圣寿无疆  หน้าแรก
HakkaPeople(Thai) ชุมชนชาวฮากกา 泰國客家 Hakka people .  
ที่ใดมีตะวันขึ้น ที่นั้นมีชาวจีน ที่ใดมีชาวจีน ที่นั้นมีเค่อเจียเหริน(客家人) hakkapeople.com

ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของ "โรงเรียนจีนเชียงใหม่"

รูปภาพของ YupSinFa

               วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม 2011 ไหงได้มีโอกาสเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อร่วมชมกิจกรรมการแสดงของเด็กนักเรียน ณ โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง โดยที่เด็กหญิง ปวริศา  เยี่ยมเมธากร หรือ "น้องหยก" ลูกสาวคนที่สองของไหง่ เรียนอยู่ชั้น ป.1 ของโรงเรียนแห่งนี้

ไหงมีความตั้งใจที่จะให้น้องหยกเข้าโรงเรียนแห่งนี้เพื่ิอเป็นการชดเชยปมด้อยของไหง่ ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าศึกษาเล่าเรียน โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงฯ ในวัยเด็ก เพราะไหงติดตามครอบครัวอาปาอาแม ไปเติบโตที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยไหงเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ อาแมอยู่ไฟที่บ้านหงาเก้อ๋าผอ ในเมืองเชียงใหม่พอออกไฟแล้ว ก็ย้ายตามไปอยู่กับอาปา เป็นครอบครัวเพราะอาปาได้งานทำที่ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาแม่จัน จังหวัดเชียงราย ไหงจึงไปใช้ชีวิตช่วงแรกของความเป็นคน อยู่ที่นี่ และได้เข้าเรียนชั้นประถม 1-2 ที่อำเภอแม่จัน ในตอนนั้น ไม่มีโรงเรียนจีน จะมีแต่บนดอยแม่สลองซึ่งสมัยนั้น ยังทุรกันดารมาก มีโรงเรียนจีนของชาวหยุนหนานอยู่บนนั้น คนจีนในเมืองเชียงรายนิยมส่งลูก ๆ ขึ้นไปเรียนโดยต้องอยู่ประจำข้างบนนั้น อาปาของไหง่ใจไม่ถึงจึงไม่ได้ส่งไหงไปเรียนที่นั่น

พอไหงขึ้น ป.3 อาปาได้ย้ายไปอยู่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ที่หมู่บ้านของหงาอาแม ซึ่งใกล้เมืองเชียงใหม่มากกว่าเมืองเชียงราย ไหงจึงได้ย้ายมาเรียนในเมืองเชียงใหม่ อยู่กับอาผอ จนจบชั้นสูงสุด

พอไหงมีลูก และชิงชิงไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนโรงเรียนจีน จึงเหลือน้องหยก และเมื่อน้องหยกขึ้นชั้น ป.1 ไหงจึงส่งสมัครเข้าสอบเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงแห่งนี้ และก็ไม่ทำให้ไหงผิดหวัง ผลปรากฏว่า น้องหยก สามารถสอบเข้าเรียนได้ เป็นลำดับที่ 1 ด้วยคะแนน 99/100 แถมวันสอบสัมภาษณ์ได้ออกไปยืนหน้าห้อง ต่อหน้าเหล่าซือผู้สัมภาษณ์ เพื่อโชว์ออฟ ช่างจงกว๋อกว๋อเกอ ได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน สร้างความประทับใจให้กับเหล่าซือผู้สัมภาษณ์เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าตอนอนุบาลไม่ได้เรียนโรงเรียนจีน

เรียนผ่านไป 1 เทอม น้องเขาก็สร้างความยินดีให้กับไหงและคุณประนอม อีกครั้ง ด้วยการสอบไล่ภาคเรียนที่ 1 ได้คะแนนสูงสุดในระดับชั้น เป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนแต่ละวิชา 95-96-97-98/100 โดยเฉพาะภาษาจีน อังกฤษ และภาษาไทย ได้คะแนนสูงสุด 

เหล่าซือผู้สอนภาษาจีนน้องหยกและครูประจำชั้น ซึ่งสอนภาษาอังกฤษ บอกกับไหงว่า น้องเรียนภาษาจีนและอังกฤษ เก่งที่สุด ถามไหงว่า อยู่บ้านพูดจีนกับหยกหรือ? ปล่าวเลยครับ "อู้กำเมือง" กันในบ้านเพียงแต่ไหงฟังเพลงจีนไม่ฟังเพลงไทยเลย น้องเขาเลยซึมซับในบทเพลงจีน และสามารถร้องเพลงจีนได้หลายเพลง โดยไม่เข้าใจความหมาย เช่น จงกว๋อกว๋อเกอ เกอช่างจู่กว๋อ ตู้เจียนฮวา ห่าวอี๋ตั้วเหม่ยลี้ตีม่อลี่ฮวา และที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษคือ "ไจ้สุ่ยอี้ฟาง" เพลงเก่าแก่ที่โด่งดังและแสนจะไพเราะ

เรามาดูประวัติอันเก่าแก่ยาวนานของโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง ของชาวไทยเชื้อสายจีนเชียงใหม่กันเลยนะครับ ก่อนที่จะมาเป็นโรงเรียนนี้ บรรพชนของไหง่ในเชียงใหม่ และชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในกรุงเทพ ซึ่งมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทย และจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีส่วนร่วม ก่อตั้ง สนับสนุน โรงเรียนจีน ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งตั้งขึ้นมาหลายโรงเรียน ต่างกรรม ต่างวาระ จนสุดท้ายรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การบริหารของ มูลนิธิช่องฟ้าซินเชิงวาณิชบำรุง อันเป็นองค์กรของชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่องค์กรหนึ่ง ถ้าจะเรียนว่า โรงเรียนเอกชนในเชียงใหม่ โรงเรียนไหน มีทรัพย์สินมากที่สุด รวยที่สุด (ไม่ใช่โรงเรียนไฮโซที่สุดนะครับ) ตอบได้ว่า โรงเรียนที่น้องหยกเรียนอยู่นี้แหละครับ เหตุผลเป็นอย่างนี้เพราะวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ ของบรรพชนของพวกเรานั่นเอง ที่ท่านเหล่านั้นล้วนเสียสละเพื่อสังคมซื้อที่ดินเก็บสะสมเข้าเป็นของส่วนกลาง ในนามมูลนิธิฯ เวลาผ่านไป ที่ดินเหล่านั้นมีค่าขึ้นมายิ่งกว่าทองคำ และอยู่ในทำเลทองของเชียงใหม่ จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ไว้ให้ลูกหลานของเรา ตลอดไป และตลอดไป ยังไม่นับที่ดินในรอบ ๆ ตัวเมืองเชียงใหม่ อีกนับมากมายหลายไร่ รวมถึงที่ตั้งในปัจจุบันของโรงเรียนแห่งนี้............

โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง 清 迈 公 立 崇 华 新 生 华 立 学 校 มีประวัติความเป็นมาดังนี้..........

ในปี 2460 มีการจัดตั้งโรงเรียนจีน เป็นรูปแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรกในเชียงใหม่ ชื่อโรงเรียน "ฮั่วเอง" เมื่อมีนักธุรกิจชั้นนำชาวจีนแต้จิ๋วจากกรุงเทพฯ ผู้หนึ่งชื่อ นายตี่หย่ง แซ่แต้ (หรือฮง ต้นตระกูล เตชะวณิช) (หรือ ยี่กอฮง เทพเจ้าที่ประทับอยู่บนศาลดาดฟ้าโรงพัก สน.พลับพลาไชย ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง-ยับสินฝ่า) ได้เดินทางมายังเชียงใหม่ และพบว่าในเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นมีชาวจีนเป็นจำนวนมาก ต่างประกอบธุรกิจกันอย่างเ็ป็นล่ำเป็นสัน แต่กลับไม่มีโรงเรียนจีนตั้งขึ้นเลย จึงมีความตั้งใจที่จะบริจาคทุนทรัพย์เพื่อจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นเป็นแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่

รูปหล่อสัมฤทธิ์บรรพชนผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนจีนเป็นกลุ่มแรกในประวัติศาสต์ล้านนาเชียงใหม่ จากซ้ายไปขวา 1.พระอนุวัฒน์ราชนิยม (ฮง เตชะวณิช-ยี่กอฮง - ต้นตระกูลเตชะวณิช รองหัวหน้ากลุ่มอั้งยี่ที่มีคุณูปการต่อกรุงรัตนโกสินทร์ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 -ยับสินฝ่า) 2. หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ ชุติมา) 3.นายเอียวฮก แซ่เอง (ต้นตระกูลศักดาทร) 4.นายเนียวอุย แซ่เหลี่ยว (ต้นตระกูลเจ้าของเชียงใหม่ธาราอีซูสุ-ยับสินฝ่า) 5.นายง่วนชุน แต่ตั้ง (ต้นตระกูลตันตรานนท์)

นายตี่หย่ง แซ่แต้ จึงได้นำความคิดนี้ไปปรึกษากับ "นายสุ่นฮี้ แซ่ฉั่ว" (หลวงอนุสารสุนทร ต้นตระกูล ชุติมา และ นิมมานเหมินทร์) นายเอียวฮก แซ่เอง (ต้นตระกูล ศักดาทร บริษัท นิยมพานิช จำกัด) นายอุ่ย แซ่เหลี่ยว (เจ้าของห้าวเหลี่ยวหย่งง้วน) ผู้ซึ่งเป็นนักธุรกิจชั้นนำในเชียงใหม่ เมื่อตกลงเห็นชอบกันทุกฝ่ายแล้ว นายตี่หย่ง แซ่แต้ จึงได้บริจาคเงินซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง บนถนนเจริญราษฎร์ บริเวณใกล้วัดเกต (ชุมชนย่านวัดเกต-ปัจจุบัีนเป็นย่านเมืองเก่าฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง มีอาคารเก่าแก่โบราณ แบบศิลปจีนกึ่งยุโรป เป็นจำนวนหลายอาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทั้งเรือนโบราณแบบล้านนา และพิพิธภัณฑ์วัดเกต อันน่าเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง-ยับสินฝ่า) เพื่อใช้เป็นโรงเรียนจีนแห่งแรก ในเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับตั้งชื่อโรงเรียนแห่งนี้ว่า "โรงเรียนฮั่วเอง โดยใช้ภาษาจีนแต้จิ๋วซึ่งเป็นการวางรากฐานของสถาบันการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมจีน เป็นแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่"

หลังจากที่โรงเรียนฮั่วเองเปิดสอนได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสถานที่แห่งแรกคับแคบเกินไปไม่เพียงพอกับความต้องการ นายสุ่นฮี้ แซ่ฉั่ว หรือชุติมา จึงได้นำปัญหานี้มาปรึกษากัน และได้เจรจากับนักธุรกิจ ชื่อ นายแป๊ะป๊อ จนนายแป๊ะป๊อมีจิตศรัทธา บริจาคที่ดินแปลงหนึ่ง บนถนนช้างคลาน เพื่อเป็นที่ตั้งโรงเรียนฮั่วเองแห่งใหม่ (ปัจจุบันคือที่ตั้งอาคารไนท์บาร์ซ่า)-(เป็นบริเวณไนท์บาซ่าด้านทิศเหนือที่ยังคงเป็นตลาดไนท์บาซ่าและอีกส่วนหนึ่งอยู่ทางด้านเหนือขึ้นไปอีก-ได้ให้เอกชนเช่าอยู่ยังคงเหลือสัญญาอีก 5-6 ปี ตอนนี้ร้างอยู่แต่เอกชนผู้เช่ากำลังเร่งปรับปรุงเพื่อเปิดทำการต่อ-มีการพยายามขอซื้อจากมหาเศรษฐีไทยท่านหนึ่งแต่เราบอกว่าเราไม่สามารถขายสมบัติของบรรพบุรุษเราได้-ขอขอบพระคุณผู้บริหารมูลนิธิฯ แทนคนเชียงใหม่ทั้งมวล-ยับสินฝ่า)

เมื่อได้รับบริจาคที่ดินแล้ว หลวงอนุสารสุนทร หรือนายสุ่นฮี้ ชุติมา (แซ่ฉั่ว) และเพื่อนนักธุรกิจ คือ นายเอียวฮก แซ่เอง นายอุ่ย แซ่เหลี่ยว จึงได้รวบรวมทุนทรัพย์จากชาวจีน สร้างโรงเรียนฮั่วเองบนที่ดินใหม่เพื่อรับนักเรียนทั้งหมดที่ย้ายมาจากที่เดิม ทำให้มีโรงเรียนจีนตั้งขึ้นอย่างเป็นที่น่าภาคภูมิใจบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง(หลังถนนท่าแพอันเป็นย่านการค้าสำคัญของเมืองเชียงใหม่ในอดีต-ยับสินฝ่า)

หลังจากได้ทำการสอนไปช่วงหนึ่งแล้ว กรรมการบริหารโรงเรียน ได้แยกโรงเรียนจีนแผนกนักเรียนหญิงออกมา และเปิดเป็นโรงเรียนฮั่วเองแผนกนักเรียนหญิงขึ้นที่อาคารหลังหนึ่ง ถนนเจริญประเทศ (ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงแรมเพชรงาม) แต่เกิดความไม่สะดวกในการบริหารจึงจำต้องยุบโรงเรียนฮั่วเอง แผนกนักเรียนหญิง กลับไปรวมกับโรงเรียนฮั่วเองที่ถนนช้างคลานเหมือนเดิม

การตั้งโรงเรียนฮั่้วเคี้ยว

ในปี 2470 ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่มีจำนวนมากขึ้นและใช้ภาษาที่แตกต่างกันมีทั้งจีนฮากกา จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง จีนยูนนาน ฯลฯ จึงมีการหารือกันในเรื่องนี้ และมีข้อยุติให้ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่สอนภาษาจีนกลาง(แสดงว่าโรงเรียนฮั่วเองสอนภาษาแต้จิ๋ว?-ยับสินฝ่า) ที่ถนนลอยเคราะห์ (ปัจจุบันคือที่ตั้ง มูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล)-(หลังไนท์บาซ่า-บริเวณหลังร้านแมคโดนัลด์-ยับสินฝ่า) และตั้งชื่้อว่า "โรงเรียนฮั่วเคี้ยว" โดยมีนายง่วนชุน แต่ตั้ง (ต้นตระกูลตันตรานนท์)-(เจ้าของตำนานโชห่วยและห้างสรรพสินค้าในเชียงใหม่ชื่อดัง-ตันตราภัณฑ์-ตันตราภัณฑ์แอร์พอร์ทพลาซ่า-ปัจจุบันเป็นเซ็นทรัลแอร์พอร์ทพลาซ่า และ กลุ่มตันตรานนท์ เป็นเจ้าของแฟรนไชนส์ "7-11" ทั้งหมดในเชียงใหม่ และเป็นเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮโซ ระดับพรีเมี่ยมชื่อดังของเชียงใหม่ "ริมปิงซุปเปอร์สโตร์"-ยับสินฝ่า) เป็นผู้รับใบอนุญาตและประธานบริหารคนแรก

นับแต่นั้น โรงเรียนจีนเชียงใหม่ สามารถรับบุตรหลานชาวจีนได้อย่างทั่วถึง คณะผู้บริหารโรงเรียนจีนทั้งสองแห่ง ได้ร่วมกันบริหารโรงเรียนทั้งสองอย่างต่อเนื่อง โดยมีการหมุนเวียนบุคคลมารับหน้าที่บริหาร ตามหลักฐานที่มีอยู่ขณะนี้ พบข้อมูลว่า

ปี 2469-2473 ขุนอนุกรบุรี (นายเย็น แซ่นิ้ม เจ้าของห้างนิ้มเชียงฮวด ต้นตระกูลนิมากร) เป็นผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงเรียนฮั่วเอง และนายบุนนาค ฉิมพลีย์ เป็นครูใหญ่

ปี 2474-2475 นายง่วนชุน แซ่ตั้ง (ผู้ก่อตั้งและผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนฮั่วเคี้ยวคนแรก เมื่อปี 2470) เป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนฮั่วเอง ต่อจากขุนอนุกรบุรี

ปี 2480 นายอิวสือ แซ่โต๋ว (นายสงบ แซ่โต๋ว เจ้าของห้างโต๋วหยิ่นเซ้ง) เป็นประธานโรงเรียนฮั่วเองคนต่อมา

ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย เมื่อปี 2475 นโยบายทางด้านการศึกษาของรัฐบาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน คือ มีการเคร่งครัดกวดขันโรงเรียนจีน มีการจำกัดชั่วโมงการสอนภาษาจีนในโรงเรียนจีนเหลือเพียงวันละ 2 ชั่วโมง

ต่อมาในช่วงปี 2480-2484 โรงเรียนจีนทั่วประเทศ เริ่มขอเลิกกิจการบางส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนใหญ่ถูกรัฐบาลสั่งปิด เพิกถอนใบอนุญาตโรงเรียนจีนทั่วประเทศเป็นเหตุให้โรงเรียนจีนทั้งสองในเืมืองเชียงใหม่ถูกปิดไปด้วย ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้น.......

บรรพชนอดีตผู้บริหารโรงเรียนจีนที่เสียสละตัวเองยอมถูกจองจำเพื่อการศึกษาจีน 1.อากุงฮกเซี้ยง แซ่ตั้ง 2.อากุงเฉี่ยงฮ้อ แซ่เหลี่ยว 3.อากุง เทียนงัก แซ่แต้ 4.อากุง เกี่ยงฮั้ว แซ่อึ้ง(ยับสินฝ่า-ขอกราบสดุดีทุกท่าน)

โรงเรียนจีนเชียงใหม่ ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ

จนกระทั่ง ปี 2488 ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อสัมพันธมิตร ทำให้เกิดความสงบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ธุรกิจต่าง ๆ กลับเข้าสู่สภาพเดิม กลุ่มอดีตผู้นำโรงเรียนฮั่วเองและฮั่วเคี้ยว คือ นายง่วนชุน แต่ตั้ง นายอิวสือ แซ่โต๋ว นายอ่างยู้ แซ่ตั้ง นายเป็กสิ่ว แซ่ลิ้ม (นายพู่เทียม ลินพิศาล) นายเหลี่ยงกือ แซ่เหลี่ยว นายฮึงอุย แซ่ฉั่ว นายเอี๊ยซำ แซ่พัว (เจ้าของห้างพัวไถ่กี่) นายเชียวท้าง แซ่โอ้ว (นายชู โอสถาพันะธุ์) นายก๊กอุ่ย แซ่ตั้ง ได้ปรึกษาหารือกันจนได้จัดตั้งโรงเรียนจีนขึ้นใหม่ เมื่อปลายปี 2488 โดยใช้ชื่อเดิมว่า "โรงเรียนสหฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว" มาช่วงหนึ่งก่อนได้รับใบอนุญาตตั้งโรงเรียนจากทางการในเวลาต่อมา

การเปิดโรงเรียนชิงหัว

ในปี 2491 ได้รับใบอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้งโรงเรียนโดยใช้ชื่อ "โรงเรียนชิงหัว" ฉะนั้นลูกหลานชาวจีนในเชียงใหม่ จึงมีโอกาสศึกษาภาษาจีนอีกครั้งหนึ่งถึงกระนั้นก็ตาม ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่การบริหารโรงเรียนเป็นไปได้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็ถูกเพิกถอนใบอนุญาตในปีเดียวกัน เพราะทำผิดระเบียบการเรี่ยไรของทางราชการ เป็นผลให้กรรมการบริหารโรงเรียนจำนวน 4 คน ซึ่งมีจิตใจสูงส่งที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ และกำลังใจ ต้องพลอยได้รับโทษจากทางราชการอีกด้วย ผู้รับโทษ 4 คนนี้ คือ "นายฮกเซี้ยง แซ่ตั้ง" "นายเฉี่ยงฮ้อ แซ่เหลี่ยว" (บุตรของนายอุ่ย แซ่เหลี่ยว) "นายเทียนงัก แซ่แต้" "นายเกี่ยงฮั้ว แซ่อึ้ง" นับว่าบุคคลดังกล่าว ทั้ง 4 ท่าน ได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการศึกษาโดยแท้ (ถึงตอนนี้น้ำตาไหงไหลจนมองไม่เห็นต้นฉบับ-ยับสินฝ่า) 

การเปิดโรงเรียนซินเซิง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง นอกเหนือจากการจัดตั้งโรงเรียนชิงหัวแล้ว ยังมีนักธุรกิจชาวจีนในเชียงใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดใหม่ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว ที่ได้ก่อตั้ง โรงเรียนชิงหัวมาก่อน) ได้ร่วมกันจัดตั้ง ชมรมร่วมด้วยช่วยกัน (หู่จ่อเสีย) ภายใต้การดำเนินการของ นายซิ่วไถ่ แซ่กัง นายหลักยู้ แซ่ลิ้ม (นายรัก นิมากร) นายหุ่งเจียง แซ่จิว (นายบรรเจิด สู่พานิช) นายตักซำ แซ่ลิ้ม นายเสี่ยวเสีย แซ่กิม นายขิ่มโพ้ว แซ่โค้ว นายบักซ้ง แซ่ลี้ นายหยิ่มพ้ง แซ่ตั้ง มีวัตถุประสงค์ใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์ยามว่างจากธุรกิจ แต่ในเวลานั้น ลูกหลานชาวจีนจำนวนมากต้องการที่จะศึกษาเรียนรู้ภาษาจีน จึงเป็นเหตุให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ริเริ่มทดลองเปิดสอนภาษาจีนขึ้น ภายใต้การสอนของครูจีนชื่อ นายอิวกวง แซ่โล้ว การสอนภาษาจีนของชมรมแห่งนี้ ได้รับการตอบสนองจากสังคมชาวจีนในเชียงใหม่เป็นอย่างดีจึงทำให้จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดกลุ่มผู้ก่อตั้งชมรมฯ จึงได้ประชุมและได้ตกลงมอบหมายให้นายหุ่งเจียว แซ่จิว เป็นผู้ยื่นขออนุญาตเปิดโรงเรียนจีนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนซินเซิง" และได้รับใบอนุญาตเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2491

ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินงานโรงเรียนซินเซิงนั้น เนื่องจากได้แปรสภาพจากชมรมฯ มาเป็นโรงเรียน จึงทำให้ภาวะเศรษฐกิจของโรงเรียน ยังไม่พร้อมและอยู่ในสภาพขัดสนเป็นอย่างยิ่ง โรงเรียนจึงต้องเผชิญกับปัญหามากมาย อาคารที่ใช้สอนก็เป็นอาคารไม้ไผ่กั้นด้วยฟาก หลังคามุงด้วยใบตอง เก้าอี้เรียนก็ใช้ลังไม้ แต่ด้วยความบากบั่น และเสียสละอย่างใหญ่หลวงของผู้บริหาร ตลอดจนครูผู้สอน จึงทำให้โรงเรียนซินเซิงได้รับการสนับสนุนทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์ จากชาวจีนในเชียงใหม่ จนกระทั่งทำให้โรงเรียนซินเซิงอันเป็นโรงเรียนจีนอีกแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ยืนหยัดอยู่ได้

การดำเนินการบริหารโรงเรียนซินเซิงแห่งนี้ หลังจากการจัดตั้งเป็นโรงเรียนให้ถูกต้องก็ได้มีการฟอร์มตัวผู้บริหารขึ้น นอกเหนือไปจากผู้ที่จัดตั้งชมรมแล้ว ประธาน รองประธาน และคณะกรรมการบริหารชุดแรก ได้แก่ นายเอี้ยวโม้ว แซ่ฉั่ว (นายอมร ชวชาติ) และนายเป็กสิ่ว แซ่ลิ้ม (นายพู่เทียม ลิพิศาล) คณะกรรมการบริหารโรงเรียน และครูผู้สอนได้ดำเนินการบริหารโรงเรียนสำเร็จเป็นอย่างดี จึงได้รับการบริจาคทางด้านทุนทรัพย์จนกระทั่งสามารถรวบรวมสร้างอาคารไม้ 2 ชั้นขึ้น เพื่อรองรับนักเรียนได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

การเปิดโรงเรียนช่องฟ้า

ในปี 2492 หลังจากที่โรงเรียนชิงหัวถูกปิดให้หลัง 1 ปี นายเป็กสิ่ว แซ่ลิ้ม (นายพู่เทียม ลินพิศาล) เป็นผู้ยื่นขออนุญาตตั้งโรงเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการจนได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง "โรงเรียนช่องฟ้า" จากทางการ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2492 โรงเรียนช่องฟ้า เมื่อได้รับใบอนุญาตครั้งแรกนั้น ตั้งอยู่ที่ถนนลอยเคราะหฺ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนฮั่วเคี้ยวเดิม และได้ย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนฮั่วเอง ถนนช้างคลานในเวลาต่อมา นับตั้งแต่บัดนั้น โรงเรียนจีนที่เกิด่ขึ้นในเชียงใหม่จึงมีอยู่้สองโรงเรียน คือ โรงเรียนซินเซิง และโรงเรียนช่องฟ้า

ปี 2492-2500 มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับใบอนุญาตของทั้งสองโรงเรียน คือ ที่โรงเรียนช่องฟ้า ในปี 2493 นายเป็กสิ่ว แซ่ลิ้ม ได้ส่งมอบหน้าที่ต่อให้ นายเปล่ง เลาหะเพ็ญแสง (นายเปงเล้ง แซ่เล้า)-(ชาวจีนฮากกาฮงสุน-ยับสินฝ่า)และนายพวน ตนานนท์ ตามลำดับ ต่อมาในปี 2500 นายริ้ว แซ่เอง (นายริ้ว ศักดาทร) เข้ารับหน้าที่ต่อจาก นายพวน ตนานนท์ ที่โรงเรียนซินเซิง ในปี 2493 นายหุ่งเจียว แซ่จิว ส่งมอบหน้าที่ให้นายหลักยู้ แซ่ลิ้ม (นายรักษ์ นิมากร) รับหน้าที่ต่อ และในปี 2497 นายสิริ ภู่ประเสริฐ รับหน้าที่ต่ออีกครั้ง

การตั้งโรงเรียนจีนในอดีตดังกล่าวมา มีลักษณะพิเศษประการหนึ่ง ที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่ว ๆ ไป คือ นอกจากมีที่ตั้งโรงเรียนแต่ละแห่งแล้ว ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของโรงเรียนจีน ไม่ได้ใช้ในกิจการของโรงเรียนจีน แต่ใช้เป็นสถานที่สำหรับพบปะดื่มน้ำชาอ่านหนังสือพิมพ์ ของผู้สนับสนุนและกรรมการโรงเรียนจีน (ลักษณะคล้าย ๆ สโมสร หรือ ชมรม ไม่เต็มรูปแบบ คือไม่มีกิจกรรมอื่น ๆ ใด นอกจากเป็นสถานที่พบปะดื่มน้ำชาหารือกันยามว่าง) ในที่นี้ขอเรียกว่า "สำนักพ่อค้าจีน" ซึ่งในอดีตมีอยู่ 3 แห่งคือ

กรณีของโรงเรียนฮั่วเอง เรียกว่า "ฮั่วเคี้ยวจือเป้าเสีย (华 乔 书 报 社)" มีที่ตั้งย่านถนนเจริญเมือง บริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งในที่ตั้ง บริษัท ไม้อบทวีพรรณ จำกัด ในปัจจุบัน

กรณีของโรงเรียฮั่วเคี้ยว เรียกว่า "กังเซียงจือเป้าเสีย (工 商 书 报 社)" มีที่ตั้งย่านถนนท่าแพ บริเวณย่าน ห้างเหลี่ยวหย่งง้วน ในอดีต และเคยเป็นที่ตั้งของร้านเข็มทิศ

กรณีของโรงเรียนซินเซิง ต่างจากของ 2 โรงเรียนจีนข้างต้น คือ มีการตั้ง "หู่เจ้อเสีย (互 助 社)" เป็นชมรมร่วมด้วยช่วยกัน สถานที่พบปะกันยามว่างจากธุรกิจการค้า ในเวลาต่อมาจึงได้พัฒนามาเป็นโรงเรียนซินเซิงดังได้กล่าวแล้ว

โรงเรียนจีนเชียงใหม่ ยุคหลัง ปี 2500

เวลาผ่านไปเป็นระยะเวลานานพอสมควร ในปี 2502 ที่โรงเรียนซินเซิง ได้มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารใหม่ เพื่อดำเนินการบริหารสืบช่วงต่อจากกลุ่มผู้ริเริ่ม โดยมีนายเชียงฮวด แซ่เล็ก (นายชาญชัย ปัทมอดิสัย) เ็ป็นผู้รับใบอนุญาต มีคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย นายเขี่ยงกี่ แซ่ตั้ง (นายประวิทย์ ตันตรานนท์) นายก่วงอุ่ย แซ่ตั้ง (นายถนอมศักดิ์ เชิดสถิรกุล) นายเม่งฮ้อ แซ่อึ้ง (นายนิรันดร์ วรรธนัจฉริยา) นายกิมก้วง แซ่โจว (นายประพันธ์ สุจริตพานิช) นายเหี้ยงย้ง แซ่กิม นายฮั่งเต็ก แซ่ลิ้ม (นายดิษฐ์ ลินพิศาล) นายเสี่ยงเอี้ยว แซ่เตีย นายคิมเอี๋็ยว แซ่โอ้ว (นายหิรัญ โอฬารรัตนชัย) นายหล่วงจือ แซ่เหลี่ยว (นายธีรศักดิ์ เลิศชูสกุล) เป็นต้น ผู้บริหารชุดนี้ได้รับภารกิจดำเนินการบริหาร จนกระทั่งโรงเรียนซินเซิงได้รวมการบริหารร่วมกับมูลนิธิฯ ที่ได้ก่อตั้งในเวลาต่อมา

การเปิดโรงเรียนศักดาวิทยา/วาณิชบำรุงวิทยา

ในปี 2503 นายริ้ว แซ่เอง (นายริ้ว ศักดาทร บุตรนายเอียวฮก แซ่เอง) ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนช่องฟ้า ในขณะนั้น พร้อมด้วยนายไต้เจียว ปิฏกานนท์ นายเซียะง้วน แซ่ลี้ นายก๊กเอง แซ่ล้อ นายเหลี่ยงอัน แซ่เหลี่ยว นายค่าย แซ่อาวเอี้ยง (นายค่าย อาภาวัชรุตม์) นายหน่ำคั้ง แซ่ตั้ง นายเฮี่ยงเพียว แซ่ก๊วย ได้ประชุมปรึกษาหารือกันมีความเห็นว่า นักเรียนที่จบ ป.4 จากโรงเรียนช่องฟ้าแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนต่อชั้นที่สูงขึ้น มักพบปัญหาจะต้องหาที่เรียนแห่งใหม่

ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงได้ตกลงตั้งโรงเรียนระดับมัธยมขึ้นโดยใช้อาคารจงเจี้ยตึ้ง หลังโรงเรียนช่องฟ้าเป็นโรงเรียนแห่งใหม่ ชื่อว่า "โรงเรียนศักดาวิทยา" และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา" (อันหมายถึงโรงเรียนที่อุปถัมภ์โดยพวกพ่อค้าวาณิช-ยับสินฝ่า) ในตอนหลังโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยาแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่เกิดขึ้น และมีความผูกพันต่อเนื่องตอบสนองความต้องการของนักเรียนที่จบ ป.4 โรงเรียนช่องฟ้า เพื่อเข้าเรียนต่อชั้นสูงขึ้น

การก่อตั้งมูลนิธิ เป็นองค์กรนิติบุคคลตามกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจของทุกยุคทุกสมัย ตลอดจนระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของทางการที่ำกำหนดไว้กับโรงเรียนจีน ทำให้การบริหารโรงเรียนจีนของคณะกรรมการทุกโรงเรียนทุกยุคทุกสมัยในอดีต ต้องรับภาระไว้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งยวด แต่ด้วยความยึดมั่นในเจตนารมณ์อันที่จะรักษาไว้ซึ่งโรงเรียนอันเป็นสถาบันให้การศึกษาแก่ลูกหลานจีน และเยาวชนในสังคมเมืองเชียงใหม่ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ได้ทำให้คณะกรรมการของโรงเรียนต่าง ๆ ทุกยุคทุกสมัย สามารถประคองโรงเรียนจีน ให้อยู่ยงสืบทอดต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยการทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจ ร่วมกันตลอดมาแต่ที่สำคัญที่สุด ที่เป็นรากฐานแห่งความสำเร็จก็คือ การสนับสนุนทางด้านกำลังทรัพย์กำลังใจจากชาวจีนทั้งหลายที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน หรือผู้ที่มองเห็นคุณค่าของการศึกษา

     ยังเหลือเนื้อหาที่สำคัญอีก 2 หน้ากระดาษครับ มาคั่นรายการด้วยการชมภาพลีลาอันน่าสะบัดช่อของเด็ก ๆ ชั้น ป.1 ที่น่ารักกันนะครับ

สองใน 6 บุคคลที่ไหงรักมากที่สุดในชีวิต (อาผอ-อาปา-อาแม-ที่ยังสบายดีอยู่้ และ 3 คนแม่ลูก)

ระบำนกยูงของ ชาวไต 12 ปันนา ของนักเรียนชั้น ม.5

ลีลาการแดนซ์ของ ชิงเหนียน ชั้น ม.6

บรรยากาศภาพรวมในงานวันเด็ก 2011 โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง โรงเรียนจีนที่รวมเป็น "หนึ่งเดียว" ของเมืองเชียงใหม่ ในปัจจุบัน

เนื่องจากการบริหารโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ ตามประวัติความเป็นมาข้างต้น ได้ดำเนินการในรูปแบบการกุศลของเอกชน โดยมิได้รวมตัวก่อตั้งให้เป็นรูปแบบของนิติบุคคล ฉะนัน ในปี 2515 นายณรงค์ ศักดาทร ผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าของโรงเรียนช่องฟ้าและโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา สืบทอดมาจาก นายริ้ว ศักดาทร ผู้เป็นบิดาจึงได้ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียน จนมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นด้วย ให้จัดตั้งมูลนิธิเป็นองค์กรนิติบุคคล เพื่อเป็นเจ้าของโรงเรียนแทนตัวบุคคล พร้อมทั้งเพื่อรวบรวมที่ดินที่ บรรพชนโรงเรียนฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว ได้รับบริจาคและที่ซื้อไว้ถือกรรมสิทธิ์ในนามบุคคล (แทนโรงโรงเรียนฮั่วและฮั่วเคี้ยว) ทั้งในเขตอำเภอเมือง อำเภอหางดง และอำเภอสารภี คือ

ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ คือ ที่ตั้งโรงเรียนช่องฟ้า (ในอดีตใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนฮั่วเองและโรงเรียนชิงหัวมาก่อน) เริ่มแรกถือกรรมสิทธิในนาม หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ ชุติมา) ต่อมาในปี 2485 ถือกรรมสิทธิ์ในนาม นายเสียง ตนักสรานนท์ กับ นายตงโม้ง แซ่ตั้ง (นายประสงค์ ตันตรานนท์) และตั้งแต่ปี 2488 ในนาม นายตงโม้ง แซ่ตั้ง กับ นายวงษ์ แซ่เหลี่ยว

ที่ตั้งโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา (บริเวณที่จอดรถด้านหลังอาคารไนท์บาซ่าในปัจจุบัน) รวม 2 โฉนด ถือกรรมสิทธิ์ในนาม ขุนอนุกรบุรี 1 โฉนด และอีก 1 โฉนด ในนาม นายชู โอสถาพันธุ์ กับ นายสงบ หรือ นายอิวสือ แซ่โต๋ว และยังมีที่ดินย่านตรงข้ามสถานีรถไฟอีก 1 โฉนด (พื้นที่ 2 งานเศษ) ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 5 คน ในนาม นายง่วนชุน แซ่ตั้ง นายเสีียง แซ่ตั้ง นายฮกเซี้ยง แซ่ตั้ง นายอิวสือ แซ่โต๋ว และ นายเฉี่ยงฮ้อ แซ่เหลี่ยว

ในเขตอำเภอหางดง มี 2 โฉนด พื้นที่รวมประมาณ 33 ไร่ ถือกรรมสิทธิในนามนายง่วนชุน แซ่ตั้ง เป็นที่นาใช้ปลูกข้าวมาจนปัจจุบัน (คาดว่าผลผลิตข้าวอาจจะขายนำเงินเข้ามูลนิธิฯ หรือให้เกษตรกรเช่าเพื่อปลูกข้าว-ยับสินฝ่า)

ในเขตอำเภอสารภี (ต.หนองผึ้ง 6 โฉนด ต.ไชยสถาน 4 โฉนด ต.ชมภู 1 โฉนด) รวม 11 โฉนด เป็นที่นาปลูกข้าว มีพื้นที่รวมประมาณ 87 ไร่เศษ โดย 10 โฉนดในตำบลหนองผึ้งและตำบลไชยสถาน ถือกรรมสิทธิ์ในนามบุคคล 5 คนร่วมกัน คือ นายง่วนชุน แซ่ตั้ง นายอิวสือ แซ่โต๋ว นายฮกเซี้ยง แซ่ตั้ง นายเฉี่ยงฮ้อ แซ่เหลี่ยว และนายเสียง แซ่ตั้ง อีก 1 โฉนด ในตำบลชมภู ถือกรรมสิทธิ์ในนาม ขุนอนุกรบุรี (นายเย็น แซ่นิ้ม)

ที่ดินในอำเภอหางดง และอำเภอสารภี เดิมทั้งหมดผู้นำโรงเรียนฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว ซื้อไว้เป็นที่ทำนาปลูกข้าวสำหรับใช้เลี้ยงคณะนักเรียนและครูของโรงเรียนทั้งสอง หากมีเหลือจะขายเป็นรายได้ไว้สำหรับดำเนินกิจการของโรงเรียนทั้งสองเช่นกัน-(เราจะเห็นได้ว่า วิสัยทัศน์ ของบรรพชนของเราในอดีตช่างมีสายตาที่ยาวไกลยิ่งนัก...ยอมที่จะให้โรงเรียนเป็นอาคารไม้ หลังคามุงใบตอง เื่พื่อที่จะได้มีเงินซื้อที่ดินไว้ทำนาปลูกข้าวเลี้ยงนักเรียนและคณะครู...จึงส่งผลให้ปัจจุบันนี้โรงเรียนของเราฯ เป็นราชาที่ดิน รวมแล้วมีมูลค่าหลายพันล้านบาท เพราะหลายแปลงอยู่ในทำเลทอง ใจกลางหัวใจเมืองเชียงใหม่อย่างย่านไนท์บาซ่า ที่เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพ พยายามจะขอซื้อให้ได้....แต่มูลนิธิ โดยท่านที่ปรึกษาโรงเรียน บอกกับไหงว่า....เราจะไม่ขายสมบัติของบรรพชน---จึงเป็นที่มาของการฟันธงของไหง่ว่า โรงเรียนของเรา เป็นโรงเรียนเอกชนที่ร่ำรวยที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ และไม่กี่ปีข้างหน้า ก็จะพัฒนาเป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ เมื่อถึงเวลานั้น...ไหงอาจจะขอรับใช้บรรพชน ในการชดใช้กำลังความคิด อุทิศให้กับส่วนรวม...ช่างภูมิใจจริง ๆ ที่เกิดในผืนแผ่นดินนี้...เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน-ยับสินฝ่า)

เวลาต่อมามีการนำที่ดินมาใช้เป็นที่ตั้ง โรงเรียนช่องฟ้า และโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา ในเขตตำบลหนองผึ้ง รวม 3 โฉนด และโรงเรียนซินเซิง ในเขตตำบลไชยสถาน 2 โฉนด (ปัจจุบันรวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน มีพื้นที่ตรงกันข้ามกัน แต่อยู่คนละฝั่งถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง ฝั่งตะวันออกของถนนเป็นระดับอนุบาล ถึง ประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งน้องหยกเรียนอยู่้ที่ฝั่งนี้-ยับสินฝ่า)

เพื่อให้ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ของกฎหมาย จึงได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ ชื่อว่า "มูลนิธิช่องฟ้าวาณิชบำรุงวิทยา" เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2515 โดยใช้เงินจำนวน 1 แสนบาทอันเป็นเงินบริจาคของนายริ้ว ศักดาทร ผู้มีจุดประสงค์ ที่จะอุทิศเงินดังกล่าวเป็นทุนการศึกษา มาเป็นทุนจดทะเบียนมูลนิธิฯ ซึ่งได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2517

โรงเรียนจีนเชียงใหม่ หลังยุคก่อตั้งมูลนิธิ

หลังจากมูลนิธิช่องฟ้าวาณิชบำรุงวิทยาได้ก่อตั้งขึ้น คณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของและบริหารเฉพาะโรงเรียนช่องฟ้า และโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา เท่านั้น ต่างก็มีความเห็นว่า การศึกษาภาษาจีนในเชียงใหม่ สมควรจะได้รับการสนับสนุนรวมเป็นปึกแผ่นภายใต้การบริหารขององค์กรเดียวกัน จึงได้มีการหารือกับคณะกรรมการบริหารโรงเรียนซินเซิง เพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิ ทำให้มูลนิธิเป็นองค์กรนำในการบริหารโรงเรียนทั้งสาม อย่างเป็นเอกภาพ จึงได้มีการยื่นขอเปลี่ยนแปลงชื่อมูลนิธิและคณะกรรมการมูลนิธิใหม่ จนได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2523 ให้เปลี่ยนชื่อเป็น "มูลนิธิช่องฟ้าซินเชิงวาณิชบำรุงวิทยา"

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การบริหารโรงเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยืนอยู่บนพื้นฐานของการให้การศึกษาแก่มวลชน อันเป็นกิจกรรมสาธารณกุศลอีกรูปแบบหนึ่ง ฉะนั้น คณะกรรมการไม่ว่าชุดไหนก็ตามที่เข้ารับผิดชอบการบริหารโรงเรียนตั้งแต่เริ่มต้น ถึงปัจจุบัน จะต้องเป็นผู้ที่เสียสละและบริจาคเงินทุนสมทบ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของโรงเรียนอยู่ตลอดมา ฉะนั้นจึงได้มีการกำหนดนโยบายใหม่ที่จะใช้ทรัพย์สินที่บรรพชนโรงเรียนจีนเชียงใหม่ในอดีตได้สะสมไว้นั้น ให้นำมาทำให้เกิดประโยชน์ เพื่อที่จะได้ทุนทรัพย์มาสนับสนุนการบริหารโรงเรียนทั้งหมดต่อไป 

ฉะนั้น ในปี 2520 คณะกรรมการมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุงวิทยา จึงได้ตัดสินใจนำเอาที่ดินส่วนหนึ่งด้านหน้าของโรงเรียนช่องฟ้า ที่ติดถนนช้างคลานมาทำตลาดสินค้าพื้นเมืองขึ้น เพื่อหารายได้จุนเจือโรงเรียนทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2521 การดำเนินงานของศูนย์สินค้าพื้นเมือง (ไนท์บาซ่า) พบกับความสำเร็จจนทำให้โรงเรียนทั้งหมดสามารถอยู่ได้ต่อมาระยะหนึ่ง (นับว่า บรรพชนของชาวเชียงใหม่เชื้อสายจีน เป็นผู้จุดประกาย นำที่ดินของมูลนิธิฯ มาจัดตั้งไนท์บาซ่า และดำเนินการเอง จนกลายเป็นศูนย์การค้ากลางคืนที่จำหน่ายศิลป-หัตถกรรม เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่โด่งดังไปทั่วโลก-สร้างทำเลในบริเวณนี้ ให้กลายเป็นทำเลทองของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเกื้อหนุนกันกับย่านถนนท่าแพ-ช้างม่อย-ตลาดวโรรส-ถนนลอยเคราะห์ โรงภาพยนต์สุริวงศ์-สี่แยกแสงตะวัน อันเปรียบดั่งย่านสยามและราชประสงค์ ของกรุงเทพมหานคร-ยับสินฝ่า)

ต่อมาคณะกรรมการมูลนิธิฯ เห็นว่าสถานที่และทำเลของโรงเรียนทั้งสาม ไม่เหมาะสมสำหรับที่จะตั้งเป็นโรงเรียนต่อไปอีก ทั้งนี้เพราะความเจริญของบ้านเมืองและจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงตัดสินใจประกาศนำเอาที่ดินโรงเรียนช่องฟ้าและโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยาให้เอกชนอื่นเช่า เพื่อที่จะนำเงินค่าหน้าที่ดินที่ได้รับมาเป็นงบประมาณสำหรับย้ายโรงเรียนทั้งสามแห่งออกมา ตั้งอยู่ที่ กม.86 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง และได้ค่าเช่ามาชดเชยการขาดทุนจากการบริหารโรงเรียนตลอดมาโดยใช้ที่ดินรวม ประมาณ 50 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้จัดซื้อไว้โดยบรรพชนผู้ก่อตั้งโรงเรียนฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว ด้วยความจำเป็น ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยไม่ได้ซื้อที่ดินใหม่แต่อย่างใด แต่ทั้งนี้เนื่องจากงบประมาณค่าก่อสร้างเป็นจำนวนมหาศาล จึงไม่มีเงินเหลือไว้เป็นงบประมาณสำหรับซื้อที่ดินในเขตเมืองเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่ตามความเหมาะสมได้ (ปัจจุบันถือ่าไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ เพราะมีถนนวงแหวนรอบ ใน รอบกลาง รอบนอก และมีทางยกระดับ ทางลอด เพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด ไหงไปรับ-ส่ง จากบ้านที่ประตูช้างเผือกถึงโรงเรียน ได้อย่างสบาย-ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ และในอนาคตข้างหน้า การที่โรงเรียนตั้งอยู่ในสถานที่เป็นในปัจจุบันนี้ ได้ส่งผลดีต่อภูมิทัศน์ และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนเป็นอย่างดียิ่ง เพราะขนาบไปด้วยทุ่งนากว้างใหญ่ มีอากาศบริสุทธิ์ เห็นนกกระยางกระสา และนกเป็ดน้ำ มาหากิน เป็นระบบนิเวศน์ และภูมิทัศน์ที่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ มากจริง ๆ -ยับสินฝ่า)

ยุคการย้ายที่ตั้งโรงเรียนใหม่

ก่อนการย้ายโรงเรียน ได้มีการรวบรวมที่ดินเข้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิฯ ในปี 2523 จึงมีการทำสัญญาให้เช่าที่ดินที่ตั้งโรงเรียนช่องฟ้า และโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยาถนนช้างคลาน(ให้เอกชนอื่นมาประกอบการตลาดไนท์บาซ่าต่อไป-ยับสินฝ่า) มีการดำเนินการเพื่อขออนุญาตย้ายที่ตั้งโรงเรียน ขออนุญาตก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ พร้อม ๆ กับการดำเนินการโอนที่ดิน ที่มีการจัดซื้อไว้โดยบรรพชนผู้ก่อตั้ง โรงเรียนฮั่วเอง-ฮั่วเคี้ยว โดยถือกรรมสิทธิ์ในนามบุคคลหลายคนมาตั้งแต่อดีต เพื่อโอนให้มูลนิธิฯ รับมาดูแลจัดการในนามนิติบุคคลสาธารณะที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ในปี 2525 การก่อสร้างอาคารเรียนใหม่แล้วเสร็จ มีการย้ายทั้งสามโรงเรียนไปที่ตั้งใหม่ริมถนนซุปเปอร์ฯ เชียงใหม่-ลำปาง อำเภอสารภี โดยโรงเรียนช่องฟ้าและโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา ตั้งอยู่้เขตตำบลหนองผึ้ง ฝั่งตะวันตกของถนนเชียงใหม่-ลำปาง ขณะที่โรงเรียนซินเซิง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก เขตตำบลไชยสถาน และมีพิธีเปิดอาคารเรียนทั้งสาม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2525

การเปลี่ยนแปลงโรงเรียนจีนเชียงใหม่

ในปี 2528 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีความจำเป็นต้องขออนุญาตเลิกกิจการโรงเรียนวาณิชบำรุงวิทยา โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2528 เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ และการบริหารประสบการขาดทุน

ในปี 2532 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้ขออนุญาตรวมกิจการโรงเรียนจีนเชียงใหม่ที่เหลือสองโรงเรียนเข้าด้วยกัน และขอใช้ชื่อโรงเรียนที่รวมกันใหม่แล้วว่า โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิง แต่ทางการไม่อนุญาต เพราะไปขัดแย้งกับระเบียบราชการที่ห้ามตั้งชื่อโรงเรียนเป็นภาษาต่างประเทศ หรือเลียนเสียงเป็นภาษาต่างประเทศ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ ปี 2529 เป็นต้นมา (ปัจจุบันกฎหมายนี้คงยกเลิกแล้วเพราะเราจะเห็นโรงเรียนชื่อฝรั่ง ชื่อจีน หรือชื่อในภาษาอื่น ๆ เยอะแยะมากมาย-ยับสินฝ่า)

ต่อมาจึงขออนุญาตใช้ชื่อโรงเรียนใหม่ว่า "โรงเรียนสหศึกษา" เรื่อยมาจนกระทั่ง ปี 2549 ระเบียบการตั้งชื่อโรงเรียนฉบับดังกล่าวถูกยกเลิก (เห็นไหม-ว่าแล้วเชียว-ยับสินฝ่า) จึงได้ยื่นขออนุญาต เปลี่ยนชื่อโรงเรียนใหม่เป็น "โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" ในที่สุด

หลังการรวมโรงเรียน ในปี 2532 เป็นต้นมา โรงเรียนมีการพัฒนาขยายชั้นเรียนจากเดิมเปิดสอนเพียง ป.6 ในปี 2538 ได้ขอขยายชั้นเรียน ม.1-ม.3 และ ในปี 2545 ขอขยายชั้นเรียน ม.4-ม.6 โดยเปิดสอนทั้งแผนกวิทย์-คณิต และแผนกศิลป์-ภาษาจีน ในปี 2545 ปีเดียวกัน ได้ยื่นขอจดทะเบียนตั้ง สถานรับเลี้ยงเด็ก สวนเด็กช่องฟ้าซินเซิงกับกรมประชาสงเคราะห์ ให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย (หลังจากได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ย้ายโรงเรียน ปี 2525)

ในปี 2546 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้ยื่นขอจดทะเบียนตั้ง "โรงเรียนอนุบาลฟ้าใหม่" (โดยพัฒนาจากสถานรับ-เลี้ยงเด็ก "สวนเด็กช่องฟ้าซินเซิง") ส่วนสถานรับเลี้ยงเด็กฯ ยังคงรับเด็กก่อนวัย 2 ปี ต่อเนื่องไปจน ปี 2552

ต่อมาปี 2549 โรงเรียนอนุบาลฟ้าใหม่ ได้ขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนอนุบาลช่องฟ้าซินเซิง-วาณิชบำรุง" พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อโรงเรียน สหศึกษา เป็น "โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง"

จนกระทั่งปี 2552 ได้มีการขออนุญาตรวมกิจการโรงเรียนอนุบาล เข้าเป็นโรงเรียนเดียวกันกับโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง และขออนุญาตรับเด็กอายุ 2 ปี ระดับเตรียมอนุบาล พร้อมกับขอเลิกกิจการสถานรับเลี้ยงเด็ก

และล่าสุด กลางปี 2553 มูลนิธิฯ ได้รับบริจาคที่ดินส่วนที่ติดรั้วด้านทิศใต้ของโรงเรียนฝั่งอนุบาล ตำบลไชยสถาน เนื้อที่ 356 ตารางวา จาก คุณสุรีย์พร คองประเสริฐ ให้มูลนิธิฯ ให้ประโยชน์เพื่อการศึกษาต่อไป

ดังนั้น ในที่สุดโรงเรียนจีนเชียงใหม่ ได้มารวมเป็นหนึ่งเดียวมาจนปัจจุบัน คือ "โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" มีมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุงวิทยา เป็นเจ้าของและผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน เปิดสอนตั้งแต่ เตรียมอนุบาล จนถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปัจจุบัน ทั้งสายวิทย์-คณิต และสายศิลป์-ภาษา(จีน) สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีเอกภาพ ภายใต้ร่มเงาของมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุงวิทยา และการสนับสนุนจากมวลชนชาวจีนตลอดมา

ในการฉลองอาคารทั้งหมด คือ อาคารช่องฟ้าซินเซิง อาคารสหศึกษา อาคารหอพักศักดาทร และอาคารที่พักพนักงาน ที่เกิดขึ้นนี้ ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดได้ใช้งบประมาณไปแล้ว ประมาณ 120 ล้านบาท ประมาณร้อยละ 80 เป็นเงินที่ได้จากรัฐบาลเป็นค่าเวนคืนที่ดินของมูลนิธิฯ อีกร้อยละ 20 เป็นเงินที่ได้รับบริจาค จากองค์กรชาวจีน (ทั้งในเชียงใหม่และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย-ยับสินฝ่า) นักธุรกิจการค้าในเชียงใหม่และทั่วประเทศ ศิษย์เก่า ผู้ปกครองนักเรียน ฯลฯ ที่ยังคงให้การสนับสนุน โรงเรียนจีนเชียงใหม่ ด้วยดีต่อเนื่องตลอดมา

เรียบเรียงจากบทความในหนังสือที่ระลึก พิธีเปิดอาคารเรียนและฉลองวาระครบรอบ 109 ปีโรงเรียนจีนเชียงใหม่ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 โดยมี ฯพณฯ เอกอัคราชฑูตจีน ประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี........

ขอคำนับดวงวิญญาณบรรพชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีคุณูปการต่อโรงเรียนจีนเชียงใหม่ ทุกท่าน มีท่าน "ยี่กอฮง" เป็นต้น 3 คำนับ...

หมายเหตุจากยับสินฝ่า 

นับว่าเป็นบุญของลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลในจังหวัดเชียงใหม่เป็นยิ่งนัก ที่บรรพชนชาวจีนโพ้นทะเลของเราได้เริ่มต้นจุดประกายในการจัดตั้งโรงเรียนจีน ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรล้านนาไทย ตั้งแต่ในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 โดยมีท่าน พระอนุวัฒน์ราชนิยม หรือ "ยี่กอฮง" (ฮง เตชะวณิช) บรรพชนชาวจีนที่มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อราชอาณาจักรสยาม คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนรวม จนกระทั่งหมดสิ้นประโยชน์ส่วนตัว ถึงที่สุดได้รับการเคารพเลื่อมใสจากชาวไทยเชื้อสายจีนในไชน่าทาวน์ของกรุงเทพฯ มีศาลของท่านตั้งประดิษฐานอยู่บนดาดฟ้าอาคารโรงพัก สน.พลับพลาไชย ซึ่งไหงกับ อาฉีโก อาจองหยิ่นฮยุ๋งโก อาจารย์พอลโก อาหยางจือหยีโก อาโกฮากกาปากช่องฟี้ก่อน หลี่ซื้อจ่องซินซาง(นายกฯฮากกาปากช่อง) ได้ขึ้นไปคารวะท่าน เมื่อรุ่งสางของวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2553 อันเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง และได้มีโอกาสรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน โดยไหงได้เขียนเรื่องราวของท่านอันพิสดารไว้แล้ว คัดลอกจากอาจารย์ประภัสสร เสวิกุล ในคอลัมน์ วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ นสพ.คม ชัด ลึก

นับเป็นตัวอย่างที่ประเสริฐที่สุด ในความเสียสละของบรรพชน ของพวกเรา รวมทั้งแสดงออกถึงความสมัครสมานสามัคี ในหมู่ชาวหวาเฉียวด้วยกันในเมืองเชียงใหม่ โดยไม่แบ่งแยกกลุ่มภาษา มีทั้งแต้จิ๋ว ฮากกา ใหหนำ กว่องสิ่ว และหยนหนาน จะเห็นได้จากรายนามคณะกรรมการบริหารโรงเรียน และมูลนิธิ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย สมเป็นตัวอย่างที่ดี ให้กับเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทย เห็นเป็นแบบอย่าง ว่าชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด มีความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียว โดยมีองค์กรการศึกษานี้เป็นสะพานยึดเหนี่ยว...

ปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็น "ยุคใหม่" ที่กำลังก้าวกระโดด ของ "โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง" ด้วยการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และคงความยิ่งใหญ่ ในศตวรรษใหม่นี้ สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แผ่นดินบรรพบุรุษของพวกเรา...จากผู้บริหาร รุ่น สู่รุ่น...ปัจจุบันนี้ มูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบำรุง และโรงเรียนฯ กำลังจะเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหมือนกับประเทศจีน และเป็นการรองรับความเจริญยิ่งใหญ่ของจีน ที่มาถึงอย่างเต็มตัวในทุกวันนี้...ถนนทุกสายมุ่งสู่ประเทศจีน...ภายใต้การคุมบังเหียน ของมูลนิธิฯ คุณดิษฐ์  ลินพิศาล ประธานคณะกรรมการอำนวยการ คุณธัญ  กาญจน์วัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร คุณธวัชชัย  เตริยาภิรมย์ ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาต และประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์สุกานดา  ตปนียางกูร  ที่ปรึกษาโรงเรียนฯ รวมถึงคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ คณะกรรมการบริหารโรงเรียนฯ คณะกรรมการบริหารสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนจีนเชียงใหม่ 8 สถาบัน ที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนทุกกลุ่ม ทุกภาษา.......กำลังจะนำพาเรือสำเภาลำใหญ่มหึมาลำนี้....โลดแล่นทะยานออกไปยัง ตงไห่....เพื่อจะพัฒนาก่อร่างสร้างขึ้นยกระดับเป็น "สถาบันการศึกษาจีนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ อุดมศึกษาตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรี โท และเอก"  ด้วยศักยภาพที่พร้อมแล้ว....และด้วยจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางด้านภูมิศาสตร์ ที่เป็นทางเชื่้อมผ่านระหว่าง ประเทศกลุ่มอาเซียน ไปยัง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน.....ที่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่ถึง 300 กิโลเมตร.......

ปัจจุบัน โรงเรียน มีนักเรียนในปริมาณที่มากกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัว มีทั้งนักเรียนชาวไทยล้านนา ชาวไทยเชื้อสายจีน ทุกกลุ่มภาษา ชาวไทยเชื้อสายที่สูงทุกเชื้อสาย ชาวไทยลูกครึ่ง ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป มีครบทุกชาติ ทุกศาสนา นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนชาวเชียงใหม่ ทุกเชื้อสายเผ่าพันธุ์ เป็นอย่างยิ่ง

ในฐานะผู้ปกครองคนหนึ่ง และตัวแทนชุมชนชาวฮากกาทั่วประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจและเป็นพลังขับเคลื่อน...ให้สำเภาลำนี้ไปถึงฝั่ง ต้าลู่อันยิ่งใหญ่...ต่อไป

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามจนจบบริบูรณ์-โตเซี้ย-ยับสินฝ่า

 

 


รูปภาพของ YupSinFa

ท่านยี่กอฮง

           เรียน ท่านประธานคระกรรมการบริหารมูลนิธิช่องฟ้าซินเซิงฯ หากท่านได้มีโอกาสเข้ามาอ่านบทความที่กระผมได้คัดลอก-เรียบเรียงจากหน้งสือของโรงเรียนฯ ในวาระดิถีครบรอบ 109 ปี ตำนานโรงเรียนจีนเชียงใหม่

           กระผมอยากเรียนเสนอ มูลนิธิฯ ผ่านท่าน ดังนี้

           ในฐานะที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่เกิดในประเทศไทย และเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ กระผมมีความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสนำบุตรสาวคนเล็กเข้าเรียนในโรงเรียนของเรา และเมื่อกระผมได้มีโอกาสร่วมงานเฉลิมฉลองวาระ 109 ปี พร้อมพิธีเปิดอาคารทั้งหมด ทำให้กระผมได้รับหนังสือที่ระลึกและได้มีโอกาสอ่าน "ตำนาน 109 ปี โรงเรียนจีนเชียงใหม่" จนมาสู่การนำเอาข้อมูลมาโพสต์ให้สมาชิกในเครือข่ายของกระผม ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ได้ชื่นชมยินดี กับตำนานอันน่าประทับใจในความเป็นมาของโรงเรียนจีนเชียงใหม่

           ทำให้กระผมรู้สึก "รัก" องค์กรจีนทุกองค์กร ในเชียงใหม่มากยิ่งขึ้นและขอกราบขอบพระคุณดวงวิญญาณบรรพชนของพวกเราชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งหมดในประเทศไทย

           โดยเฉพาะคุณพระอนุวัฒน์ราชนิยม ฮง เตชะวณิช บรรพชนของเราผู้มีคุณูปการต่อกรุงรัตนโกสินทร์หรือราชอาณาจักรสยามประเทศ และจังหวัดเชียงใหม่ กระผมมีความเคารพนับถือท่านเป็นทุนอยู่แล้วจากการที่ได้มีโอกาสอ่าน ประวัติชีวิตคร่าว ๆ ของท่าน จากอาจารย์ประภัสสร เสวิกุล จึงได้รู้จักท่านและศรัทธาท่านขึ้นมาทันที 

           คุณพระอนุวัฒน์ราชนิยม ฮง เตชะวณิช หรือที่ชาวไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพฯ รู้จักท่านเป็นอย่างดี ในนาม "ยี่กอฮง" รองหัวหน้ากลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ทรงอิทธิพล(ในทางสร้างสรรค์)ในสมัยร้อยกว่าปีก่อน ท่านทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดสติปัญญา และกำลังทรัพย์ของท่าน จนวาระสุดท้ายของท่านต้องประสบความล้มเหลวทางธุรกิจ เป็นเหตุให้บ้านพักของท่านที่ได้รับพระราชทานจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ต้องถูกเปลี่ยนมือและภายหลังได้กลายมาเป็น โรงพัก สน.พลับพลาไชย กรมตำรวจในสมัยก่อนนั้น ได้รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน จึงได้สร้างศาลเจ้า "ยี่กอฮง" บนดาดฟ้าอาคาร สน.พลับพลาไชย จนกระทั่งเกิดความศักดิ์สิทธิ์ มีกฤดาภินิหาร ที่สำเร็จเห็นเป็นรูปธรรม เป็นที่นิยมบูชากราบไหว้จากชาวจีนในกรุงเทพฯ มาช้านาน เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่มีผู้นิยมกราบไหว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ 

            ศาลเจ้ายี่กอฮง นี้ ส่วนใหญ่ ข้าราชการตำรวจที่อยากเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง มักจะมาไหว้ขอ และนักเรียน นักศึกษาที่อยากสอบเข้าโรงเรียนดี เด่น ดัง และเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็นิยมมาไหว้ขอก็ล้วนสมหวังเกือบทุกราย โดยเฉพาะการไหว้เพื่อขอโชคลาภผลทางธุรกิจก็สำเร็จเช่นกัน เข้าใจว่าท่านจะทราบดีกว่ากระผมด้วยซ้ำไป

           ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่านยี่กอฮง ที่มีคุณูปการต่อชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่ทุกคน และท่านเป็นปูชนียบุคคลสำคัญที่คิดริเริ่มให้เกิดโรงเรียนจีนในเชียงใหม่ เมื่อ 109 ปีก่อน กระผมจึงขอเสนอให้มูลนิธิ ผ่านท่าน ในการจัดสร้างศาลเจ้า "ยี่กอฮง" ภายในบริเวณโรงเรียน เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่ ที่อยากกราบไหว้ท่านไม่จำเป็นต้องไปถึงพลับพลาไชย อีกประการหนึ่ง จักได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบรรดา นักเรียน ครู-อาจารย์ และศิษย์เก่า และอาจจะจัดทำประวัติชีวิตของท่านเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เด็กรุ่นปัจจุบันได้รับทราบ ถึงคุณงามความดีของท่าน ตลอดไป

            ่จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานะครับ ขอขอบพระคุณทางชุมชนฮากกาที่ได้ให้เราได้ใช้พื้นที่นี้เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจของเราชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่ ทุกคน

เอาละ ....

คือเราก็มือใหม่ แถมพูดฮากฟ้าก็ปลาซิวยังเรียกน้อง แต่ความคิดอ่านพอมี บางด้านอาจจะเลยไปไกลถึงดาวอังคาร ซึ่งลึกๆในใจผู้คนทุกคน ก็จะมีความคิดที่อาจจะไม่ค่อยเหมือนใคร ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน แต่ไม่ค่อยนึกกันแต่พอฟังคนอื่นละก็..ฉุนเชียว และวันนี้เวลาเช้านี้ก็ O.K นะ ที่เข้ามาโพสท์ ซึ่งเขียนไปนั้นใช่ไก่กา เราถือว่าเป็นเวทีบ้านบรรพชนฮากไทย... LEEPAPON@GMAIL.COM และชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่เคยทิ้งสัตตบุรุษคนดีให้อยู่ข้างหลัง -ไม่ต้องให้คนอื่นเลี้ยงดู(เมียเลี้ยงได้) -ปัญญาพอมี กับเพื่ออะไรๆที่ยกระดับพื้นฐานฮากกาให้เลยจากความคิดเราคนเผ่าส่วนน้อยมาแต่โบราณ ก็จะทำเต็มความสามารถ เอาเป็นว่า จะใช้บล็อกในนี้เปิดแนวร่วม ไม่ให้ยับ-เย่โดดเกินไปคนเดียว เพราะการเด่นโดดเดี่ยวจะเป็นภัย  ... จริงใจนะใช่ไก่กา  .... ไม่ต้องตอบกลับหรอกที่ยับ-เย่เขียนมานั้นครอบคลุมหมดแล้วถึงปีหน้า

รูปภาพของ หลิวหย่งหวา

หนูขออนุญาตตอบได้ไหมคะDDสุ่ก

     DD สุ่กเข้ามาเที่ยวเว็ปฯ วันนี้ อาสุ่กไม่ใช่มือใหม่เลยค่ะ เพียงแต่ว่าเป็นคนใหม่ ที่ติดตามมานานเหมือนหนูมากกว่า เพราะหนูเข้ามาทีหลัง DD สุ่ก ด้วยเป้าหมายอันเดียวกัน คือ ส่งเสริมสนับสนุนอุดมการณ์อันแรงกล้าให้กับ อาหวาเกอเกอ หรือ อาจารย์ยับสินฝ่า ของเรา หนูอยากบอกว่าเป็นท่านซุนมาเกิดด้วยซ้ำไป ขอโทษนะคะหวาเกอ ถึงแม้ท่านซุนจะยิ่งใหญ่มหาศาลเพียงใด หนูเห็นว่าอาหวาเกอ เป็นแค่ดวงใจน้อย ๆ ดวงหนึ่งของท่านซุนจงซาน ก็ยิ่งใหญ่แล้วละค่ะ ว่าไหมคะ DD สู่ก แต่อาสู คะ อายับสินฝ่า เขาบอกหนูว่าเขาพยายามสร้างสรรค์และค้นหาความรู้มาถ่ายทอดให้กับพวกเรา พร้อมทั้งต่อสู้ในอุดมการณ์ที่แน่วแน่และถูกต้อง แล้วถึงในจุด ๆ หนึ่ง หรือวันหนึ่ง เขาจะสร้าง ฮากกาไทย ไม่ให้น้อยหน้าชาวไทยเชื้อสายจีนอื่น ๆ เลยค่ะ เขาบอกว่าเขาเป็นเพียงผู้สืบสานปณิธาน ของ คุณคณากร ศรีมิ่งมงคลกุล เท่านั้น เพราะคุณคณากร ถือเป็นผู้มีคุณุปการต่อพวกเราทุกคนมากกว่า อันนี้อาหวาเกอ เกอ เขียนบอกหนูทางอีเมล นะคะต้อง ขอโทษหวาเกอ ด้วยค่ะที่นำมาเผยแพร่ แต่อาหวาเกอของหนูอยู่แล้ว หนูเชื่อว่าไม่ว่าอะไรหนูหรอกค่ะ DD สุ่ก ขออย่างเดียว พวกเรา อย่าทิ้งเขาไปกันนะคะ มาร่วมกันปกป้องเขาและส่งเสริมให้เขากันค่ะ DD สุ่ก อยากรู้อะไรถามเขาได้เลยนะคะ ความเก่งกาจของเขา หนูมีเพียงเสี้ยวหนึ่งของ อาเกอเขาเองค่ะ

                   ตอนนี้หนูยังอยู่ที่ ฮาร์เอ๋อร์ปิ๋น มณฑลเฮยหลงเจียง แล้วหนูจะเอาภาพหิมะและเทศกาลหิมะฮาร์บิ๋น มาแชร์ให้ชมกันนะคะ จะเป็นพลังร่วมกับ DD สุ่ก และ Mr.Xiong  และน้องจุ๊งฟะ รวมทั้งทุก ๆ ท่านที่เป็นกำลังใจให้ ยับสินฝ่า เกอเกอ ของเรา นะคะ

 
hakka@hakkapeople.com    คุณความดี แด่บรรพชนและชาวฮากกาที่ฮึกเหิม Hakkapeople.com by Hakka Pakchong Association... Powered by Drupal