม่น้อย แต่ก็ไม่ละทิ้งความเชื่อเรื่องของกฏแห่งกรรม  ไหงมักสอนลูกว่า  หากหนูสวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือขอพรจากบรรพบุรุษ   บรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยก็ต่อเมื่อหนูช่วยตัวเองเสียก่อน  จะเป็นไปได้หรือ ถ้าเราขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของให้สอบได้ที่ดี ๆ   แต่กลับไม่ดูหนังสือสอบ ไม่ขยันท่องหนังสือ เอาแต่เล่นเกม ดูทีวี  ทำแบบนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คงหมดปัญญาช่วย เพราะแม้แต่เรายังไม่ช่วยตัวเองเลย  เทพเจ้าที่ไหนก็ไม่อยากช่วยหรอก  พวกหงีว่าจริงมั้ย

                                    曾漢傑 Céng hàn jié

 

ข้อเเชร์ประสบการณ์ การเก็บฮวงซุ้ย

ที่บ้านของผม มีได้มีเหตุการณ์ ข้างต้น คือต้องเก็บฮวงซุ้ยของอาผ่อไท้ ห้ามเเตะต้อง ไว้ถึง 60 ปี และได้มีข้อห้าม ทั้ง ห้ามไปที่ฮวงซุ้ย ห้ามถอนหญ้า ห้ามเอ่ยชื่อเวลาไหว้ตามเทศกาลต่างๆ แม้กระทั้งต้องเก็บรูปทั้งหมดที่มี ไม่ให้ใครเห็น แล้วห้ามพูดเรื่องนี้ในหมู่ญาติพี่น้อง ผมก็เป็นลูกหลานคนจีนรุ่นใหม่ จริงยังสับสนเรื่องประเพณีเก่าแก่ ที่บรรพบุรูษทำเอาไว้ ตอนนี้เวลาผ่านไปแล้วประมาณ 30 กว่าปี ยังคงต้องรักษาธรรมเนียมเอาไว้  เพราะได้เกิดเหตุการณ์เสียชีวิตขึ้น สองครั้ง กับครอบครัวของอาคิ้ว จึงทำให้ลูกๆ หลาน ๆ กลัวกันตามๆกัน

ตอนที่ 5 ขอนอกเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องสุสาน

ไหน ๆ ก็เล่าเกี่ยวกับเรื่องสุสานแล้ว ก็ขอเล่าเพิ่มอีกเกี่ยวกับเรื่องสุสาน   ด้วยความที่ไหง เป็นคนสนใจ และอ่านหนังสือเรื่องเกี่ยวกับสุสาน  ไหงอ่านเพื่อให้รู้ แต่ไม่ได้งมงาย เพราะปรัชญาหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับความเชื่อสามารถมอง แล้วเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ได้  ไม่เว้นแม้แต่ความเชื่อของคนไทย   ตัวอย่าง ความเชื่อเกี่ยวกับ การไม่นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก  เดิมเราถูกสอนกันมาว่า ทิศตะวันตกเป็นทิศของคนตายที่จะต้องหันหัวไปทางทิศนั้น  คนเป็นห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก   หากมองตามหลักวิทยาศาสตร์  บ้านของคนสมัยก่อน ไม่ได้มีกำแพงอิฐ  หน้าต่างมี ผ้าม่าน ปิดมิดชิดเหมือนปัจจุบัน แต่นิยมทำฝาบ้านจากไม้ขัดแตะ หรือ จากวัสดุธรรมชาติ  เช่นแฝก จาก   ดังนั้นเวลาแดดส่องเข้ามา แดดจะลอดเข้ามาตามช่องเห็นเป็นลำ  ดังนั้นถ้าเรานอนหันหัวทางทิศตะวันตก  แดดตอนเช้าจะส่องเข้าตาพอดี ตื่นขึ้นมาเจอแดดจ้าส่องตา อาจจะทำให้ตาบอดได้  โบราณเขาจึงห้ามไม่ให้นอนหันหัวทางทิศตะวันตก  ไหงว่า พวกเราควรจะเลิกสอนเด็ก ๆ ไปในแนวของความเชื่อ ความลี้ลับ ที่หาเหตุอธิบายไม่ได้กันสักที  เราต้องมาสอนเด็ก ๆ ถึงเหตุผลและแนวคิดที่แท้จริงของสิ่งที่เราปฏิบัติกันมา ไม่อย่างนั้นเราก็จะเห็นจะเชื่ออะไรเป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปหมด   ไหง ไม่ได้สอนให้เด็ก ๆ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่มองไม่เห็น  แต่ก็จะสอนไม่ให้งมงาย   ดูเอาเถิดว่าสังคมไทยงมงายกันขนาดไหน  เห็นวัวออกลูกมาสองหัว ก็จุดธูปไหว้เอาแป้งมาทา  เห็นมะละกอออกลูกบิด ๆ เบี้ยว ๆ ก็เอาผ้าแดงมาผูก กราบไหว้  เราน่าจะเปลี่ยนใหม่นะ เห็นคนฉลาดมีความคิดใหม่ ๆ   ประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ   สร้าทฤษฏีใหม่ ๆ  น่าจะกราบไหว้บูชาบ้าง เพราะถือว่า  คนเหล่านี้เป็นคนที่มีคุณค่าของสังคม มากกว่าวัวสามขา  แมวสองหัว  กล้วยรูปร่างประหลาด ๆ  ที่เรากราบไหว้กันอยู่ มาเข้าเรื่องดีกว่า เล่าไปเล่ามาก็เพ้อเจ้อไปเรื่องนอกเรื่องตลอด       ตัวไหง รับมอบหมายจาก เม้ ให้ไปช่วยดูสุสาน เพราะไหง เป็นคนที่คัดค้านที่จะเอาบรรพบุรุษไปเผา ตามธรรมเนียมแบบไทย แต่ไหง อยากให้ฝังแบบจีน  ก็เลยต้องรับภาระหน้าที่นี้     เมื่อรับหน้าที่ ก็ต้องศึกษาหาความรู้ถึงพื้นฐานว่า ทำเลสุสานแบบไหน ถึงจะดี  ก็ลงทุนซื้อหนังสือ  ซื้อซีดี เกี่ยวกับเรื่องสุสานมาดูมาอ่าน  ซื้อเข็มทิศมาฝึกวัดองศา  ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเก่งเหมือนซินแส แต่ก็คิดว่าอย่างน้อย ๆ  รู้สักนิดหน่อยก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย  หลังจากดูตำรา ได้พอควร ก็เริ่มลงมือไปหาสุสาน  โดยมองว่าสุสานจะต้องอยู่ไม่ไกลบ้านจนเกินไปนัก  การเดินทางสะดวกภายในไม่เกิน 1 ชั่วโมง  มีทำเลที่ดีพอสมควรคือ มีภูเขาธรรมชาติอยู่ด้านหลัง  เป็นอย่างน้อย ถ้ามีน้ำไหลผ่านก็จะดี  ยิ่งถ้ามีเนินอยู่ด้านหน้าก็ตามตำราเป๊ะ  เพราะบ้านไหง อยู่บ้านโป่ง ก็ต้องเริ่มจากไปดูสุสานเขาขลุง   สุสานนี้ทำเลค่อนข้างดี มีเขาสูงด้านหลัง  ด้านหน้าเป็นผืนนาโล่งกว้าง  มีลำคลองไหลผ่าน  แต่ว่าทำเลสวย ๆ ส่วนใหญ่ ก็จะถูกจับจองเป็นเจ้าของหมดแล้ว  ถ้าจะเหลือก็จะเป็นปีกของเขา ด้านซ้ายหรือขวา ด้านล่าง ๆ ของภูเขาหลังจากไปดูสุสานเขาขลุง ก็ไปดูสุสาน ใกล้ ๆ กันคือ สุสานเขาแจง   สุสานนี้ก็ทำเลค่อนข้างดีคล้าย ๆ กับสุสานแรก   แต่ก็เหตุผลเดิมคือ ทำเลดี ๆ ก็มีคนจองไปเกือบหมดแล้ว   ก็จะเหลือแต่ด้านล่าง ๆ  ทางปีกซ้าย หรือปีกขวาของภูเขา  ราคาของสุสานไม่แพงมากสุสานต่อมาที่ไปดู ก็คือสุสานเขาแจงใหม่  ตอนที่ไปดู ทางเข้าต้องเข้าทางคลองชล ฯ ซึ่งเป็นหลุมเป็นบ่อ ขรุขระมาก  ปัจจุบันลาดยางแล้ว สะดวกสบายขึ้น แต่ทางที่จะเข้าไปบริเวณสุสาน ค่อนข้างเปลี่ยว เป็นป่าทั้งสองด้าน  ทำเลภูเขาก็ใช้ได้  มีคนจับจองยังไม่มาก  แต่จะสู้สองที่แรกไม่ได้คือ การที่มีน้ำ และผืนนา อยู่ด้านหน้า   ไหงสังเกตุเห็นทางสุสาน ก็แก้โดยการขุดสระใหญ่ ๆ  ด้านหน้าภูเขา เพื่อให้ตรงตามตำราฮวงจุ้ยของสุสาน แต่ข้อดีของที่นี่คือ ราคาไม่ค่อยแพงนักถัดจากสุสานเขาแจงใหม่  ก็ไปดูสุสานเขาแหวน  ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก  เป็นสุสานที่มีคนจับจองพอสมควร แต่ก็ไม่ถือว่ามากเท่าไหร่  ที่ว่างยังมีอีกพอสมควร  ภูเขามีทำเลค่อนข้างดี แต่ก็ต้องเลือกเป็นจุด ๆ   มีบางจุดก็มีสุสานร้าง   แต่ที่น่าแปลกและคิดไม่ถึงก็คือ บริเวณเขาที่ติดกับสุสานเขาแหวน  มีสุสานใหญ่มาก ๆ   อาจมีคนสงสัยว่าใหญ่ขนาดไหน  เอาเป็นว่าใหญ่ขนาดเพียง สุสานสองหลัง กินอาณาบริเวณภูเขาย่อม ๆ หนึ่งลูกเลยทีเดียว  ประเมินด้วยสายตา น่าจะเป็นพื้นที่เกินร้อยไร่   มีการจัดเรียงต้นไม้สวยงามตามตำรา  ด้านหน้ามีพื้นโล่ง  เป็นนา  มีน้ำ  ดูแล้วเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เลยทีเดียว  ราคาสุสานที่นี่ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางไม่แพงนักที่ต่อมาที่ไปดูคือเป็นวัด  ขื่อวัดเขาสูงแจ่มฟ้า  ไหงชอบทำเลที่นี่มาก คือมีเขาสูงทอดยาว  และมีปีกโอบ  ด้านหน้ามีผืนนากว้างไกล  มีคลองชลประทานไหลผ่าน  มีเขาอีกลูกหนึ่งทีเตี้ยกว่า ทอดอยู่ด้านหน้า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็นับว่าเป็นทำเลที่เยี่ยมที่นึง  แต่ข้อเสียคือไม่มีการจัดการแบบสุสานทั่วไป แต่เป็นการดูแลของวัด  ยกเว้นว่าจะซื้อที่ดินทำเป็นสุสานส่วนตัวก็ไม่เลวมีอีกสุสานหนึ่ง ที่หลายคนบอกว่ามีทำเลสวยงาม ทำให้ไหงต้องดั้นด้นไปดู นั่นคือสุสานวังหีบ  สุสานนี้ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำแม่กลอง  มีน้ำเต็มตลอดปี เพราะอยู่เหนือเขื่อนแม่กลอง  สังเกตุเวลาขับรถผ่านก็จะมีสุสานของส่วนตัว ตั้งอยู่เรียงรายไปตามแนวถนน   ส่วนที่สุสานวังหีบ ก็มีคนจับจองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านใน ที่ติดกับเขา  บางที่เห็นเป็นที่ว่าง ๆ  แต่ก็มีคนซื้อที่ดินจับจองไว้กับทางสุสานเรียบร้อยแล้ว  จะมีก็แต่ด้านหน้า  ซึ่งไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะใกล้ถนนมาก รถสิบล้อบรรทุกหินวิ่งทั้งวันทั้งคืน   ซึ่งคงจะไม่ส่งผลดีต่อสุสานที่เราจะเลือกแน่ ๆ   ส่วนราคาที่นี่ต้องถือว่าแพงมาก   ข้อเสียของที่นี่อีกประการหนึ่งซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้คือ  ภูเขาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านหลังของสุสาน มีการระเบิดหิน ซึ่งถ้าใช้ google earth ซูมเข้าไปดูจะเห็นได้ชัดเจนมาก เป็นรอยระเบิดหินใหญ่มาก  ใหญ่ขนาดภูเขาเป็นลูก ๆ เลยทีเดียวสุสานสุดท้ายที่จะเล่าให้ฟัง  เป็นสุสานที่อยู่ห่างจากสุสานเขาแจง  เขาแจงใหม่ และเขาแหวน ไม่มากนัก  อาจพูดได้ว่า อยู่บนเทือกเดียวกับ สุสานเขาแหวน แต่อยู่คนละด้านของภูเขา    ภูเขาหลังสุสานเป็นภูเขาสูงปานกลาง มีแขนโอบค่อนข้างสวย  มีคลองชลประทานตัดผ่าน  แต่ทำเลดี ๆ จะเป็นทำเลที่อยู่ด้านกลาง ๆ    มีคนจับจองยังไม่มาก  เนื่องจากที่นี่เป็นสุสานที่มีราคาค่อนข้างสูงมาก ยิ่งทำเลตรงกลาง ๆ ภูเขา ราคาก็จะสูงกว่าด้านอื่น ๆ     แต่ข้อดีคือมีระบบการจัดการสุสานที่ดี มีถนนปูนเข้าถึง สุสาน   อยู่ในทำเลค่อนข้างปิด  มีคนดูแลเฝ้าอยู่ตลอด  

ที่เล่ามาเกี่ยวกับเรื่องสุสาน  ไม่ได้มาบอกว่าสุสานที่ไหนดีกว่าที่ไหน  เพียงแต่ว่า เล่าให้ฟังว่าแต่ละที่เป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และราคาประมาณไหนเท่านั้น  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของความสะดวก กำลังทรัพย์ของแต่ละคนด้วย   แต่ที่สำคัญแน่ ๆ ก็คือ ต่อให้ทำเลสุสานดีแค่ไหน  ลูกหลานหากประพฤติตนไม่อยู่ในศีลธรรม ความดี  พลังของสุสานก็ยากที่จะคุ้มครองให้ลูกหลานประสบโชค และร่ำรวยได้    วันนี้ขอเล่าค้างไว้แค่นี้ก่อน  พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อประสบการณ์การสร้างสุสาน   

曾 汉 杰   (ตัวแบบย่อ คำอ่านแบบจีนกลาง) Céng hàn jié

รูปภาพของ แกว้น

ขอบคุณและชื่นชม

ไหง่ขอบคุณมากสำหรับความรู้ที่นำมาเผยแพร่ และศรัทธาชื่นชมแนวทางความเชื่อวิธีคิดของหงี่ หงี่ศึกษาละเอียดจริงจังดีนี่เองจึงเชื่ออย่างวิทยาศาสตร์ได้

และขออนุญาตถามสกุล 曾 ของหงี่ทำไมอ่านว่า ceng2 เมื่อต้นสกุลที่หงี่เขียนอ่านว่า zeng1 และฮากกาก็อ่านว่า เจน zen1

น้อมรับคำติชม

ขอน้อมรับคำติชม หากมีส่วนใดที่เป็นประโยชน์ ก็ขออุทิศส่วนกุศลให้กับ อากู๊ของไหง ที่เพิ่งจะล่วงลับไปแล้วครับ

 

曾 คำอ่านที่ใช้ เป็นการอ่านแบบภาษาจีนกลาง อ่านว่า เิจิง  โดยเขียนเป็น pingyin ว่า

céng  ดังนั้นเวลาไหงเขียนเรื่องของ เจิงจื่อ 曾 子 ซึ่งสะกดแบบจีนกลาง โดย pingyin จะเขียนว่า  Céngzi  ส่วนภาษาแคะของเรา ผมยังไม่มีความสามารถที่จะสะกดเป็นระบบ pinyin ได้ กลัวว่าจะสะกดผิด ๆ ถูก ๆ น่ะครับ

รูปภาพของ แกว้น

曾 "zeng1 เจิง"

ไหง่เอะใจหลายครั้งแต่คิดว่าหงี่อาจมีเหตุผลส่วนตัว เมื่อเห็นหงี่เขียนภาษาไทยสกุล เจิง 曾 ชัดเจนอย่างนี้ก็เข้าใจ เพราะเท่าที่ทราบกรณีเป็นชื่อสกุลก็อ่านว่า "เจิง" กันทั่วไป                                   

曾 อ่านได้ 2 อย่าง                                                                

"เจิง"    พินอินเขียน    "zeng1"                                              

"เฉิง"    พินอินเขียน    "ceng2"                                              

และกรณีเป็นชื่อสกุลทั่วไปจะอ่าน "เจิง zeng1" ฮากกาอ่าน "เจน zen1"

ขอขอบคุณอากู้หงี่ด้วยนะครับ... กรุณาทยอยลงเรื่องให้อ่านเรื่อยๆ 

รูปภาพของ วี่ฟัด

สนับสนุนแกว้นโก

曾 ถ้าเป็นชื่อแซ่สกุลจะต้องอ่าว่า " zeng1 " เจ๋ง

曾 ถ้าอ่านว่า " ceng2 " เฉิง จะแปลว่า " เคย "

เพิ่งเข้าใจเพิ่มขึ้น

ต้องยอมรับกับ อาโก๊ ทั้งหลายว่า ความรู้ทางภาษาจีน ของไหง ถ้าจะเปรียบไปคงประมาณ เด็ก ป.1  ป.2  บางอย่างเหมือนกับจะรู้ แต่ก็รู้ไม่จริง ใช้ผิด ๆ ถูก ๆ  ไม่รู้ที่มาที่ไป  ใช้ไปแบบเคยชิน  วันนี้อ่าน โก๊ อธิบายแล้ว ถึงบางอ้อ เลย

ตอนที่ 6 ตอนจบ

หลังจากได้เลือกแล้วว่าจะเอาสุสานที่ไหน  ก็ต้องไปเชิญซินแส มาดูอีกครั้งพร้อมทั้งหาฤกษ์ ที่จะก่อสร้างสุสาน   ซึ่งต้องดูว่า ในปีนั้น ๆ  ทิศด้านหลังที่สุสานตั้งอยู่ เป็นทิศห้ามหรือไม่  ถ้าเป็นทิศห้ามก็สร้างไม่ได้ ต้องรอไปอีก  แต่ถ้าหากได้เบิกฤกษ์ลงมือไปแล้ว และก่อสร้างข้ามปี ไปตรงกับปีที่ห้ามในทิศของสุสานนั้น ก็ไม่เป็นไร   ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก  หากไม่ดูทิศห้ามให้ดีแล้วสร้างสุสาน  มีความเชื่อว่าอาจเกิดเภทภัยกับคนที่เป็นลูกหลาน  และกับตัวคนที่เป็นเจ้าของ (กรณีที่ทำสุสานไว้ขณะที่ยังไม่ตาย)    แต่หากว่าทำเลสุสานดี ฤกษ์ดี  มีการทำสุสานไว้ก่อน เชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุของผู้เป็นเจ้าของเลยทีเดียวสำหรับของไหง แนวคิดยังคงยึดหลักคือจะต้องไหว้สะดวก เพราะหากสุสานของบรรพบุรุษ อยู่ห่าง ๆ กันคนละที่ จะสร้างความลำบากแก่ลูกหลาน  เผลอลูกหลานจะพาลเบื่อเอา เพราะสมัยใหม่นิยมมีลูกเพียง 1-2 คน หากต้องไปไหว้สุสานปีละ 3 ที่ แต่ละที่ห่างกัน คงจะแย่แน่ ๆ    ไหงจึงรวบรวมซื้อสุสานติดกันสองหลัง ซึ่งเป็นหลังใหญ่ รวบรวมบรรพบุรุษที่เสียแล้ว มาไว้รวมกัน ส่วนที่เหลือก็ทำรอเอาไว้  โดย 1 หลังแบ่งไว้ถึง 6 ช่อง  ทำป้ายหินเผื่อ เป็นหลุมแซกี สำหรับคนที่ยังไม่เสียชีวิตไปในคราวเดียวกันเลย  พูดถึงเรื่องป้ายหิน ที่อยู่หน้าสุสาน  ช่างเป็นงานที่แพงเอาการเลยทีเดียว ป้ายใหญ่ ๆ ว่ากันถึงหลักหลายหมื่น ถึงหลักแสน  แถมหากมีหินแกะสลักเป็นภาพ แทนภาพหินขัด ราคารวมทั้งหลังก็หลายแสน  บางหลังเป็นแกรนิตทั้งหลัง รวมถึงพื้นด้วย ก็ต้องว่ากันที่หลักล้าน หากใครจะทำป้ายหินเหล่านี้ คงต้องเช็คราคากันให้ถ้วนถี่ทีเดียว  มิฉะนั้นมารู้ราคาแท้จริงทีหลังแล้วอาจถึงกับเป็นลม เพราะอาจผิดราคากันเกือบเท่าตัว   ทำไปแล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเสียรู้ร้านทำป้ายหินไปแล้ว  หากอยากรู้ว่าเป็นร้านไหนคงต้องหลังไมค์มาตามอีเมล์ที่เคยให้ไว้  บอกไปเดี๋ยวร้านเขาจะหาว่าไปตัดทางทำมาหากินของเขา แล้วจะเป็นเรื่องเปล่า ๆ เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า บนป้ายหินจะมีตัวอักษร ด้านข้างตัวอักษร ถัดออกมาจะเป็นรูปแกะสลัก มาครั้งก็เป็นมังกร บางครั้งก็เป็นหงส์  แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหงส์ มังกร แต่เป็นภาพมงคลของจีนที่มีความหมายดี ๆ    เช่น รูปจานหมึก พู่กัน หมายถึงการศึกษา สติปัญญา   รูปเงินจีน  รูปกวาง รูปเสือ รูปดอกเหมย รูปต้นสน  รูปเด็กจีน  รูปปลาหลี่ฮื้อ   รูปสำเภา  รูปม้า  เป็นต้น    ไหงก็ใช้ภาพเหล่านี้ใส่ลงไปบนสุสาน เป็นรูปมงคลที่มีความหมายดี ๆ ทั้งนั้น ทั้งที่เป็นหินแกะสลัก และภาพหินขัด  โดยหาภาพจากภาพวาดบ้าง  หนังสือบ้าง  บางทีก็จากภาพปักครอสติส    ซึ่งจะมีค่อนข้างมาก สุดแล้วแต่ว่าเราอยากให้หลุมสุสาน บ่งบอกอะไร   ของไหงก็จะมีความหมายเรื่อง สติปัญญา อายุยืน  ความร่าเริง  ความมีโชค  ความมีคุณธรรม  ความพยายาม อย่างนี้เป็นต้น   ก็สุดแล้วแต่ใครจะออกแบบ  แต่ที่สำคัญเวลาก่อสร้างสุสาน  อย่าเอาง่าย ๆ  คือตามแบบของคนที่มารับจ้างสร้าง เพราะเขาจะมีรูปแบบง่าย ๆ อยู่แล้ว เป็นแบบที่เขาทำประจำ  ในเมื่อสามารถใส่ภาพตามที่เราต้องการได้ ทำไมเราจึงไม่หารูป แบบที่เราชอบเองล่ะ  ไหงเคยเห็นหลุม ๆ  นึง  มีรูปโดเรมอน ด้วย สงสัยจะเป็นหลุมของเด็ก  ดูแล้วก็เก๋ไปอีกแบบนึง  ไหน ๆ จะทำทั้งที ไม่เห็นจะต้องมีรูปเหมือนใครเลย  หารูปเท่ห์ แต่มีความหมายดี  แค่นี้สุสานก็เก๋แล้ว  ว่าแต่ว่าทำให้ผู้ใหญ่ ก็คงไม่ต้องเท่ห์ เก๋ มากนัก หากทำให้ตัวเองก็คงจะเท่ห์ได้ตามใจนึกวันที่ไปบรรจุศพที่สุสาน  ก็ต้องเตรียมของไหว้หน้าหลุม เป็นซาแซ เหล้า ผลไม้ ซาลาเปา อาหาร ข้าว ขนมจันอับ  ขนมฝัดปั้น สีขาว (คล้ายขนมถ้วยฟู)  ส่วนอื่น ๆ ก็ต้องเตรียมของไหว้แปะกง    ฟ้าดิน และเจ้าที่ตรงที่สุสาน  เป็นต้น สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการนี้คือ เมล็ดพืช 5 อย่าง  ได้แก่ข้าวเปลือก  ถั่ว งา  เมล็ดถั่วเขียว ลำไย  ลูกแป้ง  ก็รวม ๆ กันให้ได้ 5  อย่าง ใส่เหรียญเข้าไปด้วย เพื่อเอามาโปรยรอบหลุม  นัยว่าเป็นสิริมงคล ให้ลูกหลานมีความเจริญงอกงาม เสร็จพิธีก็ให้ ลูกหลานเก็บไปเป็นสิริมงคลมีความเชื่อ เกี่ยวกับการใส่เหรียญลงไปในหลุม  บ้างก็เชื่อว่าเป็นการซื้อที่ให้คนตาย  บ้างก็ว่าให้คนตายนำเงินไปใช้  บ้างก็ว่าเป็นการให้คนตายเพื่อให้อโหสิกรรม    แต่ อ.เกรียงไกร บุญธกานนท์ ซินแส ชื่อดัง อธิบายไว้ว่า  เหรียญมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่สุดในแผ่นดิน การโยนเหรียญบาทใส่หลุม ทำให้วิญญาณผู้ตายไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ จะต้องหนีไปที่อื่น เช่นเดียวกับ กรณีการตัดต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมักจะเกิดเหตุกับผู้กระทำ  จึงต้องมีเหรียญหรือตราแผ่นดินประทับ ก็จะตัดได้โดยปลอดภัย    สำหรับความเชื่อของไหงก็คือ ไม่มีความจำเป็นต้องใส่เหรียญลงไป  เผลอ ๆ หากใส่ลงไปมาก ๆ  เดี๋ยวดึก ๆ  ก็มีพวกลักโขมยมาขุดหาเหรียญและของมีค่าจากศพ ทำให้เป็นการรบกวนคนตายโดยเปล่าประโยชน์  ตอนนี้ก็เป็นตอนจบของงานที่ ไหง ต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงานศพแบบจีน  ซึ่งก็มีรายละเอียดอีกหลายอย่าง ที่ไม่ได้กล่าวเอาไว้ในที่นี้  เพราะกลัวจะยืดยาวและมีประโยชน์น้อยกับผู้ที่เข้ามาอ่าน   ไหงก็จึงเลือกเอาแก่นหลัก ๆ  ที่มีแนวคิดของที่มาของวัฒนธรรม ความเชื่อ  คำอธิบายในอีกแง่มุมหนึ่งจากผู้รู้  ซึ่งท้ายสุดก็ต้องขึ้นอยู่กับคนที่จะตัดสินใจ ว่าจะให้งานศพออกมาในรูปแบบใด  เพราะความเชื่อ ก็คือความเชื่อสืบต่อ ๆ มา บ้างก็มีที่มา  บ้างก็ไม่มีที่มา  หรือหาคำอธิบายไม่ได้    บ้างก็มีการพัฒนารูปแบบของการปฏิบัติให้เข้ากับยุคสมัย  แต่ที่แน่ ๆ   วัฒนธรรมเหล่านี้ในแผ่นดินจีนใหญ่  ถูกลบเลือนไปมาก ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคม  รวมถึงการเมือง     แต่ที่สำคัญที่สุดเลย คือ พวกเราภูมิใจที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมอันดี ของ จีนฮากกา ในประเทศไทย ไว้อย่างเหนียวแน่น อย่างภาคภูมิใจ         。。。。。   。。。。。。。

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal