圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

ชีวิตจริงของ..กู้หลุ่ง (โก้วเล้ง) ในจอกสุรา


บล๊อกนี้ขอเป็นวรรณกรรมชีวิตพิสดารของ กู้หลุ่ง ผู้มีฉายา " ปีศาจสุรา " ที่รําลือท้ามัจจุราชนําเสนอให้อ่านสนุกก็ได้หรือสาระก็ดี เหล่าชาวยุทธผู้อาวุโสจะได้ปรากฎตัวออกมาจากเงามืด เพื่อสําแดงฝีมือใน " เวป " นี้ให้ครึกครื้น สมเป็นตํานานที่มีชีวิตของชาว " เค่อ " ทั้งหลายๆๆๆๆๆ

" กู้หลุ่ง " นามนี้ไม่จําเป็นต้องแนะนํา เพราะท่านคือจอมยุทธนิยายกําลังภายใน ผู้โดดเด่นและยิ่งยง

เหล่าหนอนคอหนังสือประเภทนี้ มิมีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าไม่รู้จัก..

ไม่มีเด็ดขาด

เนื่องเพราะผลงานที่กลั่นออกมาจากสมองอันเลอเลิศของเขา ไม่เพียงให้ความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจชวนติดตามเท่านั้น

ยังสอดแทรกข้อคิดปรัชญาอันทรงคุณค่าไว้ในระหว่างบรรทัดไว้มากมาย และล้วนเป็นปรัชญาง่ายแต่ลุ่มลึกอย่างยิ่ง

ปมประเด็นแง่คิดใกล้ตัวที่ผู้อื่นมองข้าม กู้กลุ่งกลับสามารถหยิบยกขึ้นมาแยกแยะ ให้เห็นอย่างแจ่มชัดและโอ่อ่าสง่างาม

" ปลาอาจตายในนําได้ แต่ไม่อาจจมนําตายเด็ดขาด "

นี่เป็นเพียงหนึ่งในร้อยหมื่นถ้อยคําของเขา ซึ่งบอกชัดถึงอัจฉริยภาพอันสูงส่งไร้เทียมทาน เสียดายที่เขาชมชอบสุราเกินไป

ชมชอบจนควรแก่การได้ฉายา " เซียะจิ้วยู้เมี้ยง " รักเหล้าดั่งชีวิตจริงอยู่ สุรามิได้ทําให้กู้หลุ่งสูญเสียความเป็นจอมยุทธ ที่แสดงฝีมือออกมาสู่บรรณพิภพ

ทว่า...สุราก็ขโมยลมหายใจของเขาไปก่อนเวลาอันควร

ไม่มีผู้ใดทราบเหตุผลอันแท้จริง ที่ทําให้กู้หลุ่งจมปลักอยู่ในหลุ่มสุรา

แต่วิญญูชนย่อมมีเหตุผลในการกระทํา ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่บ้าง

กู้หลุ่งเองเคยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านลี่กิมฟุง ตัวเอกของเรื่อง " ฤทธิ์มีดบิน " คล้ายจะแย้มพรายให้เห็นเบื้องหลัง อันหดหู่เศร้าหมองที่ซ่อนเร้นอยู่ในสํานึก

" มีบางเรื่องที่พอจะลืมเลือนได้ แต่บางเรื่องกลับยากจะลืมเลือนไปทั้งชีวิต "

หรือเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงอาศัยเมรัยราดรดจิตใจให้เมามาย เลอะเลือน เพื่อลืมความขมขื่นรันทด

จนที่สุดก็กลายเป็นปีศาจสุราโดยสมบูรณ์แบบ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีชีวิตที่อบรําด้วยกลิ่นเมรัยมิสร่างซา กู้หลุ่งก็เป็นปีศาจสุราอันประเสริฐยิ่ง

ยังประเสริฐกว่าผู้คนที่มิได้เป็นปีศาจอีกหลายร้อยหมื่น

กู้หลุ่ง คือปีศาจสุราผู้ควรแก่การควําจอกคารวะ เพราะปีศาจสุราผู้นี้อัจฉริยะยิ่ง ลิขิตชีวิตผู้กล้าในวงการยุทธจักรมากกว่า 300 เรื่อง

หลายคนสงสัย...มังกรอัจฉริยะผู้นี้ สรรหาเรื่องวรยุทธที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงการบู๊ ความรัก โศกนาฏกรรม คุณธรรมผู้กล้า อิสตรี และนํามิตรจากสหาย หรือการทรยศหักหลังมากจากไหน?

ก็จากชีวิตจริงของคนในประวัติศาสตร์ และยุคปัจจุบัน

ทุกตัวอักษรมีเลือดเนื้อและชีวิตของผู้คนมาคลุกเคล้า แบบสมจริงในยุทธภพที่ชาวยุทธท่องไป

มีนําใจอันกว้างขวาง ยินดีเลี้ยงสุรากับคนจรแปลกหน้า ทั้งยินดีไปนอนกับเพื่อนที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน

นี่คือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่กู้หลุ่งถ่ายทอดให้กับชาวยุทธของเขา ซึ่งเข้มข้นด้วยวรยุทธไร้เทียมทาน และปรัชญาชีวิตอันคมเฉียบ บาดใจผู้อ่านให้เจ็บแปลบ นี้คือเสน่ห์ที่ต้องติดตามตอนต่อไป...


กู้หลุ่ง (โก้วเล้ง) จอมยุทธปากกาทอง 2

ขอเป็นวนิพกจิ้วกุ้ย(ผีขี้เหล้า)สักเพลา เพื่อเล่าขานชีวิตจอมยุทธปีศาจสุรากู้หลุ่ง ผู้ตระหนักว่าโลกนี้ คือ " สนามยุทธแห่งชีวิต " เพราะชีวิตจะอยู่รอดได้ต้องมีการต่อสู้เป็นพื้นฐาน

ชีวิตใดหรือใครก็ตามที่คิดท้อถอย และกลัวการต่อสู้...

ย่อมหมายถึงชีวิตนั้น กําลังอ่อนแอ ถ้าไม่ปรับตัวให้มีพลังแข็งแกร่ง ย่อมตกเป็นเหยื่อผู้แข็งแรงกว่า

" สนามยุทธแห่งชีวิต " เป็นการต่อสู้ที่ยืดยาวเท่าลมหายใจ มันเป็นจริงอย่างไม่อาจปฏิเสธ

บัดนี้..วนิพกจิ้วกุ้ยขอเปิดม่านกระบี่สู่เบื้องหลัง มังกรโบราณ" กู้หลุ่ง) ผู้เปี่ยมกําลังภายใน ยกระดับเหล่านักสู้บู๊ลิ้มจีนโบราณ เข้าสู่ระดับจีนสากล

เราจะได้เห็นภูมิหลังมังกรโบราณ นับจากเกิดในโคลนตมแห่งสังคม จวบเหินฟ้าสุดสายเมฆ แล้วจบชีวิตลงอย่างปีศาจสุราผู้ห้าวหาญ ยิ่งกว่าจอมยุทธที่เขารังสรรค์

เขาไม่ผิดชาวยุทธผู้ผาดโผนอยู่ท่ามกลางความตาย

เมื่อยังมีลมหายใจ เขาคือปีศาจสุราผู้บงการยุทธภพ ด้วยว่ามือหนึ่งนั้นเขาร่ายเพลงปากกา แต่อีกมือหนึ่งถือจอกสุรา สร้างเหล่าจอมยุทธให้มีชีวิตเร้าใจ เหนือชั้นเกินใครคาดเดาได้

เมื่อคาดเดามิได้..มีเพียงมังกรโบราณเท่านั้นที่อาจรู้?

แต่จริงๆแล้ว ผู้ลิขิตชีวิตชาวยุทธก็ยังไม่อาจรู้

เนื่องเพราะสุราขวดที่เท่าไหร่มิทราบ ออกฤทธิเมาพับหลับไปเสียก่อน

วันหนึ่งเมื่อกู้หลุ่งปีศาจสุรา ร่วมดื่มกับพวกพ้องเมาได้ที่ เกิดอารมณ์ร่ายบทกวี

" ราศีบุรุษ " ว่า..

" เหล่าชายชาญผู้มั่งคั่ง เมื่อแลหลังม้าบริวารตามเป็นพรวน ข้างอานทองติดสุราชั้นเยี่ยมมเหยือกสีนวล งามเย้ายวนในเกี้ยวหน้าขบวนคือโฉมยงนงคราญ "

เพื่อดื่มดําเข้าใจในสังคมอันแสนซับซ้อน กู้หลุ่งจึงดําเนินชีวิตเฉกเช่นเดียวกับจอมยุทธในนิยายบู๊ลิ้มของเขา มีความแตกต่างเพียงจอมยุทธในนิยายสะพายกระบี่ ควบอาชาสง่างาม ทะยานสู่วงการเจ้ายุทธจักร แต่กู้หลุ่งในชีวิตจริงพกปากกา ควบขับรถยนต์ไปตามสถานที่โอ่อ่า และหลืบมุมมืดอันลี้ลับ ได้คลุกเคล้าสัมผัสทั้งคนดีมีความรู้ และคนชั่วสุดโฉด เขาได้ซึมซับมาเป็นวัตถุดิบ แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นวงการยุทธภพในนิยาย เปิดเผยสันดานดิบอันแท้จริงของมนุษย์ ที่ปกปิดให้กระจ่างแจ้งอย่างห้าวหาญ ถึงใจพระเดชพระคุณผู้อ่านที่อยู่ในวสังคม การจําลองเหตุการจริงในปัจจุบัน แทงย้อนสู่มิติวงการบู๊ลิ้มแห่งอดีต นับเป็นการสะท้อนภาพคนในสังคมหลายชั้นหลายเชิง ในรูปตัวละครจอมยุทธ เสมือนการต่อสู้ของคนทุกวงการในสังคมปัจจุบัน แล้วผู้อ่านจะไม่ติดใจกระนั้นหรือ?


กู้หลุ่ง (โก้วเล้ง) 3 ความอ้างว้างและปวดร้าว ที่หลอนใจ

เพียงสิบก็ยินดี นี่มีเป็นร้อยค่อยทยอยชม เป็นกระนี้มีหรือวนิพกจิ้วกุ้ยจิบหงส์ แล้วจะมิคิดถึงคนที่ตามฟัง(อ่าน) เรื่องของมังกรโบราณและปีศาจสุรารุ่นพ่อ ให้รู้ถึงก้นบึ้งแห่งจอมยุทธผู้พิสดาร เขารําพันว่า..

ท่ามกลางเพื่อพ้องอุดมด้วยเสียงหัวเราะร่าเริง และคําเยินยอ แต่เมื่อกลับถึงบ้านต้องนั่งอย่างโดดเดี่ยวริมหน้าต่าง เหม่อมองฟ้าอันมืดมิด

โดยหวังใจให้สว่างเร็วพลัน พฤติกรรมความรู้สึกเช่นนี้ เคยเกิดกับท่านบ้างไหม?

คําคืนนี้หัวเราะร่าเริง จ่ายเงินอย่างสนุกสนานในหมู่มิตรสหาย แต่ไม่อาจล่วงรู้ว่าพรุ่งนี้ตนเองจะไปอยู่ที่ใด?

กระทั่งว่าคําคืนนี้จะเมามายอยู่ ณ ที่ใดก็ไม่อาจรู้?

กิ่งหลิวอ่อนช้อยร่ายรํากับลมใกล้รุ่งไหวพลิ้ว จันทร์หรี่แสงด้วยเมฆหม่นมัว ภาพเยี่ยงนี้งามสุดแสน แต่อมเศร้าเคล้าความเจ็บปวดอยู่ในก้นบึ้ง ความหฤหรรษ์เยี่ยงนี้ ท่านยินดีเสพหรือไม่?

ถ้าท่านต้องการสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น ชีวิตนี้ท่านยังจะเหลือค่าอันใด ให้ท่านไปเสาะแสวงหา?

ความอ้างว้างเช่นนี้ มีผู้ใดรู้?

" ข้าพเจ้ารู้ "

นี่คือความรู้สึกของจอมยุทธกู้หลุ่ง ที่ต้องเมากับชีวิต จมปรักกับกิเลสมนุษย์อย่างจงใจ ในหมู่มวลมิตรของกู้หลุ่ง บางคนตายในวัยฉกาจฉกรรจ์ เพราะสุรา พวกเขามีเจตนาแสดงความเป็นชายชาตรีกระนั้นหรือ?

หรือในจิตใจของพวกเขามีเงื่อนปมขมขื่นที่แก้ไม่ตก จําต้องรําสุราเพื่อดับความขมขื่นอันรวดร้าวในอก คนในแวดวงยุทธจักร (เปรียบได้ดั่งคนทํางานที่ก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง) คับแค้นรันทดเยี่ยงนี้ทุกคนหรือ?

แน่นอน ย่อมไม่ทุกคน แต่สําหรับกู้หลุ่ง ความรู้สึกนั้นยิ่งกว่ารันทด มันมีความอ้างว้าง ว้าเหว่ และปวดร้าวอยู่ในอกลึกๆ เพราะชีวิตเหล่าชาวยุทธวิ่งอยู่ในสายเลือดทุกเส้นสมอง ยิ้มยั่วเมื่อมวลมิตรบอกเล่าถึงการต่อสู้ ยิ้มแย้มเมื่อมวลมิตรเมามาย บอกความรันทดแต่หนหลัง ทุกคําคมที่บอกเล่า ทุกความเศร้าและดุเดือด ถูกจดจารเป็นตํานาแห่งนักสู้ ซึ่งเบื้องหลังถูกประสานด้วยสุรา แม้มันเป็นนําที่ต้องห้าม เป็นนําที่ถูกสาปแช่ง แต่จอมยุทธทุกระดับชั้นต่างมีมันอยู่เคียงกาย?


(โก้วเล้ง) 4 เล็กเซียวหง ชอลิ่วเฮียง ผู้กล้าในฝันของปีศาจสุรา

ใครคนหนึ่งว่า " ยิ่งสูงยิ่งหนาว " สําหรับวนิพกจิ้วกุ้ยยิ่งเล่ายิ่งมัน ทําให้หวลคิดถึงมวลมิตรผู้มีฝีมือระดับพระกาฬในวงการธุรกิจ ยามทํางานสุภาพวาจารื่นหู แต่ยามเสพสุราต้องท้าชนแก้ว ยิ่งได้ที่มีสาวๆคอยเชียร์อยู่เคียงกาย ต่างฮึกเหิมไม่เลือกว่าเหล้าหรือ

เบียร์ บรั่นดีหรือวิสกี้ เทรวมเป็นสังขยาท้าชนกัน ใครดื่มหมดก่อนคือผู้ชนะคนฝีมือระดับพระกาฬ คุยโวเสียงดังคับพับบาร์ ดวลดื่มราวคู่แค้นพิสูจน์ความเหนือกว่า..

ผลสุดท้ายต่างไปเป็นปีศาจสุราในปรโลกในวัยฉกรรจ์ ใช่ไม่ยอมแพ้ในเชิงสุรา ในเชิงธุรกิจการงานที่แข่งกันก็แพ้ไม่ได้ ถึงตายก็ไม่เสียดาย นี่คือใจคนระดับพระกาฬ

กู้หลุ่งมังกรโบราณจับประเด็นนี้ มาเสกสร้างจอมยุทธในนิยายกําลังภายในของเขา ที่ไม่เพียงให้ความบันเทิงเริงรมย์ แต่ยังครอบคลุมความรัก การต่อสู้ ปรัชญา ศาสนา ที่น่าทึ่งเร้าใจ เมื่อมีการสอดแทรกแนวการสอบสวนอันประหลาด เร้นลับ โดยเฉพาะเมื่อเขียนบอกเล่าถึงความทุกข์ความสุขในโลกมนุษย์ มีขอบเขตกว้างขวางลึกซึ้ง สะกิดแกะเกาใจคนได้ดีเยี่ยม เพราะเขาขุดรากเง้าแท้จริงของคนด้วยสุรา ซึ่งมันไม่เคยปกปิดเรื่องราวอันใด เมื่อมันเข้าไปย้อมจนเมามาย โดยเฉพาะกับ กู้หลุ่ง ปีศาจสุราผู้ไม่เคยเมาโดยไร้ค่า

เหล่าจอมยุทธผู้โดดเด่นจากปลายปากกาของมังกรโบราณ ล้วนชื่นชอบในรสสุรา เช่น เซียวจับอิ้ดนึ้ง จอมยุทธผู้ปราดเปรียวดุจหมาป่า หรือเล็กเซียวหง ชอลิ่วเฮียง เหล่าผู้กล้ามิเพียงในเชิงยุทธ แม้เชิงสุรานารีก็เป็นหนึ่ง จอมยุทธผู้นับว่าเฉียบคมสุดยอดแห่งสายฟ้าแลบ ที่คู่ต่อสู้ตายตั้งแต่ยังไม่เห็นมีดสั้น ที่พุ่งเข้าปักจําเพาะคอหอยเป๊ะจุดเดียว ไม่มีใครทําได้ มีเพียงลี้คิมฮวงเท่านั้น จอมยุทธผู้ผาดโผนในยุทธจักร เขารู้จักมีดสั้นดีเท่ากับ รู้รสอันขมปร่าหรือความหวานหอมของสุราในแต่ละสถานการณ์


ก่อนมังกรโบราณ " กู้หลุ่ง "(โก้วเล้ง)5 จะบินผงาดฟ้า?

เมื่อวาน 28 ส.ค.54 สถานการณ์ดินฟ้าอากาศเย็นชื่น ทําเอาวนิพกจิ้วกุ้ยเปี้ยวปาก จิบหงส์เพลินไปหน่อย สภาพอากาศวันนี้ก็เช่นเดียวกับเมื่อวาน เพียงวันที่เปลี่ยน แต่เรื่องราวของกู้หลุ่ง ยังมันหยดไม่เคยเปลี่ยน...

ก่อนที่มังกรโบราณจะร่ายปากกาจนกระฉ่อน เรื่องนิยายกําลังภายในที่นิยมเขียนกันขณะนั้น เป็นเรื่องของเหล่าจอมยุทธผู้กล้า มีกําลังภายในผาดโผนเหนือมนุษย์ มีแฟนผู้ติดตามอ่านเพียงเฉพาะกลุ่ม ไม่กว้างขวาง

ซึ่งนอกจากจะมีกําลังภายในเหนือมนุษย์ ยังมีความพิสดารเหลือเชื่อให้อ่านกันอย่างสนุกสนาน เมื่ออ่านจบก็ทิ้งไป ไม่ได้เก็บเอามาเป็นสาระ ไม่ผิดนิทานพื้นบ้านประจําท้องถิ่น ซึ่งคนที่รับได้ต้องเป็นคนท้องถิ่นนั้น ส่วนคน ถิ่นอื่นถ้าบังเอิญมาได้ฟัง ก็ยอมฟังเพียงไม่ให้เสียมารยาทนิยายกําลังภายในก่อนหน้ากู้หลุ่งเข้าวงการนักเขียนก็เป็นเช่นนั้นทําให้คนหัวก้าวหน้ายุคใหม่ รับไม่ได้กับเรื่องที่เก่งเหลือเชื่อ ที่บังคับให้คนเชื่ออย่างนั้น?

อย่างเช่นพระเอกที่หุ่นสําอาง แต่ยกหินหนักเป็นตัน หรือการใช้วิชาตัวเบาเหยียบแง่หิน กระโดดให้พ้นบ่อเพลิงที่หลงเหยียบตกลงไป มันจึงเป็นจินตนิยายสําหรับคนที่ชื่นชอบความมันแบบอัศจรรย์ นิยายกําลังภายในจึงเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

เมื่อ.." มังกรโบราณ " เข้าสู่บรรณโลกแห่งนิยายกําลังภายใน จิตใจของเขาและความมุ่งมั่น ต้องการสร้างสรรค์นิยายกําลังภายใน ให้เป็นที่ยอมรับของคนทุกกลุ่ม ดังนั้นเขาจึงต้องต่อสู้กับกระแสความนิยมเดิม เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่อย่างสุดชีวิตสุดกําลัง เพราะในสายตาของผู้คนจํานวนมาก มองนิยายกําลังภายในเป็นนิทานโกหกไว้ อ่านฆ่าเวลา ไม่ได้เป็นวรรณกรรม หรือเป็นนวนิยาย นี่คือความขมขื่นของกู้หลุ่ง เขาถึงกับระบายความขมขื่นออกมาอย่างน่าฟังว่า..

" เขาไม่อนุญาตให้จัดเป็นงู แล้วก็ยังไม่ให้เป็นไส้เดือนอีกต่างหาก "

โซ่ตรวนแห่งความเชื่ออันเหนียวแน่นนี้ กดข่มให้มังกรโบราณต้องมุ่งมั่นเอาชนะ เพื่อทําลายกําแพงแห่งความเชื่อของมวลชนที่มีต่อนิยายกําลังภายในให้จงได้ แม้ต้องร้อยหมื่นพันเมา หรือต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อผลักดันให้นิยายกําลังภายใน เป็นที่ยอมรับอยู่ในระดับสากล เขาประกาศลั่นประหนึ่งจอมยุทธ ผู้บัญญัติกฏแห่งผู้กล้าว่า...

" ในอนาคตข้างหน้า ผู้เขียนนิยายกําลังภายในต้องได้รับการยอมรับในความเป็นนักประพันธ์ผู้มีเกียรติ เยี่ยงเดียวกับนักประพันธ์ในแนวต่างๆอย่างเสมอหน้า ไม่เหลื่อมลําอย่างที่เป็นอยู่นี้ "

กู้หลุ่งยังหวังสูงขึ้นไปอีกว่า.." ในอนาคตข้างหน้า หนังสือนิยายกําลังภายใน

จะสามารถประดับอยู่ในห้องรับแขกอย่างเต็มภาคภูมิ เยี่ยงเดียวกับนิยายทั่วไป" แล้วฝันของเขาก็เป็นจริง อย่างมังกรหยกของ " จินหยง " รัฐบุรุษเติ้งเสี่ยวผิงออกมายอมรับว่าเขาติดตามเป็นแฟนมาตลอด.


(กู้หลุ่ง 6)หวังยู่(เดชไอ้ด้วน) หลีชืง(นางเอกเอเซีย) ยอมชนแก้ว

ถ้าท่านต้องการสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น ชีวิตนี้ท่านยังจะเหลือค่าอันใด ให้ท่านไปเสาะแสวงหา? คําคมประโยคนี้ของกู้หลุ่ง เป็นจริงในชีวิตของเขา เพราะเมื่อสมหวังในชื่อเสียง เงินทองแล้ว ชีวิตของเขาก็แทบไม่เหลือค่าอันใด ช่วงขณะต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ คือ นิยายกําลังภายในต้องเป็นที่ยอมรับใน

ระดับสากล ความต้องการนี้กดดันให้มังกรโบราณต้องดื่มอย่างหนัก เพื่อเค้นเอาพลังสร้างสรรค์ พิเศษเหนือธรรมดา เขียนนิยายกําลังภายใน ที่เต็มไปด้วยศิลปที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงคุณค่าของมัน

ในเส้นทางสายใหม่ของนิยายยุทธจักร เหล่านักสู้ในสังคมยุคใหม่ ไม่ว่านักธุรกิจ นักบริหาร หรือคนทํางานในแขนงต่างๆ พากันอ่านอย่างดื่มดําในชั้นเชิงไหวพริบของชาวยุทธของกู้หลุ่ง มันช่างละม้ายเหมือนกับวงสังคมยุคปัจจุบัน นี่คือกลเม็ดอันแยบยลของมังกรโบราณที่เสกสร้าง บุกเบิกแนวทางใหม่ให้เหล่าชาวยุทธ

บุคคลที่มังกรโบราณคลุกคลีร่วมดื่มด้วย เปรียบได้ดั่งผู้เยี่ยมยุทธ ถ้าไร้ฝีมือไหนเลยเข้ากระทบไหล่ได้ครั้นเมื่อกระทบไหล่ยกแก้วสุราขึ้นดวลกัน เรื่องราวของผู้เยี่ยมยุทธย่อมเข้มข้นหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาไม่ผิดมุกมณีอันเลิศค่า เพราะผู้เยี่ยมยุทธเหล่านี้ล้วนเป็นของแท้ เช่น หวังยู่ พระเอกผู้โด่งดังเป็นพลุแตกใน " หงส์ทองคะนองศึกภาค2 " แล้วดังทะลุฟ้าในเรื่อง " เดชไอ้ด้วน "

ฉีเส้าเฉียนพระเอกดังใน " กระบี่ไร้เทียมทาน " และท้าฟันผู้ยึดบัญญัติจอมกระบี่ว่า แม้นอรหันต์ขวางความเป็นจอมยุทธมือหนึ่ง ต้องเซ่นคมกระบี่ไม่มีเว้น

เส้นทางของชาวยุทธลําลึกกว่านรกสิบขุม ความเหี้ยมเกรียมของผู้เยี่ยมยุทธในหนัง แสดงได้อย่างถึงใจ

เพราะใจจริงไม่ว่าของหวังยู่หรือฉีเส้าเฉียน ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับจอมยุทธในบทหนัง นอกจากแสดงได้อย่างผู้ไร้เทียมทานแล้ว ความเป็นนักดื่มของเขาก็ไร้เทียมทานด้วย เพราะบรั่นดีประเภทเอ็กโอแบบเพียวๆเข้าไปอุ่นในกระเพาะ 2 ขวดแล้ว เขายังสามารถดวลดื่มกับท่านได้อีก จนกว่าจะล้มทั้งยืน

ใช่เพียงบุรุษที่แกร่งกร้าวเท่านั้น ที่คงความเป็นนักดื่มผู้คงกระพัน แม้หลีชิง นางเอกผู้โด่งดังแห่งเอเซีย ไม่ว่าในหนังกําลังภายใน หนังเทพนิยายจีน หรือหนังจีนสากลล้วนแสดงบทบาทสมยอดฝีมือ

เธอเป็นเพื่อนดื่มที่แสดงความเป็นนางพญาหงส์แห่งยุทธจักร เพราะดื่มบรั่นดีเพียวๆ ดื่มรวดเดียว 2 แก้วต่อหน้ามังกรโบราณกู้หลุ่งเธอยังยิ้มสวยไม่สร่างซา ทําเอามังกรโบราณถึงสะท้านใจ

การได้รําเมรัยกับมิตรสหายทั้งที่รู้จักคุ้นเคย และมิตรสหายแปลกหน้า กู้หลุ่งรู้ ถึงรสสุรา ซึ่งใช่เพียงเมามาย แต่ยังได้เห็นถึงวรรณยุทธของคนผู้นั้นสู่งส่งหรือตําต้อย แม้ก้นบึ้งก็แสดงออกว่า ฮึกเหิมหรือเศร้าสร้อย ทุกกระบวนอิริยาบถถูกเก็บไว้เป็นคาร์แลคเตอร์ หรือบุคคลิกของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งที่มีชีวิตชีวาที่เปี่ยมพลัง

จะไม่เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อทุกตัวละครที่ถูกกําหนดขึ้น ล้วนมีกระแสแห่งชีวิจริงที่ กู้หลุ่ง อัดเข้าไป


เมาข้ามมิติหา " สหายกวีต่างยุค " (กู้หลุ่ง7)

วนิพกจิ้วกุ้ย ก็เหมือนนักดื่มที่มีจินตนาการบรรเจิดอื่นๆ เพียงอักษรศิลป์สูงหรือตํา ขึ้นอยู่กับจิตใจและการศึกษาของกวีแต่ละท่าน ส่วนของวนิพกจิ้วกุ้ยชอบกวีเพื่อชีวิต

อย่างกวีของ " โจสิด " น้องโจผีเว้ยอ๋อง ซึ่งต่างก็เป็นลูกชายโจโฉ ตอนโจผีหาเรื่องจะเอาชีวิตโจสิด โดยมีข้อแม้ว่าถ้าสามารถว่ากวีจบบทใน 7 ก้าว จะรอดชีวิต ไม่อย่างนั้นประหาร

โจสิดจึงเดินว่าบทกวีเพื่อชีวิตในแต่ละก้าว.." จู่ โต้ว หยัน โต้ว ฉี(เถาถั่วต้มผลถั่ว โต้ว ไจ้ ฟู่ จง ชี(ถั่วในหม้อพ้อรัวเสียง) เปิ่น ซื่อ ถง เกิน เซิง (ร่วมรากเง่ากําเนิดเรียง) เซียง เจี้ยน เหอ ไท่ จี๋(เร่งผลาญเกลี้ยงเยี่ยงนี้ใย) " ว่าจบก้าวที่ 7 พอดี โจสิดจึงรอด อีกบทกวีหนึ่งของชาวยุทธนิรนาม ซึ่งผ่านยุทธภพโชกโชน วนิพกจิ้วกุ้ยขอนํามา ว่าให้อ่านมันๆ " ใครขอซื้อชีวิตจะปลิดให้ เอาชีวีมันไซร้แทนมูลค่า เมื่อกล้าซื้อก็กล้าขายตามราคา หากเสียท่าอีกเรื่องไม่เคืองกัน "

แต่จินตนาการของมังกรโบราณ เขาย้อนยุคไปใกลใต้เงาจันทร์ท่ามกลางกลิ่นเมรัยที่อบอวล เขาชูจอกประหนึ่งรําเมรัยทิพย์กับมหากวี " หลี่ไป๋ " สมัยราชวงศ์ถัง บางครั้งกับมหากวี " ตู้ผู่ " ที่ต่างยุคสมัยกันนับหลายร้อยปี

แต่ในจินตนาการ มหากวีทั้ง 2 ล้วนมีรสนิยมในสุราเมรัย เพื่อสร้างความรู้สึกกลั่นกรองออกมาเป็นอักษรได้แทบไม่ต่างกันจากการเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ มังกรโบราณถึงกับสามารถพูดถึงสองมหากวีเอก ราวกับเป็นสหายร่วมดื่มกันมานานปีจนรู้ใจ มังกรโบราณบอกบุคคลิกของ 2 มหากวีว่า...

" หลี่ไป๋ " ซ่อนความสามารถอาจหาญลําลึก ทําตัวตามสบายด้วยความเป็นตัวของตัวเองหลี่ไป๋ มหากวีท่านนี้ใช่เป็นเพียงนักดื่มไร้เทียมทาน แต่ยังเป็นจอมยุทธมือกระบี่

เหตุฉะนี้ บทกวีที่รังสรรค์ขึ้น จึงประดุจอาชาสวรรค์เผ่นโผนอยู่บนฟากฟ้า และพลิ้วไสวประหนึ่งคลื่นอันเชี่ยวกรากของแม่นําฮวงโหว เป็นความลึกซึ้งคมคาย ที่ฟุ้งกระจายด้วยกลิ่นอายของเมรัย

กู้หลุ่ง พูดได้ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุด ราวกับได้รู้จักกับมหากวีท่านนี้จริงๆ เพราะมหากวีเอกที่แม้แต่ฮ่องเต้ต้องให้อาลักษณ์ตามติด คอยจดทุกคํากวียามหลี่ไป๋เมามาย

สุดท้ายยอมสละชีวิตตน ด้วยความหลงไหลในความงามแห่งเงาจันทร์ในพื้นนําขณะเมามาย

กู้หลุ่ง เขียนถึงกวีเอกอย่าง " ตู้ผู่ " ว่า เป็นคนสุขุมและมีความยั้งคิดมากกว่า แม้เขาจะเป็นนักดื่มตัวยงเช่นกัน แต่จินตภาพในบทกวีของเขา มักจะหยุดในอาการเคลิ้มเมาเกินไป นี่คือความแตกต่างระหว่างกวีสองท่านนี้

แน่นอนว่า ตัวกําหนดที่สําคัญของความแตกต่าง คือ ชาติกําเนิด และประสบการของชีวิต แต่จุดเหมือนที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ ต่างลุ่มหลงในเสน่ห์ของเมรัย

นี่คือใจสื่อใจที่ข้ามยุคข้ามศตวรรษ มาถ่ายทอดความรู้สึกให้ได้รู้กัน

สิ่งนี้ถ้าไม่ใช่ " กู้หลุ่ง " เขียน ต้องถูกคนประณามว่าบังอาจเอาสองมหากวีเอกมาเสริมบารมีตน แต่เมื่อเป็นมังกรโบราณพูด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นนักดื่มตัวระหํา ใครเลยจะกล้าเข้ามาโต้แย้ง และยิ่งในบทสุดท้ายแห่งชีวิตการดื่มอย่างระหํา ซึ่งโลกต้องจารึกไปอีกนานแสนนาน กู้หลุ่ง ดื่มไม่หยุดเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ทั้งในขณะร่างกายเจ็บป่วยสาหัสอยู่แล้วก็ยังดื่มอย่างที่ว่า...

เขาเป็นสหายเสมอชั้นกับมหากวีเอกอย่าง " หลี่ไป๋ " ได้จริงแท้


กู้หลุ่ง(โก้วเล้ง8) ปีศาจสุราสะท้านภพ

เมื่อวานวนิพกจิ้วกุ้ยห่างหายเข้าในวงเหล้า เหล่าบรรดาชาวยุทธวัยฉกรรจ์ ยังชุมนุมกันเนื่องแน่นในห้องอาหาร ดื่มกินเคล้าเสียงเพลง บางโต๊ะคุยหัวเราะเสียงลั่นราวบ่งหนองแห่งความเครียดออกจากอก บางโต๊ะต่อกระซิกกับสาวราวมีความลับล้นอกต้องระบาย หาไม่อาจอกแตกตาย

สําหรับโต๊ะของวนิพกจิ้วกุ้ย ล้วนปีศาจสุรามีระดับที่รีเซฟชั่นสาวคอยรินไม่ขาด

แก้ว เฉกเช่นเดียวกับเสียงคุยโวของปีศาจสุรา ต่างอวดความเก่งกล้าในยุทธภพ ที่มีเบื้องหลังอันโชกโชนจากพิษ imf.40 นี่ถ้าไม่มีสุราโชลมใจ ถ้าไม่กระอักเลือดก็คงเป็นลูกดิ่งวัดความสูงของตึกระฟ้า กระนั้นก็มีปีศาจสุราหลายตนลาโลกด้วยสิ่งที่โชลมใจ

คือ ตับแข็งและมะเร็งในลําไส้ ปีศาจสุราที่ยังอยู่มิใช่มิสําเนียกรู้ เพราะต่างไปเยี่ยมเยือน ถึงเตียงคนไข้ ซึ่งวนิพกจิ้ยกุ้ยก็ไปเช่นกัน สิ่งที่เพื่อนบอกลา คือ...เวลาตั้งวงอย่าลืมเรียกกูด้วย อย่าปล่อยกูเปรี้ยวปากนะพวกมึง...

นี่ขนาดปีศาจสุราปลายแถวยังล้อเล่นกับมัจจุราชเยี่ยงนี้ แล้วปีศาจสุราระดับมังกรผู้มากด้วยนําใจ มีมิตรสหายรุมล้อมเป็นเพื่อนคลายความว้าเหว่ที่เฝ้าหลอนใจ

เขายิ่งดื่มอย่างบ้าระหํายาวนานกว่า 20 ปี กู้หลุ่งจึงมีอันต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลแล้วเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ..

เมื่อฟื้นขึ้นมารับคําสั่งหมอ " ห้ามดื่มสุราเด็ดขาด " ในช่วงพักฟื้นที่ไม่อาจดื่มสุราได้ กู้หลุ่ง ถูกโรคความเปลี่ยวเหงาเข้าจับหัวใจ

ทําให้รู้สึกว่าวันคืนช่างยืดยาวทรมาน เหมือนกระบี่คมกริบกรีดเฉือนในส่วนลึก ซึ่งปกติมันก็เจ็บอยู่แล้ว ให้ปวดร้าวลึกลงไปอีก ยามไร้สุรา มวลหมู่มิตรที่เคยห้อมล้อมก็จางหาย กลับปรากฏความเปล่าเปลี่ยว

ที่กู้หลุ่งขยาดกลัว เข้ามาหลอนทุกเส้นใยประสาทแทบระเบิด ในช่วงที่ปีศาจสุรางดเหล้า ความเงื่องหงอยไม่ปราดเปรียวปรากฏชัด เพื่อน-

บางคนถึงกับออกปากเย้าว่า..

" เมื่อก่อนถ้าพบ กู้หลุ่ง ให้รู้สึกขยาด เกรงว่าจะดวลเหล้าจนฟุบคาโต๊ะกันไปข้างหนึ่ง จึงขยาดถ้าคิดชวนไปกินอาหารด้วยสักมื้อ แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ดื่มเหล้าแล้ว ไป

ชวนกินอาหารกลับเป็นเรื่องไร้ความหมาย? "

ไม่ผิดงูถูกตัดเขี้ยวพิษ เสือถูกล่าม เหล่านักผจญภัยจะเสี่ยงภัยอันใดอีกเพราะไม่มีเขี้ยวเล็บให้ต้องระวัง มันจืดชืดสิ้นดี?


กู้หลุ่ง " ความตายอันลําค่า " (9)

ความจืดชืดแบบนําบริสุทธิ์ สําหรับคนทั่วไปถือว่าดี แต่สําหรับชาวยุทธหรือ วนิพกจิ้วกุ้ย มันช่างไม่มีแรงกระตุ้นต่อมความกล้าออกมาให้ประจักษ์กันเลย ชีวิตที่เคยท้าทายก็เงื่องหงอย กู้หลุ่งปีศาจสุรารุ่นเดอะ เมื่อถูกหมอสั่งให้หยุดสุรา จะเป็นอย่างไร?

การอยู่ในสังคมที่ไร้การสังสรรค์ด้วยสุรา มิสู้หลบในสิงขรหรือใต้บาดาลเสียยังจะดีกว่า

นี่เป็นเหตุให้ปีศาจสุรา ผู้เดินผ่านความตายอย่างเฉียดฉิว หลีกลี้พาตัวเองไปหลบอยู่บนเขา เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่ง โรคความเปลี่ยวเหงาอ้างว้าง ความคมแห่งสมองมิได้เชือดเฉืยนผู้ใด มันกลับมาเชือดเฉือนตนเอง

เพียงไม่นาน กู้หลุ่ง หันกลับจับจอกสุราดวลดื่มระหํากับเพื่อนพ้อง แบบไม่เกรงใจตับไตที่ทรุดโทรมอยู่แล้ว ให้เห็นดีกันไปข้างหนึ่ง ผลคือมังกรโบราณต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 2

สมแล้วกับการตั้งคําถามให้ใครก็ตามที่เป็นผู้กล้า กล้าเข้ามาอยู่ในสภาวะเยี่ยงนี้หรือไม่?

" ถือความเจ็บปวดเป็นความหฤหรรษ์เยี่ยงนี้ ท่านยินดีเสพหรือไม่? "

" ถ้าท่านต้องการสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น ชีวิตยังจะเหลือค่าอันใดให้ท่านไปเสาะแสวงหา? "

นี่คือการบอกความจริงแห่งชีวิต ไม่มีใครที่จะได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาง่ายๆ หรือสมหวังทุกเรื่องไป แม้กู้หลุ่งต้องการข้อมูลจากเพื่อนพ้อง ยังต้องดวลดื่มเค้นความลึกจากหัวใจเพื่อนให้มากที่สุดลึกที่สุด

แต่บางครั้งเขาก็ถูกเสียดสี มันไม่ได้เรื่องอย่างที่คิดทุกเรื่องไปเงื่อนปมที่ย้อนแย้งซับซ้อน ต้องใช้ไหวพริบในการเสาะหาที่แหละ คือ " รสชาติอันแท้จริง "

หมอสั่งห้ามขาดในเรื่องการดื่ม ถ้าไม่เช่นนั้นตายได้ทุกเวลา มันเสมือนเป็นคําเตือนจากมัจจุราช บอกยําซําทั้งสามครั้งสามครา กู้หลุ่งมีความกลัวต่อความตายที่หมอเตือนมากแค่ไหน เราท่านพิเคราะห์ได้ ว่าแท้จริงมังกรโบราณท้าทายความตายเสมอ

เพราะการถูกหามเข้าโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง ก็ด้วยเหตุผลเดียว คือ เมาตายให้โลกระบือ ดีกว่าเหงาตายอยู่ในมุมมืด

ในครั้งที่ 3 ที่เข้าโรงพยาบาล หมอและนางพยาบาลที่รู้อาการตับของกู้หลุ่งดี ถึงกับกล่าวคารวะความไม่กลัวตายของเขาว่า..

" พวกเราจะขอทําพิธีมอบเหรียญกล้าหาญให้คุณ เพราะมันจะไม่มีครั้งที่ 4 อีก "

พออาการทุเลา พักฟื้นได้ไม่นาน กู้หลุ่งกลับมาดื่มสุราอีก คราวนี้เขาดื่มเหมือน ร่วมฉลองกับพญามัจจุราชอย่างปรีเปรม ยินดีจะไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก มันเป็นโลกอันเกรียงไกรเหนือลํายิ่งกว่าความลําลึก ความพิสดารในนิยายที่เขารังสรรค์ขึ้น แม้ในช่วงตอนหนึ่งที่เขาเขียนบอกความรู้สึก ก่อนดื่มร่วมยินดีกับพยายม มันมีพลังบอกความท้าทาย และศักดิ์ศรีของอัจฉริยะปีศาจสุรา ฉายาที่เขาได้มานั้นใช่เกินจริง

" ข้าฯก็เป็นคนในยุทธจักคนหนึ่ง เคยเป็นชาวยุทธเร่ร่อนไร้ถิ่นที่อยู่ หากมีใครบอก ว่าเจ้ากําลังฆ่าตัวตาย ด้วยสุราอย่างช้าๆ แบบไม่เห็นโลงไม่หลั่งนําตา ฮะ ฮะ... ต่อให้เห็นโลงนําตาก็ไม่หลั่ง มันเป็นความยินดีปรีดา เพราะคนที่เส่ว่าข้าฯนั่นหละไม่รู้?

ไม่รู้ว่ามือข้าฯมีสุราพิษอยู่ก่อนแล้ว...

แน่นอน มันต้องเป็นสุราพิษที่ดีที่สุด ที่ข้าฯรู้คุณค่า และกระหายที่จะดื่มมัน "

ใจที่กร้าวแกร่งเดินเข้าหาความตายอย่างไม่สะทกสะท้าน เพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่า ทุกหยดหยาดจากจอกในครานี้ เป็นใบเชิญชวนมัจจุราช เขายังคงดื่ม เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเขา ความประพฤติเยี่ยงนี้ นักเขียนเจ้ายุทธจักรไทยคนหนึ่ง ก็เคยทํามาแล้ว ท่านผู้นี้ คือ " ยาขอบ " ผู้ร่ายเพลงทวนและเพลงรัก ให้สะท้านฟ้าวรรณกรรมไทยมาแล้ว นั่นคือ " ผู้ชนะสิบทิศ "

แม้ขณะเมื่อนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เพียงมีเพื่อนรู้ใจมาเยี่ยม วาระนั้นยังเหลือแรงลุกจากเตียงมาได้ ยาขอบผู้กระเดื่องนาม พาเพื่อนมาดื่มสุราที่ร้านข้างโรงพยาบาลทั้งชุดคนไข้ การท้าตายเยี่ยงนี้เกิดก่อนหน้า มังกรโบราณร่วม 20 ปี อา..

สุรา ของเหลวที่ลําค่า มีเพียงมันเท่านั้นที่สามารถปลอบประโลม ให้คนลืมเรื่องที่เขาไม่ควรคิดถึงอีกสิ่งที่ลบเลือนความเจ็บปวดแห่งอดีต " ความตาย " มันช่างเด็ดขาด ลําค่า เป็นนิรันดร์ ชั่วกาลนาน...


นักบู๊สู้ทุกทาง คือที่มาของ " กู้หลุ่ง " 10

กู้หลุ่งเกิดที่ " ฮ่องกง " ปี พ.ศ.2481 เมื่อจบชั้นประถมที่ฮ่องกง ได้เดินทางมาเรียนต่อที่ไต้หวันอย่างโดดเดี่ยว ขณะอายุ 14 ปีช่วงปีแรกๆที่เรียนอยู่ไต้หวัน ยังติดต่อกับครอบครัวที่ฮ่องกง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางครอบครัวส่งมาให้

กู้หลุ่งมีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาเรียน ตามประสงค์ของครอบครัวอยู่ได้ 4 ปี จู่ๆทางครอบครัวขาดการติดต่อ เสมือนหนึ่งกู้หลุ่งถูกตัดหางปล่อยวัดสภาพของคนหนุ่มนักศึกษามีอันพลิกผัน แทบจะกลายเป็นยากจกยากจน แม้ห้องที่จะซุกหัวนอนยังแทบไม่มี

กู้หลุ่งเหมือนถูกทดสอบเคี่ยวกรํา ให้เขาได้ซึมซับประสบการณ์อันแท้จริงจากสวรรค์ เขาเป็นอิสระจากการยึดติด เข้าสู่วงการนักพนัน และนักบู๊เช่นนี้ มันเป็นทางรอดทางหนึ่ง ที่กู้หลุ่งจําต้องเลือกเข้าคลุกเคล้าแต่เป้าหมายการศึกษาที่รับปากทางบ้านมา

กู้หลุ่งไม่ละเลยครั้งหนึ่ง ขณะกู้หลุ่งกับเพื่อนร่วมแก๊ง ดื่มเหล้าอยู่ในบาร์ จู่ๆมีแก้วลอยมาตกที่โต๊ะ พร้อมเสียงท้าทาย เพื่อนร่วมแก๊ง 3 คนเงียบกริบ ด้วยฝ่ายหาเรื่องมีมากกว่าเท่าตัวกู้หลุ่งใจเกินร้อย ฆ่าได้หยามไม่ได้

เขาลุกจากโต๊ะเดินเข้าหากลุ่มนักเลงมือเปล่า" อยากลองของมากใช่ไม๊? " ยังไม่ทันมีใครตอบ ขวดเบียร์ในมือกู้หลุ่งหวดกบาลคนนั่งใกล้ การประกาศศักดาแบบสายฟ้าแลบ ทําเอาวัยรุ่นกลุ่มนั้นแตกฮือ กู้หลุ่งเดินกลับมาที่โต๊ะชวนเพื่อนออกจากบาร์ เพราะผู้คนแตกตื่นชุลมุน พลัน กู้หลุ่ง เสียววาบที่สันหลังแล้วทรุดล้มลง พวกเพื่อนเข้าประคอง คนระหําถูกลอบแทงข้าหลัง อาการเข้าขั้นโคม่าเสียแล้วนี่คือแผลหนึ่งที่ฝากไว้

เมื่อ กู้หลุ่ง อยู่ในอาณาจักรนักบู๊กู้หลุ่ง มองอาณาจักรนักเลงที่ตนยําอยู่ เป็นแวดวงที่คับแคบและไม่ใช่เป้าหมาย หลังจากหายเป็นปกติ เขาเดินสู่เป้าหมายอย่างจริงจัง คือทํางานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่วิทยาลัยครู และหางานพิเศษ เช่น เขียนกระดาษไข พิมพ์โรเนียว และตรวจปรู๊ฟสิ่งพิมพ์เงินที่ได้จากการทํางาน ล้วนเป็นทุนในการเข้าสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยต้ากังคณะอักษรศาสตร์ แผนกภาษาต่างประเทศ งานที่ทําล้วนส่งเสริมวิชาที่เรียนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นแล้วเป้าหมายที่วางไว้ก็สําเร็จ ได้ปริญญาบัตรมาเป็นเกียรติใบหนึ่ง

นอกจากเขาจะเก่งภาษาจีนอย่างหาตัวจับยากแล้ว ภาษาอังกฤษก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่แล้ว กู้หลุ่ง ก็ก้าวเข้าสู่วงการยุทธจักรระดับโลกอย่างแท้ นั่นคือได้เข้าทํางานในคณะที่ปรึกษาทางทหาร ของอเมริกันประจํากรุงไทเป ในตําแหน่งบรรณรักษ์ประจํา-ห้องสมุดเรียกว่าเป็นฝ่ายมันสมองและข้อมูลของกองทัพทีเดียวนี่คือโอกาสอันวิเศษสุดของกู้หลุ่ง ที่ได้ซับเอาความรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งในแง่วิชาการและวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเหลือเฟือ เพราะหนังสือและเอกสารมีเป็นแสนๆให้ดูเมื่อวิชาความรู้เต็มล้นแก่กล้า กู้หลุ่งก็เริ่มจับปากกาเขียนนิยายแนวบู๊ลิ้ม หรือ-เรื่องราวของนักสู้ชาวยุทธจักร

ทําไมเขาไม่เขียนนิยายแนวอื่น เขาทําไม่ได้หรือ? จึงเขียนนิยายในแนวที่ถือได้ว่ามีมุมอับตัน ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในระดับสูงย่อมไม่ใช่แน่นอนกู้หลุ่ง อาจเขียนได้ทุกแนว แต่ความเป็นคนมีจิตใจเข้มข้นรักการต่อสู้ เชือดเหลี่ยมเฉือนคม โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน..ปลดปล่อยอารมณ์ได้มันสะใจ เปิดเผยสันดานมนุษย์ได้อย่างถึงกึ๋น

กู้หลุ่ง ชอบอย่างมันๆ แนวนี้มากกว่า และในความเป็นจริง แม้กู้หลุ่งจะเขียนนิยายยุทธจักร แต่มันก็มีรักหวานซึ้ง คุณธรรมเสียสละ และเศร้าอกหักขมขื่น ยิ่งกว่านิยายรัก-เศร้าเคล้านําตาเสียอีก" ซุงเกี้ยมชิงเกี้ยม " (เทพกระบี่โพยม) นิยายยุทธจักรขนาดยาว 12 เล่มจบ

กู้หลุ่งเขียนเป็นชุดแรก และขายให้แก่สํานักพิมพ์ในราคาเหมือนให้เปล่าเพราะค่าเขียนได้เล่มละ 800 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นเงินไทยยุคนั้น 400 บาทมันเป็นย่างก้าวแรกของนักเขียนหน้าใหม่ ที่สํานักพิมพ์ไม่อยากเสี่ยงลงทุน แต่เมื่อพิมพ์เป็นหนังสือออกมา มันกลายเป็นย่างก้าวของมังกรผู้อ่านซื้อหาตอบรับแบบไม่ธรรมดา...


ความคิดเสรี ก็มีในมังกรโบราณ (กู้หลุ่ง 11)

โลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งทําให้คนจํานวนมากตามไม่ทัน เลยไม่อยากรับรู้การเปลี่ยนแปลง ผลของมันทําให้เกิดความเหลื่อมลําทางความคิด และเลยเถิดมาถึงสังคมอย่างช่วยไม่ได้

ในกรณีกู้หลุ่งก็เช่นกัน แต่แรกที่เริ่มเขียนนิยายกําลังภายในแนวใหม่ เพียงเพื่อหาเงินกินเหล้ากับเพื่อนฝูงเท่านั้น ไม่ได้หวังอะไรเลิศหรู ในช่วงสิบปีแรก กู้หลุ่งพัฒนานิยายกําลังภายใน จากเรื่องแก้แค้น เรื่องพิสดาร ลึกลับซับซ้อน พลิกความคาดหมาย หรือตัวเอกได้คัมภีร์วิทยายุทธ ยาวิเศษ ผลไม้พันปี เพื่อเกิดกําลังภายในแบบพิเศษ

นี่แทบจะเป็นแนวทางของหนังสือนิยายกําลังภายในแทบทุกเรื่อง นักอ่านที่เจน จัดพออ่านตอนแรก ก็สามารถคาดเดาตอนจบได้กู้หลุ่ง ผู้จบปริญญาด้านอักษรศาสตร์ และบรรณรักษ์ประจําห้องสมุดกองทัพอเมริกัน ได้เริ่มเปิดศักราชเรื่องกําลังภายในแนวใหม่ ฉีกความคิดแบบเก่ากระจุยดังตอนหนึ่งในข้อเขียนของเขา ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ทุกสาขาอาชีพทีเดียว

ไม่ใช่จําเพาะอาชีพนักเขียนขายความคิดเท่านั้น...

" ข้าพเจ้าเชื่อว่า ความคิด สภาวะแวดล้อม และระดับความสุกงอมทางความคิด ของผู้คนในสังคม ต่างก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น คนเขียนหนังสือต้องก้าวลําเปลี่ยนตามไปด้วย

โลกนี้มิได้มีเรื่องที่ถูกต้องสมบูรณ์เป็นนิรันดร์อย่างแน่นอน เพราะโลกนี้ไม่เคยมีความถูกต้องสมบูรณ์ เมื่อพบทางตันก็ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยนแปลงก็ทําให้คล่องแคล่วขึ้น "

นี่เป็นถ้อยคําที่คมคายทะลุโลก เปี่ยมด้วยเหตุและผล มันเป็นการถ่ายทอดความจริงของชีวิต จึงสามารถตกทอดมาได้นับร้อยนับพันปี ในช่วงเวลาที่พิสูจน์ถ้อยคํา มันกลืนกินชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน แล้วจะปฏิเสธมันอย่างไร?

ปฏิเสธไม่ได้แน่นอน มันเป็นความจริงที่เหนือกาลเวลา

" ข้าพเจ้ามุ่งหวังอยู่เสมอ ทีค่จะสร้างสรรค์อาณาจักรใหม่ ของนิยายกําลังภายในที่แปลกแยกออกไป ให้ต่างจากของเดิม บางครั้งประสบผลสําเร็จ บางครั้งล้มเหลว " ล้มเหลวแล้วจะเป็นไรไป?

ความล้มเหลวแท้จริงแล้ว มันคือมารดาของความสําเร็จมิใช่หรือ?

ดังนั้น ช่วงระยะใกล้ๆนี้ ข้าพเจ้าจึงคิดอยากทําสิ่งต่างๆหลายเรื่อง นําวิธีการที่ใหม่ที่สุดมาเขียนนิยายแบบเก่าที่สุด ใช้วิธีการที่เก่าแก่ที่สุด มาใช้เขียนนิยายแบบใหม่ที่สุด ความหวังที่ตั้งไว้นี้จะสําเร็จหรือไม่? ฟ้าเท่านั้นที่รู้?

ไม่ว่าฟ้าจะรู้หรือไม่? อย่างน้อยที่สุดข้าพเจ้าย่อมไม่รู้อย่างแน่นอน ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร และก็ไม่ใช่เรื่องสําคัญ

ที่สําคัญ คือ ท่านมีความเชื่อมั่นแนวความคิดใหม่ๆชนิดนี้หรือไม่? มีความกล้าหาญต่อการกระทําสิ่งแปลกใหม่ชนิดนี้หรือไม่?

หากว่ามนุษย์ไม่มีความกล้าหาญ และความเชื่อมั่นเช่นนี้ สังคมวันนี้จะเป็นสังคมเช่นไร? ยุคสมัยของวันนี้จะเป็นยุคสมัยเช่นไร?


ประสบการณ์ เป็นบันไดต่อยอดสิ่งใหม่ของ " กู้หลุ่ง " 12

กู้หลุ่งมังกรโบราณ เริ่มใช้ฉากชีวิตของคนโบราณ แต่มีความคิดแบบคนสมัยใหม่ สํานวนแบบใหม่ เป็นตัวของตัวเองก็เริ่มขึ้น ใน "ราชายุทธจักร "

เป็นการสลัดหลุดจากแนวคิดแนวเขียนดั้งเดิม เป็นแบบฉบับของตัวเอง หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์นิยายกําลังภายในทั่วไป ยุทธจักรนิยายของ กู้หลุ่ง..

จึงมีโฉมหน้าและแบบฉบับเฉพาะตัวเป็นเอกเทศ ที่เขาทําอย่างนี้ได้ ก็จากการอ่านอย่างดุเดือด ไม่ว่าวรรณกรรมจีนยุคโบราณ หรือวรรณกรรมตะวันตกยุคใหม่ มาประสมประสานสร้างแนวคิดใหม่ๆขึ้น

กู้หลุ่ง ได้ทําตามที่ฝันไว้จริง และมาดังระเบิดจริงตามที่วางแนวไว้ คือ.. ชอลิ้วเฮียง(จอมโจรจอมใจ) เซียวฮื้อยี้ ฤทธิ์มีดสั้น ฯลฯ

ความสําเร็จของกู้หลุ่งไหนเลยจะได้มาด้วยความบังเอิญ หรืออย่างง่ายดาย

เพื่อนที่เขาเขียนถึงแต่ละคน ล้วนเป็นเจ้ายุทธจักรในวงการประพันธ์ และผู้กํากับมือหนึ่งในการสร้างหนังกําลังภายใน ทุกคนมีแบบฉบับเป็นตัวของตัวเอง แล้วแบบฉบับนี้แหละ คือสิ่งที่กู้กลุ่งนํา มาเสกสร้างเป็นตัวละคร

" ข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า หนังสือนิยายที่ดีที่สุด เพราะว่าตัวละครในนิยายกําลังภายใน ย่อมต้องอยู่ในวงการยุทธจักรอย่างแน่นอน เช่น กิมย้ง ยึดถทอคุณธรรมความซื่อสัตย์ (มังกรหยก) จางเช่อ(ผู้กํากับหนังนักบู๊มือหนึ่งของโลก) ยึดความทรนง องอาจ กล้าตาย เช่น เดชไอ้ด้วน ดาบไอ้หนุ่ม หรือ 13 พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ คนเหล่านี้ กระทําในสิ่งที่ผู้อื่นทําไม่ได้ กล้าทําในสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้ากระทํา พวกเขากล้าทํากล้ารับ กล้าร้องไห้กล้าหัวเราะ กล้ารักและกล้าล้างแค้น ทัศนะที่ผู้อื่นมองดูพวกเขา พวกเขาต่างไม่ถือเป็นอารมณ์

มีคนจํานวนหนึ่งรู้สึกว่าพวกเขาทั้งน่ารังเกียจ ทั้งน่าแค้น แต่ข้าพเจ้าเลื่อมใส พวกเขา ชมชอบพวกเขา อย่างน้อยที่สุดพวกเขาได้กระทําการอย่างหนึ่ง คือทําแต่เรื่องที่ตนยินดีจะทํา และทําเพียงเรื่องที่ตนเองชอบจะกระทําเท่านั้น "

สิ่งนั้นมิใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายๆเลย " ข้าพเจ้าจึงอยากจะเขียน " คนในยุทธจักร " เป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นเรื่องของคนที่ทรนงองอาจ กล้ารักกล้าแค้น "

ในจํานวนนี้มีมือกระบี่ มีนักฆ่า มีมหาโจร และมีจอมยุทธผู้ถือคุณธรรม มีขโมย เทพยดา และมีมือปราบเทวดา

ไม่ว่าพวกเขาจะเคยกระทําเรื่องราวอันใด อย่างน้อยจิตใจเบื้องลึกของพวกเขาดีงาม

คนที่ดีงาม ถึงอย่างไรก็เป็นคนน่ารัก

เรื่องราวในโลกนี้ที่ควรค่าแก่การอาฆาตแค้น ควรค่าแก่การเดือดดาล ควรค่าแก่การรําไห้เสียใจ ควรค่าแก่การเอาศีรษะพุ่งชนฝาให้ตายไปนั้น มีมากมายเหลือเกินแล้ว

" ทําไมเราจึงไม่อาจเขียนเรื่องราวของคนที่น่ารัก เพื่อให้ผู้คนได้รู้ว่า ชีวิตนั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่น่ารัก "

นี่คือมุมมองชีวิตของ " กู้หลุ่ง " ที่มีทั้งความเคร่งเครียด ชนิดเอาเป็นเอาตาย ตามแบบฉบับของคนจริง แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็มองชีวิตส่วนลึกในแง่ดี เสมือนหนึ่งเป็นกําลังใจ เพราะชีวิตแต่หนหลังของเขา ในขณะที่ผู้อื่นแบกกระเป๋าไปโรงเรียน แต่เขา " กู้หลุ่ง " กลับต้องระเห็ดออกมาดิ้นรน เพื่อความอยู่รอดในวงการยุทธนักบู๊เสียแล้ว

แม้ช่วงนั้นชีวิตจะเลวร้าย แต่เขาก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านั้นไว้ แล้วเอามาเขียนเป็นนิยาย ได้เงินมากินเที่ยวเลี้ยงเพื่อนอย่างเปรมปรีดิ์ โดยเขากล่าวว่า..

" เมื่อเริ่มเขียนนิยายกําลังภายใน ก็เริ่มมีเงิน คนผู้หนึ่ง หากรู้จักแต่หาเงินโดยไม่ใช้เงิน ย่อมไม่อาจบันดาลให้ผู้คนนับถือเลื่อมใส ที่น่ายินดีก็คือคนชนิดนี้มีไม่มากนัก ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ จึงมีชีวิตอย่างเป็นสุข? "


วงสุรา คือ แหล่งข้อมูล ของ " กู้หลุ่ง " 13

ช่วงที่นิยายกําลังภายในยังจัดพิมพ์เป็นเล่มเล็กๆ จุอักษรได้ 3 หมื่นถึง 5 หมื่น คนที่เขียนหนังสือเร็ว เพียง 3-4 วัน ก็เขียนได้เล่มหนึ่ง

ในระยะนั้นค่าต้นฉบับมาตรฐานเล่มละ 500 เหรียญไต้หวัน ( เมื่อ30 ปีก่อนเงินเหรียญไต้หวันเล็กกว่าไทยครึ่งหนึ่ง) ส่วนนักเขียนใหญ่มีชื่อเสียง ได้ค่าเรื่องมากกว่าถึง 6 เท่า คือ 3,000 เหรียญไต้หวัน

กู้หลุ่งเขียนอยู่ไม่นานนัก ก็ไต่ระดับขึ้นมาเทียบเท่านักเขียนใหญ่ ได้ค่าเรื่อง 3,000 เหรียญไต้หวัน ทําเอางงงันไปทั้งวงการ

นับว่าได้เงินด้วยความเบิกบานใจจริงๆ และเขาก็ใช้เงินเรื่องสุราเพื่อนด้วยความเบิกบานใจเช่นกัน ไม่ว่าแหล่งบันเทิงระดับไหนในกรุงไทเป เด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาสู่ยุทธจักรค้างคาวราตรีชั้นสูง ก็ใช้เงินเจาะไชความลี้ลับของมันทุกซอกมุม

มีผู้ชายคนใดปฏิเสธได้ว่า แหล่งที่ปล่อยอารมณ์ความรู้สึก และประสบการณ์ต่างๆ ไม่มีที่ใดดีเท่าวงสุราบาน อันวงสุราบานนั้นก็มีอยู่เพียบพร้อม ตามแหล่งบันเทิงเริงรมย์ หรือกระทั่งร้านอาหารตามซอกหลืบ

เมื่อเหล้าเข้าปากความลี้ลับใดในใจเริ่มเผยแง้ม เรื่องลีลาในมุ้งไม่ว่ากับคนรักหรือกับใคร? มีความวิจิตรพิสดารแค่ไหน พรั่งพรูออกมาจนแทบจะเห็นทุกขุมขน

ใช่เพียงเรื่องนี้ เรื่องพิสดารอื่นๆชวนตลกขบขัน หรือเศร้าสลดก็มากมาย จึงไม่แปลกเลยที่ กู้หลุ่ง ต้องเข้าเยี่ยมเยือนวงสุราเป็นอาจิน ทั้งอาศัยแหล่งบันเทิงเป็นที่นัดพบกับสหาย หรือบางทีกับคนที่ไม่รู้จักก็ตั้งวงสนทนากันได้ออกรส

แม้คนผู้หนึ่ง โดยเฉพาะคนอย่าง กู้หลุ่ง ที่ได้ชื่อว่า " ปีศาจสุรา " แท้จริงในจิตใจของเขามีข้อขัดแย้งอยู่ในตัวเอง ที่เขารําดื่มสุรามิใช่ด้วยความชื่นชอบหรือโปรดปราน เขามีสิ่งแฝงเร้นอยู่ ดังคําบอกเล่าของเจ้าตัว...

" ความจริงข้าพเจ้ามิได้รักการดื่มสุรามากที่สุด ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบรสของสุรา หากแต่สิ่งที่ข้าพเจ้าชอบแท้จริงนั้น คือ " เพื่อนในวงสุรา " และบรรยากาศในวง-

สุรา บรรยากาศเช่นนี้จะหาได้ก็แต่ในวงสุรา ที่อื่นไม่อาจสร้างขึ้นได้อย่างแท้จริง "

อีกสิ่งหนึ่งที่ กู้หลุ่ง อ่านขาด แม้จะไม่ชอบแต่เขาก็ยอมรับ พวกเราทุกคนที่อยู่ร่วมสังคม ก็มิอาจไม่ยอมรับ ต้องพลอยเห็นตามมังกรโบราณตัวนี้ไปด้วย

" สังคมปัจจุบันนับวันก็ยิ่งซับซ้อน นับวันก็ยิ่งคลั่งไคล้ในวัตถุ? "

คนในยุคปัจจุบันต้องพบกับข้อจํากัดในรูปแบบต่างๆ ทุกเวลาทุกสถานที แต่สมัยก่อนนั้นไม่เหมือนกัน

" วันในอดีตล้วนเป็นวันดี " ถ้อยคํานี้ข้าพเจ้าเห็นด้วย แต่กลับมิได้ชอบด้วย แต่ในอดีตที่ผ่านไป ล้วนเป็นวันดีจริง....

ในสังคมแบบตะวันตกที่เป็นอยู่ในยุคปัจจุบัน แม้ท่านจะรู้แจ้งชัดว่าคนผู้นี้ เป็น " ผู้ร้ายฆ่าคน " และคนที่เขาฆ่าอาจเป็นญาติมิตรลูกเมียท่าน หากว่าไม่มีพยานหลักฐานอันแน่ชัด ท่านก็ได้แต่มองดูเขามีชีวิตสุขสําราญ โดยมือกฎหมายไม่อาจแตะต้องเขาได้

เพราะหากท่านคิดจะใช้ระบบ " ฟันต่อฟัน เลือดต่อเลือด " แล้วท่านไปฆ่าเขาท่านก็จะกลายเป็นฆาตกร

การแก้แค้น มิใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการปล่อยให้คนชั่วร้ายใช้ชีวิตสําราญอยู่เหนือกฏหมาย

ยุคสมัยในอดีตกาลนั้น ย่อมจะไม่มีเรื่องราวเช่นนี้นั่นเป็นยุคสมัยที่สมใจอย่างยิ่ง ทดแทนบุญคุณความแค้นได้อย่างสมใจ กล้ารักกล้าแค้น ทําดีมีดีตอบแทน ทําชั่วมีชั่วตอบแทน

ไม่จําเป็นต้องให้ฟ้าเป็นผู้ตอบแทน ตัวท่านเองก็สามารถตอบแทนได้..

ไม่ว่าคุณความดี หรือความแค้นที่ต้องชําระ เรื่องราวที่ข้าพเจ้าเขียนถึง คือ ยุคสมัยเช่นนั้น และคือคนในยุทธจักรสมัยนั้น

สิ่งที่เขียนในนิยายกําลังภายใน แท้จริงแล้วคือคนในยุทธจักร ข้าพเจ้าคิดเขียนเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ละบทจะใช้ตัวละครแบบอย่าง

คนมีชีวิตจริงเป็นศูนย์กลาง

ข้าพเจ้าเขียนถึงความสุขสันต์รื่นเริงของพวกเขา และเขียนถึงความปวดร้าวของพวกเขา

ข้าพเจ้าต้องการให้เหล่าชาวยุทธ ผู้ขับเขี้ยวอยู่ในวงการยุทธจักร เป็นกระจกเงาบานหนึ่ง เพื่อสะท้อนภาพให้ทุกคน สามารถมองเห็นสิ่งที่ตนสมควรกระทํา หรือละเว้นไม่กระทําแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม? พวกเขาล้วนเป็นคนที่น่ารักเสมอ

เพราะพวกเขากล้ารักกล้าแค้น กล้าร้องไห้กล้าหัวเราะ เพราะพวกเขายึดถือคุณธรรม มีหลักการถึงอย่างไรชีวิตก็ยังเป็นสิ่งที่น่ารัก

คนมีชีวิตอยู่ เขาควรรู้ว่าจะเสพสุขของชีวิตอย่างไร? จะแสวงหาความรื่นเริงได้ที่ไหนแห่งใด?

ข้าพเจ้ามุ่งหวังจริงจังว่า ชีวิตของแต่ละคนจะสามารถปรับเปลี่ยน กลับกลายเป็นเปี่ยมด้วยความสุขสันต์หรรษา...

เท่าที่เขาต้องการ หรืออย่างน้อยไม่เศร้าสลดไปกว่าเดิม.


กู้หลุ่ง(14) ยอดคนต้องมีนําใจ...

ข้อเขียนความในใจของกู้หลุ่ง ได้เขียนนิยายกําลังภายในอย่างที่เขาบอกไว้ไม่

มีผิด คือเอาเรื่องที่เก่าที่สุด มาใช้เทคนิคการเขียนแบบใหม่ที่สุด หรือพูดง่ายๆ คือ เอาชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ใส่ลงไปในบรรยากาศของอดีตแบบโบราณ?

ข้อเขียนจึงกระชับบีบรัดเร้าใจผู้อ่าน เพราะชีวิตและอารมณ์ของคนในยุคปัจจุบัน มีความรุนแรงเข้มข้นยิ่งกว่าคนในอดีต เพราะการดิ้นรนสูงกว่าหลายเท่า...

สังคมเกษตรคือสังคมยุคโบราณ ส่วนสังคมอุตสาหกรรมคือยุคปัจจุบัน เมื่อเอาชีวิตคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่สู้คํานึงถึงคุณธรรมมากไปกว่าผลประโยชน์ เอาไปไว้ในสังคมโบราณ ซึ่งก็มีผลประโยชน์เป็นเครื่องผลักดัน ให้เกิดวงการยุทธจักรนักเลงอย่างที่ว่า แต่การที่จะได้ผลประโยชน์ แม้มากมายมหาศาลอยู่แค่เอื้อม ก็ใช่จะได้มาโดยง่ายๆ

เพราะมีระเบียบประเพณี แบบแผนของคุณธรรมเข้ามาเป็นกรอบ แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อมีความแค้นก็ต้องตอบแทนแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเยี่ยงเดียวกับกฎหมายที่ว่ากันตรงๆ คือใครฆ่าคนๆหนึ่งต้องชดใช้ด้วยชีวิต

นี่คือความสะใจ...และเป็นสันดานดิบของมนุษย์ ที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจกู้หลุ่งจับจุดนี้ได้ แต่เขาไม่เสนอมันแบบตรงๆ เขามีลีลาขั้นตอนของการผูกเงื่อนของเรื่อง ของตัวละครแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะตัวเอก เป็นบุคคลที่ไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป มีการสร้างสถานการณ์ ให้ถูกผลักดันไปยืนอยู่ตรงจุดปลายแหลมคม ระหว่างความเป็นความตาย ผลแพ้กับชนะ ชื่อเสียงกับความอัปยศ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและกําลังฝีมือในชั่วพริบตา

" พึงสละชีวิตเพื่อคุณธรรม พึงสละคุณธรรมเพื่อแสวงหาลาภยศ " ละครตัวเอกซึ่งมักพบกับการเคี่ยวกรําอย่างหนัก เยี่ยงนี้เสมอ เพื่อให้ธาตุแท้ของความกล้าหาญ และคุณธรรมได้แสดงออกมาอย่างโดดเด่น

อย่าง " ชอลิ่วเฮียง " แห่ง จอมโจรจอมใจ เป็นยอดคนผู้มีนําใจ รักผู้อื่นอย่างจริงใจ ผู้อื่นจึงรักตอบอย่างจริงใจเยี่ยงเดียวกัน

ถึงเป็นการต่อสู้ท้าพิสูจน์ความเป็นความตาย ก็สามารถอาศัยนําใจทําลายความตั้งใจของฝ่ายตรงข้ามได้พลิกสถานการณ์จากพ่ายแพ้กลับมาชนะ

ตัวละครตัวเอกที่อยู่เหนือธรรมดา อย่าง ชอลิ่วเฮียง มีความสามารถยิ่งกว่านักย่องเบามือเทวดา ลงมือคราวใดจะมีการเกริ่นกล่าวให้เหยื่อทราบล่วงหน้า ว่าคําคืนนี้จะขโมยหยกประจําตระกูลของท่าน พรุ่งนี้เช้ากล่องใส่หยกที่เก็บไว้อย่างดี จะเหลือแต่กล่องเปล่า?

ชอลิ่วเฮียง สามารถขโมยกระทั่งศีรษะของท่านอย่างไม่รู้ตัว ชอลิ่วเฮียงทําได้ เช่นนั้นจริงๆ แต่การขโมยของชอลิ่วเฮียง แตกต่างจากพวกลักขโมยเล็กน้อย เพราะเขาจะขโมยอย่างองอาจเปิดเผย เต็มไปด้วยศิลปชั้นเชิง แทบจะกล่าวได้ว่ามันเป็นงานศิลปอีกแบบหนึ่ง

ก่อนที่จะหยิบฉวยของสิ่งใด ชอลิ่วเฮียง ต้องแจ้งต่อฝ่ายตรงข้ามก่อน ให้ฝ่ายตรงข้ามระวังป้องกัน และยังถึงกับปรามาสท่านว่า สิ่งของที่หยิบฉวยมานั้น บัดนี้มันไม่คู่ควรกับท่านที่จะเป็นเจ้าของมันอีกแล้ว ด้วยความสามารถอันเฉียบขาด กระทั่งศัตรูยังคร้ามเกรง ยอมยกให้ชอลิ่วเฮียงเป็นยอดคน

เราดูแล้วสิ่งที่ กู้หลุ่ง รังสรรค์ขึ้น เป็นเพียงจินตนิยายกําลังภายใน เพื่อเชิดชู ความเก่งกล้าของ ชอลิ่วเฮียง ละครตัวเอก

มีอย่างหรือ เมื่อจะขโมยมีการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้เจ้าทรัพย์รู้ตัว ความจริงนี้มีอยู่ และเกิดขึ้นใกล้กรุงเทพฯนี่เอง คือ เสือผาด จอมโจรชื่อดังแห่ง

นครปฐม ก่อนปล้นที่ใดจะมีการปักหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้า.


จอมโจรจอมใจ (โก้วเล้ง) 15

กู้หลุ่งสร้างบุคคลิกของ " ชอลิ่วเฮียง " ให้เป็นโจรปล้นโจร และแม้ตัวเองจะเป็นโจร แต่ก็รังเกียจความรุนแรงชนิดถึงฆ่าฟัน นี่คือความขัดแย้งในตัวคนเป็นโจร?

เจ้าตัวความขัดแย้งที่โจรไม่เหมือนโจร นี่แหละคือ " เสน่ห์ "คือวิธีการเขียนที่ยากเกินกว่าจะตามทัน ดังความพิสดารที่ กู้หลุ่ง เผยบุคคลิกตัวละครเอกของเขาว่า...

ชอลิ่วเฮียงไม่เคยฆ่าคน เพราะเห็นว่าคนผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะกระทําความผิดใหญ่หลวงปานใด ล้วนสมควรได้รับการพิจารณาโทษตามกฎหมาย

ในยุคสมัยของ ชอลิ่วเฮียง ความคิดเช่นนี้อาจไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ความคิดเช่นนี้ กลับกลายเป็นพื้นฐานการใช้กฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย

เราจะเห็นได้ว่า กู้หลุ่ง เขียนอย่างคนสองยุคสองมิติจริงๆ แม้ใจหนึ่งเขาจะชอบความรุนแรง ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน

หากทว่าความรู้ที่เขารําเรียนมามากมายในมหาวิทยาลัย ได้อบรําให้เขาคิดคํานึงของกฎเกณฑ์สมัยใหม่ ถ่ายทอดเข้าไปสู่ตัวละคร

ตรงจุดนี้แหละ ที่ผู้อ่านจะได้เห็นภาพสะท้อนการต่อสู้ด้วยอารมณ์กับกฎเกณฑ์

ทางความคิด แล้วเราก็จะยิ่งได้เห็นการดิ้นรน ไม่ยอมให้ชีวิตอยู่อย่างสงบ เพราะการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอารมณ์ต่างๆนั่นแหละ คือสิ่งที่ กู้หลุ่ง ต้องการเน้น และชีวิตในสังคม

ทุกวันนี้ ก็มีลักษณะเป็นเช่นนี้ คือ...

ต้องมีมิตรเอาไว้ช่วยเหลือ และมีศัตรูเอาไว้เป็นคู่แข่งเป็นเครื่องสร้างความแข็งแกร่ง เป็นการเพิ่มรสชาติให้ชีวิต ส่วนผู้ที่ไร้มิตร ไร้ศัตรู มีชีวิตอยู่อย่างสงบ อาจเป็นชีวิตที่สุขสงบ แต่มันคงไม่สุขสําราญบันเทิงใจแน่ๆ

ดังนั้น ชอลิ่วเฮียง จึงมีสิ่งเร้าเพื่อชั้นเชิงการต่อสู้อยู่รอบข้างไม่ว่ามิตรหรือศัตรู และอีกสิ่งหนึ่งที่ ชอลิ่วเฮียง ขาดไม่ได้ นั่นคือ..สตรี...

วีรบุรุษกับสาวงามเป็นของคู่กัน และความไม่เคยพ่ายแพ้แก่ศัตรู ไม่ว่าจะเก่งกล้าเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่อาจสยบชอลิ่วเฮียง ไม่ใช่อื่นไกล

" โกลนี้หากมีผู้หนึ่งสามารถโค่น " ชอลิ่วเฮียง " ได้ คนผู้นั้นต้องเป็น " สตรี " และต้องเป็นสตรีที่เลิศด้วยความงาม

นิยายกําลังภายในของ กู้หลุ่ง กล่าวได้ว่าแทบจะกลายพันธ์ กํากึ่งระหว่างตะวัน ออกกับตะวันตก มิได้มุ่งเน้นเรื่องสุดยอดกําลังภายใน และฝีมือเพียงอย่างเดียว หรือมีความรักความแค้นแสนสาหัสที่ต้องแก้แค้น

แต่กู้หลุ่งสร้างนิยายกําลังภายในแนวใหม่ขึ้นมา และก็ประสบความสําเร็จ ในการกล้าคิด ไม่ติดยึดเก่าหรือใหม่ ขอเพียงได้มาตรฐานมหาชนยอมรับเท่านั้น.


กู้หลุ่ง(โก้วเล้ง) ชาวยุทธไม่กลัวตายกลัวไม่สนุกสําราญ 16

มันเป็นเรื่องแปลกสําหรับคนทั่วไป ถ้าหาเงินมาได้มากๆแล้วแทบไม่เหลือเก็บ แต่สําหรับกู้หลุ่งมันเป็นเรื่องธรรมดา เขายิ่งได้มากเท่าไหร่? เขาจะใช้มันอย่างชุ่มใจ ไม่สนว่าจะมีเหลือเก็บหรือไม่

เขาใช้เงินที่หามาได้จากหยาดมันสมองของเขาเลี้ยงเพื่อนฝูง สร้างภาพยนต์ ตามแนวความคิดฝัน ซึ่งมีทั้งขาดทุน-กําไร และเงินส่วนหนึ่งให้โรงพยาบาลในการรักษาสุขภาพ และไม่น้อยที่ทุ่มเทซื้อความสุขกับสาวงามที่ต้องใจ

ดังนั้น รายได้หลายสิบล้านที่โก้วเล้งได้มา เขาน่าจะเป็นเศรษฐี แต่เขายังคง ฐานะนักเขียนนิยายบู๊ลิ้มเจ้าสําราญ ไม่ได้เป็นเศรษฐีอย่างที่ใครๆคาดคิด และยิ่งคิดไม่ถึงว่าเงินที่ได้มาจะเป็นพิษแก่เจ้าของ?

เพราะผลจากการดื่มสุราอย่างหนัก ทําให้กู้หลุ่งป่วยเรื้อรัง ด้วยโรคอันตรายสามโรค คือ ตับแข็ง ม้ามโต และกระเพาะรั่ว

ทําไมจะไม่เป็นโรคอย่างที่ว่ามา ในเมื่อมังกรโบราณดื่มดุระหํา ยากที่จะหาคอทองแดงคนใดจะมาเทียมทาน ดังคําบอกเล่าของศิษย์และเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิด " เติ้งเฉิง " ที่เขียนถึงการดื่มของมังกรโบราณผู้อาจารย์ว่า...

" ระหว่างที่พํานักอยู่ในโรงแรมหรูของไต้หวัน กู้หลุ่งกับข้าพเจ้าใช้เวลาแค่คืนเดียว ดื่มเบียร์ที่มีอยู่ในโรงแรมทั้งหมดจนสิ้น เท่านั้นยังไม่หนําใจ ออกไปซื้อข้างนอกมาดื่มอีกอย่างน้อย 3 โหล รวมแล้วเราดื่มเบียร์ไปกี่ขวดไม่อาจนับได้ รู้แต่ว่าทั่วทั้งพื้นห้องเต็มไปด้วยขวด เบียร์ ถ้าเดินไม่เขี่ยขวดที่เรี่ยราดอยู่เต็มนั้น มีหวังลื่นไถลล้มหัวล้างข้างแตกแน่ๆ "

การดื่มอย่างระหําของมังกรโบราณมิใช่มีเพียงครั้งนั้น แต่ในห้วงแห่งสุรานารีมีนานเป็นแรมปี ฉายาปีศาจสุราจึงใช่ได้มาโดยง่ายดาย และเมื่อแอลกอฮอร์บ่มเพาะจนมีพิษได้ระดับ ร่างกายที่เคยแข็งแรงมีอันถูกโรคสามโรคดังกล่าว เข้ามาโค่นล้มบ่อนทําลาย กลายเป็นโรคเรื้อรังประจําตัว และในที่สุดมันคือ " เพื่อนตาย! " หรือเพื่อนผู้ท้าทายความกล้าของกู้หลุ่ง

เพราะแม้เขาจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่ปฏิเสธสุราอย่างเด็ดขาด! แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้ง ความเป็นปีศาจสุรา ผู้ชื่นชอบร่ายแก้วรําขวดในหมู่มิตรคอทองแดง บอกความฮึกห้าวของปีศาจสุราตัวจริง!

ถึงหามเข้าโรงพยาบาลซําสอง ขนาดต้องพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลแรมเดือน เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่บอบชําจากการดวลสุรา แบบเชือดเหลี่ยมเฉือนคม อันนํามาซึ่งเค้า เรื่องแห่งนิยายกําลังภายในยุคใหม่

นี่แหละพล๊อตเรื่องที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต และความเจ็บปวด! ถ้าไม่ยอมเจ็บปวด จะเป็นชาวยุทธผู้กล้าไม่กลัวตายอย่างไร?

แม้ในช่วงก่อนออกจากโรงพยาบาล หมอได้กําชับว่า " สุราเป็นของต้องห้าม และแสลงโรคของคุณอย่างร้ายแรง! "

กู้หลุ่งย้อนถาม " ถ้าจะดื่มบ้าง ในปริมาณเท่าใด? จึงกระเทือนโรคน้อยที่สุด? "

หมอผู้รู้กิตติศัพท์ของคนไข้พิเศษอย่างกู้หลุ่งดี ต้องถอดแว่นออกมาเช็ด แล้วถอน ใจตอบอ้อมแอ่มสุดห้ามว่า..

" ไม่ดื่มเลยเป็นดีที่สุด ถ้าอดไม่ได้จริงๆ วันละจิบเล็กๆ แล้วคุณเสี่ยงกับโรคเก่ากําเริบเองก็แล้วกัน หมอพูดได้แค่นี้! "


กู้หลุ่ง(โก้วเล้ง) มุมมองชีวิตคู่..! 17

กู้หลุ่ง ได้ตีแผ่ชีวิตการแต่งงานของเขา ด้วยภาษาที่น่าฟัง และมีมุมมองน่าคิดมาก เพราะเขาผ่านชีวิตการแต่งงานมาโชกโชนถึง 2 ครั้ง

เขากล่าวว่า " ข้าพเจ้าเคยอยู่ในปราการแห่งประเพณีนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ตีฝ่าแนวป้องกันออกมาแล้ว เมื่อครั้งอยู่ในป้อมปราการแห่งประเพณีนั้น มีเพียงบางครั้งรู้สึกเป็นสุขอยู่บ้าง บางครั้งเจ็บปวด บางครั้งรักอย่างมืดฟ้ามัวดิน

แต่บางครั้งของบั้นปลายแห่งชีวิตการแต่งงานมันน่าแค้น จนคิดกระเสือกกระสนหนีไปเสี่ยงตายนอกปราการนั้น!

รสชาติอันหลากหลายเยี่ยงนี้ ทําให้ข้าพเจ้างุนงง คงเหมือนไม้ใหญ่ทั่วไปที่ลําต้นเหี่ยวแห้ง กิ่งใบร่วงโรยรา แต่ยังคงยืนต้นด้วยรากเหง้ายังไม่ตาย ทว่ากิ่งก้านเปราะบางพร้อมที่จะหักโค่นทุกเมื่อ

ผู้ที่นั่งบนกิ่งไม้นั้นพร้อมจะพลัดตกได้ทุกเมื่อทุกเวลา ไม่ใช่สู่พื้นดินที่คุ้นเคย แต่สู่ห้วงเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น เนื่องเพราะพวกเขาไม่มีราก ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว

ผู้ที่อยู่ในป้อมมองแต่ไกล เห็นคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้สูงนอกป้อม คงเห็นว่าคนผู้นั้นตากลมเย็นสบาย และปลอดโปร่งใจ!

เขาคงไม่อยากเข้ามาในป้อมปราการนี้ จึงเฝ้ารอพวกที่ไร้รากซึ่งนั่งบนต้นไม้นั้น เมื่อใดจะเข้ามาในป้อมปราการนี้แต่ถ้านานเกินรอ สู้นอนแช่นําอยู่ในปลักคลองยังจะดีกว่า!! "

กู้หลุ่ง เคยเข้าป้อมปราการประเพณีมาแล้วสองครั้ง และก็ตีฝ่าออกมาทั้งสองครั้ง เขามีทัศนคติอย่างไรกับชีวิตแต่งงาน เขาถ่ายทอดความเกลียดกลัว หรือชื่นชมอย่างไรต่อผู้อ่าน? เรามาติดตามดู เพราะมันให้ข้อคิดที่ไม่เลว....

" ข้าพเจ้ากล่าวอย่างจริงใจเยี่ยงนี้ มิใช่อยากจะเกลี้ยกล่อม ให้ท่านโยกย้ายเข้ามาอยู่ในป้อมค่าย แต่บุรุษวัยหนุ่มแน่นพึงแต่งงาน สตรีวัยสาววัยงามพึงวิวาห์ ต้นไม้สูงพันวาใบคงร่วงหล่นคืนสู่ราก ชีวิตคนสมควรมีการสืบทอดเพื่อการฝากฝัง! "

สิ่งนี้เน้นยําว่า แม้ชีวิตการแต่งงานของกู้หลุ่ง จะเจ็บปวดล้มเหลวถึงสองครั้งสองครา แต่กู้หลุ่งก็ยังมองเห็นความเป็นธรรมชาติต้องสําคัญ ไม่ว่าจะอย่างไร? หญิง-ชายต้องคู่เคียงกัน เพื่อสร้างโลกสร้างรสชาติแห่งชีวิตสืบไป!

แล้วชีวิตนี่แหละ..มันไม่ต่างจากการเป็นนักเดินทาง!

บางครั้งเดินอยู่บนเส้นทางอันราบเรียบ สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกบุปผาชาตินานาชนิด ส่งกลิ่นหอมรวยรื่นชื่นใจ!

แต่บางครั้งต้องบากบั่น เดินอยู่บนเส้นทางแสนวิบากขรุขระ ทั้งต้องฝ่าลมฝน ลื่นล้มทั้งเจ็บและหนาวเหน็บแทบขาดใจ!

จะหามีสักกี่คนที่สามารถหาที่พักพิง ให้สองขาเขาหยียบยืนอย่างสบายได้!

มีหลายคนเหมือนกัน หาที่พักพิงอันแสนสุขได้ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งเพื่อพักผ่อนอย่างสงบได้!

เพราะด้านหลังมีแส้เส้นหนึ่ง คอยหวดกระตุ้นให้เขาทะยานขึ้นไปข้างหน้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้!

เพราะแส้เส้นนั้นมันคือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นในจิตใจ ที่ผูกพันกับหน้าที่การงาน เกียรติยศชื่อเสียง ความต้องการความสําเร็จอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตสําหรับบุตร-ธิดา

เมื่อเป็นเสียฉะนี้แล้วจะหยุดลง ณ จุดใดเล่า?


กู้หลุ่ง(โก้วเล้ง) ชีวิตคู่พิสดารยอดมังกร..! 18

ความจริงกู้หลุ่งเคยผ่านพิธีแต่งงานมา 2 ครั้ง สาวที่กู้หลุ่งเข้าวิวาห์ด้วยทั้ง 2คนล้วนมิใช่สาวพรหมจรรย์ อย่างที่คนจีนถือนักถือหนาว่า หญิงที่เอามาเป็นคู่ชีวิตต้อง บริสุทธิ์ ซึ่งฐานะนักเขียนผู้โด่งดัง รํารวยอย่างเขาบันดาลได้สบายๆ

แต่..กู้หลุ่ง แหกกฎนี้สิ้นเชิง เพราะหญิงทั้งคู่นอกจากมิใช่สาวบริสุทธิ์แล้ว ยังเป็นหญิงขายบริการที่ชําชองอีกต่างหาก...

เธอคือพาร์ตเนอร์ คนแรกฃื่อ " กัวลี่ลี่ " เป็นสาวไต้หวัน ถือได้ว่าเป็นคู่ทุกขฺคู่ยาก คนที่ 2 มาจากสิงคโปร์ชื่อ " เฉินเป่าจู " เป็นคู่เสพสม เพราะช่วงนั้นกู้หลุ่งมีชื่อเสียงดังสุดขีด ทั้งสองนางใช่ไร้สาระ ต่างให้ทายาทก่กู้หลุ่งคนหนึ่ง

ความรักแม้ไม่เสื่อมโทรม แต่การแสวงหารสชาติใหม่ๆ ซึ่งเป็นสันดานแท้ของมังกรโบราณแรงกล้า เกินกว่าที่จะยับยั้งใจตนได้

หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน กู้หลุ่งยังคงคบหาเพื่อนหญิง มาคลายความอ้างว้างที่เฝ้าหลอนใจ ยากที่ภรรยาคนไหนจะเข้าใจได้ หรือต่อให้เข้าใจ ก็ยากที่จะทําใจเฉกเช่นกัน!

จึงเกิดรอยร้าวในครอบครัว ในที่สุดคนที่ต่างผ่านคาวคนมาโชกโชน ก็เดินทางมาถึงจุดแตกหัก ซึ่งต่างก็เคยผ่านมันมาแล้ว เป็นประวัติศาสตร์ซํารอยอย่างช่วยไม่ได้!

อย่างไรก็ตาม หญิงทั้งสองที่มีอันต้องเลิกร้างกันไป ต่างมิได้มีความเคียกแค้นต่อ กู้หลุ่ง เยี่ยงสามีภรรยาที่แตกร้าว จนต้องหย่าร้าง และกลายเป็นคู่แค้นที่มองหน้ากันไม่ติด สองนางทั้ง กัวลี่ลี่ เฉินเป่าจู ต่างกล่าวยกย่อง กู้หลุ่ง เป็นเสียงเดียวว่า...

" กู้หลุ่ง เป็นผู้มีนําใจกว้างขวาง ทั้งรักอย่างจริงใจ แต่ความรักของเขามาอย่างรวดเร็วปนะหนึ่งสายคมกระบี่ และก็ผ่านไปอย่างเร็วเช่นกัน! "

เรื่องนี้อาจตีความได้เป็นสองนัย เพราะคําพูดของภรรยาทั้งสองเหมือนกัน อาจหมายความได้ว่า เหตุที่ต้องเลิกกันมาจากกู้หลุ่งมีบทรักบนเตียงแบบเรือล่มปากอ่าว หรือหลั่งเร็วจนผู้เป็นภรรยาไม่มีความสุข!

หรืออีกนัยหนึ่ง กู้หลุ่งชอบลองของใหม่ไม่สิ้นสุด สองปัญหานี้ให้ผู้อ่านพิจารณากันเอง!

เราท่านอาจมีคําถามในใจว่า การที่กู้หลุ่งต้องหย่าร้างถึงสองครั้งสองครา จิตใจของเขาเป็นอย่างไร?

มีความเจ็บปวดเยี่ยงคนสามัญหรือไม่?

ข้อนี้เรามาดูข้อความ ที่กู้หลุ่งบอกเล่าถึงความรู้สึกภายในจิตใจของเขาเองว่า มีความเจ็บปวดลึกซึ้งแค่ไหน?

อาจเรียกว่าจมสุดปลายกระบี่ ก็ยังหยั่งไม่ถึงความเจ็บปวดนั้น?

" รอยบาดแผลบนร่างกายข้าพเจ้าอาจมีอยู่สุดคณานับ ทุกๆรอยไม่มีซํา มันถูกฟันลงในตําแหน่งที่แตกต่างกัน ไม่มีดาบใดฟันถูกรอยเดิม

แต่ว่ารอยแผลในหัวใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคมดาบล้วนสามารถฟันลงในตําแหน่งเดียวกันได้...

ทั้งไม่มีดาบใดตั้งใจฟันซําลงในตําแหน่งเดิมนั้น แต่ทุกดาบก็ฟันลงที่ใจทุกคราว

เนื่องเพราะที่ตรงนั้นประจวบเหมาะ กับเป็นตําแหน่งที่ถูกฟันง่ายที่สุด แม้ไม่คิดจะฟันให้ถูกตําแหน่งนี้ก็ไม่ได้!

เพราะว่าที่ตรงนั้น คือ ส่วนที่เปราะบางที่สุด อ่อนไหวที่สุด และถูกทําร้ายได้ง่ายที่สุด

แม้ว่ารอยปากแผลหัวใจของท่านปิดสมานแล้ว ขอเพียงประหวัดคํานึงถึงเท่านั้น มันจะกลับกําเริบมีอาการขึ้นมาใหม่ทันที!

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนตามความรู้สึก เพราะข้าพเจ้าเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง! " กู้หลุ่งตบท้ายเช่นนี้!


นักรักคาสโนวาแบบมังกร กู้หลุ่ง (19)

บุรุษยอดนักรักแต่ละผู้ ไม่ว่าของชาติไหนๆก็ล้วนหล่อเหลา เป็นที่ต้องตาต้องใจหญิงสาวทั้งสิ้น กู้หลุ่งก็เป็นยอดนักรักเหมือนกัน แต่เขาต้องใช้ความพยายามมากกว่าหนุ่มอื่นๆหลายเท่า!

ท่านจะไม่แปลกใจเลยว่า ทําไมกู้หลุ่งจึงอกหักบ่อย

แล้วอะไรคือเสน่ห์ของมังกรโบราณ ถ้าท่านรู้แล้วจะประหลาดใจ

เพราะเสน่ห์นี้ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ

กู้หลุ่ง ไม่ใช่คนรูปหล่อคมคาย ซําค่อนข้างไปทางอัปลักษณ์ เพราะอ้วนเตี้ย และหัวโตเป็นพิเศษ การใช้เงินกรุยทางให้เป็นที่ชื่นชอบของเพศตรงข้ามถือเป็นไม้หลัก ตามด้วยคารมที่ยอดเยี่ยม พูดถูกใจสาวๆจนเป็นที่ยกย่อง นอกจากนี้ กู้หลุ่ง ยังมีแบบฉบับเป็นของตัวเองโดดเด่น!

ดัง ติง ชิง ศิษย์ผู้ใกล้ชิดเกริ่นกล่าว ถึงเรื่องอารมณ์รักและเสน่ห์ของกู้หลุ่งผู้เป็นอาจารย์อย่างปรุโปร่งน่าฟังว่า...

ชีวิตกู้หลุ่งไม่เคยขาดหญิงงาม เสน่ห์ที่แท้จริงของกู้หลุ่งคืออะไร?

เสน่ห์ของกู้หลุ่งคือความอ้างว้าง ผู้ที่คบหากู้หลุ่งอย่างลึกซึ้งล้วนรู้ว่า กู้หลุ่งเป็นคนอ้างว้าง แม้เขาจะทําให้คนรอบข้างมีความสุขพร้อมเสียงหัวเราะ แต่แท้จริงภายในจิตใจเขาอ้างว่างยิ่ง!

ซําความอ้างว้างแห่งจิตใจนั้น มีรอยแผลที่ลําลึกยิ่งรอยหนึ่ง มันเป็นรอยแผลที่สาหัสที่สุด จากความล้มเหลวของการแต่งงานครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความท้อแท้หม่นหมองอย่างใหญ่หลวง จนกู้หลุ่งทําตัวเหลวแหลกอยู่ระยะหนึ่ง

สิ่งต่างๆไม่ว่าลาภยศหรือเงินทอง พอทอดทิ้งหรือเสื่อมสลายไปโดยง่าย แต่ความทรงจําที่ปวดร้าวขมขื่น เหมือนกระบี่ปักคาใจ เหมือนแอกหนักอึ้งสลัดไม่หลุดตัดไม่ขาด ทั้งมิอาจลืมเลือนได้ตราบลิ้นลม!

เกี่ยวกับการแต่งงานในทัศนของ กู้หลุ่ง ก็ไม่ต่างไปจากคนทั่วไปคือ คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า แต่ กู้หลุ่ง ขยายความชัดเจนขึ้นไปอีกอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดว่า การแต่งงานประหนึ่งอยู่ในป้อมปราการ!

คนที่อยู่ภายนอกต่างพยายามตีฝ่าเข้าไป คนที่อยู่ภายในต่างคิดอยากหนี อยากบุกทะลวงกระเสือกกระสนออกมาเป็นอิสระ!

คําบอกเล่าเหล่านี้มีผู้รู้อยู่ไม่น้อย แต่ผู้ที่เข้าใจรสชาติของคํานี้อย่างถึงแก่นอาจมีไม่มาก!


จิบเล็กๆแบบกู้หลุ่ง! (20)

สิ่งที่หมอบอกกล่าว คือ ให้จิบพอรู้รสวันละจิบเล็กๆ เมื่อแรกเริ่ม กู้หลุ่ง ก็ทําตามหมอว่าอย่างคนไข้ที่ดีเพียงไม่กี่วัน เขาจิบเล็กๆเหมือนกัน แต่วันละหลายร้อยจิบ

ถึงเป็นจอมยุทธหนังเหล็กกระดูกทองแดง ก็ไม่อาจทนต่อการเซาะกร่อนของพิษสุราได้ กู้หลุ่งมีอันต้องเข้าโรงพยาบาลอีกเป็นครั้งที่ 3 คงจะจริงอย่างที่กู้หลุ่งเคยกล่าวไว้ว่า..

" คนในยุทธจักร มิอาจเป็นตัวของตัวเองได้ "

" คนที่อยู่ในยุทธจักร ยากที่จะเป็นตัวของตัวเองจริงๆ หากรู้สึกว่าอึดอัดกลัดกลุ้ม ก็เปล่งเสียงร้องเพลงกึกก้อง รําดื่มเสียจนเมามาย ไม่หวั่นเกรงทุกผู้แม้พญายม! "

ดังนั้น พอกู้หลุ่งเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 3 เหล่านางพยาบาลผู้เป็นแฟนยอดนิยายกําลังภายในของเขา พากันตื่นเต้น! และอุทานเกือบจะพร้อมกัน...

" ช่างกล้าหาญจริงๆ เข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว! "

มันคงจะเป็นอย่างที่กู้หลุ่งเคยกล่าวความในใจของเขาอย่างน่าฟัง ถึงสาเหตุของการดื่มอย่างระหําว่า...

" ข้าพเจ้าเป็นนักเลงสุรา เคยผ่านและผจญกับความเป็นความตาย จนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีนาทีใดเลยที่จะไม่มีหนามแห่งความรู้สึกหยุดทิ่มตําใจของข้าพเจ้าให้คลายปวดร้าว

แม้จะเคยหลีกลี้หนีสังคม ขึ้นไปอยู่บนเขาที่ห่างไกลความเจริญอันสับสน แต่ความรู้สึกรันทด อ้างว้างจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ยังเกิดขึ้นเสมอไม่เปลี่ยนแปลง

จนเมื่อเร็วๆนี้ ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มนุษย์ ที่จริงแล้วมันเป็นอย่างนี้เอง! "

หลังกู้หลุ่งฟื้นตัวอีกครั้ง ด้วยวิชาการแพทย์และตัวยาที่เยี่ยมยิ่ง เหล่านางพยาบาลที่เลื่อมใสงานเขียนของมังกรโบราณ ได้กล่าวอวยพรด้วยความหวังดีว่า...

" ขอให้มีสุขภาพดี ไม่ต้องพบกันในโรงพยาบาลอีก! "

ก็เป็นอย่างที่นางพยาบาลผู้น่ารักต้องการ เพราะจากการพบกันครั้งนั้นแล้ว กู้หลุ่งก็ไม่กลับเข้าโรงพยาบาลให้รักษายืดยาวอีกเลย ชั่วนิรันดร์!


กู้หลุ่ง " ความเจ็บปวดที่แปรเป็นอักขร (21)

ว่าที่จริงความเจ็บปวดยากเข็ญ เป็นประหนึ่งพื้นเพของชีวิต ที่แทบจะอยู่กับเราอย่างยั่งยืนตราบชั่วกาลนาน แต่ความสุขความสวยงามที่ผุดขึ้นมาบ้าง ให้เราได้ชื่นใจนั้น เป็นประดุจฟองสบู่ ที่ปรากฎวาบวับขึ้นเป็นครั้งคราว!

แม้คิดยื้อไว้มันยิ่งแตกสลายรวดเร็วยิ่งกว่าปล่อยไว้เชยชม!

เจ้าฟองสบู่อันสวยงามที่ผุดขึ้นให้เราได้ชื่นเชยบ้าง ล้วนแลกมาด้วยความขมขื่นเจ็บชํา และเคราะห์กรรมที่เราสู้ฝ่าฟัน

นี่คือความจริงแห่งชีวิตที่ กู้หลุ่ง ได้ผ่านชีวิตมา และประมวลมาเป็นความรู้สึก เพื่อบอกกล่าวแก่คนทุกผู้บนโลกนี้ ถึงแก่นแท้แห่งชีวิตที่ต้องผจญ!

การที่ กู้หลุ่ง กล่าวได้เยี่ยงนี้ ก็เนื่องด้วยความเป็นผู้มีอารมณ์อ่อนไหว มีนําใจรักแท้และเกลียดจริงต่อสิ่งที่มากระทบ

จิตใจของ กู้หลุ่ง เป็นประหนึ่งจอมยุทธผู้เร่ร่อน อยู่ ณ ที่ใด ย่อมต้องมีสาวงามอยู่เคียงกาย ชอบที่จะฝากความประทับใจแล้วผ่านเลยไป เพื่อแสวงหาการผจญภัยในยุทธจักร สร้างประวัติการณ์ให้กับตนเอง

เมื่อเป็นฉะนี้แล้ว....ไหนเลยชีวิตการแต่งงานที่ต้องจําเจ จะเหมาะกับกู้หลุ่งได้ สิ่งที่พิสูจน์ว่าจริง คือ การแต่งงานสองครั้ง แล้วต้องเลิกร้างจากกันทั้วสองครา! แม้ปิดฉากด้วยจําพราก แต่ความหวานชื่นจากชีวิตการแต่งงาน ก็ได้มอบความอบอุ่นให้แก่หัวใจที่เร่ร่อน

ดังคําพูดของ " ต้าตี้เฟยอิง " ละครตัวเอกในเรื่อง " ศึกทะเลทราย " ที่แท้จริงมันกลั่นออกมาจากใจของ กู้หลุ่ง มันเป็นความหมายที่ลึกซึ้งกินใจไม่น้อย

หากแม้ใครสักผู้กล่าวว่า ความรักที่แท้จริงมีเพียงครั้งเดียว ไม่มีซําครั้งที่สอง

การกล่าวเยี่ยงนี้ มันอาจเป็นคําปรัชญาคําหนึ่งที่ไพเราะที่สุดของรักแรกพบ แต่มันไม่อาจนับเป็นเหตุผลที่เที่ยงแท้ ให้คนปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ได้!

เพราะความรักนั้นใช่คงสภาพเที่ยงแท้ มันอาจแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อนนํามิตรมากนําใจ และบางครั้งมันถึงกับสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นอันร้ายกาจ อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง!

เมื่อแปรเปลี่ยนได้ก็เลอะเลือนจางหายได้ ความรักครั้งแรก เป็นเพียงการเริ่มต้นของการแปรเปลี่ยน แล้วความรักครั้งที่สอง ที่ว่าลึกซึ้งหวานลํามีคุณค่าอย่างเหลือเกิน

ก็มีอันเปลี่ยนแปรไปได้ไม่ผิดความรักครั้งแรก!

มันตรงกันข้ามกับความตาย ซึ่งเด็ดขาดเพียงครั้งเดียว ไม่มีครั้งที่สองให้ลิ้มรสอีก!

เรื่องราวอันยาวไกลประหนึ่งการเดินทาง มาจบสิ้นที่ความตาย ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวอย่างแท้จริง!


โลกแห่งจินตนาการอันเกรียงไกร!(กู้หลุ่ง 22)

" หนีควัง " นักเขียนชื่อดังแห่งฮ่องกง เคยพูดกับกู้หลุ่งว่า "ในโลกนี้ มีเพียงความคิดเท่านั้น เป็นสิ่งที่อิสระที่สุด! " เพราะทุกคนมีสิทธิ์คิดอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

หนีควังยังกล่าวเน้นอย่างมั่นใจในความคิดของตนอีกว่า " ถ้าใครละทิ้งไม่ยอมใช้ความคิด เท่ากับคนผู้นั้นยอมสละความสุขที่ตนมีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยมนั้นทิ้ง " ฟังดูแล้วลึกซึ้งน่าคล้อยตาม!

หนีควังสหายของข้าพเจ้า บางครั้งกลิ่นผายลมของเขา ข้าพเจ้ายังอดชมไม่ได้ว่า " กลิ่นมันหอมเสียนี่กระไร? " แทบจะกล่าวได้ว่าทุกคําพูดของเขาไม่แตกต่างจากที่ข้าพเจ้าคิด ถึงขนาดถ้าบอกเขาว่า สัตว์ประหลาดประเภทหนึ่งมีเขาเหมือนกวางแต่วิ่งเร็วมาก" สัตว์นั้นคือหมู " ข้าพเจ้ายินดีเชื่อตามนั้น!

แต่ในทัศนะคติด้าน " ความคิด " ของเขานั้น ข้าพเจ้ากลับขัดแย้งไม่เห็นด้วย!

ไฉน " ความคิด " เท่านั้นจึงเป็นอิสระที่สุด?

จริงอยู่ท่านจะคิดอะไรก็ได้ตามที่ใจปรารถนา!

ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะคิดเรื่องใดๆก็ได้ หากเขายินดีจะคิด

ความมันของกู้หลุ่งเดินทางมาถึงความขัดแย้งด้านความคิด ระหว่างเขากับหนีควัง เพื่อนยอดนักประพันธ์ผู้เป็นจอมยุทธเจ้านําหมึกระดับแนวหน้า โดยกล่าวอย่างน่าสนใจ และถือเป็นหัวใจของสองยอดมนุษย์ทีเดียว จึงขอย้อนกลับไปดูนิดหนึ่ง..

ไฉน " ความคิด " เท่านั้นจึงเป็นอิสระที่สุด!

จริงอยู่ท่านจะคิดอะไรก็ได้ตามที่ใจปรารถนา?

ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะคิดเรื่องใดๆก็ได้ หากเขายินดีจะคิด!

ท่านสามารถที่จะคิดได้ว่า ท่านคือเห้งเจียผู้เรืองรณ และท่านก็สามารถที่จะคิดได้อีกเช่นกันว่า ท่านคือฉินศีฮ่องเต้ผู้สร้างกําแพงเมืองจีน หรือจะคิดอย่างสุดๆไปเลยว่า ท่านคือเง็กเซียนฮ่องเต้จอมสวรรค์ เราคิดได้ตามใจแรรถนา คิดได้เท่าที่ใจจะคิดไปถึ!

ทั้งหมดที่กล่าวมาเรเชื่อว่าเป็น " ความคิด " แต่น่าเสียดายมันเป็นเพียง " จินตนาการ " ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกับความคิด!

ถ้าเช่นนั้น " ความคิด " คืออะไร? มันควรมีลักษณะเป็นแบบไหน?

หากท่านกระทําความผิดมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเสียดแทงใจ สมองของท่าน " คิด " ที่จะไม่ไป " คิด " ถึงเรื่องนั้น!

อย่างเช่นท่านเคยรักคนๆหนึ่งอย่างซาบซึ้ง และเขาสัญญาว่าจะอยู่กับท่านชั่วฟ้าดินสลาย แต่อยู่ๆเขากลับทิ้งท่านไปเคียงคู่กับชายอื่นอย่างเจ็บแสบที่สุด ท่านครุ่นคิดถึงเรื่องนี้แทบบ้า แล้วท่านก็สาบานกับตัวเองว่า จะไม่ไปคิดถึงเรื่องบ้าๆ และลืมเรื่องนี้เสียให้สนิท!

ทว่าทุกครั้งที่ท่านอยู่เดียวเปลี่ยนเอกา ถึงครานอนก็พลิกซ้ายย้ายมาขวาโดยกระบอกตามิอาจหลับลงได้ อย่างมราใจปรารถนา แล้วเรื่องปวดร้าวฝังใจ พลันหลั่งไหลเข้ามา ท่วมความคิดจิตใจ เหมือนนํากรดรดราดลงมา!

อา..มนุษย์ไฉนจึงมักคิดถึงสิ่งที่เขาไม่ควรคิดเล่า ไยสลัดความรู้สึกจากความคิด ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวไม่พ้น นี่กระมัง คือเรื่องความเศร้าที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์?

นี่คืออารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของมังกรโบราณ ที่แยก " ความคิด " กับ " จินตนาการ " ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด!

เป็นเรื่องยากที่ใครจะอธิบายได้ แต่กู้หลุ่งก็อธิบายมันออกมา จึงเท่ากับว่า จินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความคิดเหมือนกัน แต่เป็นการใช้ความคิดแบบฝัน ซึ่งเป็นไปในเชิงรุก คือวาดภาพว่าตัวเองต้องดีกว่าที่เป็นอยู่นี้

ส่วนความคิดในความรู้สึกของกู้หลุ่ง เป็นความคิดคํานึงในชีวิต ในความเป็นจริงที่ประกอบด้วยอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทั้งสามส่วนนี้ มันไหลย้อนไปย้อนมาได้

เจ้าสิ่งนี้ละ ที่กู้หลุ่งจับมันขึ้นมาใช้อย่างเข้มข้น เพื่อเอามาปั้นเป็นเรื่องราวของชีวิตคนในยุทธจักรนิยายที่เร้าใจ ชวนให้ติดตามความพิสดารของตัวละคร!


วัดรอย " จอมมังกร " กู้หลุ่ง 23 "

วูเฮียบเซี้ยวซอด แปลเป็นไทยได้ความว่า นิยายของนักสู้ผู้กล้ามีคุณธรรม นี่เป็นการว่ากันตามอักษร ซึ่งตรงกับในเนื้อเรื่อง ที่ตัวเอกต้องเป็นผู้กล้าหาญ มีฝีมือผดุงคุณธรรม กล้าเผชิญหน้ากับเหล่าร้ายผู้มีอิทธิพล

แต่เราเรียกนิยายนี้อย่างง่ายสั้น และเป็นที่รู้จักกันดีว่า " นิยายกําลังภายใน " เป็นเรื่องการต่อสู้ดังที่กล่าวมาแล้ว และมีการแต่งมานานนับร้อยนับพันปีแล้วเช่นกัน!

ส่วนเรื่องกําลังภายใน ที่มาเริ่มเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนจีนด้วย จนกู้หลุ่งต้องกล่าวถึงและถือเป็นแบบฉบับ

เรื่องที่ว่านี้ คือ " มังกรหยก " ที่แต่งโดย " จินหย่ง " ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ชื่อดังของฮ่องกง ที่พี่เสถียร จันทิมาทร แห่งมติชนได้เขียนวิจารณ์ว่า " ข้อเขียนของนักประพันธ์อาวุโสท่านนี้ ประธานาธิบดีของสหรัฐ และผู้นําจีนต้องอ่านบทวิจารณ์ของท่านเป็นประจํา "

จินหย่งผู้นี้ได้เขียนนิยายกําลังภายใน เข้าสู่อาณาจักรใหม่อันกว้างไกล แสดงคุณธรรมลําลึกแทบไม่น่าเชื่อ ในเวลาเดียวกันก็แสดงความอํามหิตอย่างสุดโหด มีความเร้าใจน่าติดตามทุกคัวอักษร จริงหรือไม่? เรามาดูข้อคิดความเห็นของนักเขียนรุ่นครูอย่าง " กู้หลุ่ง " วิจารณ์อย่างถึงแก่นดีกว่า...

" ปลายปากกาของจินหย่งที่ขีดเขียนนิยายกําลังภายใน ละเอียดลําลึกในเนื้อเรื่อง คมเฉียบรัดเร่งในโวหาร เรียนแบบถ้อยคําสํานวนอมตเรื่อง " ความรักในหอแดง " ที่กินใจ ประยุกต์รูปแบบใหม่เข้ากับวรรณกรรมตะวันตก เรียกว่า " หูฉลามใส่ไข่ดาวหมูแฮม " การประสานได้อย่างยอดเยี่ยม ทําให้วรรณกรรมมังกรหยกมีสร-สีสรรค์แปลกใหม่ร่วมยุค หากนิยายเรื่องนี้ของจินหย่งมี 8 เล่ม แต่อ่านได้ 7 เล่มครึ่ง เราต้องกระสบกระส่ายนอนไม่หลับ ตราบเท่าที่อ่านมันไม่จบแน่ๆ ! "

นี่คือการวิจารณ์แบบเพ็ชรตัดเพ็ชร เพราะถ้าไม่ใช่นักอ่านตัวฉกาจและอยู่ในขั้นอัจฉริยะแล้ว จะวิจารณ์อย่างนี้ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าท่านสังเกตดูให้ดี เราจะเห็นข้อแยบยล...

นั่นคือ นอกจากจะอ่านวรรณกรรมเรื่องความรักในหอแดงของจีน ซึ่งเป็นภาษากวีมีบทกวีมากมายแล้ว ยังได้อ่านวรรณกรรมตะวันตกที่แทรกแซมไว้อย่างกลมกลืนมากมาย การที่ได้อ่านวรรณกรรมอย่างมากมาย ก็หมายความว่าต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างลึกซึ้งเช่นกัน

เพราะลําพังการอ่านเรื่องแปล จะไม่ได้ความหมายจากต้นภาษา การที่กู้หลุ่งรู้อย่างนี้ ก็เพราะคนทั้งสอง หมายถึงจินหย่งผู้เขียนเรื่องมังกรหยก ต่างก็เคยเป็นบรรณรักษ์ประจําห้องสมุด และต่างอ่านหนังสือเพื่อเก็บเกี่ยวเอาขุมทรัพย์จากวรรณกรรมชั้นเอกเหล่านั้น มากลั่นเป็นเรื่องราวแบบใหม่ในยุคใหม่

แล้วกู้หลุ่งก็เริ่มบอกการพัฒนาคุณสมบัติของนักเขียนในเอเซียบ้าง โดยเขากล่าวอย่างน่าฟัง ที่ทั้งนักเขียนและนักอ่าน สมควรจะรับไว้พิจารณา...

" หากกระทั่งคนเขียนหนังสือ ยังไม่ให้ความสําคัญกับผลงานของตัวเอง ในโลกนี้ยังจะมีผู้ใดให้ความสําคัญ? "

แล้วก็มาถึงบทสําคัญอีกบทหนึ่ง ซึ่งมิใช่เป็นเฉพาะที่ไต้หวันแห่งเดียว แม้เมืองไทยในแวดวงนักเขียนก็เป็นอย่างเดียวกัน

แต่การที่กู้หลุ่งกล้าพูด ก็เพราะเขาเป็นนักปฏิวัติวงการนักเขียนนิยายกําลังภายใน ซึ่งมีปัญญาเขียนเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ถึงเกือบสามร้อยเรื่อง และในจํานวนงานเขียนทั้งหมดนั้น ก็เอามาสร้างเป็นหนังจอเงินและจอแก้วทั้งสิ้น

เขาจึงพูดได้เต็มปากเต็มภาคภูมิ เพราะความเหนือชั้น และการกล่าวนี้ ดูเหมือนไม่ใช่มีผลสะท้อนเปลี่ยนความรู้สึกของนักเขียนในรุ่นต่อๆมาเท่านั้น แม้ในวงการธุรกิจการค้า หรือวงการอุตสาหกรรมไต้หวัน ก็มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปด้วยเช่นกัน

ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นการสร้างศัตรู เพราะเขาเหยียบหัวเพื่อนนักเขียนด้วยกันอย่างเจ็บแสบ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่มีคนอย่างกู้หลุ่ง ที่ไหนจะเกิดมิติใหม่ของวงการนักเขียนขึ้น

ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุดของนิยายกําลังภายใน มีนักเขียนแนวนี้ไม่น้อยกว่า 300 คน ต่างเขียนนิยายกําลังภายในตีพิมพ์ออกจําหน่ายอย่างแพร่หลาย

นักอ่านทั้งหลายต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านกันอย่างหามรุ่งหามคํา เนื้อเรื่องในนิยายกําลังภายในส่วนใหญ่เหลวไหลเกินไป มีเค้าโครงเรื่องเก่าแก่โบรําโบราณ เดินเรื่องยืดยาดหละหลวม ฝีมือความสามารถของตัวละครก็เหลือเชื่อ สํานวนที่เขียนเป็นแบบพื้นๆไม่พิถีพิถัน เขียนสร้างปมเงื่อนพิสดารลี้ลับมากเท่าใด การคาดเดาของนักอ่านในตอนจบยิ่งง่าย เพราะเค้าโครงเรื่องพิสดารอย่างนี้ ถูกเขียนเลียนแบบกันต่อๆมาแล้วมากมายหลายเรื่อง!


วัดรอย " จอมมังกร " กู้หลุ่ง 23 "(2)

แนวทางการเขียน ต้องมีการพัฒนาความคิดให้ได้หลายมิติ ถ้ายังเขียนซําแนวเดิมๆเช่นนี้ต่อไป ก็ไม่อาจดึงดูดจุดสนใจของนักอ่านเรื่องกําลังภายในอีกต่อไป

นั่นเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน มังกรโบราณได้เจาะลึกลงไป ถึงเลือดเนื้อของนิยายกําลังภายใน ที่นักเขียนบ้านเราควรสนใจฟัง! แม้มันมิใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่มันก็น่าสนใจไม่น้อย

นิยายกําลังภายใน เขียนกันโฉ่งฉ่างมากเกินไป อย่างเช่น เมื่อสู้รบฆ่าฟันกัน ก็เล่นกันจนเลือดนองปฐพี เห็นชีวิตไม่มีคุณค่าอันใด ยึดพื้นฐานของพงศาวดารโบราณ

แม้การเขียนเรื่องกําลังภายในจะเป็นเรื่องโบราณ แต่ตัวละครในนิยายไม่ควรขาดแคลนอารมณ์ ปุถุชนมีเพียงอารมณ์เดือดดาล อาฆาตแค้น เจ็บชําระกําใจ หวาดหวั่นพรั่นพึง ยังมีความรักและนํามิตร ความเสียสละและคุณธรรม อารมณฺขันและความเห็นอกเห็นใจ

แต่ทําไมผู้เขียนยังต้องเน้นยําแต่ในด้านชั่วร้าย หวังเพียงความสนุกที่กระด้างเท่านั้นหรือ?

จากข้อความข้างบนทําให้เรารู้ว่า สิ่งที่กู้หลุ่งคิด คือค้องการความกลมกลืนมากที่สุด และให้เหมือนฉากชีวิตในนิยายกําลังภายใน มีความเหมือนชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ฆ่าล้างโคตรกันอย่างสุดกู่ หรือตามล้างตามเช็ดกันลูกเดียว ไม่มีข้อย้อนแย้งกันอยู่ภายในตัว

เรียกว่าพล๊อตเรื่องที่เขียนแบบมิติเดียว เป็นเรื่องทําลายคุณค่าของนิยายกําลังภายในไปเสียแล้ว

ดังนั้นเพื่อยกระดับของนิยายกําลังภายใน กู้หลุ่งจึงต้องใช้กําลังภายในอย่างมาก มากจนไม่น่าเชื่อว่าคนๆหนึ่ง จะเขียนนิยายแนวต่างๆได้มากมายกว่า 300 เรื่องอย่างนั้น

" ข้าพเจ้าได้รังสรรค์นิยายกําลังภายในมาร่วมยี่สิบปี ได้เขียนนิยายอะไรบ้าง ก็นิยายกําลังภายใน นิยายที่ไม่ใช่นิยายในสายตาของผู้อื่น แต่อย่างน้อยการเขียนนิยายต้องมีคุณสมบัติประการหนึ่ง กล่าวคือ ต้องสร้างตัวละครที่มีชีวิต โลดแล่นอยู่ในเนื้อเรื่องที่เหมาะสมกลมกลืน แม้ตัวเองอ่านต้องอ่านได้อย่างสบายใจไม่เขอะเขิน! "

" แม้มีคนกล่าวอ้างมากมายด้วยจํานวนยอดขายว่า เซียวฮื้อยี้ และลี้คิมฮวง เป็นยุคคลในจินตนาการ ที่ปั้นได้อย่างเหมาะเจาะ และถือว่าประสบความสําเร็จ แต่ในนิยายที่ข้าพเจ้าเขียน ก็ใช่จะมีบุคคลเฉกเช่นเดียวกันทุกเรื่องก็หาไม่ ถ้าข้าพเจ้าติดยึดต่อความสําเร็จที่แล้วมา มันทําให้ละอายใจมิใช่น้อยที่เอาเปรียบคนอ่าน โดยมิได้สร้างตัวละคร ที่มีบุคคลิกแปลกออกใหม่ออกไป "

ข้าพเจ้าเฝ้าติดตามพฤติกรรม ความนึกคิดของคนในโลกยุคปัจจุบันอยู่เสมอ ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางความคิดของนักอ่าน ที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อก้าวให้ลําหน้ายิ่งกว่า..

แนวการเขียนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง พลิกแพลงอยู่เสมอ ในที่สุดมันก็บรรลุผล!

" การที่ข้าพเจ้ารังสรรค์นิยายกําลังภายในแนวใหม่ขึ้นมา ล้วนท้าทายผู้อ่านทั้งสิ้น เพราะข้าพเจ้าไม่คํานึงถึงว่า จะลัมเหลวหรือประสบความสําเร็จ เพราะถ้าไม่ทําเช่นนี้ ความศรัทธาความสามารถของมนุษย์ จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร? แล้วสังคมมนุษย์ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีหน้าตาอย่างไร? ถ้าหัวอยู่ในยุคโบราณแต่ขาอยู่ในสมัยใหม่? "

กู้หลุ่งสําแดงความเป็นมังกรทางความคิดแบบที่ยิ่งใหญ่ หรืออหังการ์อย่างที่ไม่มีนักเขียนนิยายกําลังภายในกล้ากล่าวมาก่อน

....และแน่นอน การที่กู้หลุ่งกล่าวเยี่ยงนี้ เพราะเขามีกึ๋น!!!....กึ๋นมัง..ก..ร...!


ร้อยกระบวนท่าพิสดาร ของ " กู้หลุ่ง " 24

กู้หลุ่งเปรียบเหมือนพ่อครัวทางอารมณ์ ที่มีความสามารถยิ่งยวดผู้หนึ่ง ที่ดัดแปลงปรุงรสหูฉลามซึ่งเป็นอาหารจีนโดยเฉพาะ นํามาใส่หมูแฮมไข่ดาว อันเป็นอาหารตะวันตกได้อย่างกลมกลืน

อย่างเช่น เรื่องกําลังภายในของจีนแท้ๆ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องคุณธรรมต่อสู้กับเหล่าคนพาล หรือพวกขุนนางกังฉิน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องบู๊ล้างผลาญ นิยายกําลังภายในล้วนอยู่ในกรอบเหล่านี้ทั้งสิ้น...

แต่กู้หลุ่งได้แหวกแนวสอดแทรกเรื่องการสืบสวน อันประหลาดเร้นลับซับซ้อน และเรื่องทุกข์อย่างสาหัสในใจของมนุษย์ หรือสุขอย่างสุดเปรมปรีดิ์ของชีวิต

วิสัยกู้หลุ่งมีความแปลกประหลาดกว่าคนทั่วไป ถ้าไม่รู้จักกันจริงๆ จะเห็นว่ากู้หลุ่งเป็นคนเจ้าสําราญ แต่ถ้ารู้จักกันอย่างลึกซึ้งแล้ว แทบจะไม่เชื่อว่า ในขณะที่กู้หลุ่งจะทํางานเขียน เขาไม่แตะต้องเหล้าแม้สักหยด!

ปกติจะไม่ค่อยสูบบุหรี่ แต่ตอนเขียนกลับสูบเป็นว่าเล่น ชนิดมวนต่อมวนเหมือนปล่องโรงสี หรืออาจเป็นโรงสีกลั่นตัวอักษร ให้เป็นเรื่องราวหลากรสชวนอ่านก็ว่าได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าแปลกไม่น้อย คือกู้หลุ่งเมื่อเริ่มลงมือเขียนนิยายอันสนุกตื่นเต้นซับซ้อนของเขา เขาก็มีวิธีการอันซับซ้อนอยู่เหมือนกัน เขาต้องล้างมือให้สะอาด ตัดแต่งเล็บให้ดูเรียบร้อย แล้วนั่งนิ่งสํารวมสมาธิ จากนั้นก็เริ่มขีดเขียนเรื่องราวของชาวยุทธจักร อย่างยาวนานหลายชั่วโมงชนิดลืมเวลาทีเดียว!

ความหลากหลายลีลานับร้อยพัน แต่วิเคราะห์แก่นแกนแยกออกมาได้ เป็นหัวข้อใหญ่ๆ 6 หัวข้อ ล้วนเป็นข้อที่น่าศึกษามาปรับใช้กับผู้อ่านได้ คือ...

1.การได้ศึกษาวรรณกรรมตะวันตกอย่างมุ่งมั่น เมื่อครั้งที่เป็นบรรณรักษ์ ทําให้กู้หลุ่งมีจินตนาการกว้างไกล สามารถสร้างนิยายกําลังภายใน ที่แตกต่างจากนิยายกําลังภายในที่เคยเป็นมา มีความแตกต่างอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน

เพราะเค้าโครงเรื่องและสํานวนของนักเขียนระดับโลก ได้ถูกนํามารังสรรค์ใหม่ อย่างเรื่องศึกชุมนุมเจ้ายุทธจักร ได้เค้าโครงเรื่องมาจาก " เดอะ ก๊อดฟาเธอร์ " ของ " มาริโอ ฟูโซ " เป็นเรื่องในวงการนักเลงมาเฟีย ที่มันสนุกตั้งแต่เริ่มเรื่องจนหยดสุดท้าย!

เรื่องเซียวฮื้อยี้ ที่สนุกสนานอ่านแล้ววางไม่ลง เค้าโครงเรื่องก็มาจากนักเขียนนามกระเดื่องโลกอย่าง " วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ " ที่เขียนความอลวนของคู่ฝาแฝดชา-หญิง!

การปีนหน่วยความคิด สร้างจินจนาการจากการดัดแปลงของกู้หลุ่ง ที่ทํากับวรรณกรรมในระดับโลก ยังคงมีต่อไป อย่างเช่นนักสู้ผู้พิชิต ก็เอาเค้าโครงเรื่องมาจากปลายปากกาของ " เออร์เนส เฮมิ่งเวย์ "

ความก้าวลําหรือการติดตามจินตนาการแบบตะวันตก กู้หลุ่งยังคงจี้ไปติดๆ เพราะแม้เรื่อง " เจมส์บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007 " ของ " เอียน เฟลมมิ่ง " ก็ถูกดัดแปลงมาเป็น " หงส์ผงาดฟ้า " ที่เขียนเป็นตอนๆ เรียนแบบเดียวกับชุด 007 ที่มีหลายชุดหลายตอน

ถ้าขาดจอห์น สไตน์เบเบ็ค กู้หลุ่งก็อาจเสียชื่อในเรื่องยําความคิด ของยอดนักเขียนนามกระเดื่องโลกผนวกเข้าในตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของเรื่อง " วีรบุรุษเจ้าสําราญ " ที่สร้างตัวละครแปลกใหม่ เช่น ก๊วยไต้โล่ว และเฮ้งต๋ง ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญที่มีแต่ความสุขสําราญ


ร้อยกระบวนท่าพิสดาร ของ " กู้หลุ่ง " 24(2)

ข้อ 2.ตัวละครแต่ละตัวที่กู้หลุ่งกําหนดขึ้น ใช่เขียนขึ้นลอยๆตามจินตนาการ ทุกตัวล้วนถูกจําลองจากผู้คนจริงๆ บุคคลิกและคําสนทนายามเมื่อผู้อ่านได้รู้ผ่านตา ก็ดูดใจยากที่จะลืมเลือน

เพราะมีทั้งดี และเหลวไหล มีทั้งความฉลาดปราดเปรื่องและโง่งม บางครั้งสุขสมแต่บางบางทุกข์สาหัส จึงไม่แปลกเลยที่ลี้คิมฏวง หรือเล็กเซียวหง จะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักอ่าน และเรื่องนี้กู้หลุ่งมังกรโบราณ ได้เปิดใจพูดถึงตัวละครของเขาอย่างน่าฟัง...

" คนในนิยายกําลังภายในล้วนมีเลือดเนื้อ มีความรู้สึกนึกคิด มีนิสัยที่แตกต่างกัน บางคนเยือกเย็น บางคนร้อนแรงดั่งไฟ บางคนชอบคุยโตโอ้อวด แต่บางคนก็เฉื่อยชาไม่รู้ร้อน-หนาว บางคนดูท่าทีเข้มแข็งองอาจ แต่เมื่อยามมีภัยกลับเป็นหนูกลัวแมว แต่บางคนดูอ่อนแอ หากคราคับขันกลับกล้าหาญ แม้คนกล้ายังคร้ามเกรง..! "

ชีวิตบุคคลในโลกล้วนมีมากมายหลายแบบสุดคณานับ ตอนใส่ตัวละครจึงต้องกําหนดนิสัยในนิยายที่เขียนขึ้นด้วย ความหลากหลายที่ขัดแย้งและกลมกลืน จึงให้รสชาติของนิยายกําลังภายในได้ดี หากเป็นแบบเดียวกันหมด ยุทธจักรนิยายเขียนไปก็ยําอยู่กับที่ ตวัดปลายปากกาอยู่ในวงอันจํากัด แล้วจะเขียนต่อไปเพื่ออะไร?

ข้อ 3.ชั้นเชิงการเขียน การดําเนินเรื่องในแบบฉบับกู้หลุ่ง มีความรวบรัดเฉียบคม เขียนเป็นตอนๆแล้วเอามาต่อประสาน เหมือนกับสมองของเขาเป็นเก๊ะลิ้นชัก แบ่งออกเป็นเก๊ะๆ แต่เมื่อนํามาต่อมาตัด ล้วนมีความเร้าใจ ไม่ยืดยาดอืดเป็นเรือเกลือ

จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านรุ่นใหม่ ซึ่งเรื่องนี้กู้หลุ่งก็อ่านยุคสมัย อ่านความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลา เขาจึงจําเป็นต้องปรับเปลี่ยน แนวทางเดิมของนิยายที่พรําพรรณามากมาย มาเป็นบีบกระชับ และเนื้อเรื่องให้มีความเป็นสากลมากขึ้น หลีกเลี่ยงข้อปลีกย่อยที่ไม่จําเป็น เมื่อกู้หลุ่งเปิดทางสายใหม่ขึ้น เขาจึงกล่าวอย่างอหังกร์ถึงเรื่องแต่หนหลัง...

" เมื่อก่อนเขียนเรื่องยาว บางครั้งเขียนถึง 3 ปีจึงจบเรื่อง คนเขียนได้ค่าเรื่องยังรับเงินซําซากในงานเก่าจนเอียน แล้วคนอ่านนิยายกําลังภายในจะเป็นอย่างไร? เรื่องลัดสั้นจบในตอนในเล่ม นับเป็นทางเลือกใหม่ที่สดใส! "

ข้อ 4.ความโดดเด่นในสํานวนภาษาของตัวละครที่โต้โวหาร บอกความมีพลังบอกความสมจริงสมจัง ในลีลาของแต่ละเหตุการณ์ที่เหมาะสม การกู้หลุ่งสามารถสร้างสํานวนได้ดีเยี่ยมเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนา

อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความใจกว้างที่คบคนไม่เลือกหน้า และส่วนที่เป็นส่วนสําคัญของบรรดานักเขียนนามกระฉ่อนโลกทั้งหลาย นั่นคือการเสพความคิดของนักคิดระดับโลก แล้วนําความคิดนั้นมาเป็นสํานวนลีลาของตนเอง

กู้หลุ่งมีสํานวนเป็นของตนเอง ที่นับเป็นคําคมเหมาะสําหรับสอนใจคนทั่วไป ซึ่งอยู่ในนิยายกําลังภายในเรื่องต่างๆ เช่น..

" การปราศจากความรู้สึก มักเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวที่สุด " (แค้นสั่งฟ้า)

" ไปถึงที่ใดก็นับว่าบรรลุถึงที่นั้น " (ซาเสียวเอี้ย)

" ไฉนคนยิ่งมีเงินทอง ยิ่งปลงไม่ตกต่อสมบัตินอกกาย หรือเนื่องเพราะปลงไม่ตก ดังนั้นจึงมีเงินทอง " (จอมโจรปักดอกไม้)

" มิว่าท่านเป็นใคร ก็หาเป็นไรไม่ ขอเพียงท่านคือท่าน! " (วีรบุรุษเจ้าสําราญ)

คําตอบที่รัดกุม แต่มีบทสรุปในตัวเอง อันนี้กระมังคือเสน่ห์ที่ดิ้นได้ในตัวอักษรมิรู้เบื่อ?

ข้อ 5.นิยายกําลังภายในฉบับของกู้หลุ่ง มิใช่เป็นนิยายกําลังภายในที่อ่านเล่นชวนสนุก เฉกเช่นเดียวกับนักเขียนอื่นๆ กู้หลุ่งกล้าบรรยายในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์อย่างหมดเปลือก การดําเนินเรื่องมีเป้าหมายและความเป็นไปได้!

อีกส่วนหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจดึงดูดนักอ่าน นั่นคือปรัชญาอันลึกซึ้ง บ่งบอกถึงความลึกของความคิด และมุมมองอันกว้างไกล ดังเช่น...

โคลนมีความน่ารักในความสกปรกของมัน สงบเยือกเย็น ไม่หวั่นการเหยียบยํา ให้ความเปีกชื้นและนุ่ม พิทักษ์เท้าของท่านเมื่อยามใช้มัน

บางคนในโลกเป็นดั่งเช่นโคลน อดทนต่อการประณามหยามเหยียด และการดูถูกดูแคลนของบุคคลอื่น ไม่เคยตัดพ้อต่อว่า ไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ

และหากในโลกคนที่ดูโคลนว่าสกปรกไม่น่ามีอยู่ ไหนเลยพฤกษาและใบหญ้าจะหยั่งรากเจาะไชยึด เพื่อดูดอาหารให้ใบอ่อน ได้ชูช่อก่อดอกอันสวยงามให้มนุษย์ได้เชยชม พวกมันไม่ตัดพ้อตําหนิ ไม่โกรธแค้นชิงชัง เนื่องเพราะพวกมันเข้าใจคุณค่า และหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี (ฤทธิ์มีดสั้น)


ร้อยกระบวนท่าพิสดาร ของ " กู้หลุ่ง " 24(3)

ในเรื่องๆเดียวมักมีอยู่หลายด้าน หากครุ่นคิดไปในทางที่เลวร้าย เท่ากับทรมานตนเอง ดังนั้น หากประสบเจอเรื่องที่ทําให้ขุ่นข้องหมองใจ ไม่สมควรติดยึดในปัญหานั้นๆจนเกินไป ต้องหาทางสืบด้านที่สว่าง เพราะเหตุว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ทรมานผู้อื่น! และตนเองก็ไม่บังควรทรมานตนเอง?

ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีเรื่องใดงามพร้อมสมบูรณ์ และก็ไม่มีเรื่องใดชั่วร้ายสุดยอด ความล้มเหลวแม้ไม่ดีงาม แต่มันคือรากฐานเริ่มแรกของความสําเร็จมิใช่หรือ? ความสําเร็จแม้เลอเลิศเลื่องลือ แต่มันมักแฝงความหยิ่งยะโสถือตัวลืมตน จากนั้นความล้มเหลวก็จะตามมาติดๆ จนทันกัน (วีรบุรุษเจ้าสําราญ)

ทุกคนที่มีชีวิตอยู่บนโลก ต่างไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นกระพรวนของผู้อื่น แม้ในตนเองก็ยังสั่นกระพรวนเสียงลั่น บางครั้งก็ไม่แน่ว่าตนมีเชือกเส้นหนึ่ง พันธนาการไว้กับมือผู้อื่นด้วย! (ฤทธิ์มีดสั้น)

ทุกคําปีฃรัชญาล้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจําวัน ไม่มีความซับซ้อนอะไรมากมายนัก แต่ก็ยากที่จะมีนักประพันธ์คนใดหยิบเอามาร้อยเรียง เพื่อสร้างความคิดให้กับผู้อ่าน ไม่ใช่เพียงการยัดเยียดสิ่งที่ตนคิดตนฝัน ไม่คืนประโยชน์อะไรให้กับผู้อ่านบ้าง!

แน่นอน การคิดการเขียนที่เราเห็นเป็นอารมณ์อันสุนทรีย์ของกู้หลุ่ง ความจริงมันใช่ได้มาโดยง่ายดาย มันเกิดจากการค้นคว้า เพราะการอ่านอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงได้ข้อมูลความนึกคิด ที่ถือเป็นสุดยอดมาสร้างเป็นตัวละคร เป็นจินตภาพอย่างเด่นชัดที่เกิดกับผู้อ่าน...

ดังนั้น ไม่ว่าในนิยายกําลังภายใน หรือหนังกําลังภายในที่เขียนโดยกู้หลุ่ง มักมีคําพูดอันเพริดแพร้วดื่มดําแก่ผู้อ่านผู้ชม! นี่ก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่ง ที่มังกรโบราณถือเอาเป็นไม้ตาย!

ข้อ 6.ความยากอันสูงสุดของการเขียนนิยาย คือการสร้างความขัดแย้งชนิดไม่เหลือช่องว่าง มีแต่การบดเบียด เพื่อจัดเรียงความมีระเบียบในชีวิตของตัวละคร ถ้าตัวใดไม่อาจทนต่อการเสียดทานได้ ก็ตกไป!

เรื่องนี้ไม่ผิดชีวิตจริงของมนุษย์ที่เป็นอยู่ในโลก สิ่งที่เหมาะและทนต่อการขัดแย้งได้เท่านั้น จึงมีสิทธิ์ยืนหยัดอยู่ได้ และเจ้าความขัดแย้งนี่แหละ? ที่กู้หลุ่งจับขึ้นมาเป็นประเด็น โดยเขากล่าวอย่างมีเหตุผลว่า...

" เมื่อก่อนเขียนนิยายกําลังภายใน ล้วนเกิดจากจินตนาการคิดฝันเอาทั้งสิ้น เมื่อตัวละครชักกระบี่ออกท่าพิสดาร กวัดแกว่งเร็วยิ่งกว่าสายฟ้า เหล่าศัตรูตายเสียแต่ยังไม่ทันเห็นคมกระบี่ ยามเมื่อพลิ้วกายโผพุ่งก็ลอยไปไกลสิบวา

เหล่านี้คือความสามารถพิเศษ ของคนในยุทธจักรกําลังภายในที่มันเป็นมา ข้าพเจ้าเริ่มละลายทิ้งสิ่งเหล่านี้ แล้วพยายามเขียนถึงเรื่องราว ที่ผู้คนสัมผัสได้ ให้ความสําคัญกับการสร้างบรรยากาศ เข้าถึงจิตใจของคุณธรรมการต่อสู้ ที่ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริง!

ตัวเอกในนิยายกําลังภายใน ต้องเป็นบุคคลที่มีเลือดเนื้อ มีจุดเด่นและจุดด้อย มีความรู้สึกเยี่ยงปุถุชนคนทั่วไป!

ทัศนคติและความคิดเห็นของคนทั่วไป มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งเป็นไปตามสภาพการณ์ และกระแสที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ! "


มังกรโบราณผู้โดดเดี่ยว (กู้หลุ่ง 25) 1

ในปี พ.ศ. 2526 กู้หลุ่งมีโอกาสรู้จักสุภาพสตรีแซ่อู๋ผู้หนึ่ง ในงานตัดสินภาพยนต์รางวัล " ม้าทองคํา " ของไต้หวัน หลังจากงานประกวดนั้นแล้ว คนทั้งสองได้มีโอกาสไปมาหาสู่กันฉันเพื่อนสนิท!

กระทั่งกู้หลุ่งล้มป่วยด้วยโรคตับ ก็ได้เธอนี่แหละคอยเอาใจใส่ดูแล และเธอผู้นี้อีกเช่นกัน ที่ขอร้องให้มังกรโบราณเลิกดื่มสุราเสีย!

กู้หลุ่งผู้มีอารมณ์ศิลปินอันอ่อนไหว เห็นในความเสียสละของเธอ จึงยอมรับปาก ทั้งที่สิ่งนี้คือทั้งหมดของชีวิตกู้หลุ่ง!

การที่มังกรโบราณได้เขียนขอบคุณ บอกเล่าความในใจของตนเอง อย่างน่าฟังว่า...

" ข้าพเจ้าต้องพบเห็นเรื่องอันน่าเศร้าใจประการหนึ่งอย่างไม่คาดคิด มันเป็นทั้งความน่ากลัว และน่าเวทนาสําหรับตนเอง เนืองด้วยชีวิตของข้าพเจ้า ไม่เคยคบหาเพื่อนหญิงสามัญทั่วไป ในแบบที่มีจารีตประเพณีรองรับ แม้สักคนเดียว!

การที่เป็นเช่นนี้ มิใช่ข้าพเจ้ากลัวการรับผิดชอบ กลัวการแต่งงาน หรือกลัวสิ้นอิสรภาพ กระทั่งการถูกทอดทิ้งให้อ้างว้าง ข้าพเจ้าไม่เคยกลัวสิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเลย!

ช่วงนี้ ได้มีผู้อ่านงานเขียนข้าพเจ้า ได้เขียนจดหมายบอกกล่าวข้าพเจ้าว่า การที่ข้าพเจ้าบรรยายคุณลักษณะของความรักในกุลสตรี หรือสิ่งที่เรียกว่ารบกวนความรู้สึกนั้น...

" เนื่องเพราะข้าพเจ้าเคยถูกสตรีทอดทิ้ง เคยถูกทําร้าย จึงอาจเกิดความผิดปกติทางจิตใจได้! "

เรื่องความผิดปกติที่ท่านผู้อ่านสันนิษฐาน ข้าพเจ้าขอรับรองว่าไม่มีแน่ และมันไม่ใช่เหตุผลแต่อย่างไร? เพราะในช่วงที่เกิดเหตุ ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่า การถูกทําร้ายเป็นอย่างไร?

ยิ่งเรื่องถูกสตรีทอดทิ้งแล้วเสียใจ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าแทบไม่ประสาเสียเลย!

เพราะข้าพเจ้าไม่ได้คบหาเพื่อนหญิงเยี่ยงชายหนุ่มทั่วไป ในขณะที่ผู้อื่นแบกกระเป๋าไปโรงเรียน ข้าพเจ้าก็พเนจรท่องอยู่ในวงการยุทธจักรเสียแล้ว!

ที่เรียกว่าไม่ใช่ผู้หญิงสามัญ เพราะผู้หญิงของข้าพเจ้าเป็นหญิงบริการ ภายใต้แสงสีและกลิ่นอายของสุราบาล ซึ่งดูฉูดฉาดสวยกว่าหญิงสามัญทั่วไป อีกทั้งไม่เจ้าอารมณ์เยี่ยงคุณหนูทั้งหลาย ซําเอาอกเอาใจบุรุษอย่างที่ไม่มีในสตรีสามัญ!

มีบางเรื่องที่สตรีทั่วไปไม่อาจรับปากได้ แต่สตรีอาชีพพิเศษเหล่านี้มิอาจกล้าปฏิเสธ!

มันเป็นโศกนาฎกรรมด้านหนึ่งของคนจําพวกหนึ่ง และมันก็เป็นสุขนาฎกรรมของคนอีกจําพวกหนึ่ง แต่ในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว มักกล่าวว่ามันเป็นโศกนาฎกรรมของมนุษย์ชาติ!

แต่สําหรับผู้ชายที่มีสายเลือดเสเพลอย่างข้าพเจ้า การแสดงออกอย่างไม่มีกําแพงประเพณีใดๆมาขวางกั้นเยี่ยงนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาและแสวงหา

ความต้องการเช่นนี้ มันอาจเป็นห้วงเหวที่ข้าพเจ้า ยากจะปีนให้ข้ามพ้นได้!

หลายครั้งที่ข้าพเจ้าตั้งปัญหาถามตัวเอง ในขณะที่รดนํากุหลาบ ที่มีดอกอันเบ่งบานสวยงาม ในชีวิตข้าพเจ้าเคยที่จะเด็ดดอกไม้เหล่านี้ มาขยี้ทิ้งเล่นอย่างไม่มีเหตุผลหรือไม่?

คําตอบที่น่าพอใจผุดขึ้นมา เราไม่เคยคิดทําอย่างนั้น ใจบุรุษน้อยๆเยี่ยงข้าพเจ้าอดปลื้มในตัวเองมิได้ จิตใจเยี่ยงนี้สําหรับบุรุษทั่วไป ซึ่งมักเปรียบตัวเองเป็นแมลงภู่ผึ้ง ชอบที่จะดมดอมหญิงสาว ที่ประหนึ่งดอกไม้งามบริสุทธิ์ บุรุษเหล่านั้น ย่อมยิ้มเยาะและเวทนาสงสารข้าพเจ้าอยู่เงียบๆมิใช่หรือ?


มังกรโบราณผู้โดดเดี่ยว (กู้หลุ่ง 25) 2

ชามใบหนึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วเกิดแตกสลาย มันย่อมเคยลิ้มรสเผ็ดเปรี้ยวมันเค็ม และจืดชืดมาแล้วทุกรูปแบบ มันจึงไม่มีอะไรต้องเสียใจต่อการแตกทําลาย

สิ่งที่กู้หลุ่งบอกกล่าวในข้อเขียน ต่อหญิงแซ่อู๋ที่นิยมชมชอบในตัวเขา เป็นชีวิตดิบที่แตกต่างจากบุรุษสามัญทั่วไป คือ..

เขาไม่ชอบหญิงสาวบริสุทธิ์ ที่ขาดชั้นเชิงการเอาใจชาย เพราะต้องการรักนวลสงวนตัว ให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเอาใจ และคุ้มครองประหนึ่งของลําค่าสูงสุด สิ่งนี้เป็นคนละรสนิยมกับกู้หลุ่งอย่างสิ้นเชิง

ในความกร้านชีวิตของกู้หลุ่ง ดูเขามีความเป็นสุภาพบุรุษอย่างยิ่ง เพราะดูจากข้อเขียน ที่ว่าเขาภูมิใจไม่เด็ดดอกไม้งามมาขยี้เล่นตามใจตน

หมายความว่าเขาไม่ชอบให้หญิงสาวบริสุทธิ์ ต้องมาเสียความเป็นสาวเพราะตัวเขาเอง ด้วยความอ่อนต่อโลก!

และเขาก็กลัวหญิงสาวทนต่อความผิดหวังในชีวิต เนื่องเพราะความไม่ปกติในนิสัยสันดานของตัวเองด้วย

แต่กับหญิงที่ผ่านชีวิตการแต่งงาน หรือผ่านคาวโลกีย์มาแล้วโชกโชน หากต้องผ่านความผิดหวังเพราะตัวกู้หลุ่งเอง นั่นหมายความว่าเขาได้ชดเชยด้วยเงินทองแก่หญิงนั้นแล้ว

หญิงเหล่านั้นก็ไม่ได้แคร์ต่อตัวมังกรโบราณ ในเมื่อเป้าหมายแท้จริงต่างคนต่างรู้ กู้หลุ่งต้องการความสุขอย่างรวบลัด หญิงบริการต้องการเงินในจํานวนที่พอใจ

ความรักความพอใจของกู้หลุ่ง ยากที่หญิงสามัญทั่วไปจะเข้าใจ แม้ตัวเขาเองบางครั้งก็ไม่เข้าใจตัวเอง และขัดแย้งกับตัวเอง!

ด้วยเหตุที่มีหลายความรู้สึก ความลําลึกมีอยู่ในตัวเอง ใช่หลอกเพียงบุคคลอื่น แม้ตัวเองก็ถูกตัวเองหลอก

สิ่งนี้มิใช่หรือ ที่คนมักกล่าวอ้างว่า กู้หลุ่งอ้างว้าง และความอ้างว้างนั้นลําลึก จนเจ้าตัวก็ไม่อาจหยั่งถึง!


สหายในยุทธจักร (กู้หลุ่ง 26)

นิยายกําลังภาย แม้เขียนถึงเรื่องคนในครั้งก่อน แต่ก็หาใช่จะสอดแทรกความคิดเห็นใหม่ๆลงไปมิได้

เนื่องเพราะเป็นเรื่องของจินตนาการอยู่แล้ว และนิยายที่ถูกรังสรรค์ขึ้น ก็มิใช่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์

เป้าหมายหลักของการเขียนนิยายคือการดึงดูดใจของผู้อ่าน และให้ข้อคิดความรู้แปลกใหม่แก่นักอ่าน!

นอกการต่อสู้ของบรรดาผู้เยี่ยมยุทธแล้ว กู้หลุ่งยังเขียนถึงความเสียสละของมิตรสหาย ที่ยอมถูกดาบเสียบชายโครง หรือแม้ต้องตายหมื่นครั้งก็ยินดีเดินเข้าหา

ความเป็นมิตรสหายในความหมายของกู้หลุ่ง ก้าวลําความเสียสละ ถึงขั้นยอมเผาตัวเองเป็นคบเพลิงคบหนึ่ง เพื่อส่องทางรอดให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง

นี่คือคุณธรรมของนักสู้ที่ยอมตายเพื่อเพื่อนที่รู้ใจ สิ่งนี้เป็นประเพณีสืบสานมาแต่ยุคโบราณ ของวงการยุทธจักร

นี่คือความลําค่าในยุทธจักรนิยายของกู้หลุ่ง

คุณธรรมของชาวยุทธจักร ปกติดูไม่ออก จะปรากฏชัดเมื่อเผชิญเหตุการณ์ที่สําคัญ มันระเบิดพร่างพรายออกมาราวภูเขาไฟคลั่ง ยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเลือดเนื้อและชีวิต มันทะลุเกินความหมายของคําว่ากล้าหาญ

คนที่มีเพื่อนมากอย่างกู้หลุ่ง ได้ให้คําจํากัดความสําหรับคํานี้ อย่างเป็นรูปธรรมว่าอย่างไร?

สหายสามารถแบ่งปันความสุขให้ท่านโดยไม่ต้องคิด และยอมแบกรับความทุกข์ของท่านได้แบบไม่จํากัด!

หากท่านเผชิญกับปัญหาที่ลําบากยากแค้น สหายล้วนยินยอมช่วยเหลือท่าน หากมีภัยอันตรายคับขัน สหายช่วยออกรับต่อสู้ป้องกัน

ต่อให้ท่านกระทําผิดจริง สหายก็ให้อภัยได้ " ยามอยู่เบื้องหน้าสหายเยี่ยงนี้ ท่านยังมีความลับอันใด ที่ไม่อาจหลุดจากปากท่านได้! "

การที่กู้หลุ่งบรรยายความหมายของเพื่อนได้อย่างลึกซึ้ง เพราะชีวิตเร่ร่อนพเนจรในวัยรุ่นสอนเขา และในยามนั้นจิตใจย่อมแส่ส่ายหาเพื่อน!

คนในสังคมมีมากมายเหลือคณา ในความเป็นจริง จะหาเพื่อนอย่างที่กู้หลุ่งว่าได้ยากเหลือแสน แต่ก็ยังวาดหวังจะได้พบเพื่อนตามความหมายของกู้หลุ่ง

ผู้ที่เดียวดาย พเนจรแบบไร้หลักแหล่ง ระเหเร่ร่อนไม่มีจุดหมาย ไร้ทั้งญาติขาดทั้งมิตร ชีวิตยามนั้นยังจะมีอะไร?

มี ส ห า ย !

คนผู้หนึ่งเมื่อตอนผิดหวังอ้างว้าง คนรักหลอกลวงทรยศ หน้าที่การงานประสบความล้มเหลว ถึงกับจะยอมเอาหัวชนก้อนเต้าหู้ตาย ยามนั้นเขาจะหาผู้ใดปลอบใจ?

หาสหาย

มีคนเคยให้นิยามความหมายของคําว่า " สหาย " ไว้คือ เป็นกุหลาบหอมกรุ่นหนึ่งเดียวในโลกที่ไร้หนาม แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับคํากล่าวนั้นอย่างสิ้นเชิง

สหายคือสหาย ไม่มีเรื่องอื่นใดทดแทนได้ ไม่มีคําพูดใดมาเทียบเคียงให้สมความหมายได้ ต่อให้กุหลาบทั้งหมดในโลก บวกกับดอกไม้ที่มีในโลก ก็ไม่สามารถหอมจรุงและสวยงามเท่านํามิตร!

ไม่สามารถเท่าเทียมเด็ดขาด!


รูปภาพของ วี่ฟัด

ไหงเคยอ่านแล้ว

หนังสือเล่มนี้ไหง่มีและเคยอ่านแล้วแม้ไหง่จะไม่ชอบและไม่ได้เป็นแฟนโกวเล้งก็ตาม เพราะไหง่ไม่มีจริตในการอ่านพวกนิยายกำลังภายในเพราะสำหรับไหง่แล้ว ไหง่ว่านิยายกำลังภายในเป็นหนังสือที่ไหง่อ่านไม่รู้เรื่องเลย ถ้าอ่านนิยายของ ลิโอตอลสตอย หรือ เฮอมานเฮสเส สองนักเขียนรางวัลโนเบล ไหง่ยังอ่านรู้เรื่องมากกว่านิยายกำลังภายในของโกวเล้งที่แปลโดย น.นพรัตน์ แต่ไหง่ชอบอ่านชีวประวัติของคนเพื่ออยากรู้ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไรมีความคิดอย่างไร จึงซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านนานพอสมควรแล้วแหละ

รสนิยมคล้ายกัน

          ครับ ไหงก็คล้ายอาก๊อที่ชอบ " กินเนื้อปลา " แต่ไม่ชอบ " นับเกล็ดปลา " แต่สําหรับเกล็ดมังกรเป็นข้อยกเว้นอยู่บ้าง นิยายกําลังภายในช่วงปลายๆของกู้หลุ่ง ต่างจากตอนแรกๆ คือเขียนแนวปรัชญากลายๆ ฉบับภาษาจีนยังพิมพ์ขายอยู่

           สําหรับเกล็ดชีวิตที่ไหงเอามาเล่า ก็คือได้อ่านจากต้นฉบับจีน ซึ่งในช่วงเมื่อสิบกว่าปีก่อน มีการถอดความเป็นไทยหลายสํานวนอยู่ การที่อาก๊อได้อ่านอาจมาจากต้นฉบับเดียวกันก็เป็นได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม อ่านแล้วก็อ่านอีกได้ ส่วนคนรุ่นหลังที่ยังไม่ได้อ่าน จะได้รู้รสชีวิตของการต่อสู้ของนักเขียนเป็นอย่างไร?

            ส่วนนักเขียนนามตอลสตอล ชาวรัสเซีย ส่วนอีกคนน่าจะเป็นชาวเยอรมันหรืออาหรับไม่แน่ใจ แต่ก็เขียนเรื่องแนวปรัชญาเหมือนกัน แต่ตอลสตอลอิงแนวปรัชญาพุทธ ต่างจากแม็กซิม กอกี้ ที่เป็นแนวเพื่อชีวิต นักเขียนรัสเซียที่เอ๋ยนาม  2 ท่าน มีชีวิตแบบที่กู้หลุ่งเรียกว่า " ดื่มกินความทุกข์เป็นภักษาหาร " ส่วนกู้หลุ่งดื่มสุราหามิตรเพื่อหลีกหนีความอ้างว้าง ที่หลอนลึกภายในจิตใจ ส่วนพวกเราอ่านเอาสนุกสบายใจได้ข้อคิด หรือใครได้มากกว่านั้น ไม่ว่ากันอยู่แล้ว....

รูปภาพของ วี่ฟัด

วิถีแห่งปราชญ์

         หลังจากอาหงิวได้เข้ามาเป็นสมาชิกในเว๊ปชุมชนแห่งนี้และได้เข้ามาโพสต์ด้วยความขยันขันแข็งในการโพสต์เป็นอย่างมาก และได้เปิดเผยตัวขึ้นเรื่อยๆว่าหงี่ก็ไม่เบาในเรื่องภูมิความรู้และเป็นภูมิความรู้ที่รู้จริง รู้ลึก รู้กว้างขวาง

          ในตอนแรกที่หงี่เข้ามาใหม่ๆ ไหง่ได้คุยกับสมาชิกหลายๆคนทางเฟชบุ๊ค ทุกคนต่างชื่นชมหงี่และเห็นว่าหงี่เป็นคนถ่อมตัวเป็นอย่างมาก แต่กาลเวลาก็ได้เผยตัวมาว่าหงี่เป็นคนที่มีภูมความรู้ดีทั้งภาษาจีนและภาษาไทย ไหง่เลยเข้าใจเลยว่านี่แหละคือวิถีแห่งปราชญ์ คือคนที่เขารู้จริงเขามักจะถ่อมตัวเข้าไว้ หรือพระที่มีสัพพัญญู ก็มักจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่เคยไปบอกใครว่าข้ามีคุณวิเศษต่างๆ คนที่รู้จริงเขาก็มักจะถ่อมตนไปเหมือนรวงข้าวที่มีเมล็ดเต็ม เมล็ดสมบูรณ์ ก็มักจะค้อมรวงข้าวนั้นลงสู่พื้นดิน ส่วนรวงข้าวที่มีเมล็ดลีบหรือมีแต่เปลือกก็มักจะชูรวงขึ้นสู่ท้องฟ้า ดังนั้นเราจะเห็นได้ดีว่าใครทรงคุณค่าจริงหรือปลอม

            ในเว๊ปชุมชนแห่งนี้อุดมไปด้วยผู้ทรงภูมิความรู้มากมายซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะนี้คือเว๊ปชุมชนคนฮากกา ซึ่งคนฮากกาคือกลุ่มคนที่มีลักษณะวิสัยที่ชอบศึกษาอยู่แล้ว และกลุ่มผู้ทรงภูมิต่างก็ไม่ค่อยเปิดเผยตัวว่าข้านี้แน่ ดังเช่นไหง่จะยกกรณีของอาจารย์ดอกเตอร์ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร ที่เข้ามาในนามของ " หว่องลี่ผิ่น " ซึ่งตอนแรกอาจารย์คงไม่อยากให้ใครรู้หรอกว่าอาจารย์เป็นใคร อาจารย์มีจุดมุ่งหมายอยากเป็นเพียง " อาเซ้โม้ยหว่องลี่ผิน " ของเหล่าบรรดาอาโก อาก๊อ แค่นั้น แต่เป็นเพราะไหง่ไม่ดีเองดันไปค้นหาจนทราบว่าอาจารย์เป็นถึงดอกเตอร์ แล้วนำมาเปิดในเว๊ปแห่งนี้ ทำให้เป็นภาระของอาจารย์จะต้องเป็นที่คาดหวังของคนมากขึ้นไปด้วย

           เขาว่ากันว่า " ดวงตาเป็นหน้าต่างดวงใจฉันใด ปากก็เป็นหน้าต่างของสมอง ฉันนั้น " แต่ในการสื่อสารสมัยใหม่ในทางอินเตอร์เน็ตแล้ว " มือที่พิมพ์ที่เขียนก็ย่อมเป็นหน้าต่างของสมองด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นใครจะมีสมองหยักมากหรือหมายถึงคนฉลาด หรือแบบราบเรียบซึ่งหมายถึงคนหน้าง้าว ก็พอดูได้ไม่ยาก ( ระหว่างช่วงวันที่ 23 - 25 สิงหานี้ ก็พอดูออกแล้ว ) ไหง่จึงพอมองออกได้เลยว่าคนในชุมชนคนฮากกาแห่งนี้จะต้องมีรอยหยักของสมองประดุจดังคลื่นในทะเลยามที่มีพายุโหมกระหน่ำอย่างแน่นอน

            เฟชบุ๊คของไหง่คือ somchai tsai

รูปภาพของ tee-thaiyai

ชอบอ่านตั้งแต่อยู่มัธยมแล้ว

ชอบอ่านตั้งแต่อยู่มัธยมแล้วแต่เรื่องแรกที่อ่านคือมังกรหยก ชอบฤทธิ์มีดสั้น ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ และวีรบุรุษไร้น้ำตา(เรื่องเดียวกันแต่มีคนแปล 2 คน ทั้ง ว ณ.เมืองลุง และ น.นพรัตน์) ไม่ทราบเป็นชาวฮากกาหรือเปล่า

กึ๋นผู้แปลเรื่องของ " โก้วเล้ง "

          ว. ณ เมืองลุง เป็นครูสอนภาษาจีน เป็นคนแต้จิ๋ว เดิมทีสอนอยู่ใน กทม.ต่อมาได้มีคนมาเชิญให้ไปสอนที่พัทลุง ความเป็นคนชอบอ่านนิยายกําลังภายใน ก็เลยลองแปลนิยายกําลังภายในภาคจีน มาเป็นภาษาไทย แล้วส่งต้นฉบับมาให้สํานักพิมพ์ในกท.ดู เมื่อได้ผ่านการพิจารณาแล้ว จึงใช้นายปากกาว่า ว.ณ เมืองลุง ตามชื่อจังหวัดที่เป็นจุดเกิดของนักแปลนิยายจีนกําลังภายใน

          เนื่องจากในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน เรื่องจีนกํางภายใน มีท่านประยูร พิศนาคะ แปลเรื่องมังกรหยก ของกิมย้งเป็นหลัก จึงเท่ากับ วณ เมืองเมืองลุง เสียบเข้ามาในยุคขาดแคลนคนแปลนิยายกําลังภายในของนักเขียนอื่น ว.ณ เมืองลุง ได้เข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ จนนิยายกําลังภายในภาคไทยราคา 3 บาท เฟื่องฟู

          เมื่อมีงานมากเข้า เพราะตลาดต้องการความต่อเนื่องของนิยายจีน ว. ณ เมืองลุงจึงชวนเพื่อนครูจีนที่อ่อนอาวุโสเป็นรุ่นลูกได้ เข้ามาช่วยงานแปล ซึ่งต่อมาครูจีนผู้นั้น ได้แยกตัวออกมาแปลนิยายกําลังภายในเอง โดยใช้ชื่อนามปากกา น.นพรัตน์ บุคคลผูนี้มีความเป็นครูสูงมาก คือ เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ แถมมีน้องชายคอยช่วยงานแปล ส่วน ว.ณ เมืองลุง มีชีวิตเหมือนนักเขียน เอาทุกอย่างกระทั่งการพนัน แต่กลับมีอายุยืนยาวถึง80 เลย ส่วนน.นพรัตน์ ไม่ขึ้น 50 ก็ไปเสียแล้ว คงเป็นอย่างที่เขาพูดว่า " คนดีผีรัก "

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ประวัติ ว.ณ.เมืองลุง

 

ว.ณ เมืองลุง

   วันหนึ่งของ ปีพ.ศ.2506 ณ.สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ชายหนุ่มอายุสามสิบสี่ เข้าพบ นายเวช กระตุกฤกษ์-เจ้าของสำนักพิมพ์ และ นายชลิต พรหมดำรง-บรรณาธิการ เพื่อเสนอ ‘งานแปลกำลังภายใน’ สำนวนแปลกใหม่ให้พิจารณา แม้ว่า นายเวช จะไม่เห็นด้วยกับสำนวนแปลกใหม่ และต้องการให้ยึดสำนวนการแปลอย่าง จำลอง พินาคะ ผู้แปล ‘มังกรหยก’ ภาคหนึ่ง ที่คนติดงอมแงมขณะนั้น เป็นแบบอย่าง แต่ชายหนุ่มผู้นั้น นาม ชิน บำรุงพันธ์ กลับยืนยันสำนวนแปลกใหม่ของตนเอง ด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวว่า ‘ถ้าดีก็เหนือกว่า ถ้าไม่ดีก็เป็นการล้มเหลวไปเลย’  กระทั่ง นายชลิต คงมองเห็นแววสำนวนแปลกใหม่ของ นายชิน ยินยอม ‘หยั่งความนิยมของนักอ่าน’ ด้วยการตอบตกลงจัดพิมพ์ กระบี่ล้างแค้น เป็นเล่มปกอ่อน ปรากฎว่าจำหน่ายขายดี โดยเล่ม 2 ต้องพิมพ์ 2 ครั้ง คือ พิมพ์รอบเช้า 6,000 เล่ม บ่ายอีก 2,000 เล่ม

    นับตั้งแต่นั้น นามปากกา ‘ว.ณ เมืองลุง’ ก็จุติในบรรณพิภพ สืบสานภารกิจ ‘ถ่ายทอด’ นิยายกำลังภายในอันโลดโผนพิสดาร สู่นักอ่านชาวไทยเรื่องแล้วเรื่องเล่า กระทั่งได้รับความนิยมยกย่องในฐานะ ‘นักแปลชั้นนำ’ อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งเป็นที่มาของวลียอดฮิต สำนวนกินใจมากมาย เช่น ในโลกไม่มีงานเลี้ยงที่มิแยกย้ายเลิกรา ไม่เห็นโลงศพมิหลั่งน้ำตา กระบี่อยู่ที่ใจ ศึกสายเลือด ฮาฮา ฉายาของจอมยุทธต่างๆ และ ฯลฯ กระทั่งนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักศึกษา นักธุรกิจ ต่างหยิบยืมมาใช้เป็นที่สนุกถูกใจ เพราะให้ทั้งความหมายและความรู้สึกสะใจดี มีทั้งในลีลาล้อเลียน เปรียบเปรย แฝงอารมณ์ขัน และประชดประชัน สำนวนแปลกใหม่ซึ่ง ว.ณ เมืองลุง นำสำนวนเก่า สำนวนวรรณคดี มาผสมผสานกับสำนวนของตน กลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นนี้ มีลักษณะพิเศษคือ สั้น กระชับ ใช้คำน้อยแต่ให้ความหมายกว้างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับงานเขียนของ โก้วเล้ง ก็สามารถถ่ายทอดลีลาอารมณ์ สำนวนโวหาร และบรรยากาศของต้นฉบับเดิมได้อย่างน่าประทับใจพราวพรรณวรรณศิลป์
   ว. ณ เมืองลุง เป็นนามปากกาของ ชิน บำรุงพงศ์ ว. เป็นชื่อของ วิไล สาวคนรักที่พบกันเมื่อครั้งท่านไปเป็นเสมียนอยู่ที่พัทลุง จึงเกิดเป็นนาม ว. ณ เมืองลุง เมื่อครั้งลงมือแปล กระบี่ล้างแค้น อันเป็นงานแปลเรื่องแรกและเพียงเรื่องเดียวก็โด่งดังจนเป็นที่รู้จักของคอนิยายกำลังภายใน
 ชิน บำรุงพงศ์ เกิดเมื่อ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2472 ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนจีน จังหวัดพิษณุโลก มีโอกาสได้เรียนทั้งภาษาไทย และ ภาษาจีน ภายหลังประมาณ พ.ศ. 2494 สอบได้ประกาศนียบัตรครู (ป.) เมื่อกระทรวงศึกษาธิการเปิดสอบวิชาครู
      
       เคยเข้าไปทำงานที่ร้านค้าแถวห้าแยกพลับพลาไชย กรุงเทพฯ แต่ทำอยู่ได้ไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น จึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนา เมื่อสอบได้ประกาศนียบัตรครู (ป.) ได้ไปสอนหนังสือที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา 1 ปี แล้วย้ายไปสอนที่โรงเรียนอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อีก 1 ปี จากนั้นไปสอนที่โรงเรียนศึกษาวัฒนา สามย่าน กรุงเทพ ฯ จนประมาณ พ.ศ. 2504 ลาออกมาทำงานเสมียนโรงไม้ที่จังหวัด พัทลุง และ เริ่มแปลนวนิยายจีนกำลังภายใน  และแล้ว หลังจาก กระบี่ล้างแค้น ผลงานแปลเรื่องแรก ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านอย่างอบอุ่น เมื่อ พ.ศ. 2506 นายชิน ก็ลาออกจากงานเสมียนโรงไม้ มาจับงานแปลอย่างจริงจังจนยึดเป็นอาชีพเรื่อยมา
            นิยายแปลเรื่องแรกของชินคือเรื่อง กระบี่ล้างแค้น ใช้นามปากกาว่า ว. ณ เมืองลุง ขายดีจนเล่มที่สองต้องพิมพ์สองครั้งในวันเดียวกัน นับได้ว่า ว. ณ เมืองลุง ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ต้น จึงได้แปลนิยายจีนกำลังภายในเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว ระยะแรกมอบให้ สำนักพิมพ์เพลินจิตต์พิมพ์และจำหน่ายทั้งหมด กระทั่งสำนักพิมพ์เพลินจิตต์หยุดกิจการ จึงมอบหมายให้สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นดำเนินการพิมพ์เรื่อยมา นอกจากนี้ชิน บำรุงพงศ์ ยังมีผลงานในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์วันจันทร์ ไทยรัฐ และเดลินิวส์ในบางช่วงด้วย
          ผลงานแปลของ ว.ณ เมืองลุง มีนับร้อยกว่าเรื่อง แต่เรื่องที่สร้างชื่อเสียงให้เขาสูงสุด คือ ฤทธิ์มีดสั้น และ เซียวฮื่อยี้ อันเป็นผลงานของ โก้วเล้ง ว.ณ เมืองลุง ยอมรับว่า ชอบผลงานของ โก้วเล้ง โดยเฉพาะ ฤทธิ์มีดสั้น และ จอมดาบหิมะแดง เพราะทุกเรื่องของ โก้วเล้ง แฝงไว้ด้วยคติธรรม ปรัญญาชีวิต มีความลุ่มลึกกว่า ‘กำลังภายใน’ ทั่วๆไปที่เน้นการฆ่าล้างแค้นเป็นแกนเรื่องอย่างเดียว ผลงานการแปลจากต้นฉบับของ โก้วเล้ง เรื่องอื่นๆ ยังมีอาทิ ดาบจอมภพ เหยี่ยวเดินเก้า ชุดชอลิ่วเฮียง(ประกอบด้วย จอมโจรจอมใจ ใต้เงามัจจุราช ราศีดอกท้อ และชอลิ่วเฮียง) นักสู้ผู้พิชิต ศึกเสือหยกขาว พิฆาตทรชน นกแก้วสยองขวัญ พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม ศึกสายเลือด ผู้ยิ่งใหญ่ และไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ เป็นต้น
      
       เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ว. ณ เมืองลุงแปลหนังสือด้วยวิธีพูดบันทึกลงเทป ภคินีผู้เป็นบุตรสาวเล่าว่า มีเพียงเล่มแรกคือกระบี่ล้างแค้นเท่านั้น ที่แปลเหมือนคนอื่นๆ คือเขียนและพิมพ์ แต่ท่านทำแล้วปวดแขนเป็นอย่างมาก จึงได้รับการแนะนำให้แปลใส่เทพ ด้วยว่าท่านสามารถกางหนังสือจีนแล้วแปลได้ทันที แต่ไล่ไปช้าๆ นะคะ คุณพ่อท่านจะอ่านจากต้นฉบับแล้วพูดใส่เทปช้าๆ เพื่อให้คนพิมพ์เขาถอดคำพูดออกมาได้ง่ายๆ และไม่อนุญาตให้แก้ไขสิ่งที่ท่านพูด ฟังเทปได้ยินอย่างไรก็ให้พิมพ์ออกมาอย่างนั้น เมื่อส่งกลับมาให้ท่านตรวจทาน ท่านจะแก้ไขด้วยตนเอง
      
       ...หลายคนคงคิดว่าคุณพ่อทำงานสบาย แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นท่านนิ้วโป่งพองและแตก เพราะต้องคอยกดเทปไว้ มันไม่เหมือนเทปสมัยนี้ แล้วกว่าจะแปลจบแต่ละเรื่อง นิ้วท่านระบมไปหมด ภคินีกล่าว
      
       กระบี่ล้างแค้น แปลเมื่อ พ.ศ. 2506 จนมาถึงประมาณ ปี พ.ศ. 2531 ว. ณ เมืองลุง จึงยุติการแปลนิยายจีนกำลังภายใน เพราะเห็นว่า อายุมากแล้ว ท่านใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่กับครอบครัวอย่างอบอุ่น ไม่ชอบออกงาน ไม่ชอบเป็นข่าว และนั่นนำมาซึ่งการจากไปอย่างเงียบสงบในวัย 77 ปี  ว.ณ เมืองลุง ลาล่วงจากบรรณพิภพไปอย่างเงียบๆ เมื่อคืนวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ณ โรงพยาบาลศิริราช   แต่ผลงานของท่านยังคงอยู่สืบไป ตราบนานเท่านาน
ผลงานการแปลเรื่องเด่น
กิมฮุดชิ้ว เชาเยียกเปีย  กิมฮุดชิ่ว (หัตถ์พระพุทธรูปทองคำ) กล่าวถึงสุดยอดวิชาพิสดารที่ผู้ฝึกจะต้องสวมถุงมือทองคำและต้องเป็นพรหมจรรย์ จึงจะฝึกได้สำเร็จ 
กวนอิมมรกต   ☆☆☆ โครงเรื่องดี ไม่หลุดโครงเรื่อง พระเอกไม่ได้โง่ๆ ซื่อๆ  น่าติดตาม พระเอกหล่อ มีนางเอกหลายคน
กระบี่จอมภพ ฮุ้นตงงัก ☆☆☆
กระบี่สะท้านฟ้า โก้วยู่ฮวง ☆☆
กำเทียนลก กอย้ง ☆☆☆☆
รางวัลนิยายชนะเลิศแห่งปี
กระบี่กู้บู๊ลิ้ม  โก้วเล้ง  
กระบี่ล้างแค้น   ☆☆ เรื่องเอกของอ้อเล้งเซ็ง
กระบองนิลกาญจน์  อี้บุ้น ☆☆ แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน (ฝึกวิชา ของวิเศษ)
เกาทัณฑ์สยบฟ้า ซีเบ๊จี่อิง ☆☆
ไข่มุกปาฏิหาริย์   ตังฮึงเง็ก ☆☆
คัมภีร์สีคราม ☆☆ แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน 
คัมภีร์นิรนาม  จูกัวะแชฮุ้น  
เงาอสูร    
จอมดาบทักษิณ  โก้วเล้ง  
จอมดาบหิมะแดง โก้วเล้ง  
จอมยุทธ์ผู้พิชิต โป้วอั้งเสาะ  
จอมยุทธ์ลิ่วฮวยฮวย โป้วอั้งเสาะ   
จอมยุทธ์เจ้าสำราญ โป้วอั้งเสาะ  
จอมใจบู๊ลิ้ม อี้บุ้น แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน
จอมโจรจอมใจ โก้วเล้ง  
ชอลิ้วเฮียง โก้วเล้ง  
เซียวฮื้อยี้ โก้วเล้ง ☆☆☆☆☆
เซาะฮวยเกี่ยม ตั้งแชฮุ้น แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน
ดาบจอมภพ โก้วเล้ง ☆☆☆
ดาวเพชฌฆาต เซียวเส็ก ☆☆
ใต้เงามัจจุราช    โก้วเล้ง  
เทพบุตรยุทธจักร จูกัวะแชฮุ้น  
เทพเจ้าโลกันตร์  ต๊กโกวอั้ง ☆☆
เทพมฤตยู ฮ่วมเอี้ยว  
เทียนฮุดเจี้ย  ลิ้วชั้งเอี้ยง ☆☆ แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน
ธวัชมังกรสยองขวัญ  อ้อเล้งเซ็ง  
ธำมรงค์มรกต  อ้อเล้งเซ็ง  
ธรณีประลัย   ซีเบ๊เหล็ง  
นครนิรนาม ม้อย่งมุ้ย   
นางสิงห์ประกาศิต โป้วอั้งเสาะ  
นางสิงห์ตะลุยเลือด โป้วอั้งเสาะ  
นางสิงห์คะนองศึก  โป้วอั้งเสาะ   
บัญชานางกาลี  เซียวอิด ☆☆ แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน
บ้อซังเกี่ยม ฉั้งอั้ง  
ประกาศิตยมทูต  ตั้งแชฮุ้น  ☆☆☆ แนวแบบฉบับนิยายกำลังภายใน
ปฐพีถล่ม   ☆☆☆
ผาโลหิต เยียกเม้ง ☆☆☆ 
รางวัลนิยายชนะเลิศแห่งปี
ผามหากาฬ  ฮุ้นตงงัก  ☆☆
ผู้กล้าหาญนิรนาม ซีเบ๊เหล็ง
พยัคฆ์นักสู้ อ้อเล้งเซ็ง  
พิชิตสุริยัน โก้วยู่ฮวง ☆☆☆ 
พิฆาตทรชน โก้วเล้ง ☆☆
เพชฌฆาตมังกรทอง  ซิวมั่งฮุ้น  
เพชฌฆาตหน้าหยก โก้วยู่ฮวง ☆☆☆ 
ไพ่ยมฑูต ฉั้งกอ  
ฟ้าสังหาร   ตั้งแซฮุ้น ☆☆☆ 
มรสุมโลหิต   เซาะงัง ☆☆☆ นางเอกสวยมั่กๆ
มือปิศาจ ลิ้วชั้งเอี้ยง ☆☆☆ 
มัจจุราชคะนอง  ลี่ฮุ้นเซ็ง ☆☆☆ 
มังกรจ้าวยุทธจักร กิมย้ง ☆☆☆☆☆ 
มังกรหยกภาค 1
มังกรฝ่ามรสุม    
มังกรทะยานฟ้าจูกัวะแชฮุ้  
มังกรหฤโหด เซาะงัง  
ยาพิษหฤหรรษ์  โป้วอั้งเสาะ  
ราศีดอกท้อ โก้วเล้ง  
รอยสักมังกร ลิ้วชั้งเอี้ยง  
ฤทธิ์มีดสั้น โก้วเล้ง ☆☆☆☆☆
ลายแทงมฤตยู    
ลุ้ยเท้งอิ้น ลี่ฮุ้นเซ็ง  
ลูกทะเล โก้วยู่ฮวง  
วีรกรรมอำมตะ จูกัวะแชฮุ้น  
วีรบุรุษฟ้าลั่น     
วีรบุรุษป่าสำราญ ม่อย้งมุ้ย  
วีรบุรุษปาฏิหาริย์ ชิวมั่งฮุ้น  
วีรบุรุษสยบมาร ชิวมั่งฮุ้น  
วีรบุรุษเสเพล ม่อย้งมุ้ย  
ศึกล้างตระกูล จูกัวะแชฮุ้น  
สยบธรณี   ☆☆
ไหมฟ้าปาฏิหาริย์ อึ้งเอ็ง
ภาคต่อ จากกระบี่ไร้เทียมทาน  
อินทรีจ้าวยุทธจักร กิมย้ง ☆☆☆☆☆ 
มังกรหยกภาค 2
อสูรจอมราชันย์ ลี่ฮุ้นเซ็ง  
อสูรมหากาฬ    
อัคคีปีศาจ  
และ  ผลงานแปลเรื่อง

กระบองนิลกาญจน์
กระบีก้องธรณี
กะบี่จอมภพ
กระบี่ชื่อเกรียงไกร
กระบี่ปราบธรณี
กระบี่เผด็จศึก
กระบี่พิชิตศึก
กระบี่ล้างแค้น
กระบี่สยบเมฆา
กระบี่สะท้านฟ้า
กระบี่เหนือธรณี
กวนอิมมรกต
กิมง้วยเม้ง
กิมฮุดชิ้ว
เกาทัณฑ์สยบฟ้า
กระบี่อำมตะ
กระบี่นิลกาญจน์
กำเทียนลก
กระบี่กู้บู๊ลิ้ม
กระบี่จอมจักรพรรดิ์
ขุมทองแดนทมิฬ
ไข่มุกปาฏิหาริย์
คัมภีร์สีคราม
คัมภีร์นิรนาม
คัมภีร์สีดำ
แค้น
โคมยมฑูต
โคมทองคะนองฤทธิ์
คัมภีร์อัสนีบาต
คัมภีร์กลียุค
ค้างคาวกาลี
เงาอสูร
จอมโจรจอมใจ
จอมใจบู๊ลิ้ม
จอมดาบตะลุยเลือด
จอมดาบทักษิณ
จอมดาบเสเพล
จอมดาบหิมะแดง
จอมมารมือโลหิต
จอมยุทธปาฏิหาริย์
จิ้งเหลนมหากาฬ
จอมยุทธเจ้าสำราญ
จอมยุทธฮุ้นปวยเฮี้ยง
เจ็ดมังกร
จอมยุทธผู้พิชิต
จอมยุทธลิ่วฮวยฮวย
ชอลิ้วเฮียง
ชิกแชเกี่ยม
ซังลิ๊วเกี่ยม
เซาะฮวยเกี่ยม
เซียวฮื้อยี้
ซู่ซิมเกี่ยม
เซาะฮ้วยเหล็ง
ดาบจอมทมิฬ
ดาบจอมภพ
ดาบพญายม
ดาบสวรรค์
ดาบเหนือปฐพี
ดาวเพชฌฆาต
เดชมังกรน้อย
เดชขนนกยูง
เดชธวัชโลหิต
ดรรชนีละเลงเลือด
ดาบเผด็จศึก
ดาบอสูร
ใต้เงาทรราช
ใต้เงามัจจุราช
ทวนวีรบุรุษ
ท้ามัจจุราช
เทพกระบี่ปัจฉิม
เทพเจ้าโลกันต์
เทพบุตรทรนง
เทพบุตรยุทธจักร
เทพมฤตยู
เทียนฮุดเจี้ย
ทายาทมังกร
เทพบุตรจอมสังหาร
ไท้เก๊กเตียซำฮง
ไท้เก๊กเตียซำฮง ภาค 2
ธงชัยในบู๊ลิ้ม
ธงประกาศิต
ธวัชมังกรสยองขวัญ
ธำมรงค์มรกต
ธรณีประลัย
นกแก้วสยองขวัญ
นครนิรนาม
นักฆ่าค้างคาวดำ
นักฆ่าคู่บัลลังก์
นักฆ่าหัวกระโหลก
นักสู้ผู้ทรนง
นักสู้ผู้พิชิต
นางพญากาลี
นางพญามหาภัย
นางฟ้าประกาศิต
นักฆ่ามหาประลัย
นางสิงห์คะนองศึก
นางสิงห์ประกาศิต
นางสิงห์ตะลุยเลือด
นักสู้คู่บัลลังก์
บ้อซังเกี่ยม
บุปผาพญายม
บัญชานางกาลี
บัญชาพญายม
ปฐพีถล่ม
ประกาศิตจอมทรนง
ประกาศิตจอมมาร
ประกาศิตพิศวาท
ประกาศิตยมฑูต
ผามหากาฬ
ผู้กล้าหาญนิรนาม
ผู้ยิ่งใหญ่
ผู้ล้างแค้น
ผาโลหิต
ผีเสื้อสยองขวัญ
ฝ่ามือพิชิตมาร
พยัคฆ์คนองฤทธิ์
พยัคฆ์คำรน
พยัคฆ์น้อยคำรณ
พยัคฆ์นักสู้
พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม
พยัคฆ์ลำพอง
พิชิตสุริยัน
เพชฌฆาตมังกรทอง
เพชฌฆาตสายฟ้า
เพชฌฆมาตหน้าหยก
เพลิงอาฆาต
ไพ่ยมฑูต
พิฆาตทรชน
พยัคฆ์ร้ายแดนเลือด
พยัคฆ์น้อยร้อยเล่ห์
พิชิตจอมมาร
ฟ้าสังหาร
ภูตกาลี
มรสุมยุทธจักร
มรสุมโลหิต
มังกรเจ้ายุทธจักร
มังกรทะยานฟ้า
มัจจุราชคะนอง
มารผยอง
มือปีศาจ
ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ
มังกรหฤโหด
มังกรฝ่ามรสุม
มีดสั้นบั่นเศียร
ยมฑูตผู้พิชิต
ยอดทรชน
ยอดมนุษย์ยุทธจักร
ยาพิษหฤหรรษ์
รอยสักมังกร
ราชสีห์บู๊ลิ้ม
ราศีดอกท้อ
ฤทธิ์มีดสั้น
ละเลงเลือด
ล่าพญามาร
ล่ายมฑูต
ล่าหฤโหด
ลุ้ยเท้งอิ้น
ลูกทะเล
ลายแทงมฤตยู
ละเลงเลือดยุทธจักร
วังบาดาล
วิญญาณพยาบาท
วีรกรรมอำมตะ
วีรชนหน้าหยก
วีรบุรุษปาฏิหาริย์
วีรบุรุษป่าสำราญ
วีรบุรุษสยบมาร
วีรบุรุษเสเพล
วีรบุรุษหุ่น
วีรบุรุษฟ้าลั่น
ศึกล้างทรชน
ศึกสายเลือด
ศึกเสือหยกขาว
ศึกเลียดก๊ก
ศึกล้างตระกูล
สยบธรณี
สะท้านปฐพี
เส้นทางอัปลักษณ์
หาญท้าพญามาร
ห่วงหฤโหด
เหนือฟ้ายังมีฟ้า
เหยี่ยวพญายม
หิมะเดือนหก
เหยี่ยวเดือนเก้า
เหยี่ยวเหนือฟ้า
ไหมฟ้าปาฏิหาริย์
เหนือพสุธา
อสูรจอมราชันย์
อสูรจำแลง
อสูรมหากาฬ
อัคคีปีศาจ
อาณาจักรนักสู้
อาวุธของโก้วเล้ง
อาณาจักรอสูร
อินทรีเจ้ายุทธจักร
อัสนีพันลี้
อสูรลำพอง

ที่มา http://thaibooknet.blogspot.com/2010/09/blog-post_18.html

รูปภาพของ จองกว๊านหมิ่น

เรื่องกำลังภายในของโกวเล้ง-กิมย้ง

วันนี้เปิดอ่านข้อความเก่าๆของสมาชิก พบข้อเขียนของจอมยุทธ Xjungrai เอ๊ะชื่อนี้เคยผ่านสายตา ครวญคิดอยู่พักใหญ่ อ้อใช่แล้ว ท่านคือผู้มากความรู้ด้านภาษาจีน ที่เคยแปลลำนำของคุณ Kolok Hakka ngin ได้ยอดเยี่ยมนั่นเอง นับถือ นับถือ

พูดถึงหนังสือกำลังภายในของโกวเล้งและกิมย้ง ให้หวนคิดถึงอดีตอันนานนม สมัยเป็นวัยรุ่นเรียนอยู่ชั้นมัธยม ต่างติดงอมแงมกับหนังสือ ประเภทนี้ แทบไม่เป็นอันหลับนอน บางคืนถึงกับโต้รุ่งยังเคย มันเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้สำหรับวัยสมัยนั้น เอาเป็นว่าใครไม่ได้อ่าน ไม่อาจ ร่วมคุยร่วมถกตัวเอกของแต่ละเรื่อง เป็นอันถูกปรามาสเป็นคนหลังเขา ตกยุคเข้าไปนั่น
เรื่องแรกที่อ่าน คือโต๊ะฮุ้นกี้ แปลโดยจำลอง พิศนาคะ ทีแรกอ่านแบบงงๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างกับสำนวนแบบนี้ บางครั้งขัดใจที่ไม่เข้า ใจความหมาย พาลนึกด่าในใจ นี่มันสำนวนอะไรฟะ อ่านเข้าใจยากชิบ เพราะเดิมอ่านแต่เรื่อง พล นิกร กิมหงวนและซุปเปอร์แมนแกละ ของ ป.อินทรปาลิตเป็นหลัก เมื่ออ่านไปเรื่อยๆอย่างอดทน จึงเริ่มเข้าใจและชอบสำนวนลีลามากขึ้น แต่ต้องแลกกับการอ่านถึงสองเที่ยว

ต่อมาคิดการใหญ่ เมื่อเพื่อนให้ยืมอ่านเรื่องมังกรหยก แค่เล่มแรกผ่านตาก็ติดงอมแงมเสียแล้ว คิวชู่กีนักพรตดังแห่งช้วนจินก้า ฝีมือเลอเลิศ ประเสริฐศรี กัวเต็งอั๊กพี่ใหญ่เจ็ดประหลาดแห่งกังหนำ ผู้มีนิสัยมุทะลุดุดัน ทั้งสองได้สัญญาจะหาทายาทของก๊วยเซาเทียนและเอี้ยทิซิม เพื่อถ่ายทอดวิชากำลังภายใน แล้วมาประลองยุทธ ว่าวิชาระหว่างของทั้งสองสำนัก ไหนจะเหนือกว่ากัน

การปูต้นเรื่องอย่างนี้ ไหนเลยจะทานทนได้ อ่านมันอ่านเข้า อ่านจนลืมกินข้าวกินปลา ไม่เว้นแม้เที่ยงคืนตีหนึ่ง จนพ่อต้องออกมาตะเพิด ให้เข้านอนก็บ่อย จะไม่ให้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อยิ่งอ่าน ตัวละครเก่งๆค่อยๆแย้มพรายออกมา โอ้นักพรตหรือเจ็ดประหลาดฯที่เคย เลื่อมใสในฝีมือว่าเก่งกาจ ชิดซ้ายตกขอบไปเลย เมื่อศพเหล็กบ๊วยเทียวฮวง-ภูตร้ายตะวันออกอึ้งเอี๊ยะซือ-พิษร้ายตะวันตกอาวเอี้ยงฮง เจ้าทางใต้อิดเต็งไต้ซือ-ขอทานทางเหนืออั้งชิดกง-เทพตรงกลางเฮ้งต้งเอี๋ยง-จิวแป๊ะทงเฒ่าทารก ปรากฎตัวด้วยฝีมือและกำลังภายใน ที่สุดลึกล้ำเหนือปฐพีกว่ามากมายนัก

เป็นที่สังเกตุว่า ภาคต่อของแต่ละภาค ตัวเอกของเรื่องจะเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นก๊วยเช็งมีสุดยอดวิชาฮั้งเล้งจั๊บโป้ยเจี้ยง-สิบแปดฝ่ามือพิฆาต มังกรของอั้งชิดกงบวกสำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็ง ภาคสองเอี้ยก๊วยได้วิชาคางคกบวกฝ่ามือพิฆาตมังกรจากอาวเอี้ยงฮงและอั้งชิดกง ภาคสาม เตียกุนป๊อได้เรียนวิชาเก้าอิมฯบางส่วนจากวัดเสียวลิ้มยี่ ทั้งเอี้ยก๊วยยังถ่ายทอดวิชาให้อีก ภายหลังออกบวชตั้งสำนักบู้ตึงเป็นปรมาจารย์ พร้อมคิดค้นวิชามวยไท้เก็กได้สำเร็จ ยิ่งหาตัวเทียบได้ยาก ภาคสี่เป็นยุคของเตียบ่อกี้ วิชาฝีมือเป็นอย่างไรมิอาจรู้ได้ เพราะไม่ได้อ่านแล้ว

หลังจากนั้นมีนักแปลหน้าใหม่นาม ว.ณเมืองลุงเกิดขึ้น เรื่องแรกที่ซื้ออ่านคือ ผู้กล้าหาญนิรนาม อ่านแล้วรู้สึกแปร่งๆ สำนวนออกบางเบา ไม่หนักแน่นลึกล้ำเหมือนจำลองฯ มีคำแปลกๆอ่านแล้วมึน หนำซ้ำยังยาวเหยียดถึงห้าสิบกว่าเล่มจบ อ่านกันตาแฉะ ตอนนั้นราคาแค่เล่มละสามบาท ภาพปกวาดได้ฉูดฉาดร้าวใจชวนซื้ออย่างยิ่ง เมื่ออ่านมากเข้า ก็เริ่มคุ้นกับสำนวน จากนั้นอ่านต่อด้วยเรื่องผาโลหิตและปฐพีถล่ม ออกแนวบู๊ล้างผลาญมันส์หยด จนวางไม่ลงเหมือนกัน อีกเรื่องที่สนุก แปลโดยนักแปลรุ่นน้อง น.นพรัตน์ คือเรื่องเทพบุตรทมิฬ สำนวนแปลก็ใกล้เคียง ว.ณเมืองลุง สรุปแล้วหนังสือกำลังภายในที่อ่าน ส่วนมากวนเวียนอยู่เพียงสามท่านนี้

ควันหลงที่ได้จากการอ่านหนังสือกำลังภายใน คือคำคมกินใจที่ไม่เคยลืม มีความหมายประมาณว่า:

      สิ่งที่ทำให้คนเราเกิดความหดหู่เศร้าหมองใจที่สุด คือเคยอยู่ด้วยกัน แล้วต้องมาพลัดพรากจากกันภายหลัง
      เมื่อคิดจะหาความสุขจากความรัก ก็ต้องเตรียมใจรับเอาความเจ็บปวดรวดร้าวของความรักด้วย
      เสื้อผ้าขาดแล้วยังเย็บปะได้ แต่บาดแผลของหัวใจ ยากนักที่จะสมานได้เหมือนเดิม

หมายเหตุ:การเผยแพร่เรื่องส่วนตัวในอดีต หากไม่เหมาะสม ขออภัยด้วย

อิสตรีผู้เป็นสหาย....? ( กู้หลุ่ง 27 )

          หนีควัง นับเป็นสหายรักคนหนึ่งของข้าพเจ้า และยังเป็นพี่น้องของข้าพเจ้า คนในวงการต่างคิดเช่นนี้ แต่พวกเขาทั้งหมดต่างคิดผิด!

           ที่จริงแล้วหนีควังมิใช่มิตรสหายของข้าพเจ้า! และมิใช่พี่น้องของข้าพเจ้าด้วย

           หนีควังเป็นเพียงคนที่สนิทชิดใกล้ที่สุดของข้าพเจ้า คนหนึ่งเท่านั้น!

           สําหรับข้าพเจ้าแล้ว มองดูหนีควังกระทั่งมิได้เป็นเพียงคนๆหนึ่ง?

           เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่า บนโลกใบนี้ไม่อาจมีคนประเภทหนีควังได้เลยจริงๆ ไม่มีอย่างเด็ดขาดทุกกรณี!

           คนที่สามารถอุทิศตนเพื่อเพื่อนนั้นพอมี แต่คนที่ยอมลดตัวเองให้ตําเพื่อเพื่อน ไม่ใยดีในศักดิ์ศรี ทั้งที่ศักดิ์ศรีเขาใช่ด้อย คนประเภทนี้ยังมีอยู่อีกในโลกนี้หรือ?

           ข้าพเจ้ามีเพื่อนหญิงคนหนึ่ง แรกรุ่นอย่างยิ่ง เขลาอย่างยิ่ง มีสิ่งหนึ่งที่แปลกอย่างยิ่งเหมือนกัน คือ เธอกลับเข้าใจในมิตรภาพระหว่างข้าพเจ้ากับหนีควัง ได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น

           เธอมิได้รํเรียนอะไรสูงส่งมากมาย แต่เธอก็รู้ซึ้งถึงคําๆหนึ่งอย่างถึงจิตวิญญาณว่า ...ชีวิตมนุษย์หากมีเพื่อนรู้ใจอย่างลึกซึ้งแม้เพียงคนเดียว ถึงตายไปก็ไม่เสียดายที่เกิดมา!

           เธอได้บอกข้าพเจ้าอย่างสะใจที่สุดว่า " ชีวิตนี้ของท่าน มีเพื่อนอย่างหนีควังคนหนึ่ง ก็สามารถนอนตายตาหลับอย่างสบายแล้ว! "

           ปัญหาคือทําไมเธอพูดอย่างนั้น? เพราะเธอคิดว่าข้าพเจ้าสมควรไปตายแล้วใช่หรือไม่?

            คําตอบคือ " ใช่! "

            ....เพราะมีเพียงคนที่ตายแล้วเท่านั้น ไม่สามารถไปคบหาเพื่อนหญิงคนใหม่ได้!

            และอีกคําตอบหนึ่ง คือ สตรีนั้นยินยอมให้เพื่อนชายของเธอไปตาย แต่ไม่ยินยอมให้เขาไปคบเพื่อนหญิงคนใหม่!

            ในความหมายเพื่อนหญิงของกู้หลุ่ง พูดประสาชาวบ้านคือการหึงหวงแบบ " เสียทองเท่าหัว ถ้าผัวจะไปมีเมียใหม่ ก็ตายเสียเถอะ! "

            การที่กู้หลุ่งกล่าวว่า ผู้หญิงคนนี้เข้าใจคําว่าสหายในความรู้สึกของกู้หลุ่งได้ลึกซึ้ง

            ถ้าความลึกซึ้งนั้น เป็นความหมายเดียวกับความรู้สึกหึงหวง ระหว่างหนีควังกับกู้หลุ่งแล้ว คนทั้งสองย่อมมิใช่สหายเยี่ยงบุรุษทั่วไปแน่ๆ!

           การกล่าวของกู้หลุ่ง หนีควังขนาดยอมเป็นรองในทุกกรณี แต่จะไม่ยอมให้กู้หลุ่งมีสหายที่สนิทยิ่งไปกว่าเขาอีก!

           ถ้ามีก็ขอให้ตนเองหรือกู้หลุ่งตายไปเสียดีกว่า!

           ดูแล้วคําว่าสหายสําหรับกรณีของกู้หลุ่งมันชอบกลอยู่ ส่วนกรณีของคุณธรรมแห่งชาวยุทธจักร ถือว่าเปิดเผยน่านิยม ถ้าใครได้สหายเช่นที่ว่านั้น!

 

ยกจอกจิบสุรา! (กู้หลุ่ง 28)

              ได้เคยเขียนมาหลายครั้งคราว่า สุรากับนาม " กู้หลุ่ง " เป็นสิ่งแยกกันไม่ออก!

               จนได้ฉายาเป็นที่เลื่องลือกระหึ่มไปทั้งโลกว่า ปีศาจสุรา นักประพันธ์ไม่ว่าชาติใด รู้กิตติศัพท์นี้เป็นอย่างดี

             นักอ่านยิ่งรู้ดี คือบรรดาตัวละครเอกๆ ไม่ว่าจะเป็น ชอลิ่วเฮียง เล็กเซี่ยวหงส์ ลี้คิมฮวง เซียวจับอิดนึ่ง เต็งพ้ง ล้วนเป็นนักดื่มที่ลือลั่น เหมือนจะดื่มสุราให้หมดสิ้นโลก!

                ในทัศนคติเรื่องสุราของกู้หลุ่ง ได้บอกกล่าวว่าสุราคืออะไร? ออกมากับการพูดของตัวละครในเรื่อง " เดชนกยูง " ซึ่งเป็นข้อความที่น่าคิด......

                 " สุรา " มิใช่นําอมฤตที่จะบันดาลให้ผู้คนสุขสันต์หรรษา ร่าเริงแจ่มใส

                 แต่สุราคือเปลือกชนิดหนึ่ง คล้ายเปลือกที่หอยทากลากไป พอจะให้หนีเข้าไปซุกซ่อนภายในอย่างนั้น หากเมื่อถูกผู้อื่นเหยียบใส่ อาจหลบเข้าไปอยู่ในเปลือก หรืออาจสลัดเปลือกทิ้งให้เห็นตัวจริงๆ

                  คนยามมีชีวิตอยู่ในโลก ย่อมมีวันเวลาแห่งความภาคภูมิ มีช่วงเวลาที่ไม่สมปรารถนา!

                  ดังนั้น คนหมักสุราและต้มกลั่นมันขึ้น ให้เป็นทั้งมิตรที่ซื่อสัตย์ และศัตรูที่ร้ายแรงของมนุษย์ชาติ?

                   ใครที่ผิดหวังเกินทน ก็ดื่มสุราเพื่ออาศัยดีกรีมาฟอกย้อมให้ความทุกข์สลายไปบ้าง?

                   สําหรับคนที่มีชัยอย่างภาคมิ พอดื่มสุราก็แสดงออกถึงความร่าเริงบันเทิงใจ

                  สุราดีใช่ต้องมีราคาแพงงั้นหรือ?

                    สุราที่สามารถกล่อมจนผู้คนเมามาย นับเป็นสุราที่ดี สุราที่ดื่มแล้วไม่เมามาย ไหนเลยจะเรียกว่าสุรา!

                    อันสุราที่ดื่มแล้วไม่เมาโดยง่าย เราดื่มมันมากมายจนเพลิดเพลินเมามายไม่รู้ตัว

                   ในภาวะนี้ยากที่จะฟื้นคืนสติ เหมือนกับคนที่นุ่มนวลน่ารักไม่โกรธง่าย แต่บางครั้งก็เป็นบุคคลที่น่ากลัวอย่างคาดไม่ถึง!

                    สุราดี-เลว หาใช่อยู่ที่นําสุรา มันอยู่ที่อารมณ์ความเข้มข้นของผู้ดื่มต่างหาก

                     หากท่านคับแค้นรันทดใจอย่างสุดซึ้ง มาตรว่าเป็นสุราชั้นสูงทั้งรสชาติและราคา ยามล่วงผ่านลําคอขาดฝาดอย่างยิ่ง

                     แต่ก็ยังหอมหวานกว่าความรันทดที่ซึมแทรกกลัดหนองในใจ!

                    สรุปแล้ว สุราในความหมายของกู้หลุ่ง เป็นสิ่งดีในทุกสถานการณ์....?

                    ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข!

                     การที่กู้หลุ่งเขียนออกมาเยี่ยงนี้ เพราะเขาเข้าใจคนที่ทํางานในสังคม คนที่ดํารงชีวิตอยู่ในสังคม ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ให้คุณให้โทษได้รวดเร็วยิ่ง

                     คนในสังคมจึงใช้สุราแสดงความยินดี และก็ใช้สุราอีกเช่นกันปลอบใจยามผิดหวัง

                     การอ่านพฤติกรรมคนในสังคมได้ขาด ผสมผสานกับกู้หลุ่งเองเป็นนักเลงสุรา เขาจึงเขียนบรรดานิยายที่มีตัวเอกชื่นชอบสุรา สะท้อนภาพคนเก่งในสังคม จนเป็นที่ถูกใจของนักอ่าน โดยไม่พูดถึงพิษภัยของมันเลย!

 

 

เมามายใต้เงาจันทร์ (กู้หลุ่ง 29)

                แม้เขียนเรื่องสุราเพียวๆ ให้กับนิตยสารชื่อดังของฮ่องกง ในหัวข้อเรื่อง " จิตใจคนเสเพลมีแต่สุรา " อ่านแล้วอยากเป็นนักเลงสุราขึ้นมาตะหงิดๆ

                เพราะบรรยากาศที่วาดไว้ เห็นแต่ภาพรื่นรมย์และภาพการแก้ทุกข์ ซึ่งล้วนเป็นความรู้สึก แต่ก็น่าสนใจ!

                การดื่มสุราเป็นเรื่องน่ายินดีประการหนึ่ง แต่เมื่อดื่มจนเมามาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว?

               หลังจากที่ท่านดื่มจนเมามาย ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น มักมิได้อยู่ที่ริมฝังหลิว และมิได้รับลมอรุณ ดวงเดือนเลือนลางยิ่งเกือบไม่เห็น

               หลังจากที่ท่านสร่างเมา จะรู้สึกว่าศีรษะของท่านพองโตกว่าปกติห้าหกเท่า มิหนําซําปวดแทบตาย โดยเฉพาะการดื่มครั้งแรกจนเมาหมดสติ ก็ยิ่งปวดหัวทับทวีคูณ!

              ความจริง? การดื่มสุราให้เมามาย มิใช่เรื่องยากเย็น แต่คนที่มีความเศร้าเสียใจยิ่งมาก อาการเมาก็ยิ่งยากตาม ยิ่งคิดจะดื่มให้เมาจนลืมเรื่องเสียใจ มันกลับยิ่งยากที่จะเมา!

             บางคนเมื่อดื่มสุราจนเมามาย พูดจาเหลวไหล ไม่รู้สึกกระทั่งตัวเองพูดอะไรบ้าง?

             มีบ้างกลับครําครวญหวนไห้ โศกกําสรวล รําไห้ถึงตอนท้าย คล้ายกับในโลกหลงเหลือตนเองเพียงคนเดียว ต่อให้ท่านคุกเข่าวิงวอน ขอให้เขาหยุดรําไห้ พร้อมกับหยิบยื่นเงินทองแก่คนผู้นั้นสองร้อยหมื่นสดๆ เขากลับยิ่งรําไห้โศกเศร้ากว่าเดิม?

             คนบางผู้กลับหัวเราะดังบ้าคลั่ง ราวกับมีเงินทองร่วงหล่นจากฟ้าเนืองนองปฐพี มีแต่ตนผู้เดียวมีสิทธิ์เก็บ บุคคลอื่นล้วนมองไม่เห็น หมดสิทธิ์เก็บ!

         ถึงแม้เกิดไฟไหม้บ้านตัวเอง ก็ยังหัวเราะอยู่นั่น หรือต่อให้ถูกตบหน้าหันไปหันมาจนเลือดกลบ ก็ไม่อาจหยุดยั้งการหัวเราะที่ยิ่งสนั่นกว่าเดิม!

เมามายใต้เงาจันทร์ (2)

               บางคนพอเมามายก็ม่อยหลับสลบไสล ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆหลุดจากปาก ต่อให้ผู้คนทั้งโลกเตะคนละป้าบสองป้าบ ยังคงหลับเฉย มาตรแม้นโยนร่างลงแม่นํา ก็ยังหารู้สึกตัวตื่นไม่

                ความเมาของผู้รําสุรา มักเข้าใจว่าตนเองเป็นคนมีเหตุผลที่สุดในโลก ไม่ว่าเป็นการพูดจาหรือเป็นการกระทํา ไม่ว่าเรื่องราวอันใดตนถูกเสมอ ความผิดพลาดต้องเป็นของผู้อื่นประการเดียว!

                ดื่มจนเมามายล้วนมิรู้จักหนักเบา วาจาที่คนมีสติมิอาจกล่าว ยามนี้จะประดังพรั่งพรูเป็นท่อแตก เรื่องราวที่กระทํามิได้ ก็กระทําออกมา!

                คนที่ร่างกายอ่อนแอแทบไม่มีแรงฆ่าไก่ กลับเข้าใจว่าตนเองเป็นจอมยุทธผู้แกร่งกล้า!

                เหตุนี้ ผู้รําดื่มสุราจนเมามาย มักชมชอบการต่อยตีกับผู้อื่น เรื่องแพ้ชนะ สู้ได้หรือไม่ได้ต้องสู้กันก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง!

                ถึงเป็นผู้มีความฉลาดรอบรู้ แต่เมื่อเมามายเสียแล้ว กลับเหมือนคนปัญญาอ่อนที่โง่งม!

               กู้หลุ่ง แยกแยะคนเมาแล้วมีอาการอย่างไร? ได้อย่างมีชีวิตชีวา และในความเป็นจริงก็ดูเหมือนเป็นเช่นนั้นมิผิด!

                แทบกล่าวได้ว่า ลองว่าเมาแล้วไม่ว่าเป็นคนอยู่ในส่วนไหนของโลก ต้องอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง ตามที่กู้หลุ่งกล่าวแน่นอน!

 

สุราทิพย์เซ่นสรวงมังกรเมา (กู้หลุ่ง 30)

               ว่าถึงคนอื่นเมามาแล้ว ในส่วนของกู้หลุ่งเล่า? ทําไมถึงได้เมาระหํายิ่งกว่าคนเมาที่เขาจัดประเภทไว้!

              กู้หลุ่งจัดเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง มิจํากัดว่าเมาหรือไม่? แต่ทําไมถึงทําตัวเยี่ยงนี้...ไม่มีผู้ใดรู้...ผู้รู้คือกู้หลุ่ง

              เขาเสพสุราอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ห่วงโรคประจําตัวที่รุมเร้าอยู่  โรค ตับแข็ง ม้ามโต กระเพาะรั่ว ทุกโรคล้วนสร้างความเจ็บปวดต่อร่างกาย แต่เขาก็ดื่ม!

             " เต็งเช้ง " ศิษย์ก้นกุฎิและใกล้ชิดมังกรโบราณมากที่สุด บอกเหตุแห่งการเมาระหําโลกไว้ว่า....

             " กู้หลุ่งผจญกับการกดดันอย่างหนักหน่วง ทั้งสุขภาพกายและจิตใจมานานแรมปี เขาได้ต่อสู้ด้วยความฮึกห้าว สร้างสรรค์ผลงานไม่หยุดยั้ง

            แต่เมื่อร่างกายทรุดโทรม จนไม่อาจทํางานตามที่คาดคิดไว้ได้ ไยต้องกังวลกับร่างกายนี้...

          จึงทําสิ่งสนั่นโลก เยี่ยงศิลปินที่ฝากชื่อไว้กับวงการ!

         ก่อนตายไม่กี่วัน กู้หลุ่งยังรําสุราอย่างถล่มปฐพี เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน หวังให้ตนเองเมามายพันปี!

         ช่วงนั้นกู้หลุ่งกล่าวกับสหายเซียนเมาทั้งหลายว่า " หากอดสุรา ขอเลือกตายคาขวดดีกว่า! "

        สมกับเป็นปีศาจสุราโดยแท้!

        เป็นการดื่มสั่งลาครั้งสุดท้าย...ชนิดเพื่อนพ้องที่ได้ชื่อว่าคอทองแดง ถึงกับขยาดกลัวกันทุกคน

         มังกรเมาคงรําสุราอย่างฮึกเหิมสุดขีด

         ตับที่ว่าแข็งไม่อาจทนกรดสุรากัดทําลาย ภายในปั่นป่วนและเจ็บปวด ทุกอย่างไม่ทนทาน มีแต่แตกดับและพังเสียหาย โลหิตพุ่งกระจายออกจากปากและทางจมูก แต่กู้หลุ่งปาดเช็ดขึ้นมองอย่างยิ้มเย้ย...!

 

 

สุราทิพย์เซ่นสรวงมังกรเมา (กู้หลุ่ง 30/1)

               กู้หลุ่ง เลือกการจบชีวิตแบบชาวยุทธผู้เหี้ยมหาญ ที่ใช้อาวุธที่ตนเลือก ค่อยๆเชือดเฉือนอวัยวะภายใน ให้ค่อยๆตายอย่างเลือดเย็น...เขาทนเจ็บปวดจนหยดสุดท้ายของชีวิต!

              แต่เป็นความหฤหรรษ์ประการหนึ่ง ของยอดมังกรเมา

              กู้หลุ่ง ยุติชีวิตลงด้วยสุราที่เขาชื่นชอบ เมื่อวันที่ 20 กันยาน 2528 รวมอายุได้ 48 ปี

               " ซันเหมา " นักเขียนคอทองแดง จดจารคําไว้อาลัย หากศพกู้หลุ่งอ่านได้ คงนอนอมยิ้มอยู่ในโลงอย่างเป็นสุข ที่มีสหายรู้ใจเยี่ยงนี้...

               คําไว้อาลัยกล่าวว่า...

               " แด่พี่ใหญ่กู้หลุ่ง ผู้มุ่งมาอย่างเพริศแพร้ว จากไปอย่างไร้ร่องรอยวี่แวว ผู้เลิศแล้วโปรดรอคอยด้วยสงบสุขก่อน แน่นอนพวกเราจะนําสุราตามหาพี่! "

              ส่วนบรรดาดาราดัง ที่เคยเล่นบทเด่นๆในนิยายของกู้หลุ่ง ไม่ว่า ตี้หลุ่ง เดวิดเจียง กุ๊ฟง เยี่ยหัว ลี่ลี่หัว และดาราดังอื่นๆของชอว์บราเดอร์ รวมทั้งผู้กํากับชื่อดังอย่างจางเชอะ ต่างเข้ามาคารวะด้วยความเคารพ แต่สําหรับดาราดังระดับคอทองแดง อย่าง หวังยู่(เดชไอ้ด้วน) หลีชิง(นางเอกแห่งเอเซีย) ฉีเส้าเฉียน(ท้าฟันและเดชเหมยฟ้า) กระทั่งผู้กํากับมือทองอย่างหล่อเวย...

             เพื่อนดื่มคอทองแดงเหล่านี้ ต่างเดินเรียงเข้ามาวางสุรานอกชั้นเยี่ยม ระดับ xo วางในโลงข้างศพกู้หลุ่ง ทั้งซ้ายขวา คนละขวด แทนนําคําจําอาลัย...

            กู้หลุ่งจากไปอย่างฮึกห้าวและสง่างาม สมนามมังกรโบราณ ภายใต้ความต้องการของตนเอง!

            ยามมีชีวิต..พกพากระบี่ท่องยุทธภพ แต่คมกระบี่ไม่ทําร้ายผู้ใด หนึ่งเดียวที่ถูกทําร้าย คือ " ตนเอง! "

            เกือบ 50 ปีในโลกมนุษย์ กู้หลุ่งได้สร้างสรรค์นิยายกําลังภายในกว่า 300 เรื่อง

            บทบาทลีลาของตัวละคร การพลิกผันเนื้อเรื่องร้อยเปลี่ยนพันแปลง สร้างมนต์ขลังให้ผู้อ่านอยู่ในห้วงสมุทรอักษร...แห่งจินตนาการประสบการณ์ ล้วนยั่วยวนชวนชม..

            ห้วงสมุทรอักษร อันเป็นวังมังกรโบราณ..นามกู้หลุ่ง!

            ผู้น้อยมือกระบี่ไร้อันดับ ขอรินสุราจอกน้อย เซ่นสรวงวิญญาณกู้งหลุ่ง มังกรโบราณด้วยใจคารวะ!!!

 

                                             .......อ า ห งิ่ ว (อ้ายควาย)......

 

 

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal