หน้าแรก  
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

หลักการใช้คำว่า "ไม่" 唔 毋 ในขักวอย

รูปภาพของ Ding JianMing

เรียนสมาชิกทุกท่าน

วันนี้ไหงมีหลักการการใช้คำว่า "ไม่"  唔, 毋, 没有 ซึ่งไหงได้คำแนะนำมาจากผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่ง ไหงว่ามันประโยชน์สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่พึ่งจะเริ่มหัดพูดหัดใช้ขักวอยนะครับ เพราะคำพวกนี้สมัยที่ไหงเรียนจีนกลางเหล่าซือก็ถือว่าเป็นคำที่เป็นไวยากรณ์ในภาษาจีนกลางเหมือนกัน ซึ่งจะมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันออกไปการวางในประโยคก็จะมีตำแหน่งตายตัวชัดเจน ดังนั้นถ้าเข้าใจเราก็จะสามารถใช้ได้ถูกต้องและจดจำไปได้นานเท่านานครับ ที่สำคัญมันจะทำให้การใช้ขักวอยของเราดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วยครับ และเพื่อไม่ให้เกิดการสับสนในหลักการและสำเนียงที่ท่านผู้ใหญ่ได้แนะนำมา ในส่วนของไวยากรณ์ที่ไหงนำมาจะเป็น 半山客话 หรือ ปั้นซันขักฝ่า นะครับ

1. 也 แปลว่า ก็ ด้วย ในปั้นซั้นขัก ออกเสียง หย่า,ย้า, ใช้เหมือนในจีนกลางและแต้จิ๋ว

ตัวอย่าง

1.1 หงีแห่ขักหงิน ไหงหย่าเห่ (คุณเป็นขักหงิน ผมก็ใช่ 你是客人 我也是)

1.2 เฉียปู๊หงิดกุ๊งช่องเหียดซั้งเส่ ไงหย่าเห่เหียดหมอจ้อ
(เมี่อวานนี้ที่ทำงานหยุดทำงาน ฉันก็หยุดไม่ได้ทำเช่นกัน)

 

2. 唔 แปลว่าไม่, (ใช้ในประโยคบอกเล่า) ปั้นซันขักออกเสียงว่า หมอ

ตัวอย่าง

2 .1 ไงหมอเฉียน(ผมไม่มีเงิน 我唔钱)



2.2 ไงหมอม่าหงี่(ผมไม่ได้ด่าคุณ)

 

3. 毋 แปลว่า ไม่ (ในประโยคปฎิเสธ) ปั้นซันขักออกเสียงว่า หมอ

ตัวอย่าง

3.1 ไหง่แห่ปั้นซั้นขักหงิน ไหงอื๋มหว่อยกัองชิ้มขักฝ่า
(ฉันเป็นคนปั้นซั้นขัก ฉันพูดชิ้มขักไม่เป็น 我是半山客人, 我毋会讲深客话)

 

4. 没有 แปลว่ายัง (จีนกลางต้องเป็นเหมยเหยี่ยว คือต้องมีเหยี่ยว((มี)มารับ แต่ขักว้อยไม่ต้องมี) ปั้นซันขักออกเสียงว่า หมาง

ตัวอย่าง

4.1 กิ๊นหงิดตั่งเจวสิน ไงฮันมังเฉี่ยนซิดผ่อน(วันนี้ตั้งแต่เช้า ฉันยังไม่ทันได้กินข้าวเลย)

 

5. ม้อย แปลว่าไม่เอา ใช้ในประโยคปฎิเสธ (มาจาก หมออ้อย)

ตัวอย่าง

5.1 หงี่อ้อยม้อย (คุณจะเอาไม๊) ไหง่ม้อย(ผมไม่เอา)



5.2 หงี่อ้อยคื่อเมวี่ยงกอกม้อย((คุณจะไปกรุงเทพฯไม๊?) ไงหมออ้อยคื่อ(ผมไม่ไป)

 

หมายเหตุ ตัวอักษรจีนไหงเป็นผู้เติมลงไปเองนะครับ ผิดถูกประการใดไม่เกี่ยวกับต้นฉบับของท่านผู้รู้ ผู้รู้ท่านใดที่ผ่านมาอ่านถ้าท่านช่วยกันเติมคนละนิดมันจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับเห่วซั้งด้วยครับ ผิดถูกห้ามตำหนิกัน เขียนกันไปแก้กันไป ได้สาระแต่ไม่ซีเรียด

丁建铭


แลกเปลี่ยนความรู้

 เอาอีกแล้ว  น่าเสียดายมากเลยค่ะ ไหงพิมพ์เกือบจะเสร็จอยู่แล้ว ระบบเกิดขัดข้อง แล้วข้อความก็หายไปเลย เสียดายจริงๆเล้ย..

จะพยายามเขียนใหม่นะคะ

ก่อนอื่นก็ขอบอกว่า แลกเปลี่ยนความรู้กันค่ะ คุณ丁建铭 บอกว่าไม่ให้ตำหนิก็ไม่ตำหนิค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า ได้ข้อมูลมาจากใคร สำเนียงไหนเท่านั้นเอง เพราะว่าภาษาฮากกาจริงๆแล้วตัวอักษรจีนที่ใช้เขียนแทนเสียงก็ยังไม่มีมาตรฐานแน่นอน เนื่องจากไม่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการ และเป็นเพียงภาษาถิ่นของภาษาจีนทั้งหมดเท่านั้น จึงไม่สามารถบอกได้ว่า ใครผิดใครถูก

ดีมากเลยค่ะที่คุณ丁建铭 เปิดประเด็นเรื่องวิชาการขึ้นมา แต่ว่าการเขียน วิชาการ ไหงว่าเป็นเรื่องหนักที่เขียนยาก ใช้เวลามาก ไหงจึงไม่ค่อยนิยมเขียนในเว็ปนี้

เข้าเรื่องเลยดีกว่า

คำว่า "ไม่" หรือ "ไม่มี" ในสำเนียง เหมยเซี่ยน หรือหม่อยเย้น ออกเสียงว่า อึ่ม กับ โหม่ ตามลำดับค่ะ อ้อ.. ลืมบอกว่า ข้อมูลนี้ได้มาจาก อาหว่องปัก ผู้ที่ให้ข้อมูลไหงนั่นเอง หลักเกณฑ์ที่ใช้คือ ตัวอักษรที่เสียงเหมือนหรือเสียงคล้ายก็ใช้ได้เลย ส่วนเสียงที่ไม่มีตัวอักษรจะใช้คำที่มีความหมายแทนค่ะ

ตัวอย่าง

唔食อึ่มซึด "ไม่กิน"

唔会อึ่มว้อย "ไม่เป็น"

唔知อึ่มตี "ไม่รู้"

ตัวอย่างประโยค

佢唔食酒,也唔食烟 กี่อึ่มซึดจิ่ว ยาอึ่มซึดเย็น "เขาไม่กินเหล้าและไม่สูบบุหรี่"

无钱 โหม่เฉียน "ไม่มีเงิน

无人โหม่หงิน "ไม่มีคน"

无在โหม่ฮ๊อย "ไม่อยู่"

ตัวอย่างประโยค

无人在公园 โหม่หงินฮ๊อยกุ๊งเหยียน "ไม่มีคนอยู่ในสวนสาธารณะ"

วันนี้แค่นี้ก่อนละกันนะคะ แหมถ้าครั้งแรกไม่มีปัญหาก็ได้ตัวอย่างประโยคมากกว่านี้อีก แล้วพบกันใหม่ค่ะ

再见

รูปภาพของ อาฉี

ดีจัง

ได้ความรู้ดีครับ

ไหงว่า การเรียนรู้แบบนี้ เหมือนครูพักลักจำ ที่เข้าใจแตกฉานกว่า และไม่น่าเบื่อเหมือนการท่องคำศัพท์

แต่อย่างว่า งานวิชาการเขียนยาก เพราะผู้รู้จริงมักจะคิดว่ายังมีที่ตนเรียนรู้ไม่หมด จึงไม่ค่อยกล้าแสดงออก เกรงว่าเจอผู้รู้มาไม่เหมือนกัน ผู้ไม่รู้เลยไม่ต้องรู้กันพอดี

ไหงคิดว่า สำหรับงานวิชาการด้านภาษาที่ยังไม่ตาย ย่อมมีการพัฒนาแปรเปลี่ยนไปได้ไม่สิ้นสุด  ดังนั้น ถ้าทุกคนยอมรับสภาพความจริงที่ว่า แต่ละสำนักการศึกษา และผู้ที่มาขอเรียนรู้ มีระดับพื้นฐานแตกต่างกัน จึงมีทั้งความเห็นเหมือน และเห็นต่างกันได้เป็นธรรมดา

ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยกันชื่นชมเป็นกำลังใจให้กัน ถ้ารู้เห็นมาไม่เหมือนกัน ก็นำเสนอในสิ่งที่ตนเรียนรู้มา ผู้อ่านก็จะได้มีความรู้เพิ่มขึ้นในแง่มุมต่างๆกันไปด้วย โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ผู้เขียนมาก่อนเสียกำลังใจ

 

ผมไม่มีความรู้ด้านภาษาจีนพอจะแชร์กับท่านได้ ก็ขอแชร์เกร็ดความรู้เกียวกับ Computer แทนเพื่อให้ท่านที่กำลังเขียนเรื่องยาว เมื่อ network ขัดข้องขณะกดส่ง จะได้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่

ข้อเสนอแนะ สำหรับงานเขียนเรื่องยาว

แนะนำให้ เขียนใน [start]All Progran/Accessories/Notepad แล้ว Save ไว้ก่อน (เลือกบันทึก Encoding เป็น UTF8 เพื่อไม่ให้อักษรจีนที่เขียนไว้หายเป็น ???) จะได้มีสำเนาเรื่องราว ที่เขียนไว้เป็นตอนๆเก็บไว้ด้วย (เผื่อรวบรวมได้เยอะๆ สามารถส่งสำนักพิมพ์ตีพิมพ์ โดยไม่ต้องเที่ยวตามเก็บจากที่ไปลงไว้ในที่ต่างๆ ได้อีกด้วย)

เมื่อต้องการ Post เพียง copy มาแปะ และยังสามารถขัดเกลาได้อีกครั้งด้วย

สาเหตที่แนะนำให้ใช้ Notepad เพราะ

  • เป็นโปรแกรมที่ มีขนาดเล็ก เมื่อ Save file แล้วได้ไฟล์ขนาดเล็ก ไม่เปลืองที่เก็บ รับส่งผ่านสื่อต่างๆ ได้รวดเร็ว การพิมพ์คล้ายกับตอน Post web แต่ Save ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ และยังไม่มีการจัดแต่ง Font เพื่อได้อักษรล้วนๆ ก่อน copy ไปวางแล้วค่อยไปปรับแต่งในโปรแกรมที่จะแสดงผล เช่น word, web เป็นต้น
  • ใช้งานง่ายกว่าพิมพดีด ที่สามารถพิมพ์เนื้อหาที่เป็นอักษรล้วน ได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องสนใจลูกเล่นแต่ง font จัดหน้า และองค์ประกอบทางศิลปให้เสียเวลา ในขณะที่ความคิดกำลังลื่นไหล (ก็มันทำไม่ได้นิ) เมื่อได้เนื้อหาอักษรครบแล้ว ค่อยเลือก copy ข้อความไปแต่งองค์ทรงเครื่อง จัดหน้าแต่งสวยในโปรแกรมที่ใช้นำเสนองาน เช่น word, excel, power poit, pagemaker, indesign หรือบนหน้าเว็บเป็นต้น
    บางครั้งก็นิยมใช้ Notepad เป็นพื้นที่ส่งผ่านตัวอักษร จากโปรแกรมหนึ่ง มาลง Notepad ก่อน แล้วค่อย copy จาก Notepad ไปสู่อีกโปรแกรมหนึ่ง หรือเนื้อความจากเว็บหนึ่งไปลงอีกเว็บหนึ่ง เพื่อล้างคำสั่งซ่อนของการจัดแต่งข้อความ ที่มักจะติดมาด้วย อาจไม่สมบูรณ์หรือให้ผลแตกต่างกันในแต่ละโปรแกรมได้ ซึ่งวิธีนี้จะล้าง format ได้เกลี้ยงกว่าการใช้ปุ่ม  ล้าง format ที่เห็นในหน้าพิมพ์ข้อความ
  • เป็นโปรแกรมฟรี ที่มีวิธีใช้ และเก็บรหัสอักษรมาตรฐาน(เท่านั้น)  ที่มีติดมาในทุกเครื่อง ตั่งแต่ ออร์แกไนเซอร์ มือถือ พีซี แมค จนถึงเมนเฟรม และโปรแกรมที่ทำงานเกี่ยวกับอักษรทุกโปรแกรมในโลก สามารถอ่านไฟล์ text นี้ได้  สามารถส่งผ่านข้อมูล และ copy อักษรที่ save ด้วย Notepad สามารถอ่านกันได้หมด เพราะมันจะบันทึกไฟล์ตามมาตรฐานอักษร เว้นวรรค tab ขึ้นบรรทัดใหม่ ย่อหน้า แค่นั้น ไม่มี font สี ขนาด รูปภาพ ฯลฯ (แต่การเปลี่ยน font ที่ menu format font เป็นแค่ปรับการแสดงผลบนเครื่องเราให้ดูสบายตาเท่านั้น)  และเมื่อมันไม่สามารถใส่รูปได้ จึงเท่ากับบังคับให้ผู้เขียนต้องเก็บไฟล์ภาพต้นฉบับไว้ด้วย  ซึ่งการส่งรูปที่อยู่ใน word, powerpoit ผู้นำไปพิมพ์ใหม่ หรือจะส่งขึ้นเว็บ ถ้าไม่มีไฟล์ภาพเดิมอยู่ ต้อง copy ไปสร้างไฟล์รูปภาพใหม่  ขนาดและคุณภาพภาพหายไปเยอะ
    การเก็บส่ง Text file + Image file จึงเป็นวิธีที่ชื่นชอบของสำนักพิมพ์ที่ต้องนำไปจัดหน้าให้เข้ารูปเล่ม  และการโพสตามเว็บต่างๆ ที่ใช้โปรแกรมบนเครื่องที่ต่างระบบกันได้ดี 

ตอเชี้ย

ตอเชี้ย อาฉีโก

บอกแล้วว่าไหงไม่ชำนาญเรื่องคอมพิวเตอร์สักเท่าไหร่ ชอบใช้แต่ word  แต่พอก็อปมาใส่ ฟ้อนท์มันก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนในเว็ป หรืออาจมีปัญหาอื่นๆอีก แล้วไหงจะพยายามทำตามคำแนะนำนะคะ จะได้ไม่เสียอารมณ์เวลาที่ข้อความหายอีก

ส่วนอีกโปรแกรมหนึ่งที่ใช้บ่อยก็คือ power point ค่ะ เพราะต้องเสนองานบ่อย เพื่อนเคยแนะนำเรื่องการใช้ notepad เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยสนใจคิดว่าไม่จำเป็น ต่อไปนี้ต้องจำไว้บ้างแล้ว

รูปภาพของ Mr.Xiong

โหม่ฮ๊อย "ไม่อยู่"

 无在โหม่ฮ๊อย "ไม่อยู่"  ถ้าไม่อยู่  ไหง่จะพูดว่า หม่อชอย ครับอาจี้

ไม่ทราบว่าใครต่างจากนี้อีก

熊永发

รูปภาพของ นายวีรพนธ์

ของผมครับ

ของผม

เหม่าชอย = ไม่อยู่

เหม่ามะไก๊ = ไม่มีอะไร

เหม่าแฉ่น = ไม่มีเงิน

เหม่าหยั่ง เหม่าเจี๊ยก = ไม่จริง

อื่มตีเต็ด = ไม่รู้จัก

อื่มซิด = ไม่กิน

อื่มว้อยก่อง = พูดไม่เป็น

อื่มม้อยฮี้ = ไม่ไป

ของผม

ที่บ้านผม

  อือตรี = ไม่รู้

  อือตรีค้อนต้อ = ไม่รู้จักดู ,ไม่สังเกตุ

  อือก้ำ = ไม่ยอม

  อือว้อยก้อง = พูดไม่เพาะ ,พูดไม่เป็น

  อือเชียงสิด = ไม่เคยคบ ,ไม่รู้จักเลย

เสียงแปรของภาษา

ดีมากเลยค่ะ อาฮยุ่ง ที่ช่วยกันเติมเต็ม ก็อย่างที่บอก ถ้าให้เขียนเชิงวิชาการ ก็ต้องอธิบายกันยาว บางทีต้องมีหมายเหตุ บอกที่มาที่ไปด้วย

无在โหม่ฮ๊อย หรือ หมอชอย หรือ หมอช้อย เรียกว่าเป็นการแปรเสียงของภาษาถิ่นค่ะ ถึงแม้จะเป็นสำเนียงหม่อยเย้นด้วยกันก็อาจจะมีการแปรเสียงได้เล็กน้อย ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร

อย่างคำว่า 唔好 "ไม่ดี" สำเนียงหม่อยเย้นพูดว่า อึ่มเฮ่า สำเนียงเกียดหย๋ง พูดว่า อึ่มโห้ หรือคำว่า เกียดหย๋งเองก็เหมือนกัน บางคนก็พูดว่า "เกียดหย่อง" ถือว่ามีการแปรเสียงกันเล็กน้อย

พอดีกว่า เขียนไปเขียนมาชักจะติดลม วี่ฟัดโกก็อย่ากดดันไหงเลยนะ ไหงก็อยากจะให้เสร็จเร็วๆเหมือนกัน ก็อย่างที่เห็น รายละเอียดมันเยอะ ก็ต้องค่อยๆวิเคราะห์ ค่อยๆเขียนกันไป จะได้มีคุณภาพ จริงม๊ะ...

รูปภาพของ Ding JianMing

แลกเปลี่ยนเรียนรู้

เรียนสมาชิกทุกท่านครับ

ก่อนอื่นไหงต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ จริงๆแล้วไหงก็เป็นนักวิชาการครับแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไหงก็ต้องเขียนบทความวิชาการเหมือนกันซึ่งก็เข้าใจถึงความยากในการเขียนงานวิชาการ ต้องทบทวนเอกสาร ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ผลการวิจัย ต่างๆ สำหรับภาษาเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับไหง แต่ที่ไหงกล้าที่จะเอาสิ่งที่ไหงรู้มาเขียนในเวป มีเพียงจุดประสงค์เดียวครับ คือไหงต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คงมีหลายๆคนที่อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบไหงแต่ก็ลังเลเพราะอาจจะมีอะไรหลายๆอย่างในใจ สุภาษิตจีนบอกว่าถ้าเราอยากได้ลูกเสือเราก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ไหงอยากเรียนขักวอย ไหงก็พยายามหาขักวอยมาแลกเปลี่ยน เหมือนกันบ้างต่างกันบ้างไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกครับ ทำด้วยใจครับ

ปล. มาช่วยกันต่อกระทู้ให้ยาวๆนะครับ ท่านผู้รู้มากใส่มาก ท่านผู้รู้น้อยใส่น้อย สุดท้ายเราก็จะมีผู้รู้ขักวอยเพิ่มขึ้นครับ

ขอบคุณครับ 丁建铭 

นานาทรรศนะ

ว่าแล้วคุณ丁建铭 ต้องเป็นนักวิชาการแน่ๆ ไม่งั้นคงจะไม่เขียนเชิงวิชาการหรอก ดีใจค่ะที่นักวิทยาศาสตร์อย่างหงีมาสนใจเรื่องภาษา เพราะน้อยคนนักที่เรียนสายวิทย์แล้วจะสนใจศึกษาภาษา ตอนแรกที่ไหงมาเรียนทางด้านภาษาศาสตร์ก็ไม่ค่อยชอบนัก เพราะภาษาเป็น abstract เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไหงเรียกว่าเป็นสิ่งที่ดิ้นได้

อย่างการฟังเสียง แต่ละคนก็ฟังได้ไม่เหมือนกัน คนพูดคนละภาษายิ่งไปกันใหญ่ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ เสียงร้องของสัตว์ แต่ละภาษายังได้ยินไม่เหมือนกันเลย เช่น
เสียง หมาเห่า คนไทยบอกว่า โฮ่งๆ ภาษาอังกฤษ บอกว่า โบโว่วๆ หรือเสียง ไก่ขัน คนไทยบอกว่า เอ๊กอี๊เอ๊กเอ๊ก ทำไม อังกฤษไม่เห็นได้ยินอย่างไทยเลย และเสียงสัตว์อื่นๆอีกมากมาย


การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่นักวิชาการบางคนก็ไม่ค่อยอยากเขียน เหตุผลคือ กลัวคนไม่เข้าใจ หรือกลัวผิด ซึ่งเด็กไทยถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ตอบผิดไม่ได้นะ ทำการบ้านผิดไม่ได้นะ จะถูกตี ถูกหักคะแนน เป็นต้น
ก็ไม่อยากจะโทษระบบการศึกษาหรอกนะ แต่มันเป็นเรื่องจริง ไหงมาอยู่วงการศึกษา ก็ต้องวิพากษ์หน่อย ยิ่งไหงเป็นนักภาษาศาสตร์ ก็ยิ่งควรระวัง จริงไหม

โอเค เอาเป็นว่า จะพยายามเขียนทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป เผื่อคนที่สนใจจะได้ฝึกฝนกันไปละกัน แต่อย่างที่บอก อักษรไทยที่นำมาเขียนการออกเสียงภาษาฮากกาก็ไม่ได้มีการตกลงใช้กัน จึงเป็นการเขียนสไตล์ของแต่ละคน เพื่อให้คนที่อ่าน อ่านออกเสียงได้ใกล้เคียงเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างกันบ้าง ก็พยายามอ่านละกัน
ขอบคุณในความตั้งใจ

黄丽萍

รูปภาพของ วี่ฟัด

อยากเห็นงานวิจัย " ไวยากรณ์ฮากกาที่กรุงเทพ " เร็วๆ

        เห็นอาจารย์เริ่มมีไกด์ไลน์เรื่องภาษาฮากกา ที่อาจารย์ดอกเตอร์ศิริเพ็ญ เริ่มเปิดๆออกมาแล้วไหง่อยากเห็นงานวิจัยพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มเร็วๆจังเลยครับ บอกตามตรงว่าไหง่นี่แทบจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับภาษาฮากกา แม้ว่าจะเคยเดินทางไปยังถิ่นแม่ของภาษาฮากกาคือหม่อยแย้นมาถึง 5 ครั้งแล้ว แต่พอเห็นแนวๆของอาจารย์ต้องบอกว่านี่แหละใช่เลย

         ความแตกต่างของภาษาเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ถ้าใครเคยไปเมืองจีนแล้วจะรู้ว่าความแตกต่างนี่แหละคือความสวยงามของภาษา ถ้ามันเหมือนกันหมด มันก็คงไม่แตกต่างกับภาษาของคอมพิวเตอร์เช่น ภาษาแอสเซมบรี , ภาษาซี , ภาษาโฟรแทน ซึ่งมันถูกกำหนดไว้โดยมนุษย์เพื่อควบคุมเครื่องจักรทางอีเลคโทรนิค ดังนั้นทุกเครื่องในโลกมันย่อมต้องใช้ภาษาเหมือนๆกันหมด แต่มนุษย์มันมีชีวิต จิตรใจ มีความละเมียด ละมัย มีความรู้สึกนึกคิดได้ด้วยตนเองแต่ละคนมันจึงเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ มันจึงสร้างความแตกต่างของภาษาได้ด้วยตนเองได้

          ดังนั้นในความแตกต่างทางภาษาของมวลหมู่ชาวฮากกาทั้งมวลจึงมิใช่ความแปลกแยกขัดแย้งแข่งขันว่าของใครดีกว่าของใคร ของใครแท้กว่าของใคร ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องของความคร่ำครึเก่าแก่โบราณกาลแล้ว ตราบใดถ้าเราจะอยู่ในบริบทเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นบริบทแห่งการแสวงหาความรู้ร่วมกันไป บริบทดังกล่าวจึงเป็นบริบทแห่งสมัครสมานสามัคคี ปรองดอง ( คำนี้เบื่อโคตร ) ตราบใดที่เรายังมีความเชื่อว่าเราทั้งหมดทั้งมวลคือลูกหลานชาวฮากกาด้วยกันไปตราบนานเท่านานจนสิ้นอสงไขย

รูปภาพของ Ding JianMing

สันทรรศอักษรขักฝ่า

ครับ ไหงเป็นคนชอบเรียนภาษา ไหงสนุกมากเวลาไปเรียนภาษาจีนกลาง ไปเรียนภาษาอังกฤษ ที่คณะมนุษย์ แต่ปวดสมองทุกครั้งที่ต้องกลับมาทำแลป งานทดลอง ที่เมเจอร์ตัวเอง แต่ชีวิตมันได้ถูกเลือกไปแล้ว โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของไหง ทุกวันนี้ไหงก็ยังใฝ่ฝันที่จะได้เรียนภาษาจีนกลางให้เป็นหลักเป็นฐาน ก็รอของ มสธ ครับ เห็นว่ากื๋อจะเปิดเป็นปริญญาตรี

ส่วนการเขียนสันทรรศอักษรขักวอยด้วยภาษาไทยไหงก็ว่ามีปัญหาจริงๆครับ ไหงเคยพยายามเทียบเสียงขักวอยของใต้หวันจากตารางสันทรรศอักษร แต่มันก็สับสนกับจีนกลาง และไหงก็ไม่มีต้นฉบับเสียงที่แท้จริงของใต้หวันเลยคิดว่าเทียบเสียงไม่ค่อยถูกต้อง ตอนนี้ให้เพื่อนที่อยู่ไทเป ช่วยซื้อซีดีพร้อมตารางสันทรรศอักษรของขักวอย กื๋อบอกว่าหาได้แล้ว ถ้ากลับมาเมืองไทยจะเอาไปให้ ไม่ทราบว่าหงีพอจะมีหรือแนะนำไหงได้หรือเปล่า เกี่ยวกับการใช้สันทรรศอักษรขักวอย เพื่อจะได้เป็นทางการและเป็นสากลตามระบบการออกเสียง

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของความกลัวที่หงีเขียนไว้ ก่อนหน้าไหงก็กลัวมากครับกับการตั้งกระทู้ เพราะไหงรู้น้อย รู้ไม่จริง ก็เลยกลัวคำตำหนิ จนสุดท้ายความอยากมันแซงหน้าความกลัว ไหงอยากพูดขักวอยเป็น ไหงอยากสืบทอดขักวอย ไหงไม่อยากให้ขักวอยที่บ้านต้องมาจบที่รุ่นของไหง ความกล้าก็เลยแซงหน้าความกลัวครับ

ไหงเริ่มโพสต์สิ่งไหงอยากรู้ สิ่งที่ไหงไม่เข้าใจ อาจจะสงสัยว่าทำไมไหงไม่เรียนกับที่บ้าน ตอนนี้ที่บ้านที่พูดได้คืออาม่า และอาม่าไม่เรียนตัวหนังสือจีน อาม่าก็แก่มากแล้ว ไม่สามารถอธิบายหลักการบางอย่างให้ไหงเข้าใจได้ เพราะบางอย่างให้ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง มันอยู่กับเราไม่นาน นอกจากนั้นอาม่าก็ชินกับการใช้ภาษาไทยพูดกับไหงด้วยนะครับ ขักวอยของไหงก็เลยไปได้แบบช้าๆ ตั้งแต่ที่ไหงเริ่มแลกเปลี่ยนมันทำให้รู้สึกว่ามันได้แบบก้าวกระโดด ไหงพูดได้คล่องขึ้น แต่ก็ไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์ แต่ก็ดีกว่าก่อนครับ

ยิ่งมีท่านผู้ใหญ่หลายคนมาให้กำลังใจบ้าง สอนบ้าง เม้นท์บ้าง มันก็สนุกครับ ก็อยากให้ทุกๆท่านมาร่วมด้วยช่วยกันครับ ไม่ต้องกลัวผิด เพราะไม่มีของใครผิด มีแต่คำว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกัน มีแต่คำว่าคล้ายหรือห่างกัน การเรียนขักวอยคงไปได้อีกไกลเลยนะครับ

ขอบคุณครับ

丁建铭 

รูปภาพของ อาคม

onomatopoeia

ท่านดร.ครับ ที่อาจารย์พูดถึงเสียงที่มนุษย์แต่ละชนชาติเรียกแทนเสียงสัตว์ , เสียงธรรมชาติ หรือเสียงที่เกิดจากวัตถุต่างๆนั้น เขาเรียก onomatopoeia ใช่รึป่าวครับ

เช่น ปิลิด ปัดลัด ,ปีลี้ปาหล่า ,ปิ้นลิ้นป้องล่อง เป็นต้น

对了!!

你说得对. ถูกต้องแล้วค่ะโกอาคม onomatopoeia เป็นคำชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงร้องของสัตว์ เสียงฝนตกฟ้าร้อง หรือเป็นคำเลียนเสียงที่ทำให้เกิดภาพพจน์นั่นเอง อย่างคนที่ทำวิจัยเรื่องระบบเสียงภาษาใดภาษาหนึ่ง นอกจากเก็บคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้วยังต้องไม่ลืมเก็บข้อมูลคำประเภทนี้ด้วย เพราะถือว่าเป็นเสียงในภาษานั้นๆด้วยเช่นกัน

โกอาคมนี่นอกจากจะเก่งภาษาฮากกาแล้ว ยังเก่งภาษาอังกฤษด้วยนะ แหม..อย่างนี้คงต้องให้อาโกเขียนบ่อยๆแล้วล่ะ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กัน 

รูปภาพของ แกว้น

ความหมายของคำ "onomatopoeia"

รูปภาพของ จ๊องหยิ่นฮยุ๋ง

"ม้อย"

ตามความเห็นส่วนตัว ไหงคิดว่า "ม้อย" น่าจะกร่อนมาจาก "อื๋ม อ้อย 唔爱" ครับ

对了!

ถูกต้องแล้วค่ะ หยิ่นฮยุ๋งโก เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ที่ไหงเก็บข้อมูลจาก อาหว่องปัก ก็บอกว่าอย่างนั้น ลักษณะทางภาษามีความยุ่งยากซับซ้อน มีกฎต่างๆมากมาย บางอย่างต้องท่องจำ แต่บางอย่างก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ

อย่างในกรณีนี้ อื๋ม อ้อย 唔爱 เปลี่ยนเป็น "ม้อย" มีทั้งการกร่อนเสียงและการรวมเสียงในเวลาเดียวกัน จาก สองพยางค์ รวมเป็นหนึ่งพยางค์

นอกจากนี้ในสำเนียงหม่อยเย้น ยังมีหางเสียงอีกด้วย ทำให้ฟังดูอ่อนนุ่ม เช่น

阿爸禁哩,总係佢唔听.อาปากิ๊มเม่กี่ จุ่งเฮ๊กี่อึ่มทัง "พ่อห้ามเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟัง"

佢拿其支票去银行领钱哩.กี่นาเก๊จีเพี๊ยวฮี๊หงุ่นห่งเลียงเฉี่ยนเน่ "เขานำเช็คไปขึ้นที่ธนาคารแล้ว"

จะเห็นว่าตัวที่เป็นหางเสียง มีการกลมกลืนเสียงไปกับพยัญชนะท้ายของพยางค์หน้า ซึ่งเป็นกฎอย่างหนึ่งทางภาษาศาสตร์ค่ะ

ในภาษาฮากกาหม่อยเย้น จะมีเสียงท้ายลักษณะนี้เยอะมาก ฟังแล้วก็เพราะดีนะคะ

 

你好

你好 建铭哥

ขอบคุณที่ให้ความรู้มากมายแก่คนทั่วไป 

ไงหมอเฉียน (ผมไม่มีเงิน 我唔钱)

แต่ผมคิดว่าน่าจะเขียนว่า 我么钱 ครับ  

我是半山客人, 我毋会讲深客话   

毋  น่าจะเป็น 母 ครับ 

และถ้ากลับไป meixian พูดว่า

我是半山客人, 我毋会讲深客话   

ผมว่าคนที่นั้น ต้องฟังไม่รู้เรี่องแน่ครับ

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal