หน้าแรก  
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

ฮากกา คืออะไร ?

รูปภาพของ อาฉี

ชาวฮากา ที่ชาวไทยมักรู้จัก เรียกขานกันในนามว่า จีนแคะ (แคะ-เรียกตามภาษาแต้จิ๋ว) อันเป็นอีกชาติพันธุ์เชื้อสายหนึ่งของจีน ดังเช่น ชาวฮกเกี้ยน , ชาวไห่หนาน (ไหหลำ) , ชาวกวางตุ้ง เป็นต้น ซึ่ง ในภาษาสากล จะเรียกชาวจีนแคะ  โดยรวมทุกท้องถิ่น อย่างเป็นทางการว่า  客家 อ่านว่าเสียงจีนกลางว่า เค่อเจีย(Kèjiā)  เสียงจีนถิ่นออกเสียงว่า  Haak3gaa1 / Hak7ga1 / ขักกา/ฮักกา หริอที่ชาวแต้จิ๋วออกเสียงเรียกเป็น แขะแก    บางครั้ง จะได้ยินเรียกกันว่า  人เค่อเหริญ (ขักหงิน/ฮักหงิน/แคะนั้ง)   ที่เข้าใจกันว่า ชาวเค่อ ก็คือ คนจีนแคะ เช่นกัน  (ขอย้ำ จีนแคะ ไม่ใช่ จีนแคระ คนตัวเล็ก) 

เนื่องจาก 客家人 มีสำเนียงที่หลากหลาย เพื่อให้สะดวกในการพิมพ์ และเข้าใจได้เป็นสากล เข้าใจตรงกันได้ว่า เป็นความหมายเดียวกันโดยไม่ยืมสำเนียงแต้จิ๋วหรือจีนกลางมาใช้ จึงใช้อักษร ไทย-อังกฤษ ว่า ฮากกา-hakka เป็นป้ายชื่อ  โดยไม่เจาะจงว่า "Hakka - ฮากกา(客家)" คือ ชิมขัก/ปันซันขัก/หรือท้องถิ่นใดถิ่นหนึ่ง ตามสำเนียงถิ่นที่ใกล้เคียงกันแต่อย่างใด

客家人 (เคอเจียเหริญ ชาวฮากกา) หมายถึงชาวอาคันตุกะ หรือชาวแขกผู้มาเยือน ซึ่งเคยมีที่มาจาก ชาวจีนฮั่น ดินแดนทางจงหยวน ที่ได้ย้ายลงมา ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นภัยพิบัติทางธรรมชาติ  การสงครามต่อต้านผู้รุกรานแผ่นดินจีน  การเมืองการปกครองโดยกังฉิน และชาวต่างชาติ  จึงมักเป็นผู้ใส่ใจในเรื่องบ้านเมือง มีความรู้ศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ เคารพในเกียรติศักดิ์ศรี ยอมทุกข์ยาก เพื่อประเทศชาติ ยุติธรรม  เมื่อจำต้องละถิ่นกำเนิดไปตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแหล่งต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ไปอยู่ทีหลัง จึงทำให้ตัวเลือกทำเลที่ดีในการตั้งถิ่นฐานมีเหลือไม่มากนัก  เมื่อไม่ต้องเบียดเบียนแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่มีชนพื้นเมืองเดิมอยู่ก่อน ชาวฮากกาจึงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแถบป่าเขาถิ่นธุระกันดาน ที่ไม่มีผู้สนใจครอบครองอยู่ก่อน  ซึ่งต้องป้องกันภัย สัตว์ร้าย โจรป่าต่างๆ ด้วยตนเองด้วยความมุมานะอดทน โดยยังคงรักษาภาษาจารีตวัฒนธรรมที่เคยรุ่งเรืองจากทางจงหยวน เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม งานฝีมือ และใส่ใจในการศึกษาทุกแขนง  เพื่อหวังว่าจะได้มีโอกาสกลับมาช่วยพัฒนาชาติ และบางก็มีความจำเป็นที่ไม่สามารถเปิดเผยที่มากับคนท้องถิ่นได้ด้วยเหตุผลทางการเมือง   ชนพื้นมืองจึงเรียกผู้ที่มาอยู่ใหม่นี้ว่า ครอบครัวผู้มาเยือน (客戶 เค่อฮู่)  หรือเป็นชาวอาคันตุกะ หรือแขกผู้มาเยือน

บางส่วนของสาเหตุการเคลื่อนย้าย จากจงหยวน ลงมาอยู่ตอนใต้ของจีน  เช่น
คศ.265-420 หลังยุคสามก๊ก บ้านเมืองเดือดร้อน ภัยอู่หู และภัยธรรมชาติ
คศ.618-907 ต่อต้านกับราชวงค์อ่อนแอ ขุนนางกังฉิน บิดเบือนการปกครอง ผู้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมต้อง­ลี้ภัยการเมือง
คศ.1127-1279 ขาดเสถียรภาพทางการเมือง มองโกลยึดอานาจ ผู้ปกป้องบ้านเมืองไม่สามารถทนอ­ยู่ได้
คศ.1368-1644 แมนจูรุกรานแผ่นดินจีน ออกปราบชาวฮั่นผู้รักชาติ สนับสนุนราชวงค์ ทั่วทั้งแผ่นดิน
คศ.1644-1911 เสื่อมถอยราชวงค์ชิง ต่างชาติมีอิธิพลต่ออการเมืองหล­ายด้าน จนเสื่อมเสียหลายอย่างเช่นเกาะฮ่องกง ก็มีผลให้ผู้มีอุดมการณ์เพื่อชา­ติบ้านเมืองต้องถอยร่นอีกครั้ง

เมื่อผู้มาเยือนดังกล่าว เป็นผู้ที่ได้รับภาษาและอารยธรรม จากจงหยวนในช่วงที่มีความเจริญถึงขีดสุดมาแล้ว เมื่อได้ตั้งถิ่นฐานจนเป็นหลักแหล่งแล้ว แต่ด้วยความสงบสันติมาเป็นเวลานาน โดยมีการติดต่อกับชนชาติอื่นๆ ค่อนข้างน้อย และด้วยความยึดมั่นในคุณธรรม เคารพบรรพชน  ภาษาและวัฒนธรรมจึงค่อนข้างนิ่ง เมื่อเที่ยบกับภาษาทางจงหยวนเดิม ที่มีการผันแปรไปตามยุคสมัย จนเป็นภาษาจีนกลางในปัจจุบัน

ดังนั้นฮากกา จึงเป็นชนชาติจีนเชื้อสายหนึ่ง สืบสายจากชาวจีนฮั่นโบราณ  ที่ยังคงไว้ซึ่งภาษาจีนฮั่นดั่งเดิม แถบจงหยวนของจีนอยู่มาก  จึงมีสำเนียงภาษาของตนเอง ที่มีส่วนใกล้เคียงกับภาษาที่วิวัฒนาการมาเป็นจีนกลางในปัจจุบันอยู่บ้าง และยังคงมีการใช้อักษรจีนโบราณบางอักษรอยู่ถึงทุกวันนี้ จนกล่าวได้ว่า ภาษาฮากกา เป็นฟอสซิล มรดกทางภาษาของจีน ที่ยังมีชีวิตถึงทุกวันนี้

ดูเพิ่มเติม

 



สำเนียงภาษากับถิ่นที่อยู่

ตามที่ได้กล่าวมาว่า ชาวฮากกา ได้เคลื่อนย้ายกันมาหลายครั้ง ห่างกันหลายร้อยปี ดังนั้นสำเนียงภาษาจากต้นทางที่ติดตัวมาก่อนจะถูกอนุรักษ์โดยชาวฮากกาในแต่ละยุคจึงมีบางคำ บางสำนวนคลาดเคลื่อนกันบ้างเล็กน้อย เมื่อรวมกับถิ่นที่อยู่ใหม่ที่สภาพแวดล้อมต่างถิ่นกัน ห่างไกลกันมาก(ในสมัยก่อนแต่ละถิ่นอาจต้องเดินทางกันแรมเดือน) จึงทำให้อาจมีบางคำที่สำเนียงเหน่อไปคนละแบบ  แต่ทั้งนี้ ก็ยังคงอัตลักษณ์ ความเป็นฮากกาอย่างเหนียวแน่น ไม่ได้เพี้ยนเสียงไปตามชุัมชนใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งชาวฮากกา ได้มีกระจายอยู่ทั่วโลก ต่างมีภาษาจากต้นกำเนิดดั้งเดิม มาจากแหล่งเดียวกัน แม้นจะมีสำเนียงแตกต่างกันบ้าง แต่ยังพอสือสารกันได้ เช่นชาวฮากกาไต้หวันจะได้สำเนียงมาทาง ไห่ลู่ฟง เป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวฮากกา(จีนแคะ)ในไทย ก็ได้สำเนียงมาจากหลายอำเภอ ในแถบเหมยโจ (มณฑณกวางตุ้ง) ที่ออกทะเลมาทางซัวเถาเป็นส่วนมาก


แคะลึก VS แคะตื้น

เป็นคำเรียกที่ชาวซัวเถา(ชาวแต้จิ๋ว ที่มีมากที่สุดในไทย) เรียกชาวฮากกาในถิ่นต่างๆ โดยมองจากจุดที่ชาวซัวเถามองย้อนขึ้นไป กล่าวคือ

ซัวเถา เป็นเมืองท่า มีทางออกติดทะเล จึงเรียกชาวฮากกา ที่อยู่ ตอนลึกผ่านเทือกเขาไปในแผ่นดินจีน ว่า แคะลึก (ชิมแขะ/ชิมขัก) และแคะที่อยู่ครึ่งทางไปแคะลึกว่า แคะครึ่งทางเขา (ปัวซัวแขะ/ปันซันขัก) 

 ชิมขัก (แคะลึก) จึงหมายถึง 客家人 ที่อยู่ ลึกขึ้นไป ทางอำเภอต่างๆ โดยรอบเมือง เหมยเซี่ยน(หมอยแหยน)

 ปันซันขัก  (แคะตื้น) หมายถึง 客家人 ที่อยู่ระหว่างทางจากซัวเถาไปถิ่นแคะลึก เช่นอำเภอเฟิงสุ่น(ฟุงซุ้ย/ฮงสุน,ทองคัง/ทึงแค) , เจียยาง (เกียดหยอง/เก๊กเอี้ยว) เป็นต้น

แคะลึก และ แคะตื้น ต่างเป็น 客家人 (เคอเจียเหริญ) ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าอย่างไร (客家ฮักกา /客人ขักหงิน) ต่างก็ใช้อักษรจีน 客家人 ตัวเดียวกัน สามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื้น แม้นมีบางคำที่ออกสำเนียงแตกต่างกันบ้าง อาจเป็นเพราะในสมัยก่อน การคมนาคม ติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปด้วยความยากลำบาก และช่วงเวลาที่เคลื่อนย้ายจากจงหยวนต่างกัน

 

สำเนียงบอกถิ่นที่อยู่

คำง่ายๆ ที่ ออกเสียงต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อใช้สอบถามกันว่า บรรพชนของตน มาจากแถบเมืองใด (ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกพวก) คือ ให้ถามว่า กินข้าว ที่อาโผ่ อาม่าเรียก เขาว่าอะไร   ชิมขัก ว่า ซึดฝ่าน ปันซันขักว่า ซิดผ่อน เรารู้ว่าบรรพชนมาจากที่ใดขอบเขตในการติดตามหารากเง่าก็ชัดเจนขึ้น และนำไปประกอบกับแซ่ ชื่อหมู่บ้านด้วย ก็ค้นหาตัวตนได้ง่ายขึ้น  และรับรู้กันในวงสนทนา ต่างพูด ชัด/เหน่อ กันคนละสำเนียงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่


 


(เฉพาะผู้ต้องการศึกษาภาษาจากเว็บนี้)

จะเห็นสำเนียงของชาวฮากกาที่ใช้บนเว็บนี้ค่อนข้างหลาหลาย  ที่ใช้แตกต่างกันตามถิ่นที่อยู่ ของบรรพชนของผู้เขียนนั้นๆ  สำหรับผู้สืบเชื้อสายชาวฮากกา(จีนแคะ) ในประเทศไทย จัดกลุ่มสำเนียงใกล้เคียงกัน เป็น 2 กลุ่ม (มีสำเนียงอื่นๆ เช่น ฟุ้ยจิว, ไห่-ลุกฟุง ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะบ้าง แต่พบในไทยไม่มากนัก จึงขออนุญาตจัดกลุ่มสำเนียงที่พบเป็นส่วนใหญ่ในไทย พออนุมานกัน ไว้ด้วยกัน  และบางสำเนียงขออภัยที่ไม่ได้กล่าวถึงทั้งหมด เพื่อให้สะดวกในการกล่าวถึงคราวๆโดยง่าย) ดังนี้

  • ชิมขัก (แคะลึก) เป็นภาษาถิ่นทางแถบ  เหมยเสี้ยน (หมอยแหยน) , ต้าปู (ไทปู) , เจียวหลิง, ฟุ้ยจิว , เกาจิว , กองซีขัก เป็นต้น
  • ปันซ้นขัก (แคะตื้น) เป็นภาษาถิ่นทางแถบ  เฟิงสุ่ย (ฟุงซุ้ย ทองคัง) , เจียหยาง (เกียดหยอง), หุยหลอย , ไห่-ลุกฟุง เป็นต้น

จึงเขื่อว่าทุกท่าน ต่างมีสำเนียงที่ชัดในแบบของหมู่บ้าน ตนเอง  ผู้อยู่ใกล้แต้จิ๋ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเพียนไปตามแต้จิ๋ว และผู้อยู่ติดฮกเกี่ยนกว่า ก็ไม่ต้องเพียนตามฮกเกี้ยนแต่อย่างใด ต่างก็ยังคงความเป็น 客家人 ใช้ภาษาฮากกา น้ำเสียงตามถิ่นที่อยู่เป็นเรื่องปรกติ ซึ่งทุกสำเนียง มีคุณค่า มีความชัดเจนในแบบของถิ่นบรรพชนในตัวเอง ควรค่าแก่การร่วมอนุรักษ์ทั้งสิ้น สามารถนำเสนอได้โดยไม่ต้องอายกัน (เพียงบอกว่าเป็นสำเนียงบ้านใดไว้อ้างอิงบ้างก็เป็นที่เข้าใจกัน)  หากเกรงว่าภาษาถิ่นในแบบของตนจะสูญหายหรือผิดเพี้ยน (ส่วนใหญ่จะต่างกันที่วรรณยุคต์) ก็สามารถเสนอความเห็นว่าบ้านตนเรียกอย่างไร หรือทำตาราเที่ยบภาษาแต่ละถิ่น ให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ โดยไม่ถือว่าท่านใดผิดเพี้ยน ซึ่งอาจจะถูกต้องตามบรรพชนถิ่นที่ต่างกัน แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างพี่น้องชาว 客家人

ดังนั้น จึงอยู่ที่ผู้เขามาศึกษาฮากกาจากเว็บนี้ ที่สามารถเลือกศึกษาได้อย่างหลากหลายสำเนียง ตามที่ผู้เขียนในสำเนียงต่างๆ จะลงไว้


หากเพื่อนสมาชิก เห็นว่ามีข้อความใดผิดพลาด เกินเลย ประการใด สมควรปรับปรุงช่วยแจ้ง hakka@hakkapeople.com ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้นได้ หรือมีข้อมูลเป็นความคิดเห็นมาเสริมเติมเต็มให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น   เมื่อได้ปรับปรุงสักระยะแล้ว จะนำขึ้นไว้ที่ เรื่องเด่น เพื่อแนะนำให้ผู้ผ่านมาได้ทราบเรื่องราว ของชาวฮากกาโดยสังเขปจากบทความนี้ ได้ง่ายกว่าการค้นหาจากที่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งเว็บ จนไม่ทราบว่าอยู่หน้าไหนกันบ้าง


รูปภาพของ Ding JianMing

อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆนะครับ

ถึงไท้กาหงิน

อยากให้ไท้กาหงินรีบมาอ่านบทความของอาฉีนะครับ ขักกาของพวกเราจะได้อยู่อย่างมั่นคงถาวร แม้ว่าสำเนียงจะต่างกันบ้าง แต่จิตใจทุกคนก็ยังเป็นขักกา ชิทหำฉ่อย ซิทแถ่วกอน ซิทปั้นแถว ซิทแกจิ่ว อย่างที่บรรพบุรุษของเราเคยกินมาครับ ขอขอบพระคุณเวปมาสเตอร์ที่มีข้อมูลดีๆมาให้พวกไหงเด็กรุ่นใหม่ๆได้เข้าใจ ขอบคุณครับ

丁建铭

รูปภาพของ วี่ฟัด

คนฮากกา ตอนที่ 1 โชติช่วง นาดอน ( ทองแถม นาถจำนงค์ )

๐ มังกรดำซ่อนใต้ มุมสมุทร
เดชศักดายังยุด สยบฟ้า
อยู่ว่างใช่เฉาทรุด ยังโลด
โผนแกร่งแรงลึกกล้า ต่ำใต้สายชล ๐

๐ รอลมเมฆจวบพร้อม กาลสมัย
ฟ้อนพยับโพยมไกล ทั่วหล้า
ทุกทิศทั่วแดนไป สุขสงบ
กำราบปราบดินฟ้า เสกสร้างสุขศานติ์ ๐

บทกวีข้างต้นประพันธ์โดย “หงซิ่วฉวน” ผู้นำขบวนการลุกขึ้นสู้ของชาวนาจีนในนาม “ไท่ผิงเทียนกั๋ว” – อาณาจักรวิมานสันติ หรือที่ตำราเรียนภาษาไทยมักเรียกว่า “กบฏไท่ผิง”

หงซิ่วฉวนเป็นชาวจีนแคะหรือฮักกา

บุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเป็นผู้มีบทบาทในประวัติศาสตร์ประเทศจีนและของบางประเทศ ที่เป็นชาวจีนเชื้อสายฮักกา มีจำนวนไม่น้อย (แน่นอนว่า บุคคลสำคัญที่เป็นชาวจีนเชื้อสายอื่นๆ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน) เอ่ยนามมาแล้วหลายๆ ท่านก็ต้องรู้จัก เป็นต้นว่า

ซุนยัดเซน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งจีนใหม่ เพราะท่านเป็นผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณายาสิทธิราชย์เป็นระบบสาธารณรัฐ ท่านเป็นคนกวางตุ้ง มีเชื้อสายฮักกา สหายร่วมก่อการปฏิวัติของท่านหลายๆ คนก็เป็นคนจีนเชื้อสายฮักกา เช่น ท่านเหลียวจงข่าย ประวัติช่วงที่ท่านซุนยัดเซน (ซุนจงซาน) มาเคลื่อนไหยจัดตั้งกลุ่มปฏิวัติในกรุงเทพมหานครนั้น น่าสนใจค้นคว้ามาก ผมยังไม่มีเวลาค้นคว้า แต่โดยสามัยสำนึกแล้ว ผมก็เดาว่า กลุ่มคนที่ท่านซุนยัดเซนเข้ามาพักพิงและขยายกำลังนั้น น่าจะเป็นกลุ่มฮักกาเป็นอันดับแรก แล้วจึงขยายต่อไปถึงกลุ่มแต้จิ๋ว ที่เขียนอย่างนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรนะครับ

บุคคลสำคัญสายพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีหลายคน เช่น จอมพลจูเต๋อ นายพลเย่เจี้ยนอิง ซึ่งได้เป็นประธานประเทศ (ประธานาธิบดี) ในยุคเติ้งเสี่ยวผิงครองอำนาจ นายพลเย่ถิง ฯลฯ

บุคคลที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ก็มีมากมาย เช่น ลีกวนยู ผู้ยังครองอำนาจในสิงคโปร์ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

มีบุคคลหนึ่งซึ่งผมเองก็ยังงงๆ ว่า จะมีเชื้อสายจีนฮักกาด้วยหรือ คือ นายพล อู เนวิน แห่งพม่า

ในทัศนะของผม คนจีนเชื้อสายฮักกา ที่ส่งอิทธิพลต่อสังคมจีนมากที่สุด คือ “จูซี”

ท่านผู้นี้ เกิดในแดนฮกเกี้ยน เมื่อปี พ.ศ.1673 (ช่วงต้นราชวงศ์ซ่งใต้) ได้ปฏิรูปการอรรถาธิบายปรัชญาลัทธิหญู (ขงจื๊อ) เสียใหม่ ได้วางระบบการเรียนการสอนลัทธิขงจื๊อ มีอิทธิพลต่อการสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนางสืบทอดมาจนถึงยุคราชวงศ์ชิง

ลัทธิขงจื๊อที่ตำราทั่วๆ ไปอธิบายนั้น เป็นการอธิบายตามแนวของ “จูซี”

หลังจากยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว ศาสนาพุทธแพร่หลายได้รับความนิยมมากขึ้น ปรัชญาเต๋าก็ถูกปรับเปลี่ยนเกิดเป็นศาสนาเต๋าขึ้น ปรัชญาหญู (ขงจื๊อ) ผ่านเวลามาพันกว่าปี ก็จำเป็นต้องปรับปรุงปฏิรูปให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงในสังคม จูซีได้ผสมผสานปรัชญาสามแนว คือ ขงจื๊อ เต๋า และพุทธ แล้วอรรถาธิบายลัทธิขงจื๊อเสียใหม่ เรียกชื่อว่า “หลี่เสวีย”

“หลี่” (理) คำนี้ ตามศัพท์แปลว่า หลักการ เหตุผล

จูซี ใช้ศัพท์คำนี้ อธิบายว่า “หลี่” เป็นสิ่งอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง หลี่กว้างขวาง ไม่มีขอบเขต ทุกเรื่องทุกประการมีหลี่เป็นกฎ หลี่มีมาก่อนสรรพสิ่ง

คำอธิบายแบบนี้ ก็มาจากการอธิบายคำว่า “เต๋า” ในปรัชญาเต๋า (เต๋าเต็กเก็ง) นั่นเอง

จูซีอธิบายต่อว่า “หลี่” แสดงออกเป็นรูปธรรมคือ “เหญิน” – ความรักต่อมวลมนุษย์ “อี้” (หงี) – ทำนองคลองธรรม “หลี่” – จารีตธรรมเนียม กฎกติกาในสังคมมนุษย์ “จือ” – ปัญญา ความรอบรู้ สี่ประการนี้เป็นคุณธรรมหลักสำหรับมนุษย์

จูซีชำระและเขียนคำอรรถาธิบายคัมภีร์ของขงจื๊อ เม่งจื๊อ ใหม่ และจัดคัมภีร์สี่เล่มเป็นตำราพื้นฐานของลัทธิขงจื๊อ เรียกว่า “สื้อซู” ได้แก่ คัมภีร์ลุ่นอวี่ (บันทึกวาทะของขงจื๊อ) คัมภีร์เม่งจื๊อ (เหมิงจื่อ) – คำสอนของเม่งจื๊อ คัมภีร์จงยง (ทางสายกลาง) คัมภีร์ต้าเสวีย (ว่าด้วยการศึกษา)

คำสอนของจูซีมีอิทธิพลมาก ทางราชการเปลี่ยนแปลงการสอบเข้ารับราชการกำหนดให้ใช้ตำราการอรรถาธิบายของจูซีเท่านั้น เป็นกรอบในการตรวจข้อสอบ

ตำราที่อรรถาธิบายคัมภีร์ขงจื๊อ โดยบุคคลอื่น ที่มีทัศนะไม่ตรงกับจูซี จึงค่อยๆ หายสูงไป เพราะไม่มีใครใช้ ไม่มีใครอ่าน เนื่องจากถ้าจำไปเขียนตอบข้อสอบ ก็จะสอบตก ไม่ได้เป็นขุนนาง

ผมจึงเห็นว่า คำสอนของจูซี ปราชญ์เชื้อสายฮักกาผู้นี้ มีอิทธิพลมากต่อสังคมจีน

เมื่อขึ้นต้นด้วยโคลงของหงซิ่วฉวน ก็ขอลงท้ายด้วยโคลงของท่านอีกบทหนึ่ง (นี่ยังไม่ได้เล่าถึงตัวหงซิ่วฉวนเลยนะ เอาเป็นว่า ขอติดไว้สัปดาห์หน้าแล้วกัน)

เพลงกระบี่

๐ สามเชียะกระบี่กร้าว ในมือ
สงบแผ่นดินคือ หนึ่งบ้าน
ทะเลสี่ทั่วถือ รักร่วม กันเฮย
ไล่ภูตผีหนีสร้าน ติดเข้าบ่วงดิน ๐

๐ มารหมู่กวาดเข้าใส่ แหสวรรค์
ออกตกใต้เหนือหมั่น ก่อสร้าง
เสริมอำนาจรัฐอัน พิสุทธิ์
อาทิตย์จันทร์ดาวพร่าง เปล่งร้องเพลงชัย ๐

๐ พยัคฆ์คำราม มังกรคำรณ แสงยลแย้มเลิศโลกา
“วิมานสันติ” สถาปนา ชุนสุขอุราสักเพียงไหน ๐


http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9490000141469

รูปภาพของ วี่ฟัด

คนฮากกา-คนแคะ โชติช่วง นาดอน ( ทองแถม นาถจำนง )

เรื่องกวางสียังมีจุดที่น่าสนใจอีกมาก แต่จะพักไว้ก่อน เพราะผมได้รับเชิญไปพูดที่จังหวัดบุรีรัมย์เกี่ยวกับเรื่องชาวจีนฮักกาหรือจีนแคะในวันศุกร์ที่ 10 นี้ ก็เลยอยากจะเล่าถึงชาวจีนแคะไว้ในคอลัมน์นี้ด้วย

ผมเคยเล่าไว้ในคอลัมน์นี้หลายตอนแล้วว่า ชนชาติจีน (ศัพท์ทางการเรียกว่า “ชนชาติฮั่น” ศัพท์โบราณเรียกว่าชาว “หัวเซี่ย”) เป็นประชาชาติที่เกิดจากการหลอมรวมชนเผ่าต่างๆ มากมาย ประสมประสานกันมาตลอดระยะห้าพันปี อย่าไปนึกหาว่าใครเป็นคนจีนบริสุทธิ์เลยครับ มันไม่มีหรอก เช่นเดียวกับคนสยามหรือคนไทย ก็ก่อตัวจากการหลอมรวมประสมประสานหลายเผ่าเช่นกัน

ชนชาติฮั่น ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริงๆ ในช่วงตั้งแต่ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้และราชวงศ์ฮั่น ชนชาติฮั่นรุ่งเรืองเข้มแข็งสร้างรัฐที่เจริญก้าวหน้าขึ้นแถบลุ่มแม่น้ำเหลือง

ส่วนทางภาคใต้ ใต้แม่น้ำแยงซีเกียงนั้น ยังเป็นดินแดนของชนเผ่าที่กระจัดกระจาย การก่อตั้งเป็นรัฐยังไม่ก้าวหน้าเท่ากับแดนตงง้วน พวกชนชาติฮั่นในตงง้วนจึงมองพวกเผ่าอื่นๆ เป็นพวกป่าเถื่อนล้าหลัง เรียกว่า “เยวี่ย” (เวียด) บ้าง “หมาน” บ้าง (คำว่า “หมิ่น” ที่หมายถึงแดนฮกเกี้ยนก็แปลงมาจากคำว่า “หมาน” ที่หมายถึงคนเถื่อน)

เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้รุกรานแดนใต้ลงมาถึงกวางตุ้งนั้น ได้เกณฑ์ทหารและราษฎรนับแสนลงมาอยู่ในดินแดนภาคใต้ปะปนกับคนพื้นเมือง นับเป็นฉากเริ่มต้นของการเคลื่อนที่ลงใต้ของชาชาติฮั่น

ชาวฮั่นในตงง้วนต้องอพยพลงใต้ครั้งใหญ่ในช่วงปลายของราชวงศ์จิ้น ต้นคริสตวรรษที่ห้า (ลูกหลานสุมาอี้) เนื่องจากชนเผ่าวัฒนธรรมเลี้ยงสัตว์เคลื่อนที่ (จีนโบราณเรียกว่าชาว “หู”) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคเหนือของจีน รุกรานเข้ามายึดครองดินแดนตงง้วน ดินแดนตงง้วนนั้นถูกครอบครองโดยชนเผ่าเหล่านี้ถึงสามครั้ง ได้แก่ครั้งนี้ ยุคราชวงศ์หยวน และยุคราชวงศ์ชิง และทุกครั้งก็จะมีชาวฮั่นอพยพหลบภัยจากตงง้วนลงไปภาคใต้

แต่ภาคใต้ของจีนก็มีชนพื้นเมืองอยู่แล้ว ชาวฮั่นที่เคลื่อนที่ลงใต้หลายระลอกนั้นกระจายกันไปตั้งหลักแหล่งในพื้นที่ต่างๆ กัน มีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนหลอมรวมวัฒนธรรมกับชนพื้นเมือง ก่อตัวเป็นชนชาติฮั่นสาขาย่อยที่มีอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม

ชาวจีน (หัวเฉียว) ที่อพยพมาอยู่เมืองสยามมีหลายกลุ่ม ได้แก่ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน

ชาวจีนสาขาย่อยอื่นๆ นั้น ถูกเรียกชื่อกลุ่มตามชื่อดินแดนที่อยู่อาศัยก่อนที่จะอพยพอยู่เมืองสยาม เช่นอยู่ที่แต้จิ๋วก็เรียกว่า จีนแต้จิ๋ว อยู่กวางตุ้งก็เรียกว่าจีนกวางตุ้ง อยู่ไหหลำก็เรียกว่าจีนไหหลำ

มีแปลกอยู่ที่กลุ่มฮักกานี่แหละ ที่ไม่สามารถระบุบอกถิ่นที่มาได้

คำว่า “ฮัก” หรือ “แคะ” สำเนียงจีนกลางว่า “เค่อ” มีความหมายตรงกับคำว่า “แขก” หรือ อาคันตุกะ ผู้มาจากที่อื่น ในภาษาไทย

ชาวไตในยูนนานเรียกชาวฮั่น (คนจีน) ว่า “แข่” ซึ่งก็คือว่า “แขก” นั่นเอง

ส่วนคำว่า “กา” นั้น สำเนียงจีนกลางว่า “เจีย” แปลว่า พวก หมู่

ชาวแคะ คือใคร โดยความเข้าใจของคนทั่วๆ ไปแล้ว จะตอบว่า ชาวแคะคือชาวฮั่นที่อพยพเคลื่อนย้ายจากตงง้วน ลงไปอยู่ในภาคใต้ และเนื่องจากมิใช่คนพื้นเมือง ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “แคะ” หรือ “พวกแคะ” (ฮักกา) ในพงศาวลี (บันทึกประวัติของตระกูลแซ่) ของทุกแซ่ มีบันทึกเล่าถึงการอพยพไว้ชัดเจน นักวิชาการปัจจุบันสรุปได้ว่ามีการเคลื่อนที่อพยพครั้งใหญ่ๆ หกระลอก

แต่การอธิบายเพียงเท่านั้นยังไม่พอเพียง

เพราะคนฮั่นที่อพยพลงภาคใต้นั้นมีหลายสายหลายครั้ง คนฮั่นที่ไปอยู่แต้จิ๋วก็เป็นสายฮั่นจากตงง้วนเหมือนกัน คนฮั่นที่อพยพไปอยู่กวางตุ้งก็ทำนองเดียวกัน คนฮั่นที่ไปไหหลำก็ทำนองเดียวกัน

แต่เหตุใดจึงไม่ถูกเรียกว่า ชาว “ฮักกา” หรือ “แคะ”

เรื่องนี้ “สำเนียงภาษา” และบันทึกในพงศาวลี พอช่วยเราได้บ้าง

สำเนียงในภาษาทุกภาษานั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด คำศัพท์คำหนึ่งในยุคราชวงศ์ฮั่นออกเสียงอย่างหนึ่ง มาถึงยุคราชวงศ์ถังเสียงกลายไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง มาถึงปัจจุบันเสียงก็กลายไปอีก อย่างสำเนียงจีนกลางหรือแมนดารินนั้นเป็นสำเนียงหลวง (ปักกิ่ง) ในยุคราชวงศ์ชิง ก่อนหน้านั้นสำเนียงของชาวฮั่นในตงง้วนเป็นอย่างไร

นักภาษาศาสตร์จีนบอกว่า สำเนียงจีนแคะนี่แหละเป็นฟอสซิลของสำเนียงชาวฮั่นในราชวงศ์ถัง

สำเนียงจีนแคะใกล้เคียงกับสำเนียงชาวเจิ้งโจวและจงโจวในมณฑลเหอหนานมาก

การเคลื่อนที่อพยพนั้น ในประวัติศาสตร์แม้จะมีประวัติการอพยพหลายระลอก แต่โดยทั่วไปแล้ว ใครจะอพยพไปอยู่ในแถบไหน ก็มักจะมุ่งไปจุดที่มีคนเมืองเดียวกันไปล่วงหน้าแล้ว เป็นต้นว่าคนจากเจิ้งโจว จงโจว เดือดร้อนจำเป็นต้องอพยพกัน ก็ย่อมจะมุ่งไปหาถิ่นที่มีคนเจิ้งโจว จงโจว อพยพไปอยู่ล่วงหน้าแล้ว

ดินแดนที่เป็นถิ่นของชาวแคะคือสามเหลี่ยมแดนต่อแดนของ ภาคใต้ของมณฑลเจียงซี ภาคตะวันตกของมณฑลฮกเกี้ยน และภาคตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง แถบนี้มีอำเภอที่มีประชากรเป็นชาวจีนแคะถึง 29 อำเภอ แน่นอนว่าในมณฑลอื่นๆ ก็มีชาวจีนแคะ แต่ดินแดนสามเหลี่ยมตรงนี้สามารถกำหนดได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชาวจีนแคะ

เมื่อชาวจีนแคะมาอยู่ในแดนภาคใต้ที่มีชนพื้นเมืองอยู่แล้ว นานไปๆ ก็ผสมผสานแลกเปลี่ยนซึมซับเอาวัฒนธรรมและภาษาของชนพื้นเมืองเข้าไป ประกอบกับท้องถิ่นที่ชาวจีนแคะพำนักนั้น มักเป็นหุบเขาภูดอยที่มีที่ราบน้อย การคมนาคมไม่สะดวก ภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ก่อให้ชาวแคะมีวัฒนธรรมเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มคน ที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมตงง้วนดั้งเดิม

ข้อสรุปว่าชาวจีนแคะเป็นใครมาจากไหน จึงพอสรุปได้ว่า จีนแคะเป็นสาขาย่อยสาขาหนึ่งของชนชาติฮั่น ที่บรรพชนของพวกเขาโยกย้ายจากแถบ เจิ้งโจว จงโจว ในมณฑลเหอหนาน ลงมาอยู่แถบดินแดนรอยต่อของภาคใต้มณฑลเจียงซี ภาคตะวันตกของมณฑลฮกเกี้ยน ภาคตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง แล้วเคลื่อนย้ายกระจายต่อไปยังมณฑลอื่นๆ ชาวจีนแคะมีวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง แก่นแกนของวัฒนธรรมเป็นวัฒนธรรมชาวฮั่นในตงง้วนดั้งเดิม มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองในภาคใต้ จนก่อตัวมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างไปจาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตงง้วน

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9490000138368

รูปภาพของ วี่ฟัด

กบฏฮากกา - โชติช่วง นาดอน ( ทองแถม นาถจำนง )

สัปดาห์ที่แล้วติดค้างเรื่อง “หงซิ่วฉวน” ผู้นำของการลุกขึ้นสู้ของชาวนากลุ่ม “ไท่ผิงเทียนกั๋ว – อาณาจักรวิมานสันติ” การลุกขึ้นสู้ของชาวนาจีนนั้น ถ้าสำเร็จสามารถโค่นล้มราชวงศ์เก่าลงได้ และปราบปรามเอาชนะกลุ่มลุกขึ้นสู้กลุ่มอื่นๆ ลงได้ ผู้นำของกลุ่มชนะก็จะได้เป็นฮ่องเต้ ตั้งราชวงศ์ใหม่

แต่ถ้าแพ้ต่อกองทัพของราชสำนัก ก็แน่นอนว่า จะถูกเรียกว่า กบฏ

การลุกขึ้นสู้ของกลุ่มไท่ผิงเทียนกั๋ว แม้จะสั่นสะเทือนราชวงศ์ชิงได้มาก แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ จึงถูกเรียกว่า “กบฏ” ทางการเรียกสั้นๆ ว่า “กบฏไท่ผิง” ส่วนชาวบ้านเรียกว่า “กบฏผมยาว” เพราะกบฏกลุ่มนี้ ตัดเปีย อันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นข้าแผ่นดินของราชวงศ์แมนจูทิ้งไป

หงซิ่วฉวน และสหายของเขาที่เป็นระดับผู้นำทัพหลายคนเป็นชาวจีนเชื้อสายจีนแคะหรือฮักกา

ผมเลยตั้งชื่อบทนี้ว่า “กบฏฮักกา”

หงซิ่วฉวน เกิดในครอบครัวชาวนาเชื้อสายจีนแคะ ในหมู่บ้านกวนลู่ผู่ อำเภอฮัวเสี้ยน มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) เขาเกิดเมื่อปี พ.ศ.2356 (ตรงกับรัชกาลที่ 2) ปีระกา เกิดปีเดียวกับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี- ขำ บุนนาค)

หงซิ่วฉวนก็ร่ำเรียนตำราขงจื๊อ เพื่อสอบเข้ารับราชการทำนองเดียวกับชายหนุ่มชาวฮักกาในสมัยนั้น แต่เขาไปสอบไล่เป็นซิ่วไฉ (บัณฑิตระดับต้น) ที่เมืองกวางเจาถึงสามครั้ง ก็สอบไม่ผ่าน

ในการไปสอบซิ่วไฉครั้งที่สอง หงซิ่วฉวนได้พบกับนักสอนศาสนาชาวตะวันตก และได้รับแจกหนังสือภาษาจีนอธิบายเกี่ยวกับศาสนาคริสต์จากนักสอนศาสนาผู้นั้นมาเล่มหนึ่ง หนังสือนั้นชื่อว่า “สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย” เขียนโดยชาวจีนชื่อ เหลียงอาฝา เหลียงอาฝาผู้นี้เป็นผู้ช่วยของ โรเบิร์ต มอริสัน มิชชันนารีชาวอังกฤษ ผู้เดินทางมาเผยแพร่นิกายโปรเตสแตนท์ในเมืองจีนเป็นคนแรก

หนังสือเล่มนี้ยังไม่มีอิทธิพลต่อหงซิ่วฉวน จนเมื่อเขาสอบตกเป็นครั้งที่สาม เขาล้มป่วยหนักเจียนตายอยู่ 40 วัน ครั้นหายป่วยเขาก็เปลี่ยนไปมาก ระหว่างป่วยเขาเกิดนิมิตว่า ถูกนำไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มีแสงสว่างจ้า เขาถูกเปลี่ยนอวัยวะภายใน แล้วถูกนำไปพบกับ ผู้เฒ่าสวมเสื้อคลุมดำ ผู้เฒ่ามอบดาบวิเศษให้เขาเพื่อประหารปีศาจร้ายให้หมดสิ้น และผู้เฒ่านั้นได้ด่าบริภาษขงจื๊อมากมาย

หงซิ่วฉวนอาจจะเห็นนิมิตนี้จริง เนื่องจากพิษไข้ก็เป็นได้

หรือไม่เรื่องนี้ก็เป็นตำนานที่เขาสร้างขึ้น เพื่อยกระดับของตนว่ามิใช่คนธรรมดาสามัญ

และจากเรื่องนี้เราจับประเด็นได้ว่า หงซิ่วฉวนนั้นรู้สึกขัดแย้งกับคำสอนของขงจื๊อมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว เขาถึงสอบตกถึงสามครั้งไง

หายป่วยแล้ว เขาเปลี่ยนแปลงไป มีคุณลักษณะของผู้นำมากขึ้น เขาหันมาสนใจหนังสือ “สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย” ของเหลียงอาฝา จนในที่สุด เขาก็สร้างลัทธิความเชื่อแบบของเขาขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำการเผยแพร่จนมีผู้คนเชื่อถือตามมากขึ้นเรื่อยๆ

หงซิ่วฉวนสร้างลัทธิของเขาว่า พระผู้เป็นเจ้าส่งเขาลงมาโลกมนุษย์พร้อมด้วยดาบเพื่อสังหารปีศาจร้าย คริสตศาสนาแต่เดิมเป็นคำสอนทางศาสนาของชาวจีน เคยแพร่หลายมาก่อนลัทธิขงจื๊อ อาณาจักรจีนเดิมเป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า หากแต่ปัจจุบันพวกปีศาจร้ายเข้ามาครองครอง พระผู้เป็นเจ้ามีประกาศิตให้หงซิ่วฉวนมาปราบปีศาจร้าย

พระเจ้าจะเป็นใคร ชาติฝรั่งหรือชาติจีน คงไม่ใช่ประเด็นที่ชาวบ้านจะติดใจสงสัย เพราะชาวบ้านภาคใต้จีนก็นับถือเทพเจ้ามากมายหลายองค์อยู่แล้ว

จุดสำคัญอยู่ที่ปีศาจร้าย ซึ่งหงซิ่วฉวนหมายถึงพวกราชสำนักแมนจู และขุนนางจีนที่รับใช้แมนจู

จุดสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องความเสมอภาค ภราดรภาพ ตามอุดมคติของคริสตศาสนา ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่ที่โดนใจทาสกสิกรที่ถูกศักดินากดขี่ขูดรีดอย่างทารุณ

หงซิ่วฉวนไปเผยแพร่ลัทธิในเขตชาวจีนแคะที่ลำบากยากจนตามภูดอยในกวางสี เขาได้สหายร่วมอุดมการณ์สำคัญสี่คนซึ่งก็ล้วนเป็นคนฮักกาทั้งสิ้น คือหยางซิ่วชิง-คนเผาถ่าน เซียวเฉากุ้ย-คนตัดฟืน ซือต๋าไค-หนุ่มลูกชายเจ้าที่ดิน และวุ่ยจางฮุย-เจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้ ผู้ออกทุนในการเตรียการลุกขึ้นสู้ถึงหนึ่งแสนตำลึง ทั้งสี่คนนี้ภายหลังเป็นแม่ทัพคนสำคัญของกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว

หงซิ่วฉวนตระเตรียมฐานที่มั่นของกองทัพไว้แถบภูเขาจื่อจิงซาน มีกำลังพลนับหมื่นคน ทางราชสำนักแมนจูจึงส่งกองทัพไปปราบในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ.2393 แต่ก็พ่ายแพ้แก่ชาวนาฮักกา (มีชนพื้นเมือง เช่น ชาวจ้วง ชาวม้ง ร่วมกบฏด้วย)

กองกำลังสมาคมบูชาพระเจ้า (ไป้ส้างตี้หุ้ย) ของหงซิ่วฉวนรบชนะกองทัพหลวง ก็เลยประกาศสถาปนา “ไท่ผิงเทียนกั๋ว” ในอุดมคติเสียเลย หงซิ่วฉวนสถาปนาตัวเองเป็น “เทียนหวาง” (ราชาแห่งสวรรค์) ยกพลสามหมื่นบุกเข้าโจมตีเมืองต่างๆ แถบกวางสีและกวางตุ้ง ได้รับชัยชนะยึดได้เมืองต่างๆ มากขึ้น

จนกระทั่งสามารถตีนครหนานจิง (นานกิง) เป็นราชธานีนามว่า “เทียนจิง-ราชธานีสวรรค์” ตั้งสหายร่วมรบคนอื่นๆ เป็น “หวาง” (อ๋อง) มากมายหลายคน แล้วหงซิ่วฉวนก็วางมือ ไม่ค่อยยุ่งกับการบริหารดูแลบ้านเมือง ปล่อยให้ “หวาง” คนอื่นๆ รับหน้าที่บริหาร

ตรงนี้เป็นจุดเสื่อมของขบวนการชาวนา

ผู้นำคือ หงซิ่วฉวน ด่วนวางมือไปเสพสุขในวังเร็วไป บรรดาแม่ทัพที่เป็น “หวาง” หลายคนชิงดีชิงเด่นริษยากัน จนในที่สุดก็คิดกำจัดฆ่ากันเอง

จาก พ.ศ.2393 ถึง พ.ศ.2399 นับเป็นช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดของกลุ่มกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว นอกจากยึดนานกิงเป็นศูนย์กลางอำนาจได้แล้ว ยังได้ครอบครองดินแดนทั้งหมดของมณฑลเจียงซี อันฮุย และส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย

แต่ก็อย่างที่นักประวัติศาสตร์สรุปไว้ว่า การก่อกบฏของชาวนามีจุดอ่อนตรงที่ชนชั้นชาวนามักมีวิสัยทัศน์คับแคบ เห็นแก่ผลประโยชน์ระยะสั้นของพวกพ้องเป็นใหญ่ ภายหลังจากเกิดกรณีพวกแม่ทัพฆ่ากันเองแล้ว กลุ่มไท่ผิงเทียนกั๋วก็เสื่อมลงเรื่อยๆ จนพ่ายแพ้แก่ราชสำนักในพ.ศ.2407

 

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9490000144721

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

Who are the Hakkas?

Who are the Hakkas?

The Hakka are a subgroup of the Han Chinese people who live predominantly in the provinces of Guangdong, Jiangxi, and Fujian in China. Their ancestors are said to have originated in the Henan and Shanxi provinces of northern Chinaover 1,700 years ago. In a series of migrations, the Hakka settled in their present locations in southern China, and then migrated overseas tovarious Chinese enclaves throughout the world. The Hakka have had a significant influence on the course of Chinese and Overseas Chinese history: in particular, they have been a source of revolutionary and political leaders.

 

ที่มา What is Hakka? http://www.hakkayouthproject.org/who-are-the-hakkas Monday, 08 January 2007 21:37
รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

ใครคือฮากกา ฮากกาคือใคร

ฮากกาเป็นเผ่าพันธุ์ย่อยกลุ่มหนึ่งของชนชาติฮั่น อาศัยอยู่
มากในมณฑลกวางตุ้ง เจียงซีและฮกเกี้ยนของประเทศจีน
 
บรรพบุรุษของเขาเหล่านี้เคยกล่าวไว้ว่า ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่
ในเหอหนานและซานซี มณฑลที่อยู่ตอนเหนือของจีน
มากกว่า ๑๗๐๐ ปีมาแล้ว
 
 ช่วงตอนของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน พวกเขาได้ตั้งรกรากใหม่ยังตอน
ใต้ของจีน นอกจากนั้น ยังมีการอพยพไปในที่ทุกหนแห่ง เป็นชาวจีน
โพ้นทะเลอยู่ทั่วโลก
 
ชาวฮากกามีช่วงเวลาสำคัญที่น่าติดตามในประวัติศาสตร์ของจีนท้องถิ่น
และโพ้นทะเล โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิวัติและผู้นำแห่งรัฐ
 
ขออนุญาตคุณวีรพนธ์ นำเนื้อหาภาษาอังกฤษที่ดีมาแปล
เพื่อความเข้าใจของผู้ที่ยังอาจไม่สันทัดในภาษานี้ 
หากมีข้อบกพร่อง ขออภัยด้วย
รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ด้วยความเต็มใจ

คนอื่นเขาก็สันทัด แต่ไม่ยอมรับนักวิจัย นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นี้สิ ลำบาก จะบอกให้

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

历届世界客属恳亲大

历届世界客属恳亲大会

序届 年份 城市 国家
1 1971 香港 英國
2 1973 台北 中華民國 中華民國
3 1976 台北 中華民國 中華民國
4 1978 三藩市 美国
5 1980 东京 日本
6 1982 曼谷 泰国
7 1984 台北 中華民國 中華民國
8 1986 波累 毛里求斯
9 1988 三藩市 美国
10 1990 沙巴州亚庇 马来西亚
11 1992 高雄 中華民國 中華民國
12 1994 广东梅县 中华人民共和国
13 1996 新加坡 新加坡
14 1998 苗栗 中華民國 中華民國
15 1999 吉隆坡 马来西亚
16 2000 福建龙岩 中华人民共和国
17 2001 雅加达 印尼
18 2003 河南郑州 中华人民共和国
19 2004 江西赣州 中华人民共和国
20 2005 四川成都 中华人民共和国
21 2006 台北 中華民國 中華民國
22 2008 陕西西安 中华人民共和国
23 2010 广东河源 中华人民共和国
24 2011 广西北海 中华人民共和国

 

客家
Hakka
DengXiaoping.jpgLee Kuan Yew.jpgSun Yat-sen 2.jpgLee Teng-hui 2004 (cropped).jpg
Tsai-Candidate-Cropped.pngYingluck Shinawatra at US Embassy, Bangkok, July 2011.jpgSongmayling.jpgSoong Ching Ling 1920 shanghai.jpg
鄧小平李光耀孙中山李登輝
蔡英文丘英樂宋美齡宋慶齡

ที่มา http://zh.wikipedia.org/wiki/%E5%AE%A2%E5%AE%B6

รูปภาพของ ฉินเทียน

涯 爾 佢

รูปภาพของ ฉินเทียน

天下客家:客居

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal