หน้าแรก
Hakkapeople ชุมชนชาวฮากกา Hakka people .
 

ภาพวาดดั่งความงามโบตั๋น

ดอกโบตั๋น

โบตั๋น เป็นภาษาจีน ซึ่งจีนถือดอกโบตั๋นเป็นราชาแห่งดอกไม้

และใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความมั่งมีศรีสุข/ภาพวาดดั่งความงามโบตั๋น

 

จาก www.showded.com

 

梅花 (เหมยฮวา) คือ ดอกเหมย หรือ ดอกบ๊วย (แต้จิ๋ว-บ่วยฮวย)

ไม่ใช่ดอกโบตั๋น

牡丹 (หมู่ตาน) คือ ดอกโบตั๋น (แต้จิ๋ว-โหมวตัว)  ภาพจาก: honglaoshi.com/webboard/index.php?topic=26.0


 

สาเหตุที่ชาวจีนนิยมดอกโบตั๋นไปค้นมาค่ะ ดังนี้

ดอกโบตั๋น หรือ หมู่ตาน (peony) โดยนับแต่อดีตถึงปัจจุบันชาวจีนส่วนใหญ่ถือว่า

ดอกโบตั๋นมีความหมายเป็นตัวแทนของความมั่งมีศรีสุข ความร่ำรวย ความโชคดี

และที่สำคัญคือเป็นตัวแทนของความยุติธรรมอันสูงส่ง  http://horoscope.sanook.com/fengshui/fengshui_01952.php

 

牡丹花 mu3 dan1 hua1 สำหรับคนจีนแล้ว เป็นสัญญลักษณ์แห่งความมั่งมีศรีสุข ความสุขสมบูรณ์ในชีวิต

หรือที่เรียกกันว่า 富贵花มีฉายาว่า ราชินีบุปผา 花中之王 ที่เลิศด้วยโฉมงามและกลิ่นหอม 国色天香

                                                         ภาพจาก: eugene-chonlathee.blogspot.com/2009/03/blog-p...

 

พระนางบูเช็กเทียนทรงปลดดอกโบตั๋น

http://imandarinpod.com/hoola/index.php?

ในฤดูหนาวของปีหนึ่ง   พระนางบูเช็กเทียน ( -- อู่เจ๋อเทียน – จีนกลาง )   ได้เสด็จลงประพาสในอุทยาน   พายุหิมะเพิ่งหยุด

พัด ทุกหนทุกแห่งล้วนแต่เป็นสีขาว   งดงามเหลือคณา   พลันพระนางก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นดอกเหมยสีแดงบานอยู่ท่าม

กลางหิมะ ทรงสำราญพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ณ ขณะนั้น  พระนางบูเช็กเทียนทรงดำริว่า   หากตอนนี้ สามารถทำให้มีบุปผชาติ

นานาพรรณเบ่งบานได้ ก็คงจะดีไม่น้อย ดังนั้น   พระนางจึงทรงรจนาบทกวีขึ้นมาบทหนึ่ง     ให้นางกำนัลนำไปจุดไฟเผาใน

อุทยาน   เพื่อบอกกล่าวต่อเทพแห่งบุปผานานาพรรณ   เทพแห่งบุปผานานาพรรณได้ทราบข่าวนี้แล้ว   ต่างพากันเกรงกลัว ทุก

นางล้วนกล่าวว่า   “เราคงต้องเตรียมงานให้พร้อมเร็วหน่อย    ทำให้ดอกไม้บานก่อนเวลากันเถอะ   หากพระนางบูเช็กเทียน

ทรงกริ้วแล้วละก็   พวกเราล้วนต้องประสบโชคร้ายกันแล้วล่ะ”   มีแต่เพียงเทพแห่งดอกโบตั๋นที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของ

เหล่าเทพ   นางกล่าวว่า   “นานาบุปผชาติเบ่งบาน   ล้วนแต่ต้องเป็นไปตามฤดูกาล   นึกจะบานตามอำเภอใจได้อย่างไร ?

พระนางบูเช็กเทียนทรงฝ่าฝืนกฎเกินไปแล้ว ข้าก็จะไม่บาน ดูซิว่า พระนางจะทรงทำอย่างไร ?”

ในวันต่อมา  บุปผชาตินานาพรรณล้วนเบ่งบาน   พระนางบูเช็กเทียน   ทรงสำราญพระทัยเป็นอย่างยิ่ง   แต่ทว่า พระนางทรง

ทอดพระเนตรเห็นว่า   มีแต่เพียงดอกโบตั๋นที่ไม่ยอมบาน   พระนางบูเช็กเทียนทรงกริ้วมาก   ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ทหารนำ

เอาต้นดอกโบตั๋นทั้งหมดในอุทยานไปเผาทิ้ง   อีกทั้งให้นำเอาต้นดอกโบตั๋นทั้งหมด   ในเมืองฉางอันไปทิ้งไว้บนเขาลั่วหยาง 

แต่ทว่า เมื่อถึงลั่วหยาง  ดอกโบตั๋นก็กลับฟื้นคืนชีพ  เบ่งบานอย่างงามวิจิตรตระการตา   เป็นที่รักใคร่ชื่นชอบของชาวเมืองลั่ว

หยาง ต่อมา ผู้คนจำนวนมาก  ยิ่งนับวันก็ยิ่งลงมือปลูกดอกโบตั๋น   ดอกโบตั๋นของเมืองลั่วหยางจึงได้มีชื่อเสียง   ขจรขจายไป

ทั่วประเทศ

“ความงามที่ทำให้แม้แต่มวลหมู่ดอกไม้ยังต้องละอาย”

 

"มัจฉาจมวารี.....(西施)


ปักษีตกนภา......(王昭君)


จันทราหลบโฉมสุดา (貂婵)


มวลบุปผาสะท้านอาย..(杨贵妃)"

รูปไซซี  เป็นภาพจาก: freedompost.invisionplus.net/index.php?mforum...

หวังเจาจิน – ปักษีตกนภา

หวังเจาจิน
mblog.manager.co.th

สี่ยอดหญิงงามในประวัติศาสตร์จีน เปรียบโบตั๋นแผ่นดินจีน



ไซซี - มัจฉาจมวารี



หวางเจาจิน - ปักษีตกนภา



เตียวเสี้ยน - จันทร์หลบโฉมสุดา


หยางกุ้ยเฟย - มวลผกาละอายนาง

ถอดรหัสความงามแม่หญิงจีน / อู่วัฒนธรรม


ในประวัติศาสตร์ของจีนมีการกล่าวขวัญหญิงสาว
หลายนางที่มีความงามเป็นเยี่ยม
ไม่ว่าจะเป็น ไซซี หวังเจาจวิน หยางกุ้ยเฟย
เฉินหยวนหยวน หรือไช่เหวินจี
แล้วมาตรฐานสาวงามตามแบบจีนดั้งเดิมนั้นเป็นอย่างไร...
 
ใบหน้า
 
เมื่อแบ่งตามขวางแล้วจะได้ 3 ส่วน : จากไรผมถึงคิ้ว จากคิ้วถึงปลายจมูก
จากปลายจมูกถึงคาง เมื่อมีรูปหน้าที่สวยงามแล้วรายละเอียดบนใบหน้าก็ต้องเหมาะเจาะ
ระยะห่างระหว่างตา 2 ข้างจะต้องเท่ากับความยาวของดวงตา
ยิ่งถ้าใครมีลักยิ้มบนแก้ม ก็จะถูกมองว่าเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์คนหนึ่ง


คิ้ว
 
ชาวจีนเชื่อกันว่า คิ้วและดวงตาของผู้หญิงสามารถสะท้อนถึงจิตใจของพวกเธอได้
ส่วนคิ้วรูปแบบไหนจึงจะเรียกว่าสวยนั้น ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับยุคสมัย
อย่างในสมัยราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสตศักราช)
แม่นางทั้งหลายนิยมคิ้วดก ยาว และโค้ง
ขณะที่สาวสมัยฮั่นนิยมคิ้วรูปสามเหลี่ยมคล้าย “八” เรื่อยมาจนถึงสมัยถัง
หญิงสาวนิยมกันคิ้วให้เป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวหรือใบหลิว
กระทั่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 คิ้วโก่ง บางก็กลายเป็นรูปทรงยอดนิยม


ภาพจาก: dek-d.com/board/view.php?id=1118168


ดวงตา

ในบทกลอนของจีนมักเปรียบเทียบความงามของหญิงสาวว่า
งามดุจดอกท้อแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาเรียวยาว
หางตาตวัดโค้งขึ้น ลูกนัยน์ตาดำสนิท
ภาพจาก: dek-d.com/board/view.php?id=1118168  

 

ภาพจาก: picpost.postjung.com/m/50951.html

ริมฝีปาก   ริมฝีปากเล็ก สีชมพู เป็นมันเงา มุมปากโค้งขึ้นหรือที่เรียกว่า "ปากเล็กเหมือนผลเชอร์รี่"

                                                       เป็นปากที่ชาวจีนสมัยก่อนมองว่างามที่สุด

ภาพจาก: www.aromamodaka.com/oldgallery1.HTM

เทพนารีจีน ในจิตรกรรมของ  ฮว๋าซานชวน

เมื่อเอ่ยถึงรูปเขียน หรือจิตรกรรมเกี่ยวกับนางในวรรณคดี รวมทั้งเทพนารีต่างๆ ของไทย ทุกคนต่างพากันนึกถึง อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ว่าเป็นจิตรกรชั้นครูในศิลปะแขนงนี้อย่างแท้จริง วาดนางในวรรณคดีได้อารมณ์อย่างวรรณคดี วาดสาวรำไทยได้บรรยากาศอันแพรวพรายของเวทีโรงละคร วาดเทพนารีต่างๆ ได้เข้าถึงทิพยภาวะอันจริงแท้ 

หากเมื่อเอ่ยถึงภาพเขียนแนวเดียวกันนี้ในศิลปะจีน ผู้สนใจศิลปะจีนส่วนใหญ่ต่างนึกถึงแต่ ฮว๋าซานชวน (Hua San Chuan) จนจะพูดง่ายๆ ว่า เขาผู้นี้เปรียบเหมือน อ.จักรพันธุ์ของศิลปะจีนก็ว่าได้ 

ความจริง ผลงานจิตรกรรมของท่านผู้นี้เป็นที่คุ้นเคยในหมู่ชาวจีนในเมืองไทยมาตลอด แต่เรามักจะมองผ่านเลยไปเพราะส่วนมากจะเป็นภาพนางในวรรณคดีหรือภาพชุดสี่ยอดหญิงงาม ซึ่งที่เผยแพร่กันอยู่โดยมากก็เป็นภาพสิริมงคล มีไม่มากนักที่จะสังเกตกันว่า แท้จริงเขาได้วาดภาพเทพนารี และเทพเจ้าต่างๆ ของจีนไว้เป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะภาพชุด โป๊ยเซียน ที่เขาดัดแปลงขึ้นจากภาพต้นแบบสมัยราชวงศ์ถังนั้น ปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอันมาก ภาพพระแม่กวนอิมโพธิสัตว์ที่เขาวาดไว้ภาพหนึ่งก็เป็นหนึ่งในภาพพระแม่กวนอิมที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ เช่นกัน 

ในหนังสือ บูรพเทวีปกรณ์ อันเป็นหนึ่งในผลงานชุดเทวปกรณ์ของ อ.กิตติ วัฒนะมหาตม์ เองก็ได้นำภาพเขียนของท่านผู้นี้มาเป็นภาพชุดสี่สีของเทพนารีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองจีน ๓ องค์ คือ พระแม่หนี่วา พระแม่ฉางเอ๋อ และพระแม่เหอเซียนกู และปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่มีโอกาสได้ซื้อหาหนังสือเล่มดังกล่าวไว้เป็นอันมาก  รวมทั้งยังมีผู้เรียกร้องอยากเห็นผลงานเกี่ยวกับเทพนารีของศิลปินผู้วาดภาพพระแม่ทั้ง ๓ องค์ดังกล่าวนอกจากที่มีอยู่ใน บูรพเทวีปกรณ์ จึงเป็นโอกาสดีที่ในการเปิดตัวคอลัมน์นี้ใน www.aromamodaka.com เราจะได้นำเสนอผลงานของศิลปินจีนผู้นี้เป็นอันดับแรก 

ฮว๋าซานชวน เริ่มต้นวาดภาพตั้งแต่อายุได้ ๑๕ ปี เขาได้รับการยกย่องมากในการเขียนภาพสาวงามในประวัติศาสตร์ และนางในวรรณคดีจีนที่แสดงถึงความอ่อนหวาน และประณีตบรรจง ภาพของเขามีความเป็นจีนโดยแท้ แต่เป็นจีนแบบประเพณีที่ถูกปรับปรุงให้งามอย่างที่ทุกชนชาติสามารถที่จะชื่นชมได้ ผลงานทุกชิ้นของเขาจะมีลักษณะเบา เหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน แม้ว่าบางภาพจะมีฉากหลังอันประณีตอลังการอย่างยิ่งก็ตาม บุคคลในภาพล้วนแสดงอาการเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา ที่เด่นมากคืออาภรณ์ต่างๆ มีการออกแบบลวดลายและสีสันไม่ซ้ำกัน ด้วยโทนสีแบบที่เป็นจีนแท้ๆ นอกจากนี้เขายังเป็นศิลปีนจีนคนแรกๆ ที่กล้าวาดภาพสาวงาม และเทพนารีต่างๆ ในลักษณะกึ่งเปลือย (Semi-N

ude) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในศิลปะจีนแบบประเพณีอีกด้วย

 

ภาพบนสุดของคอลัมน์ ภาพเทพธิดาทั้ง ๗ หรือที่คนจีนแต้จิ๋วในเมืองไทยเรียกว่า ชิกเซียงนึ่ง เป็นภาพสิริมงคลภาพหนึ่งที่คนจีนนิยมกันมาก เทพนารีทั้ง ๗ องค์นี้ทรงเป็นธิดาขององค์จักรพรรดิสวรรค์ หรือ เง็กเซียงฮ่องเต้ ซึ่งทรงเบื่อหน่ายชีวิตบนสวรรค์ จึงเสด็จมาหาความสำราญในโลกมนุษย์ ภาพสิริมงคลนี้จึงมีความหมายว่า ความสวยสดงดงามหรือพรที่มาจากสวรรค์

ในเทพนิยายชุด ๗ นางฟ้า จะมีเทพนารีองค์หนึ่งที่เป็นตัวละครหลัก คือเทพนารีองค์สุดท้องซึ่งมีพระรูปงดงามที่สุด ซึ่งฮว๋าซานชวนได้วางตำแหน่งไว้ในส่วนที่เด่นของภาพ เทพธิดาโฉมสะคราญองค์นี้เป็นองค์แรกที่เสด็จสู่โลกมนุษย์ พระนางทรงเต็มไปด้วยความสดชื่นและกระตือรือล้น โดยมิได้ทรงคาดคิดเลยว่าการลงไปสู่โลกมนุษย์ของพระนางนั้น จะทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย พัสตราภรณ์ที่ทรงสวมใส่มีลักษณะประณีตบรรจงเหนือกว่าพระขนิษฐาทั้ง ๖  ที่อยู่เบื้องหลัง เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ใช้ความคิดในการออกแบบสีสันลวดลาย และอวดความพลิ้วไหวของผืนผ้าทรงได้เต็มที่

 

พระแม่หนี่วา เป็นภาพที่ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ บูรพเทวีปกรณ์ เนื่องจากพระแม่เจ้าองค์นี้ทรงเป็นมหาเทวีองค์แรกสุดที่ปรากฏขึ้นในยุคปฐมกาล ฮว๋าซานชวนจึงถ่ายทอดทิพยรูปของพระนางในลักษณะที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าทรงเรียบๆ เพียงสองผืนที่นุ่งห่มพระวรกายอย่างเบาบางในลักษณะกึ่งเปลือย มิใช่เทวพัสตราภรณ์อันงามวิจิตรซ้อนกันหลายชั้นอย่างเทพธิดารุ่นหลัง

 

ภาพพระแม่หนี่วาภาพนี้แสดงถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับพระนาง ที่คนจีนยังเล่าขานต่อเนื่องกันมาจนทุกวันนี้ คือการที่พระนางทรงนำศิลาห้าสีเหาะขึ้นไปอุดรูรั่วบนท้องฟ้าเพื่อปกป้องมวลมนุษย์จากวันโลกาวินาศ พระวรกายอันบอบบางของพระนางที่ลอยละล่องขึ้นไปท่ามกลางฉากหลังอันน่าสะพรึงกลัวเป็นภาพที่ขัดแย้งอยู่ในที และทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทรงทำอยู่นั้นเป็นงานอันหนักหนาสาหัสยิ่งนัก พระนางทรงมีพระพักตร์อันงดงามเต็มไปด้วยเมตตาธรรม พระเกศาอันยุ่งเหยิงเป็นธรรมชาติ บ่งบอกถึงยุคสมัยที่ทุกสิ่งยังบริสุทธิ์ไร้การปรุงแต่ง เป็นภาพของพระแม่หนี่วาที่ดีที่สุดที่เรามีกันอยู่ในขณะนี้

 

พระแม่เส้าซือหมิง เป็นภาพเทพนารีอีกภาพหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งเปลือย และสวมใส่เทวพัสตราภรณ์ในรูปแบบที่เรียบง่าย เพราะว่าทรงเป็นเทพมารดร หรือเทพนารีจีนสมัยแรกๆ เช่นกัน พระแม่เส้าซือหมิงนั้นได้รับการนับถือกันว่าทรงเป็นผู้กำหนดดวงชะตาของเด็กแรกเกิดทุกคน และทรงมีเทวานุภาพดลบันดาลให้ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือไม่อีกด้วย

 

ในภาพนี้เราจะเห็นว่า ฮว๋าซานชวนจินตนาการให้องค์เทพมารดรลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า พระนางทรงถือดาบที่แสดงถึงสิทธิ์ขาดที่จะลิขิตชะตามนุษย์ ขณะที่อีกพระกรประคองทารกน้อยน่ารักให้นั่งบนพระพาหา พัสตราภรณ์ชั้นบนที่บางเบาและหลุดลุ่ยเผยให้เห็นพระถันในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่เสแสร้ง เป็นภาษาภาพที่แสดงถึงความเป็นมารดา แต่โทนสีของฉากหลังอันเต็มไปด้วยพลังนั้นก็ชวนให้คำนึงถึงบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนของชะตากรรม อันสร้างความขัดแย้งอย่างงดงามกับทีท่าอันรื่นเริงไร้เดียงสาของทารกน้อยนั้น

พระแม่ฉางเอ๋อ ภาพนี้ เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผู้ที่มีหนังสือ บูรพเทวีปกรณ์ ย่อมได้ผ่านตามาแล้วเช่นกัน พระนางทรงเป็นจันทราเทวี เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามอันเฉิดฉายและหรูหราของแสงจันทร์เพ็ญเดือน ๘ เดือนที่โลกมนุษย์สว่างไสวและอบอวลด้วยบรรยากาศอันโรแมนติก  พระนางทรงจัดแต่งพระเกศา และฉลองพระองค์อย่างวิจิตรงดงาม ประทับนั่งอย่างสบายโดยมีจันทร์เพ็ญเป็นฉากหลัง พระพักตร์ของพระนางยิ้มแย้ม แลดูอ่อนโยน  แต่ก็ยังทรงมีท่วงท่าลีลาของความเงียบเหงา เยือกเย็น และเข้าถึงได้ยาก 

 

ภาพนี้เป็นภาพพระแม่ฉางเอ๋อที่ดีที่สุดภาพหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป พระนางดูอ่อนหวานแต่ลึกลับเสียจริงๆ บนพระชานุนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งเกาะอยู่ เป็นกระต่ายที่ดูเป็นเงาๆ ไม่ใช่กระต่ายจริงที่มีชีวิตชีวา เสมือนเป็นภาพสะท้อนจินตนาการของมนุษย์ที่มองเห็นภาพกระต่ายอยู่ในดวงจันทร์ เหนือสิ่งอื่นใด ทุกอย่างในภาพนี้มีลักษณะล่องลอยอยู่ในความเวิ้งว้างของบรรยากาศแห่งคืนเดือนหงายโดยแท้

เทพธิดาแห่งเทือกเขาอูซาน ในมณฑลเสฉวน จากตำนานอันแพร่หลายของดินแดนแถบนั้นซึ่งเล่าต่อๆ กันมาว่า จักรพรรดิพระองค์หนึ่งได้เสด็จประพาสป่าและได้ทอดพระเนตรเทพนารีพระองค์หนึ่งซึ่งทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่งที่นั่น จนพระองค์ทรงลุ่มหลงนางฟ้าองค์นั้น และทำให้เกิดเรื่องเล่าอันสะเทือนใจต่อมาอีกมากมาย

 

นี่เป็นอีกภาพหนึ่งที่ฮว๋าซานชวนได้แสดงฝีมือในการเขียนภาพเทพนารีจีนในลักษณะกึ่งเปลือยได้อย่างยอดเยี่ยม เทพนารีองค์นี้ทรงมีทิพยรูปอันงดงามประดุจสาวแรกรุ่น พระเกศาประดับด้วยดอกไม้อย่างง่ายๆ แสดงถึงความเป็นรุกขเทวีโดยแท้ พัสตราภรณ์ที่ทรงสวมใส่ก็บางเบาและเรียบง่าย ลักษณะการฉลองพระองค์อย่างไม่เอาใจใส่ แสดงภาพของสาวชาวป่าที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาไม่คุ้นเคยกับการปรุงแต่งของวัฒนธรรมเมือง รอบๆ พระวรกายนั้นคือฝูงกวางที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ลิงขนงามที่ดูร่าเริง ลูกกวางตัวน้อยซึ่งทรงอุ้มอยู่บนตักบ่งบอกถึงความรู้สึกที่สบายและปลอดภัย ขณะที่เสือดาวขนาดใหญ่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งนั้นจ้องมองมายังผู้ชมด้วยทีท่าอันน่าเกรงขาม    

คอลัมน์ Gallery มีแนวคิดหลักในการนำเสนอภาพศิลปกรรมเกี่ยวกับเทพนารี (Goddess) ของลัทธิศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะจิตรกรรมและประติมากรรมที่ไม่มีลักษณะเป็นรูปเคารพ เพื่อให้ผู้สนใจในทางเทววิทยาได้ศึกษาภาพเทพนารี ที่เป็นงานศิลปกรรมอันเป็นผลจากจินตนาการและอัจฉริยภาพของศิลปินระดับโลก ให้เกิดความรู้ว่าศิลปินเหล่านั้นมีวิธีถ่ายทอดภาพของเทพนารีต่างๆ จากวรรณคดีและเทพนิยายอย่างไร รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึง และชื่นชมในความเฉิดฉายของเทพนารีอันเป็นความงามที่ประดับโลกมานับแต่ยุคบรรพกาล

ภาพสาวจีนโบราณ 
 

 

ภาพจาก: www.siamstamp.com/forum/index.php?topic=4400....

รูปร่าง


ทฤษฏีความงามแบบดั้งเดิมของจีนกล่าวไว้ว่า

เอวที่คอดกิ่วเป็นความงามอย่างหนึ่งของผู้หญิง

ส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามได้สัดส่วนสะท้อนถึงความอ่อนช้อย

และอ่อนโยนของผู้หญิง

จีนในยุคโบราณมองว่าหญิงสาวที่มีเอวและสะโพกเป็นรูปนาฬิกาทราย

นับเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามสมบูรณ์แบบ 

ในตำนานและบทกลอนเก่าแก่ก็เคยพาดพิงถึงเสน่ห์อันเย้ายวนใจ

ของเอวที่คอดกิ่ว และที่โด่งดังเรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องราวเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน

ของฉู่หลิงอ๋อง ผู้ครองรัฐฉู่ ผู้ชื่นชอบหญิงสาวที่มีเอวเล็ก

บรรดาพระสนมชายาต้องการเป็นที่โปรดปรานก็พา

กันอดอาหารมัดเอวจนสุขภาพย่ำแย่ แม้แต่ขุนนางก็พยายามจะผอม

เพื่อเอาใจฉู่หลิงอ๋อง วันๆ หนึ่งทานอาหารแค่มื้อเดียว

ไม่นานก็ร่างกายทรุดโทรมยืนแทบไม่อยู่ ไฉนเลยจะมีเรี่ยวแรงสนใจงานการ


 

ภาพจาก: whitemaples.exteen.com/20080630/entry

เซ็กซี่อย่างจีน


ความเซ็กซี่ของสาวจีนสมัยก่อนเป็นอย่างไร? สะโพกยกกระชับ

หน้าอกภูเขาไฟหาใช่คำตอบสุดท้าย

  สมัยก่อนชาวจีนมองว่าคิ้วคือสิ่งที่เซ็กซี่ที่สุดของผู้หญิง

โดยคิ้วนั้นสามารถสะท้อนอารมณ์ของหญิงสาวได้

ดังนั้นจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า สายรุ้งแห่งอารมณ์”

ส่วนอวัยวะที่ถูกมองว่าเซ็กซี่รองลงมาได้แก่ ไหปลาร้าและคออันงามระหง

 

 

ความรู้ของหญิงสาว

ดนตรี - ดนตรีในที่นี้หมายถึงพิณ 7 สาย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี

หมากรุก - หมายถึงหมากล้อม หญิงสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ทำงานเหมือนกับผู้ชาย

ดังนั้นจึงได้รวมตัวกันเล่นหมากล้อมเพื่อผ่อนคลาย

เขียนพู่กัน – การเขียนอักษรหรือคำกลอนไม่ใช่เรื่องสำหรับผู้ชายเฉพาะ

ผู้หญิงเรียนรู้ว่าจะเขียน อ่าน และเขียนพู่กันจีนอย่างไร

ไม่ว่าจะมีภูมิหลังทางครอบครัวอย่างไร พวกเธออ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง

เขียนบทกลอนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและเรื่องราวชีวิตของตัวเอง และเขียนพู่กันจีนเพื่อความบันเทิง

วาดภาพ - ในสมัยก่อนมีผู้หญิงหลายคนที่มีพรสวรรค์ในการวาดรูป

แม้ว่าทักษะของพวกเธอมักถูกมองข้ามโดยสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ก็ตาม

หัวข้อที่พวกเธอชอบวาดส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับดอกไม้ สัตว์เลี้ยง และหญิงงาม

งานเย็บปัก - งานเย็บปักถักร้อยนั้นก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวที่ขยันขันแข็ง และสะท้อนให้เห็นถึง

อารมณ์และความฉลาดของผู้หญิงด้วย ทั้งยังเป็นมาตรฐานของศรีภรรยาที่ดี ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก: my.dek-d.com/kanyanee/story/view.php?id=448276

โดยการรวบรวมจากเฉินซิ่วเชง


 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดีแด่ บรรพชน และชาวฮากกาที่ฮึกเฮิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Assocate... Powered by Drupal