ตอนที่ 1 จีนบ้านเกิดของใบชา
จากรายการวัฒนธรรมจีน China Radio International thai.cri.cn
สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังที่เคารพ จีนเป็นบ้านเกิดของใบชา ชาวจีนเป็นผู้พบต้นชารายแรกของโลก มีหลักฐานว่า ต้นชาป่าที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลกอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน รายการวันนี้ ดิฉันขอเสนอเรื่อง "จีน---บ้านเกิดของใบชา" ให้ฟังค่ะ

เล่ากันว่า ย้อนไปถึงเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน พระจักรพรรดิเอี๋ยนตี้ของจีน ผู้ซึ่งเป็นนักชิมยาสมุนไพรต่างๆ นับร้อยอย่าง วันหนึ่งโดนพิษ 72 อย่าง โชคดีที่ได้แก้พิษด้วยชาในที่สุด
สมัยราชวงศ์ซีโจวหรือโจวตะวันตก (ปี 1066-771 ก่อนคริสต์ศักราช) ได้เกิดธุรกิจชาขึ้น ซึ่งถือเป็นธุรกิจชาที่เก่าแก่ที่สุดของจีน สมัยพระเจ้าโจวอู่หวังนั้น นครรัฐต่างๆ ที่อยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้เคยส่งใบชาเป็นบรรณาการไปให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน เวลานั้น ผู้คนรู้จักแต่เพียงนำชาไปเป็นอาหารประเภทผักเท่านั้น ต่อมาในสมัยชุนชิวจั้นกั๋ว ผู้คนเริ่มรู้จักนำชาไปเป็นอาหารประเภทน้ำดื่ม ส่วนวิธีการเพาะปลูกต้นชา กรรมวิธีการแปรรูปใบชาและวิถีการชงชาก็ค่อยๆ นำไปเผยแพร่สู่เขตพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางและตอนปลายตลอดจนเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น

เมื่อเวลาเลยมาถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น (ปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช-ปีคริสต์ศักราช 220) การดื่มชาได้กลายมาเป็นประเพณีของชนชั้นปัญญาชนและชนชั้นขุนนาง นับจากนั้นมาก็ได้ปรากฏเอกสาร/จดหมายเหตุเกี่ยวกับเรื่องประเพณีการดื่มชาขึ้น โดยฉบับที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุดคือ กาพย์กลอนเรื่อง "ถงเยว์" ผู้แต่งคือ หวังเป่า กวีราชวงศ์ฮั่น สมัยนั้น ใบชาจากมณฑลเสฉวนเป็นบรรณาการจิ้มก้องถึงนครฉางอันพระราชธานี กลายเป็นเครื่องดื่มสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นสูง ในช่วงดังกล่าว มีการเปิด "เส้นทางแห่งใบชา" ในทางทะเลขึ้น คือ ทูตของพระเจ้าฮั่นอู่ตี้จะออกเดินทางโดยเรือจากมณฑลกวางตุ้ง นำของฝากต่างๆ ไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ในนั้นก็มีใบชาด้วย ด้วยเหตุนี้ คำเรียก "ชา" ในประเทศต่างๆ ที่รับใบชาจากจีนจึงมีความเป็นมาจากคำเรียกชาตามภาษาฮกเกี้ยนของจีน และการดื่มชาในทั่วโลกล้วนมีแหล่งกำเนิดจากจีน
หนังสือทางประวัติศาสตร์ที่มีส่วนเกี่ยวกับการผลิตชาและการดื่มชาที่เก่าแก่ที่สุดของจีนคือ เรื่อง "กว๋างเอี่ย" ของสมัยสามก๊ก ผู้แต่งคือ จังอี หนังสือดังกล่าวบันทึกไว้ว่า จะนำใบชาไปทำเป็นรูปเปี๊ยะ ป่นให้ละเอียด แล้วนำใส่ลงเครื่องเคลือบ ราดน้ำร้อนที่ต้มไว้ และปรุงรสด้วยต้นหอมและขิงอีกที นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังบอกให้ผู้คนรู้ถึงสรรพคุณของชาว่า ใบชามีสรรพคุณในการ "แก้พิษสุราและแก้ง่วงนอน" ส่วนหนังสือเรื่อง "ทฤษฏีว่าด้วยอาหารการกิน" โดยฮว่าโถว (Hua Tuo) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "การดื่มชาขมเป็นเวลานานจะเป็นประโยชน์ต่อการคิดการไตร่ตรอง" จากนี้สามารถเห็นได้ว่า การดื่มชาของผู้คนในสมัยนั้นยังให้ความสนใจกับคุณค่าด้านความเป็นยาของใบชาอีกด้วย
เริ่มตั้งแต่สมัยซีจิ้น (ปีคริสต์ศักราช 265-317) การดื่มชาพร้อมกับการพูดคุยได้กลายมาเป็นเรื่องแฟชั่น กระทั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตใจงดงามและมีคุณธรรมสูงส่ง ส่วนการรับรองแขกด้วยชาและผลไม้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเรียบง่ายและความไม่สุรุ่ยสุร่าย
สมัยหนันเป่ย์เฉา (ปีคริสต์ศักราช 420-589) พระเจ้าฉีอู่ตี้ได้เปิด "เส้นทางแห่งใบชา" ในทางบกขึ้น โดยนักธุรกิจตุรกีในสมัยนั้นจะนำใบชา สิ่งทอและเครื่องเคลือบจากจีนขนส่งไปยังตุรกีโดยทางบก แล้วค่อยนำไปสู่ดินแดนอื่นๆ ต่อ เช่น เปอร์เซียและอาหรับ เป็นต้น
ท่านใดมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับใบชา หรือวิธีชงชาอย่างไร ช่วยกันนำเสนอถ่ายทอด ไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ทราบกัน คงจะดีไม่น้อย
vvvv โปรดติดตามตอนต่อไป vvvv
ราคาชา
ไหงไปจีนมาหลายเมือง เห็นคนขายใบชาให้นักท่องเที่ยวชอบบอกราคาสูงๆ ไว้เผื่อลดราคาและเผื่อเราต่อราคา ตอนไปจูไห่ซื้อชาอู่หลงได้ 3 ห่อ 100 หยวน ไปเสิ่นเจิ้นซื้อชากลิ่นลิ้นจี่ได้ 3 กระป๋อง 100 หยวน ไปกุ้ยหลินซื้อชากลิ่นใบกุ้ยได้ 3 กระป๋อง 100 หยวน เลยขอสรุปว่านี่คือราคามาตรฐาน ใครซื้อแพงกว่านี้น่าจะผิดสังเกตุ เพราะเขาจะต้อนเราซื้อแบบราคาแพงๆ เราไม่เอาท่าเดียวจนไกด์ต้อนขึ้นรถเขาจึงลดราคาเสนอมาเองเลยว่าพิเศษให้เฉพาะเรา 3 กระป๋อง 100 หยวน เคยแหย่เล่นว่า 3 กระป๋อง 100 บาทได้มั๊ย เพราะเขาพูดไทยกับเราไงและรับเงินบาทไทยด้วย แต่เขาบอกไม่ได้ 100 บาทขายให้ไม่ได้