รวมแฟ้มบุคคล

รวมบุคคลผู้มีชื่อในประวัติศาสตร์ และชาวฮากกาที่น่านับถือ

กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้

กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ - หนึ่งในกษัตริย์ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากที่สุด และมีผลงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน
เครดิต สถานีวิทยุ C.R.I. ปักกิ่ง ภาคภาษาไทย http://thai.cri.cn

เมื่อ 140 ปีก่อนคริสตศักราช กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ขึ้นครอชราชสมบัติด้วยพระชนมายุเพียง 16 พรรษา พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงทรงสร้างผลงานยิ่งใหญ่ให้กับประเทศด้านกิจการภายใน และการต่างประเทศ พระองค์ทรงครองราชย์เป็นเวลา 54 ปี ทรงปกครองประเทศจีน ให้พัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีกำลังเข้มแข็งที่สุดของโลกในยุคนั้น จากทัศนะของนักประวัติศาสตร์ในหนังสือ "ประวัติศาสตร์โลก" ฉบับที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ประเทศที่มีกำลังพอๆ กับราชวงศ์ฮั่น ในสมัยนั้นมีเพียงประเทศโรมันประเทศเดียว

พระเกียรติที่ได้รับการเทิดทูนมากที่สุดของกษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้คือ ผลงานด้านการทหาร นับตั้งแต่การสถาปนาราชวงศ์ฮั่นเมื่อ 202 ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา เขตแดนของราชวงศ์ฮั่น ก็ถูกเผ่าชนซงหนู ซึ่งเป็นเผ่าชนปศุสัตว์เร่ร่อนทางภาคเหนือรุกรานเรื่อยมา ส่งผล กระทบร้ายแรงต่อเสถียรภาพ และการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ กษัตริย์องค์ก่อนๆ ของราชวงศ์ฮั่น ทรงใช้นโยบายตั้งรับซึ่งทำให้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ เช่น พระราชทานพระธิดาให้ผู้นำเผ่าชนซงหนู เพื่อแลกกับสันติภาพชั่วคราว

พอมาถึงสมัยกษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ ราชวงศ์ฮั่นก็เสริมสร้างแสนยานุภาพให้เข้มแข็งเกรียงไกรขึ้น ใช้นโยบายออกโจมตีอย่างเป็นฝ่ายกระทำ โดยมีการจัดส่งกองทัพไปประจำยังพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้าและทะเลทราย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งยังยกทัพไปตีเผ่าซงหนูให้ราบคาบ จนเผ่าซงหนูนได้รับความปราชัย เผ่าชนซงหนูจึงไม่บังอาจยกทัพไปรุกรานราชวงศ์ฮั่นอีก จากนั้นพระองค์ยังได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับการพัฒนา และเสริมความมั่นคงให้แก่ประเทศ หลังจากกษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้สวรรคตไปแล้ว พระองค์ได้รับการถวายพระนาม ยกย่องสดุดีพระเกียรติให้เป็นเป็น "กษัตริย์หวู่ตี้" ซึ่งแปลว่า "กษัตริย์นักรบ" ซึ่งเป็นข้อสรุปสำหรับผลงานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

ด้านกิจการภายในนั้น กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ทรงเป็นผู้มีความคิดกล้าริเริ่มสร้างสรรค์ พระองค์ได้ประกาศล้มล้างแนวคิดลัทธิเต๋าที่เชิดชู "ความเป็นธรรมชาติแบบปล่อยปละ และไม่กระทำการใดๆ" ซึ่งกษัตริย์องค์ก่อนๆ ได้ถือปฏิบัติมา และมีพระราชดำริให้นำแนวคิด ลัทธิขงจื๊อมาเป็นหลักในการปกครองแทน ทำให้ลัทธิขงจื๊อได้เลื่อนขึ้นมาเป็นความคิด ที่ชี้นำการปกครองบ้านเมืองของกษัตริย์รุ่นหลัง เป็นเวลาอีกากว่า 2,000 ปี

ขณะเดียวกัน กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ยังเป็นนักการทูต ที่มีสายพระเนตรยาวไกลอีกด้วย มีอยู่สองครั้งที่พระองค์เคยแต่งตั้งจางเชียนเป็นทูต ให้ออกเดินทางไปทางเขตตะวันตก ซึ่งก็คือ พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลทางตะวันตกของมณฑลกานซู่ และเขตปกครองตนเอง ชนชาติอุยกูรย์ในปัจจุบัน เป็นการเริ่มต้นเปิด "เส้นทางสายไหม" ที่เชื่อมจีนกับเอเชียกลางและโลกตะวันตก จากนั้น ผ้าไหม วิธีการทำกระดาษและศิลปะต่างๆ ของจีนก็ได้แพร่เข้าสู่ดินแดนต่างๆ ทั่วโลก โดยผ่านเส้นทางสายไหม ส่วนเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์ศิลปะหัตถกรรมต่างๆ ของนานาประเทศ ก็ได้แพร่เข้าสู่จีนโดยผ่านเส้นทางสายไหมเช่นกัน กล่าวได้ว่า กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ ได้ปูพื้นฐานให้แก่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ระหว่างจีนกับโลกตะวันตก กรุงฉางอานราชธานีของราชวงศ์ฮั่น เคยเป็นศูนย์กลางการเมือง และเศรษฐกิจของทวีปเอเชียในสมัยนั้น ส่วนเส้นทางสายไหม ก็เป็นเส้นทางคมนาคม ที่เชื่อมจีนกับตะวันตกอยู่หลายร้อยปี จนเส้นทางคมนาคมทางทะเลได้เกิด บทบาทขึ้นมาแทนในช่วงศตวรรษที่ 8

นอกจากนี้แล้ว กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ยังโปรดปรานวรรณคดีและศิลปะหลากหลายประเภท ซือหม่าเซี่ยงหรู กวีในยุคนั้น ได้รับแต่งตั้งจากกษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้ให้เป็นขุนนางชั้นสูง เพราะมีความรู้ความสามารถทางด้านศิลปะวรรณคดี ซือหม่าเชียน นักประวัติศาสตร์และนักวรรณคดี ที่มีความรู้มากที่สุดอีกคนหนึ่ง ก็ได้รับการพระราชทานแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นสูงเช่นกัน ซือหม่เชียนได้รวบรวมประวัติศาสตร์จีน 3,000 ปีขึ้นเป็นฉบับแรก กล่าวได้ว่า กษัตริย์ฮั่นหวู่ตี้มีส่วนส่งเสริมให้วัฒนธรรมจีน เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

ชีวิตของ "พระนางฉือซีไท่โฮ่ว" (ฉบับสมบูรณ์-จบ)-ภาพถ่ายเพียบอ่านได้อย่างจุใจและชวนติดตาม

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2553) เป็นวันสำคัญของโลกวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนาของเรา ได้ตื่นเช้า ปฏิบัติบูชา ไหว้พระสวดมนต์ สาธยายคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยบทสวดพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร แผ่เมตตา แล้วปฏิบัติภารกิจประจำวันตามปกติ พอถึงตอนนี้ มีความเครียดนิดหน่อย อย่ากระนั้นเลย ขอถือโอกาสระบายความเครียดของตัวเองด้วยการ เขียนเรื่องราว ของ สตรีจีนในประวัติศาสตร์ ท่านหนึ่งของอาณาจักร จงกว๋อ ที่ยิ่งใหญ่ เธอผู้นี้ มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติจีน แถมยังเป็นสุภาพสตรีเสียด้วย แต่เธอหาได้สร้างคุณูปการให้กับ ราชอาณาจักร จีน ในยุคสมัยของเธอนั้น แต่อย่างใด คงสร้างบทบาทแต่เพียงสร้างสีสันให้กับประวัติศาสตร์ จีน คงเพียงเท่านั้น แต่ก็นับว่า ฝีไม้ลายมือในการพิชิตชายอกสามศอก ข้ามเขาเหล่านั้นขึ้นมาเป็นใหญ่ได้ในแผ่นดิน นับว่า แยบยลและเต็มไปด้วยกุศโลบายทั้งเล่ห์เพทุบายต่าง ๆ นานา สีสันของราชอาณาจักรจีนในช่วงของนางจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามได้ ณ บัดนี้...........

ภาพพระนางซูสีในช่วงวัยทองแห่งชีวิต

(หมายเหตุ-ผู้เขียน-ได้เขียนบทความนี้ในเชิงเรื่องสั้น อิงจากประวัติศาสตร์และความทรงจำจากหนังสือชีวประวัติของท่านผู้นี้ ที่ได้อ่านจาก สามเล่ม ที่มีผู้แต่งเป็นนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ คือ เรื่อง ซูสีไทเฮา ของ อาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และ เรื่องซูสีไทเฮา ของนักเขียนนิรนามท่านหนึ่ง (ต้องกราบขออภัยเจ้าของผลงานเล่มนี้ซึ่งเป็นสำนวนที่ผู้เขียนชื่นชอบมาก ที่ผู้เขียนได้ทำหนังสือเล่มนี้ของท่านหายไป จึงลืมไปแล้วว่าเป็นผลงานของท่านผู้ใดและหนังสือเรื่องซูสีไทเฮาเล่มนี้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องที่ท่านอาจารย์หม่อมฯ เขียนมากที่สุดเพียงแต่ละเอียดกว่าพิสดารพันลึกกว่า แต่สำนวนของอาจารย์หม่อมฯ เป็นสำนวนที่สวยงามมากกว่าเพราะเป็นปรมาจารย์) และอีกเล่มหนึ่งคือ "ประวัติศาสตร์จีน" ซึ่งกล่าวถึงเธอในด้านวิชาการ

จึงขอออกตัวก่อนว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้ เขียนเป็นเชิงบันทึกความทรงจำโดยไม่ได้อ้างอิงจากหนังสือวิชาการทางประวัติศาสตร์ หากมีข้อผิดพลาดประการใด จึงขออภัยต่อท่านผู้อ่านด้วย-สินฝ่า)

เรื่องราวของสตรีท่านนี้ เกิดขึ้นในช่วงปลายของราชอาณาจักร ต้าชิง 大清国  หรือราชวงศ์แมนจูทีปกครองจีน เธอมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในชั้นสูงสุดว่า "ฉือซีไท่โฮ่ว" หรือ ที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม ซูสีไทเฮา ซึ่งมีความหมายถึง พระนางไทเฮา(วัง)ตะวันตก  ในสมัยของเธอ ยังมี "ฉืออันไท่โฮ่ว" หรือ พระนางไทเฮาตะวันออก......

ผู้แสดงเป็นพระนางฉืออันไท่โฮ่ว ของทีวีรัฐบาลจีนซึ่งไหงติดตามจนจบเรื่อง เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นการสร้างที่เป็นกลางไม่มีการใส่ร้ายพระนางซูสีเกินความเป็นจริงและสงวนความโหดร้ายไม่ให้ออกในฉากมากเกินไปด้วย เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถมากกว่า นอกจากนั้นเป็นเรื่องที่ให้คนดูใช้วิจารณญานเอาเอง

ซูสีไทเฮา หรือ ที่ไหงชอบเรียกท่านว่า พระนางชูศรี ตามอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ เธอเป็นเด็กสาวสามัญชน ลูกสาวคนหัวปี ของ ทหารชั้นผู้น้อยสังกัดกองทัพ หนึ่ง ในกองทัพแปดธง ของอาณาจักรชิง มีน้องชายและน้องสาวอีกอย่างละคน ซึ่งต่อไปภายหน้าน้องชายน้องสาวของนาง ก็จะมีบทบาทร่วมในประวัติศาสตร์จีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลูกสาวของทหารชั้นผู้น้อยในกองทหารแปดธงนี้ เธอมี แซ่ ว่า "เย่เหอนาลา" มีนามว่า อี้หลาน อี้หลานเป็นเด็กหญิงสาวแมนจูที่มีหน้าตาขาวสวยสดหมดจดงดงามคนหนึ่ง ตอนเป็นสาวแรกรุ่น เธอคบหากับชายหนุ่มรูปหล่ออยู่คนหนึ่ง ชื่อของเขามีนามว่า "หยงลุ" และประวัติศาสตร์ หรือ นิยายที่มีผู้แต่งถึงเรื่องราวของเธอก็ได้เอาชายผู้นี้มาผูกไว้กับชีวิตเธอในช่วงรุ่งเรืองสูงสุด.......

ภาพวาดเสมือนจริงของพระนางฉืออันไท่โฮ่ว

นางสาวเย่เหอนาลาอี้หลาน เป็นหญิงสาวผู้ฉลาดปราดเปรื่อง พูดจาฉะฉาน มีความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันอย่างสูง ที่แม่และแฟนของเธอก็คาดไม่ถึง อ้อลืมบอกท่านผู้อ่านไปว่า เธอกำพร้าพ่อตั้งแต่ยังแรกรุ่น สิ่งที่เธอใฝ่ฝันและปราถนาอย่างแรงกล้า ที่จะฟันฝ่าเข้าไปให้ถึงให้ได้ นั่นก็คือ การได้รับการคัดเลือกให้ผ่านเข้าไปในวังเพื่อเป็นนางสนมของฮ่องเต้หนุ่ม ซึ่งมีพระนามรัชกาลว่า "เสียนเฟิง"  ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า เธอน้อยใจในชะตาชีวิตที่อับเฉาเศร้าโศกที่ขาดผู้นำครอบครัวและที่สำคัญคือความยากจนข้นแค้นและเป็นชาวบ้านธรรมดา ที่อาศัยอยู่ชานกรุงปักกิ่งแค่นั้นเอง

ความคิดคาดปราถนาของนางสาวอี้หลานต่างก็มีผู้ใดสงสัยก็หาแต่อย่างใดไม่ จนกาลกล่าวมาบรรจบครบถึงเวลาที่สำนักพระราชวัง ประกาศรับสมัครหญิงสาวบริสุทธิ์ทั่วทั้งกรุงปักกิ่งและหัวเมืองใกล้เคียง โดยมีเลซูเม่เพียงสองอย่างว่า หญิงสาวผู้นั้นจะต้องเป็นชนชาติแมนจูแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และต้องเป็นลูกหลานข้าราชการทั้งฝ่ายบุ๋นหรือบู๊ ก็ได้ ที่สำคัญ ต้องเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์???

เมื่อเรื่องราวการรับสมัครเข้าประกวดมิสแมนจูเอ้ย นางสนมเข้ามาถึงหูของหลานเอ๋อร์หรืออี้หลาน เธอได้เข้าสมัครอย่างไม่รีรอ สร้างความตกตะลึงและเสียอกเสียใจให้กับแฟนหนุ่มที่มีชื่อว่า หยงลุ เป็นอย่างยิ่ง อันนี้นี่เองที่ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไม่เธอถึงไม่ยอมให้เขาเจาะไข่สักทีทั้งที่เป็นแฟนกันมาก็หลายปี.....

วันคัดเลือกสาวงามที่สมัครเข้ารับการแข่งขันก็มาถึง หญิงสาวทุกคนจะถูกให้สวมเสื้อคลุมในแบบเดียวกันทั้งหมดเข้าใจว่า เป็นเสื้อฉีผาวแขนยาวไม่รัดรูป คลุมยาวถึงข้อเท้า ด้วยแบบและสีเดียวกันหมดทุกคน ถ้าจำไม่ผิดเคยดูในหนังทีวี ว่าเป็นชุดสีเทาอมฟ้า  ทุกคนจะถูกจัดให้เรียงแถวตามหมายเลขผู้สมัครซึ่งมีประมาณ น่าจะร้อยกว่าสองร้อยคนเพื่อให้คณะกรรมการทำการคัดเลือก.........เมื่อถึงเวลาที่ทุกนางรอคอย แต่ละนาง ก็จะถูกผ่านด่านแรก คือ เข้าไปยังภายในห้องที่มิดชิด ทำการเปลื้องผ้าที่คลุมกายนั้นออกลงมากองกับพื้น แล้วเหลือเพียงกายขาวสวยหมวยสะอาดอย่างล่อนจ้อน เพื่อให้เหล่าขันทีทั้งหลาย ตรวจร่างกาย เพื่อดูว่า มีจุดอับเฉาหรือตำหนิอย่างใดอย่างหนึ่งบนร่างกายหรือไม่ ถ้ามี ไม่ว่าจะเป็นแผลเป็น ก็ตาม ปานดำปานแดงก็ตาม ฝี ไฝ สิวเสี้ยนกลากเกลื้อนอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ก็จะถูกคัดออกทันที  ที่สำคัญที่สุด สำคัญที่สุด ทุกนาง จะถูกทำการตรวจภายใน ว่า เยื่อพรมจรรย์ยังคงอยู่หรือไม่ เท่านี้ ถ้าคนใดมีครบองค์ประกอบ คือ ร่างกายขาวสวยหมวยงาม และ ไม่เสียพรมจรรย์ ก็จะผ่านเข้ารอบไป ชิงตำแหน่งในรอบที่สำคัญที่สุด ในชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งจะชีวัดอนาคตของหญิงคนนั้นว่า จะได้มีอิสรเสรีอย่างสามัญชนหรือว่าจะได้เข้าไปเป็นนางสนมกำนัลอยู่ภายในวังหลวงซึ่งเท่ากับว่า จะถูกตัดออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง??????(ถ้าสาวนางนั้นไม่มีตำแหน่งเช่นได้เป็นพระสนม-ก็จะคงเป็นนางสนมหรือนางกำนัลธรรมดา ๆ ไม่มีสิทธิที่จะติดต่อกับภายนอกได้).............................

เมื่อเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของอี้หลานมาถึง ซึ่งได้ผ่านรอบแรกเข้าไปอย่างสบาย ๆ พอถึงรอบนี้สิ เป็นรอบที่ชี้เป็นชี้ตายให้เธอเลยว่า จะได้มีชีวิตอย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ เธอถูกส่งเข้าไปในท้องพระโรงของพระที่นั่งแห่งใดแห่งหนึ่งในวังต้องห้าม ที่มี ไทเฮา ทรงนั่งเป็นประธาน มีฮ่องเต้หนุ่มเสียนเฟิง นั่งอยู่ภายหน้า เคียงข้างกับ ฮองเฮาของเสียนเฟิง  หญิงสาวถูกเรียกให้เข้าไปต่อหน้าองค์ฮ่องเต้ ทีละ ห้าคน เรียงแถวหน้ากระดาน โดยเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้กับฮ่องเต้ให้มากที่สุดเพื่อเงยหน้าให้ฮ่องเต้ดู  องค์เสียนเฟิงฮ่องเต้ก็มองดูใบหน้าหญิงสาวแต่ละคนว่า จะทรงปิ๊งกับคนใดเข้า เมื่อตัดสินพระทัยแล้ว จึงทรงหยิบภู่กัน แต้มลงบนแผ่นไม้ ที่เป็นชื่อของหญิงสาวแต่ละนาง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการต่อไป......

เมื่อหมดเวลาคัดเลือกเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวแต่ละนางต่างก็รอคอยด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ผลการคัดเลือกออกมาแล้ว ปรากฏว่า อี้หลาน เป็นหนึ่งในสาวงามที่ถูกได้รับคัดเลือกเข้าไปเป็น(ว่าที่) นางสนมในวังต่อไป อี้หลานจึงได้เข้าไปพำนักภายในวังต้องห้ามอย่างสมใจนึกบางลำภู แต่ว่า หนทางที่จะได้เข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้เพื่อถวายการรับใช้ ยังอีกยาวไกล ว่ากันว่า ตลอดชีวิตของนางสนมบางคน ไม่เคยได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อถวายของบางอย่างเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ดังนี้น ท่านลองนึกภาพดู ว่า ภายในวังที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น ที่มีห้อง ถึง 99,999 ห้อง จะมีสตรีอาศัยอยู่มากมายเพียงใด บางคนก็เป็นนางสนม และ หรือ สนมเอก มเหสี อัครมเหสี(ฮองเฮา) ของอดีตฮ่องเต้องค์ต่าง ๆ ที่แก่หงำเหงือก อยู่มากมายหลายคน ด้วยเหตุที่ว่า ฮ่องเต้ จะต้องมีรัชทายาทที่ต้องเป็นชายเท่านั้น ตามความคิดและธรรมเนียมของราชวงศ์ในสมัยโบราณ ฮ่องเต้จึงจำเป็นที่จะต้องมีนางสนมหลายร้อยหลายพันนาง ดังนั้น ตามความเป็นจริง ฮ่องเต้จะมีปฏิสัมพัทธ์ กับ นางเหล่านั้นได้ครบทุกนางได้อย่างไรจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบกับนางสนมของฮ่องเต้ทุกนาง ดังนี้น นางเหล่านี้ หลาย ๆ คน จึงเป็นเพียงนางสนมแต่เพียงในนาม บางคน จึงแก่และตายคาตำแหน่ง บางคน โชคดี ได้เป็นพระสนม มีทายาท เป็นองค์ชายองค์หญิง ก็ดีไป มีที่พึ่งพา บางคนโชคดีสุดยอด ได้องค์ชายและองค์ชายของนางได้เป็นรัชทายาทและสุดท้ายได้เป็นฮ่องเต้ นางผู้นั้นก็จะกลายเป็น พระแม่เจ้าหรือไทเฮาไปในทันที.....ส่วนนางต่าง ๆ ที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับฮ่องเต้ ตามธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อถูกจำกัดอยู่แต่ภายในห้องหับไปวัน ๆ หนึ่ง จึงต้องหาที่ยึดเหนี่ยว ว่ากันว่า ก็บรรดานายทหาร องครักษ์ เอย ขุนนางหนุ่ม ๆ หรือแก่ ๆ เอย เมื่อมั่นใจว่า นางใดไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว ต่างคนต่างก็ฉลองศรัทธาให้กับนางเหล่านี้ผู้โหยหาผู้ชายสุขสมอารมณ์หมายกันไปทั้งสองฝ่าย.......(ต้องขอประทานโทษนะครับไม่ได้หมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-อันนี้คือเรื่องราวความเป็นจริงของประวัติศาสตร์จีนทุกราชวงศ์มีอย่างนี้ทั้งนั้นครับ-เป็นธรรมชาติของมนุษย์นะครับอย่าคิดมาก)

ภาพวาดเสมือนจริงของจักรพรรดิเสียนเฟิง

นางสาวอี้หลานก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้เป็นนางสนมแล้ว ก็ได้แต่เฝ้ารอคอยโอกาสว่า วันที่เธอจะได้ถวายตัวกับฮ่องเต้นั้นจะมีโอกาสไหม ด้วยความที่นางเป็นคนทะเยอทะยานและมีความฉลาดหลักแหลม คิดการณ์สิ่งใด ต้องให้ได้สำเร็จ นางจึง มีกุศโลบาย เข้าหาขันทีเด็ก ๆ เพื่อติดสินบนให้มาเป็นพวก ทีละนิด ทีละนิด เพื่อที่จะได้สืบถามว่าองค์ฮ่องเต้จะมีความเคลื่อนไหวไปไหนบ้างในแต่ละวัน และเพื่อจะได้ไปนำเสนอตัวเองให้ฮ่องเต้เห็นหรือบางที่ขันทีน้อยเหล่านั้นที่ได้รับใช้องค์ฮ่องเต้จะได้เพ็ดทูลอะไรที่เป็นประโยชน์ กับเธอบ้าง.....

ในที่สุด เธอก็ได้ขันทีมาเป็นพวกจนได้ ขันทีน้อยผู้นั้น มีชื่อว่า "อานเต๋อไห่" ขันทีคนนี้ ประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นขันทีคู่ใจของนางในช่วงต้น ๆ ของความรุ่งเรือง แล้วประวัติศาสตร์ก็ได้เขียนไว้อย่างพิสดารเกี่ยวกับขันทีผู้นี้ซึ่งคงจะได้เอ่ยถึงในช่วงต่อไป

อานเต๋อไห่ ขันทีน้อยได้รับอามิสสินบน จาก นางสนมอี้หลาน ก็ได้ใจ คอยช่วยเหลือบอกข่าวแก่นางสาวอี้หลานอย่างเต็มใจ และได้ผลเสียด้วย เขาจัดคิว ให้ อี้หลาน ให้ฮ่องเต้เสียนเฟิง ทรงเข้ามาพบอย่างบังเอิญ(ของเสียนเฟิง)และอย่างตั้งใจของ อี้หลาน หนังสือบอกต่อไปว่า พลันที่เสียนเฟิงฮ่องเต้ ทรงสบพระภักดิ์กับนางสาวอี้หลานถึงกับทรงอึ้ง ไปชั่วขณะ ด้วยอัธยาศัยที่ฝึกฝนตนเองมาอย่างดี เรียกว่าทำการบ้านมาอย่างดีว่างั้นเถอะ นางสาวอี้หลานได้ถวายบังคมอย่างนอบน้อม และได้มีโอกาสได้เพ็ดทูลกับเสียนฟงฮ่องเต้หนุ่มตามลำพังอยู่พักใหญ่แล้วฮ่องเต้ก็ทรงจากไป........

นับจากวันที่พบเจอกับฮ่องเต้แล้ว นางก็ได้แต่รอคอยว่าคืนไหนจะมีบัญชาให้ทรงเฝ้าฯ แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ องค์เสียนเฟิงก็ไม่มีหมายเรียกสักที นางจึงต้องพยายามเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ ถึงสำเร็จ เพราะว่าครั้งแรกเสียนเฟิงทรงลืม แต่เมื่อได้มาบรรจบพบกันอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้นางจึงได้ใช้มารยาอย่างเต็มที่ และแล้ว......ในคืนนั้นเองขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะเข้าสู่ที่บรรทม....ขันทีข้างกาย ก็ถือถาดที่มีรายชื่อของนางสนมทุกนาง เดินเข้าไปถวายข้างพระแท่นบรรทม ฮ่องเต้จึงเลือกหยิบชื่อนางสาวเย่เหอนาลาอี้หลานขึ้นมาแล้วโยนให้ขันทีผู้นั้น เป็นอันรับทราบว่า คืนนี้นางที่จะเข้ารับสนองพระเดชพระคุณก็เป็นนางสาวอี้หลานนั่นเอง.....

ฝ่ายอี้หลานคืนนี้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย...ว่าคืนนี้ไหมหนอที่จะได้เฝ้ารับใช้เสียทีเวลาช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน และแล้ว กระทั่ง มีขันทีเข้ามาแจ้ง ถึงราชโองการว่าเวรเฝ้าในวันนี้คือนาง พลันนางก็เลือดไหลพล่านไปทั่วสพางค์กาย ยินดีปรีดาเป็นยิ่งนักจึงรีบเปลื้องผ้าออกเปลือยตัวล่อนจ้อนลงนอนบนผ้านวมเพื่อให้ขันทีม้วนห่อกายนางแบกใส่บ่าเข้าไปเฝ้าเสียนเฟิง.........

(หมายเหตุ-ในสมัยชิง หรือสมัยราชวงศ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสมัยหมิง ซึ่งใกล้เคียงกัน มีธรรมเนียมหรือกฏมณเฑียรบาลว่าด้วยองค์ฮ่องเต้ และชีวิตความเป็นอยู่ภายในวังในยามวิกาล นอกจากองค์ฮ่องเต้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นชายซึ่งสามารถอยู่ได้ในพระราชวัง นอกนั้น ขุนนางฝ่ายหน้าหรือผู้ชายรวมทั้งราชองค์รักษ์ต่าง ๆ จะต้องออกจากวังไปจนหมดปราศจากผู้ชาย คงเหลือเพียงนางสนม นางกำนัล ไทเฮา ฮองเฮา และ มเหสี ต่าง ๆ เท่านั้น มีเพียงขันที ที่ถูก "เจี๋ยน"แล้ว เป็นผู้รับใช้องค์ฮ่องเต้ที่มีสิทธิ์อยู่ภายในวังได้เพราะไม่ถือว่าเป็นชายแล้ว-นี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "วังต้องห้าม"  ส่วน องค์ฮ่องเต้ จะมีห้องบรรทม ในตำหนักใหญ่ ซึ่งอยู่ คนละตำหนักกับ ฮองเฮา ซึ่งก็คือ อัครมเหสี คืนไหน ฮ่องเต้มีความประสงค์จะไปอยู่กับฮองเฮา ก็เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย แต่ถ้าคืนไหน ฮ่องเต้จะประทับอยู่ในตำหนักของพระองค์เอง ก็เป็นที่รู้กันว่า ขันทีใกล้ชิดประจำตำหนัก จะต้องนำถาดรายชื่อนางสนม เข้าไปให้เลือก ส่วนนางใดถ้าได้เลื่อนเป็นพระสนมแล้ว ก็เป็นอัธยาศัยของฮ่องเต้ ซึ่งจะไปหานางถึงห้องก็ได้ หรืออาจบอกขันทีให้นำนางมาส่งก็ได้ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย อีกอย่าง สาเหตุที่ต้องให้นางสนม เปลื้องผ้าเหลือเพียงแต่ตัว แม้แต่ผม ก็ต้องปล่อยห้ามมีสิ่งประดับใด ๆ ติดตัวไป เนื่องจาก อดีตฮ่องเต้หลายพระองค์ ถูกนางสนมเหล่านี้ ลอบปลงพระชนม์ ด้วยการเอาปิ่นปักผมทิ่มแทงไปยังองค์ฮ่องเต้ อันนี้ จึงเป็นที่มาของกฏที่จะต้องให้นางสนมเปลื้องผ้าและเครื่องประดับก่อนที่จะให้ขันทีห่อผ้าห่มแบกเข้าไปถวายตัวต่อฮ่องเต้...)

เวอร์ชั่นนี้แหละครับ เรื่องซูสีไทเฮา โดยเจน จำรัสศิลป์ ที่เป็นสำนวนที่ไหงชื่นชอบมากที่สุดนอกเหนือจากของอาจารย์หม่อม ซึ่งเนื้อหาวิจิตรพิสดารพันลึกกว่ามาก ไหงอ่านตั้ง 3 รอบ(ฉบับพิมพ์ปัจจุบัน)

นางสาวอี้หลานได้ถวายตัวสมใจอยาก หนังสือ หรือประวัติศาสตร์ได้แต่เติมบอกว่า เธอได้พยายามสร้างความประทับใจให้กับเสียนเฟิงอย่างเต็มกำลังความสามารถเท่าที่มีอยู่เพื่อให้เสียนเฟิงประทับใจนางให้จงได้ และนับจากวันนั้น นางก็มีโอกาสใกล้ชิดกับเสียนเฟิงมากขึ้น วันเวลาผ่านไป ได้เข้าเฝ้าหลาย ๆ รอบ และแล้ว นางก็ตั้งครรภ์ขึ้นมา จึงทำให้นางได้เลื่อนขึ้นมาเป็น พระสนม (นางสนมนี้เทียบเท่ากับคนธรรมดาสามัญข้าราชบริพารหรือขันทีไม่ต้องแสดงความคารวะ) ส่วนพระสนม ได้เป็นบรรดาศักดิ์ขั้นแรก จึงต้องมีการ บังคม ในเบื้องต้น ถือว่าเป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นขั้นแรก

แต่แล้ว ความฝันของพระสนมอี้หลานก็พลันสลาย เมื่อครบรอบวันกำเนิดทารก ซึ่งเป็นเพศหญิง ได้เสียชีวิตในวันคลอดนั่นเอง ทำให้นางผิดหวังและเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า ทารกจะไม่เสียชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรไปจากมีชีวิตอยู่ เพราะการได้ ลูกสาว หาได้เกิดผลแต่อย่างใดต่อนางไม่ นางจึงต้องตัดใจและเริ่มต้นบทเรียนใหม่ทำร่างกายให้เข้ารูปเข้ารอยและฟื้นให้คืนมางดงามดังเดิม แล้วบทการนำเสนอตัวเอง ก็ก้าวเข้ามาเริ่มนับหนึ่งใหม่รวบรัดตัดตอนไปเลยว่า คราวนี้ นางได้ให้กำเนิด พระโอรส ยังความปีติยินดีแก่เสียนเฟิงฮ่องเต้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเสียนเฟิง ไม่มีโอรสกับสนมนางใดเลย ไม่พอ พระนางฉืออันฮองเฮาก็ทรงเป็นหมัน ดังนั้น โอรสของพระองค์ที่เกิดแก่พระสนมอี้หลานจึงเป็นโอรสองค์แรกและองค์เดียวของเสียนเฟิง ทีนี้เอง แววแห่งความรุ่งโรจน์ของอี้หลานก็เริ่มเปล่งรัศมีขึ้น นางได้เลื่อนขึ้นมาเป็นตำแหน่งพระสนมเอกโดยทันที ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นรองแต่เพียง พระนางฉืออันฮองเฮา เท่านั้น.......

ถึงตอนนี้ พระสนมเอกอี้หลานได้เริ่มตั้งตัวได้แล้ว เริ่มสะสมข้าราชบริภารเก็บไว้เป็นพรรคพวกเพิ่มขึ้น โดยมีอันเต๋อไห่ เป็นยอดขันทีคู่พระทัย นางได้รับความเมตตาจากเสียนเฟิงมาก และด้วยความเป็นตำแหน่งพระสนมเอก นางจึงมีสิทธิออกนอกวังได้ นางได้ถือโอกาสทูลลาเพื่อไปเยี่ยมมารดาและน้องชายน้องสาวที่บ้านนอกกรุงปักกิ่ง ถึงเวลาที่นางได้เดินทาง นับว่าเป็นการสมพระเกียรติยศของพระมารดาของราชโอรสของฮ่องเต้ ขบวนเกี้ยวของนางจึงไม่ธรรมดา มีเครื่องยศ นำหน้าด้วยนายทหารราชองค์รักษ์ และ กองทหาร ตามด้วยเกี้ยวของพระนาง และขบวนแห่ปี่กลองฉิ่งฉาบปี่แตร และลูกหาบเครื่องคาวข้าวของต่าง ๆ ที่พระนางนำไปเป็นของกำนัลแก่มารดาของพระนาง ขบวนแห่ของพระสนมเอกอี้หลานออกจากประตูวังไป มุ่งหน้าสู่ ตำบลหมู่บ้านของนาง ผ่านชุมชนบ้านเรือนซื่อเหอย่วน(บ้านเรือนแบบปักกิ่ง เรียกว่า "บ้านทรงซื่อเหอย่วน" ปัจจุบันยังมีอยู่รายรอบเมืองเก่าในกรุงปักกิ่ง เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนชาวปักกิ่งที่สืบทอดกันมา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและอาคารโบราณที่ทางการปักกิ่งอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี) จนไปถึงหมู่บ้านของพระนาง ซึ่งตอนนี้ จากเด็กสาวธรรมดา ๆ นางได้กลับมาอย่างนางราชสีห์ ชาวบ้านทุกคนไม่ว่าหนุ่มแหน่แก่เฒ่าเด็ก ๆ เล็กแดง ไม่เว้นแม้กระทั่งมารดาและน้องสาวน้องชายต่างต้องแสดงความคำนับ ตามประเพณีให้กับพระสนมเอก......เมื่อนางได้เข้าสู่ภายในบ้าน อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาระหว่างมารดาน้องสาวน้องชายแล้ว พิธีการต่าง ๆ ก็ยกทิ้งไป สามสี่แม่ลูกเข้ากอดกันกลม ร้องห่มร้องไห้ปลาบปลื้มปีติยินดี ปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ก่อนกลับนางได้มอบสิ่งของมีค่าทั้งของกินของใช้แก้วแหวนเงินทอง ให้กับ มารดาและน้องสาวน้องชาย พลางให้คำมั่นสัญญาว่า หากได้เป็นใหญ่กว่านี้ ในวันหน้า จะต้องรับ ทั้งสามคนเข้าไปอยู่ร่วมกันในวังให้จงได้......ซึ่งก็เป็นจริงของนาง ต่อไปภายหน้า น้องชายและน้องสาวของนางจะมีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนในทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...........................

ภาพถ่ายพระนางฉือซีไท่โฮ่วในช่วงที่เรืองอำนาจสูงสุดปราศจากอุปสรรคขวากหนาม

(ขออนุญาตจบตอนก่อน-แล้วจะกลับมาเขียนต่อ-เพราะตอนต่อไป จะต้องเปิดตำราเพื่อความถูกต้องก่อน.)-ตอเซี้ย

ครับ วันนี้ วันที่ 29 พฤษภาคม 2553 เป็นวันเสาร์สนุกสุดสัปดาห์มาว่ากันต่อถึงเรื่องพระนางชูศรี กันเลยนะครับ ต่อจากนี้ไปเป็นเนื้อหาที่ต้องใช้ตำราประวัติศาสตร์จีนเข้ามาช่วยเพื่อความถูกต้องครับ เชิญติดตามอ่านได้เลยครับ..........

ขอกลับขึ้นไปถึงเรื่องของฮ่องเต้เสียนเฟิง พระสวามีของพระนางซูสีไทเฮา  ในปี ค.ศ.1850 (พ.ศ.2393-อันตรงกับรัชกาลที่ 5 พระปิยะมหาราชของไทยเรา) จักรพรรดิเต้ากวง ซึ่งเป็นพระราชบิดา ของเสียนเฟิง สิ้นพระชนม์ ราชโอรส ซึ่งเป็นรัชทายาท มีนามว่า เหวินจง จึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา มีชื่อรัชกาลว่า "เสียนเฟิง" (คศ.1850-1861 สิ้นพระชนม์) จะเห็นได้ว่า ฮ่องเต้เสียนเฟิง ทรงมีเป็นจักรพรรดิ์ที่มีอายุรัชกาล สั้น เสียจริง ๆ มาเข้าเรื่องกันเลยครับ

ในช่วงที่ เสียนเฟิง ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา คือจักพรรติ์เต้ากวง ราชอาณาจักรแมนจู หรือ ชิง ในยุคนั้น เป็นช่วงที่เกิดสงครามระหว่างราชสำนัก กับ กบฏไท่ผิงของท่านหงซิ่วฉวนของเรา การต่อสู้เป็นไปอย่างเข้มข้นเมื่อท่านหงซิ่วฉวนรุกคืบขึ้นมาตั้งเมืองหลวงได้ถึง กรุงหนานจิง(นานกิง) ในขณะที่คณะขุนนางที่ทำการต่อสู้ในสมัยของฮ่องเต้เต้ากวง ก็ได้ทำการรู้รบกับไท่ผิงเทียนกว๋ออย่างหนัก และรุกฆาต จนกระทั่งสามารถปราบราชอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อได้อย่างราบคาบ ซึ่งส่วนหนึ่งในความสำเร็จอยู่ที่ความอ่อนแอไม่เป็นระบบขาดประสบการณ์ของขุนศึกต่าง ๆ ของไท่ผิง รวมถึงตัวหงซิ่วฉวนเอง ถ้าเหตุการณ์ไม่ลงเอยในรูปแบบนี้ ประเทศจีนทุกวันนี้อาจจะมีภาษาฮากกาเป็นภาษาราชการ แทนภาษาปักกิ่ง ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า "ผู่ทงฮว่า"

อีกไม่นานต่อมา ก็ได้เกิดการบุกเข้ามายังกรุงปักกิ่ง ของกองทัพอังกฤษกับฝรั่งเศส ในเดือนกันยายน ค.ศ.1960 ฮ่องเต้เสียนเฟิงจึงจำต้องหลบหนีลี้ภัยไปยังพระราชวังฤดูร้อนที่ เย่อเหอ (เย่อเหอเป็นเมืองคู่แฝดกับกรุงปักกิ่ง อยู่ทางทิศเหนือของกรุงปักกิ่งขึ้นไป ประมาณสัก ร้อยกว่าสองร้อยกว่ากิโลเมตร โดยราชสำนักชิงได้มาสร้างวังฤดูร้อนขึ้นที่นี่ เพื่อให้ฮ่องเต้และเหล่ามเหสีนางสนมกำนัลใช้เป็นที่พักผ่อนหลบร้อนจากกรุงปักกิ่งและทรงกีฬา ล่า กวาง ด้วย ปัจจุบัน เย่อเหอ ถูกประเทศจีนใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น "เฉิงเต๋อ" เป็นเมืองสำคัญที่ถูกบรรจุในโปรแกรมทัวร์ปักกิ่งจากบริษัททัวร์ต่าง ๆ และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปด้วย)  โดยหอบหิ้วเอาฮองเฮาและพระสนมเอกอี้หลาน ข้าราชบริพารต่าง ๆ และได้มอบหมายให้ "เจ้าชายกง" ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมอุทรเดียวกัน ทรงรักษากรุงปักกิ่ง เจ้าชายกงนี้ ต่อมาจะเป็นเสาหลักสำคัญในการร่วมกับพระนางฉือซี ไท่โฮ่ว ปฏิวัติได้สำเร็จหลังจากที่เสียนเฟิงสิ้นพระชนม์ที่เย่อเหอ จะเป็นอย่างไร มาตามกันต่อ  ฮ่องเต้เสียนเฟิง หลบภัยไปเย่อเหอ ได้มีเจ้านายในราชวงศ์แมนจูที่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยและเชื่อถืออย่างที่สุดติดตามไปด้วย ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นละครตัวเอกในเรื่องซูสีไทเฮาตอนต้นกันทั้งนั้น บุคคลเหล่านี้คือ ซู่ซุ่น ไช่หยวน และ ตวนหัว ซึ่งสององค์หลังเป็นเจ้าราชวงศ์ที่สนิทไว้วางใจของเสียนเฟิงส่วนซุ่ซุ่นเป็นขุนนางสามัญชนแต่เป็นหัวหน้าคณะองคมนตรี ซึ่งเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าขุนนางองคมนตรีองค์ใดของเสียนเฟิง เมื่อไปถึง เย่อเหอ อิทธิพลของ ซุ่ซุ่นยิ่งได้ใหญ่โตมีความสำคัญสูงยิ่งขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์จีนกล่าวว่า  "อิทธิพลของซุ่ซุ่นกับพวกยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะยิ่งใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิ์ซึ่งตามปกติก็ทรงเป็นคนอ่อนแออยู่แล้ว  ถึงขนาดสามารถปลุกปั่นให้จักรพรรดิ์มีพระบรมราชโองการตามความประสงค์ของตนได้ตามชอบใจ ซู่ซุ่นผู้นี้ ทั้งเจ้านายและขุนนางแมนจูพากันชิงชังรังเกียจยิ่งนักเพราะเป็นผู้สนับสนุนให้แต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งขุนนางเชื้อชาติฮั่น(จีน) หลายต่อหลายคนและก็ขึ้นชื่อลือชาว่า เป็นคนโหดร้ายใจอำมหิตด้วย"(ประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 635)

ลอร์ด ชาร็เด็น พาวเวล์ ผู้สำเร็จราชการอินเดีย ผู้นำกองทัพบริทิชและฝรั่งเศสเข้าสู่กรุงปักกิ่ง และ เผาพระราชวังหยวนหมิงหยวนซึ่งถือว่าสวยงามที่สุดในยุคราชวงศ์ชิงปัจจุบัน โลกทั้งโลกต่างสุดแสนเสียดาย พระราชวังหยวนหมิงหยวน ซึ่งสร้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ซึ่งวิจิตรพิสดารมาก มีการจำลองสวนแบบบาบิโลเนียและ เสาอาคารแบบกรีกและโรมัน ว่ากันว่า ไฟโหมลุกไหม้ ตั้ง 7 วัน 7 คืนจึงจะสงบ ส่งผลให้พระสติของเสียนเฟิงทรงเครียดจัด และหันไปพึ่งน้ำเมา(น้ำจันทร์) และฝิ่น จนร่างกายทนไม่ไหวตรอมใจตายไปเสียก่อน (ว่ากันว่าไฟที่ลุกไหม้พระราชวังหยวนหมิงหยวนที่ปักกิ่งมองเห็นได้จากเย่อเหอซึ่งห่างไกลไปเกือบ 200 กิโลเมตรเลยทีเดียว เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก ปัจจุบัน องค์การยูเนสโก ได้ประนามการกระทำดังกล่าว และหยวนหมิงหยวนคงเหลือแต่เสาแบบโรมันและกรีกให้ดูต่างหน้าเท่านั้น

ในระหว่างที่อยู่เย่อเหอนี้ พระสนมเอกอี้หลาน ซึ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นมเหสีตะวันตก เรียบร้อยแล้ว เพราะมีฐานะเป็นพระราชมารดาของราชโอรสของเสียนเฟิงฮ่องเต้......

ศึกชิงอำนาจระหว่างสองไทเฮากับ คณะผู้สำเร็จราชการ ซู่ซุ่น

กลับมาอ่านกันต่อนะครับ ตั้งแต่ตอนต่อนี้ไป ไหงจะร่ายยาวออกมาเป็นสำนวนของไหงเอง โดยอาศัยความจำทั้งหมด ดังนั้น จึงต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า อาจจะนำไปใช้อ้างอิงได้ ไม่เต็มที่ แต่จะไม่ต่อเติมเสริมแต่งหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ถือว่า เป็นเรื่องที่อ่านกันเอาสนุกสนานก็แล้วกันนะครับ

ที่เย่อเหอ ฮ่องเต้เสียนเฟิง ได้อาศัยคณะองคมนตรีคือกลุ่มของซู่ซุ่น และ บรรดาเจ้าราชวงศ์ทั้งหลาย ในตอนนี้ ขออธิบายว่า ซุ่ซุ่น นั้น เป็นข้าราชการสามัญชนชาวแมนจู ส่วน คณะของเขา เป็นเจ้าราชวงศ์ชิงทุกองค์ แต่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของซุ่ซุ่น และ ซุ่ซุ่น ก็มีอำนาจและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของจักรพรรดิเสียนเฟิงมาก ดังนั้น จึงถือได้ว่า ที่พระราชวังฤดูร้อนที่เย่อเหอที่เสียนเฟิงหลบภัยมาพำนักอยู่นี้ มีคณะของซุ่ซุ่นที่คอยเป็นที่ปรึกษา คนสำคัญ ส่วนทางปักกิ่ง ก็มีเจ้าชาย กง พระอนุชา คอยรับหน้า 2 กองทัพต่างชาติฝรั่งเศสกับอังกฤษที่บุกเข้ามายังปักกิ่ง

ระหว่างที่ประทับอยู่เย่อเหอ เสียนเฟิง มีพระอาการไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก และมีอาการทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น สาเหตุเหล่านี้ สืบเนื่องมาจาก การที่ต้องทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาคือฮ่องเต้เต้ากวง ซึ่งยังมีภาระกิจปราบปราม กบฏไท่ผิง อันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน และองค์เสียนเฟิงเองก็ต้องมารับช่วงต่อ ในการปราบปรามกองทัพของไท่ผิง จนในที่สุด ขุนศึกแมนจูก็สามารถปราบกบฏไท่ผิง ได้สำเร็จ โดย ความผิดพลาดของขุนศึก สือต๊ะไค มือขวา ของ ฮ่องเต้หงซิ่วฉวน ซึ่งทั้งสองท่านนี้ เป็นชาวฮากกา แต่พอเสร็จศึกกบฏไท่ผิง และ สงครามฝิ่นแล้ว ก็กลับมาเจอการบุกของกองทัพ 2 ชาติขึ้นมาอีก จึงทำให้ทรงต้องลี้ภัยขึ้นไปอยู่ที่เย่อเหอ

บ่อยครั้ง ที่คณะที่ปรึกษานำโดยซู่ซุ่น ถวายราชการงานเมืองกับเสียนเฟิง พระนางอี้หลานมเหสีตะวันตก ได้ผลีผลามเข้ามาแสดงความคิดเห็น และ เสนอแนะหาทางออกได้อย่างแยบยล จนสุดที่เสียนเฟิงและพวกซู่ซุ่น จนปัญญาที่จะไม่รับฟังได้ เพราะเป็นความเห็นที่เฉียบแหลม และ ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เกินกว่าที่สตรีคนหนึ่ง จะมีความคิดอันเฉลียวฉลาดและแยบยลอย่างพระนางได้ เหตุการณ์นี้ ทรงทำให้เสียนเฟิง มีใจระแวงระวังพระนางอี้หลาน รวมทั้งซุ่ซุ่นและพวก ต่างก็เกิดความระแวงและชิงชังพระนางอี้หลานเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ในขณะที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไปอย่างเข้าด้ายเข้าเข็ม ทางปักกิ่งก็ยังไม่เรียบร้อย เจ้าชายกง ก็อยู่ในระหว่างเจรจากับคณะผู้แทนกองทัพ 8 ชาติอยู่ ในระหว่างนั้นเอง เสียนเฟิง ทรงมีพระสุขภาพแย่ลงเรื่อย ๆ ทรงป่วยด้วยอาการหอบหืด เหนื่อย หอบ ไอ และมีไข้สูง พระมเหสีทั้งสอง ก็มีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ไม่แพ้พวกของซู่ซุ่น เช่นกัน ต่างปริวิตกต่อพระอาการของเสียนเฟิง ในหนังสือเรื่องซูสีไทเฮา และภาพยนต์ทีวีที่รัฐบาลจีนสร้าง ได้เล่าเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า พระนางอี้หลานได้ปรุงยาถวาย ทำให้พระอาการทุเลาและกระปรี้กระเปร่าขึ้น จึงมีความยินดีและนึกขอบใจในพระนางอี้หลานมเหสีตะวันตก แต่เรื่องราวในหนังสือได้บอกว่า นาง แอบใช้ "ฝิ่น" เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุงที่ต้มถวายให้เสียนฟงดื่ม เพื่อให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า และ ตื่นตัว แต่เป็นการบ่อนทำลายร่างกายของเสียนเฟิงไปในตัวด้วย

อาการของเสียนเฟิง ที่ได้เสวยโอสถที่พระมเหสีตะวันตกปรุงถวายได้ดีขึ้นเพียงไม่นาน อาการกลับทรุดลงมาก ด้วยสามัญสำนึกและสัมผัสที่หกที่ทรงระแวงมเหสีอี้หลาน จึงได้ทรงปรึกษาหารือกันกับคณะซู่ซุ่น ถึงความฉลาดหลักแหลมเกินตัวของพระนางอี้หลาน ทรงเกรงว่า นาง จะคิดการณ์ใหญ่ จึงทรงตัดไฟแต่ต้นลม มีบรมราชโองการให้ซู่ซุ่น เป็นหัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้องค์ใหม่ หลังจากที่พระองค์ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว เพราะทรงรู้ตัวเองดี ถึงแม้ว่า จะทรงเขียนบรมราชโองการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนยุวกษัตริย์ แต่.........

ในที่สุด เสียนฟง ก็ทนสู้กับพระโรคไม่ไหว จึงสวรรคตไป ในขณะที่มีอายุได้เพียง สามสิบกว่าปี อีกทั้งทางปักกิ่ง ก็ได้เจรจากับกองทัพ 2 ชาติเรียบร้อยพอดี เกี่ยวกับการป่วยของเสียนเฟิงฮ่องเต้นั้น ประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกว่าท่านป่วยเป็นโรคอะไร แต่เพียงอนุมานว่า พระองค์ทรงป่วยเป็น วัณโรค ซึ่งไหงเข้าใจเอาเองว่า คงไม่ใช่แน่นอน ถ้าทรงเป็นวัณโรค ในตอนนั้น บุคคลแวดล้อมต่างมิต้องติดพระโรคนี้กันไปหมดหรือ?  (อันนี้ขออนุญาตแสดงความเห็นเป็นการส่วนตัวว่า พระองค์ทรงมีร่างกายที่อ่อนแอ และมาเจอกับความเครียด จึงทำให้อาการกำเริบ ซึ่งอาการโรคของเสียนเฟิง ไหงว่า น่าจะเป็น "โรคหอบหืด" มากกว่า แต่ด้วยวิทยาการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ-หมายถึงการแพทย์แผนใหม่ของจีน-แต่การแพทย์แผนจีนก็ดีมาก เพียงแต่ว่า ทรงอยู่ในภาวะที่ คับขันมิคสัญญี และอาจถูกวางยาได้ จึงทนไม่ไหว เสด็จสวรรคตไปเสียก่อน)

ภาพวาดเสมือนจริงของจักรพรรดิถงจื้อ

ถึงช่วงนี้ ก็เกิดความมันส์แล้วละครับ พี่น้อง ทางวังฤดูร้อนที่เย่อเหอก็ได้จัดการพระศพของเสียนเฟิง โดย ซู่ซุ่น และ คณะผู้สำเร็จราชการ ได้แสดงตัวแล้วว่า มีบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตนเอง และคณะองค์มนตรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทน ยุวกษัตริย์ คือ โอรสของเสียนเฟิงกับอี้หลานมเหสีตะวันตก ซู่ซุ่นยังได้ประกาศห้ามมิให้เจ้าชายกง เสด็จเดินทางมาที่เย่อเหอเพื่อคำนับพระศพตามราชประเพณี โดยอ้างความปลอดภัยของพระราชวังหลวงที่ปักกิ่ง เหตุการณ์นี้ ว่ากันว่า เป็นการลดทอนอำนาจและบทบาทของเจ้าชายกง ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมบิดามารดาเดียวกันกับฮ่องเต้เสียนเฟิง แต่คณะซู่ซุ่นหารู้ไม่ว่า พระนางอี้หลานฉลาดล้ำลึกเกินกว่าที่พวกตนจะนึกคิดได้ พระนางอี้หลาน ซึ่งบัดนี้ ได้เลื่อนพระอิสิริยยศเป็น พระนางฉือซี ไท่โฮ่ว ซึ่งแปลว่า ไทเฮาตะวันตก ส่วนพระอัครมเหสีตะวันออก ได้พระราชทินนามว่า พระนางฉืออัน ไท่โฮ่ว ซึ่งก็หมายความว่า ไทเฮาผู้เมตตา ร่มเย็น ทำนองนี้  พระนางฉือซีไท่โฮ่ว (คำว่า ไท่โฮ่ว-น่าจะหมายความว่า ผู้เป็นใหญ่เบื้องหลัง(ฮ่องเต้) ซึ่งก็คือพระมารดาของฮ่องเต้ หรือตรงกับของไทยเราก็คือ พระบรมราชชนนี-พันปีหลวง) พระนางฉือซีไท่โฮ่ว ซึ่งต่อไปไหงจะเรียกว่า พระนางซูสีไทเฮาตามที่บ้านเราคุ้นเคย หรือพระนางชูศรี ตามที่ไหงชอบเรียก

พระนางซูสีไทเฮาทรงฉลาดล้ำลึกมาก ทรงแอบเก็บตราลัญจกร หรือตราหยกประจำพระองค์ฮ่องเต้เสียนเฟิงไว้กับตัวเองอย่างมิดชิดโดยที่หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ ในตอนนี้ พระนางชูศรี กับพวกของซู่ซุ่น ต่างชิงไหวชิงพริบกันอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งตามกฏมณเฑียรบาล องค์ไทเฮา จะไม่มีสิทธิสำเร็จราชการแทนยุวฮ่องเต้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยมีในประวัติศาสตร์จีนก่อนราชวงศ์ชิงเลย ในสมัยราชวงศ์หมิง ยังมีการที่ไทเฮาเคยเป็นใหญ่ในแผ่นดิน รักษาราชการแทนฮ่องเต้ที่ยังทรงพระเยาว์ ได้ พระนางซูสี ได้ยกข้อนี้ขึ้นมาอ้าง ทั้งยังได้รับการเห็นด้วยจากพระนางฉืออันไท่โฮ่วเสียด้วย แต่พวกซู่ซุ่นไม่ยอม โดยอ้างว่า พวกตนได้รับการแต่งตั้งจากองค์เสียนเฟิงให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้องค์น้อย ในชั้นนี้ พระนางซูสีไทเฮาจึงทำเป็นยินยอม แต่ซู่ซุ่นและพวกหารู้ไม่ว่า พระนางได้แอบปลอมราชโองการให้ประหารซู่ซุ่นและคณะ โดยประทับตราลัญจกรของเสียนเฟิงอย่างถูกต้องเสียด้วย โดยพระนาง แอบให้อานเต๋อไห่ ขันทีคนสนิท ลักลอบเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อมอบให้กับเจ้าชายกง พระเจ้าอา โดยทั้งสองได้ลอบส่งจดหมายนัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว...

พระนางชูศรีในเครื่องทรงเต็มยศ

ตามกฏมณเฑียรบาลของราชวงศ์ชิง หากองค์จักรพรรดิ์ไปเสด็จสวรรคตยังต่างเมือง ห้ามมิให้พระมเหสี เสด็จตามขบวนพระศพกลับเมืองหลวงไปด้วย โดยจะต้องเสด็จเดินทางไปก่อนขบวนพระศพ ดังนี้ พวกของซู่ซุ่น ได้คิดวางแผนไว้แล้วว่า จะลอบสังหารไทเฮาทั้งสององค์ในระหว่างทาง พอถึงปักกิ่ง ก็จะนำกำลังทหารของตนทั้งหมด ยึดกุมอำนาจและประหารเจ้าชายกงเสีย

เมื่อต่างฝ่ายต่างวางแผนการณ์ไว้แล้ว ซู่ซุ่นก็ได้แต่กระหยิ่มยิ้มใจว่าอำนาจอันยิ่งใหญ่คงไม่หลุดลอยไปจากมือของตนอย่างแน่นอน....เมื่อหมายกำหนดการเดินทางของสองไทเฮา มาถึง ทั้งสองพระนาง จึงได้ออกเดินทางล่วงหน้าพระศพไปยังกรุงปักกิ่ง และระหว่างทาง นั้น ทหารที่นำขบวนไป ก็ได้รับมอบหมายให้ "สำเร็จโทษ" สองพระนางนั้นเสียทันที........

เหมือนกับฟ้าได้ลิขิตไว้......มิเพียงแต่สองพระนางไทเฮาจะปลอดภัย เพราะหัวหน้าทหารผู้นำขบวนเสด็จของพระนางทั้งสอง เป็นนายกองหนุ่ม ซึ่งมีชื่อว่า  หยงลุ???  ช่างเป็นเรื่องที่น่าบังเอิญเสียจริง ๆ ว่า อดีตคนรักของพระนางซูสีไทเฮา จะได้เดินมาตามเส้นทางการทหารจนไต่เต้าขึ้นมาและได้มีโอกาสถวายงานให้กับอดีตคนรักในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับชีวิตเสียด้วย อันนี้ หนังสือและไหง ไม่ได้แต่งเพิ่มเติมเองนะครับ ประวัติศาสตร์จีนเขียนไว้อย่างนี้จริง ๆ ในเมื่อ หยงลุ นายกองหนุ่ม ผู้นำขบวนอารักขาสองพระนางไทเฮา นอกจากจะทรงปลอดภัยแล้ว พระนางซูสีถึงกับสบายอกสบายใจ ที่ทำไมโอกาสของพระนางช่างสดใสไร้อุปสรรคเสียจริง

ส่วนขบวนพระศพที่เคลื่อนมาตามหลังพระมเหสีทั้งสองพระองค์ โดยมี ซู่ซุ่นและคณะ เป็นผู้นำขบวนพระศพ เคลื่อนสู่กรุงปักกิ่ง โดยหารู้ไม่ว่า พวกตน กำลังเดินทางไปสู่ยมฑูต ที่รอรับอยู่หน้าประตูเมืองด้านทิศเหนือ ไหงได้มีโอกาสดูภาพยนต์ทีวีในตอนนี้ รู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นมาก เมื่อขบวนพระศพไปถึง ซู่ซุ่นถึงกับตาเหลือก ว่า เจ้าชายกง ทรงยืนเด่นเป็นสง่า รอรับพระศพพระเชษฐา พร้อมทั้งกองทหารมากมายหลายพันนาย โดยเฉพาะ ปะรำรับเสด็จพระศพของเสียนเฟิง ยังมีไทเฮาทั้งสองพระองค์ ประทับนั่งเด่นเป็นสง่า เพื่อรอรับพระศพ  ซู่ซุ่นเห็นดังนั้น จึงทำใจดีสู้เสือ ชู แผ่นพระบรมราชโองการฯ ที่เสียนเฟิง ประกาศให้ตนเป็นหัวหน้าผู้สำเร็จราชการ ผู้ใดขัดขืน ประหารชีวิตสถานเดียว แล้วออกคำสั่งให้ เจ้าชายกง ทำการถวายการคำนับ แต่เจ้าชายกง หาได้แสดงท่าทีที่ยำเกรงไม่....เจ้าชายกง ได้ชูแผ่นบรมราชโองการ แต่งตั้งให้ พระนางไทเฮาสองพระองค์ เป็นผู้ว่าราชการหลังม่าน ขององค์ฮ่องเต้ โดยมีเจ้าชายกง เป็นอัครมหาเสนาบดี และบรมราชโองการที่มีอยู่ในมือของเจ้าชายกง กลับมีตราประทับหยก หรือราชลัญจกรของเสียนเฟิงฮ่องเต้เสียด้วย เท่านี้แหละพี่น้อง ซู่ซุ่นกับพวก ก็หน้าถอดสี ถูกทหารเข้าล้อมตัว จับกุมนำเข้าเรือนจำเพื่อรอวันประหาร.......

เมื่อเสร็จพระราชพิธีพระศพของเสียนเฟิงฮ่องเต้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการสถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่ โดยที่พระนางซูสีไทเฮา ทรงกำหนดให้ สองไทเฮา ว่าราชการในระหว่างที่องค์ฮ่องเต้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยนั่งว่าราชการอยู่หลังม่านโปร่งใส เพื่อเป็นพิธีและให้ได้ยินเสียงและมองเห็นหลังราชบัลลังก์ของฮ่องเต้องค์น้อย โดยมีชื่อรัชการนี้ ว่า "ถงจื้อ" แปลว่า "ร่วมกันปกครอง"

ในสมัยของฮ่องเต้ถงจื้อนี้ เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่พระนางซูสีไทเฮาทรงกำหนดเองหมดทุกอย่างนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป โดยมีเจ้าชายกง น้องสามี เป็นเสนาบดีคู่พระทัย ซึ่งทั้งสององค์ ต่างใส่หน้ากากต่อกันและต่างก็ให้เกียรติกันและกัน เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า หากขาดคนใดคนหนึ่ง อำนาจของทั้งสองคน ก็จะสั่นคลอน โดยเฉพาะเจ้าชายกง ซึ่งจำเป็นต้องไปตามน้ำ เพราะหากฝืนทำอะไรบู่มบ่ามหรือลุแก่อำนาจ ก็จะต้องโทษ สู้ยอมเป็นพวกของพระนางซูสีเสียจะดีกว่า แต่ด้วยความเป็นพระเจ้าอา และพระนางซูสีไทเฮาก็ได้ให้เกียรติ เจ้าชายกง จึงทะนงตนบ้าง แต่เจ้าชายกงพระองค์นี้ ก็ได้เป็นเสาหลักค้ำบัลลังก์ให้กับพระนางซูสีในระยะแรกแห่งชีวิตไทเฮา   

ในช่วงแรกแห่งรัชกาลถงจื้อนี้ พระนางซูสี ได้แสดงอำนาจและบทบาทขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่ง (ประวัติศาสตร์ว่าไว้) เจ้าชายกง ได้เข้าขอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ มีอยู่สองเรื่อง เรื่องหนึง เจ้าชายกง ไม่นั่งคุกเข่ารอระหว่างเสด็จออก ตามกฏมณเฑียรบาล คงประทับยืนเดินไปเดินมา พอพระนางชูศรีเสด็จออก จึงคุกเข่าถวายบังคม ยังความขุ่นเคืองพระทัยของพระนางซูสี  และ อีกครั้งหนึ่ง ในการเข้าเฝ้า พูดคุยกัน ระหว่างพระนางชูศรี กับ เจ้าชายกง โดยพระนางประทับอยู่หลังม่าน ท่ามกลางองครักษ์และขันที จู่จู่ พระนางก็ทรงกรีดร้องกรี๊ด ขึ้นมา โดยหาเหตุที่มาที่ไปไม่ได้ ทำให้เจ้าชายกง เสียศูนย์ไปเลย เหตุการณ์ นี้ จึงเป็นการส่งเสียงเตือนให้เจ้าชายกง ทรงต้องอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระนางซูสีไทเฮาไปโดยปริยายและไม่กร่างอีกเลย เรื่องของเจ้าชายกงประวัติศาสตร์ได้เขียนยกย่องให้ว่าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเสียนเฟิงที่ปักกิ่งและได้ทรงเซ็นสัญญาต่าง ๆ ที่ ฝรั่ง 8 ชาติ เขียนขึ้นมา อย่างเรียบร้อยและได้เป็นเสาหลักค้ำบัลลังก์ของพระนางชูศรีในช่วงระยะแรกของชีวิตการปกครองของพระนางจวบจนกระทั่งเจ้าชายกงสิ้นพระชนม์ไปเมื่อเข้าสู่วัยชรา

มาพูดถึงเรื่องราวส่วนตัวของพระนางชูศรีตามที่หนังสือเขาเขียนไว้กันต่อ ระหว่างนี้ พระนางชูศรี ได้กำหนดกฏเกณฑ์ให้ฮ่องเต้ ทำตามที่พระนางกำหนดแทบทุกอย่าง ถึงกับสั่งให้พระอาจารย์ถวายอักษร ไม่ต้องเข้มงวดมากนัก (ซึ่งก็คงจะกลัวว่าฮ่องเต้จะทรงเก่งกาจฉลาดเฉลียวเกินกว่าพระนาง) ทรงดุดันเข้มงวดกับพระราชโอรสมาก ถงจื้อฮ่องเต้ จึงทรงกลัวพระราชมารดามาก แต่ในทางกลับกัน ถงจื้อ กลับทรงรักและเคารพต่อพระนางฉืออันไทเฮาเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระนางฉืออัน ทรงเป็นสุภาพสตรีที่มีความเมตตาอารี อ่อนน้อม จิตใจอ่อนโยนสวยงาม และไม่ทะเยอทะยาน แถมยังทรงฝักใฝ่ในธรรม ด้วย ทำให้ถงจื้อฮ่องเต้หนุ่ม ทรงรักและเคารพพระนางฉืออันไทเฮา มากกว่า พระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นพระราชมารดาแท้ ๆ เรื่องนี้ ทำให้พระนางชูศรีของไหง รู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

เมื่อถึงกำหนดที่ฮ่องเต้จะทรงมีพระมเหสีหรือพระสนม พระนางชูศรี ได้บังคับข่มขู่ให้ทรงเลือกนางกำนัลที่พระนางเลือกให้เพราะเป็นคนของพระนาง แต่บังเอิญฮ่องเต้ถงจื้อกลับไม่ชอบสตรีที่พระมารดาเลือกให้ กลับทรงชอบนางกำนัลที่พระนางฉืออันแนะนำ อันนี้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ชูศรีไทเฮา ทรงขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง

พระนางชูศรีไทเฮา ทรงกดดันถงจื้อพระราชโอรสมากเป็นอย่างมาก เอ เป็นอันว่า เมื่อฮ่องเต้ทรงมีพระสนม และมีอายุเกือบที่จะบรรลุนิติภาวะ พระนางยิ่งกดดันพระโอรสเป็นอย่างมาก โดยยกเอาคำสอนของขงจื้อมาอ้าง ว่า บุตร ต้องเคารพรักและเชื่อฟังอีกทั้งต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ฮ่องเต้ถงจื้อ ถูกกดดันหนัก จึงหันไปกิน ดื่ม เที่ยว โดย มี พระพี่เลี้ยงตัวแสบ แอบพาไปเที่ยวตามซ่องโสเภณีในเมืองปักกิ่ง ทำให้ทรงหลงไหลติดใจในอบายมุขมากขึ้น และทรงป่วย โดยไม่ได้รับการแยแสจากพระมารดาแม้แต่เพียงนิดเดียว ขอสรุปเลยก็แล้วกันว่า พระองค์ทรงป่วยหนักจนถึงแก่สิ้นพระชนม์ ในวัยหนุ่ม ประวัติศาสตร์จีนในตอนต้นบอกว่า พระองค์ทรงเที่ยวโสเภณีจนต้องโรคซิฟิลิส และถึงแก่สิ้นพระชนม์ ต่อมา ประวัติศาสตร์จีนได้ชำระใหม่ว่า ผู้ที่เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคของฮ่องเต้ถงจื้อ ซึ่งก็คือจักรพรรดิผู่อี้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของอาณาจักรต้าชิง ได้ยืนยันว่า จักรพรรดิถงจื้อประชวรด้วยไข้ทรพิษไม่ใช่โรคผู้หญิงอย่างที่ลือกันแล้วเขียนเป็นประวัติศาสตร์ แต่โรคกำเริบจนสิ้นพระชนม์เพราะพระนางซูสีตบตีมเหสีของพระองค์ต่อหน้าจนพระอาการกำเริบถึงสิ้นพระสติ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1875 พระนางชูศรีก็ประนามมเหสีว่าเป็นตัวการทำให้โอรสของนางสิ้นพระชนม์ จึงสั่งกักขังไว้และให้อดอาหารและน้ำนางอยู่มาได้สองเดือนเศษจึงสิ้นพระชนม์ตามพระสวามีไป ยังมีเรื่องราวของฮ่องเต้หรือจักรพรรดิชิงอีกสองพระองค์ซึ่งก็มีพระอาการอาภัพเหมือนกันซึ่งจะได้กล่าวถึงในช่วงถัดไป...

มาว่ากันถึงเรื่องราวอันพิสดารของพระนางชูศรีกันต่อ เป็นที่ทราบว่า พระนางมีขันทีคู่พระทัยคือ อานเต๋อไห่ ซึ่งก่อนนี้เป็นขันทีน้อย ที่คอยปรนนิบัติและทำตามคำสั่งของพระนางซูสีไทเฮาอย่างเคร่งครัด บัดนี้ อานเต๋อไห่ กลับยิ่งใหญ่อยู่ภายในวังหลวงหรือวังต้องห้ามแห่งนี้ เป็นที่เกลียดชังและหมั่นไส้ของขุนนางต่าง ๆ รวมถึงเจ้าชายกงด้วย (ในตอนนี้ หนังสือได้เขียนไว้อย่างพิสดารว่า อานเต๋อไห่ ที่แท้เป็นขันทีปลอม หาได้ถูก "เจี๋ยน" ไม่ เอาไปเอามา จากการปรนนิบัติพระนางชูศรี ทำการนวดสปา สปาไปสปามา หญิงแท้ชายแท้ ก็รู้กัน ทั้งสอง จึงได้กลายมาเป็นคู่นอนกันอย่างที่ไม่มีผู้ใดสงสัยเลย เนียนมาก ๆ เพราะว่า อานเต๋อไห่ เป็นขันที???---ในเรื่องนี้ หนังสือยังแต่งต่อไปอีกว่า อานเต๋อไห่ เป็นที่โปรดปรานของบรรดา อดีตนางสนม และนางกำนัลสาวใหญ่สาวน้อยภายในวังหลวง ทำให้อานเต๋อไห่ นอกจากต้องถวาย สปา แก่พระนางชูศรีแล้ว อานเต๋อไห่ ยังต้องเจียดเวลา ไปให้ นางสนมกำนัลต่าง ๆ สปาให้กับเขาอีก เรื่องนี้ไหนเลยที่พระนางชูศรีไม่อาจจะล่วงรู้ได้ ว่ากันว่า ทรงหึงหวงอย่างหนัก จนนางสนมกำนัลแต่ละนาง ทยอยหายหน้าหายตาไปจากโลก ทีละคนสองคน????---เรื่องนี้ประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนไว้นะครับ โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านและให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลในประวัติศาสตร์ด้วย)

เรื่องจริง เกี่ยวกับ อานเต๋อไห่ ที่ประวัติศาสตร์จีนเขียนไว้ ก็คือ เขา ได้ถูกพระนางซูสีไทเฮา ขอร้องให้เดินทางไปยังแดนใต้ (อาจจะเป็น ฮกเกี้ยน เจียงซู หรือ กวางตุ้ง) โดยให้ลักลอบเดินทางไปทางเรือผ่านลำคลองต้ายุ่นเหอ อันนี้ กฏมณเฑียรบาลของราชวงศ์ชิง เขียนไว้อย่างชัดเจนและก็ศักดิ์สิทธิ์มากด้วย ว่า ห้าม ขันที ออกจากเมืองหลวงโดยลำพัง นอกจากติดตามเสด็จฮ่องเต้ แต่เพียงเท่านั้น ถ้าปรากฏว่า ขันที ออกนอกเมืองหลวงโดยลำพัง จะถูกประหารชีวิตทันทีไม่มีอุทรณ์ ฏีกา ทั้งสิ้น

อันที่จริง ถ้าอานเต๋อไห่ แอบเดินทางไปเงียบ ๆ ก็คงไม่มีผู้ใดจับได้ อ้อ ไหงลืมบอกไปว่า ภารกิจที่อานเต๋อไห่ถูกใช้ให้ไป ก็คือ ไปหาซื้อผ้าแพรไหม อย่างดี ทางใต้ของจีน อานเต๋อไห่ หยิ่งผยองลำพองใจมาก จัดขบวนเรือ อย่างยิ่งใหญ่ มีทหารองครักษ์ติดตาม มีนางสนมกำนัลร่วมเดินทางไปปรนนิบัติพัดวีพร้อมทั้งนวดสปาให้บนเรืออย่างอิ่มหนำสำราญใจ ที่สำคัญไปกว่านี้ คือ อานเต๋อไห่ บังอาจ นำธงฮ่องเต้สีเหลือง ปักไว้หน้าเรือด้วย ถ้านั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปเมื่อ เกือบสองร้อยปีก่อน ในตอนกลางคืนบนคลองต้ายุ่นเหอ จะมองเห็นเรือสำราญล่องไปตามลำคลองสว่างไสวท่ามกลางความมืดยามรัตติกาล... 

เมื่ออานเต๋อไห่เดินทางไปถึงมณฑลซานตง ด้วยความเอิกเกริกเกรียงไกรของขบวนเรือของอานเต๋อไห่ ข้าหลวงใหญ่แห่งซานตง จึงรีบรายงานมายังเจ้าชายกง เป็นจังหวะดีของเจ้าชายกงซึ่งจะได้แก้เผ็ดพระนางชูศรีและอานเต๋อไห่ เจ้าชายกงจึงรีบเข้าไปถวายรายงานต่อพระนางฉืออันไทเฮา ด้วยกฏมณเฑียรบาลระบุชัด พระนางฉืออันไทเฮาย่อมไม่อาจไม่ปฏิบัติตามกฏได้ จึงจำต้องมีพระบรมราชโองการให้ประหารอานเต๋อไห่ ทันที ที่ซานตง จังหวะนั้น พอดีพระนางซูสีไทเฮา ได้ทรงผ่อนคลายกับการชมงิ้วปักกิ่งซึ่งเป็นที่โปรดปราณเป็นอย่างยิ่งของพระนาง มิหนำซ้ำ ยังสั่งให้ ห้ามผู้ใดทั้งสิ้น เข้ามารบกวน ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม........

ผลปรากฏว่า เมื่อข่าวการประหารอานเต๋อไห่มาถึงหูของพระนาง พระนางจึงทั้งแค้นทั้งเสียใจและอับอายแต่ก็ทำอย่างไรไม่ได้ เพราะเป็นกฏมณเฑียรบาล มิหนำซ้ำ หนังสือยังแต่งต่อไปอีกว่า เมื่ออานเต๋อไห่ ถูกประหาร ความลับเรื่องขันทีปลอมก็ถูกเปิดเผยไปโดยปริยาย ดังนั้น ในฐานะที่อานเต๋อไห่ เป็นขันที ที่อยู่เฝ้าปรนนิบัติพระนางยามค่ำคืนทุกวันคืน เหตุการณ์จะเป็นอย่างใด ทุกคนย่อมคาดเดาได้ดี เรื่องนี้ เจ้าชายกง นำมาถวายรายงานแก่พระนางชูศรี ทำให้พระนางทั้งเจ็บทั้งอาย แต่ก็ยังทรงฝืนทนแสดงเฉยเมยได้อย่าง เข้มแข็ง-เป็นเรื่องจากหนังสือนะครับ ส่วนประวัติศาสตร์จีนกล่าวเพียงว่า อานเต๋อไห่เดินทางด้วยเรือ อย่างเอิกเกริก และไปถูกจับ และประหารชีวิตที่ซานตง เป็นอันจบเรื่องราวของอานเต๋อไห่ มหาขันที คนนี้ ซึ่งต่อไป จะเป็นขันที ผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่งซึ่งก้าวเข้ามาแทน ท่านผู้นี้ ประวัติศาสตร์จีนว่า ไว้ ว่า ท่านเป็นขันทีแท้ ๆ ที่มีผิวหนังขาวสะอาดหมดจดงดงามดุจดั่งสตรีที่มีผิวขาวเนียน ประวัติศาสตร์จีนว่าไว้อย่างนี้จริง ๆ ครับ มหาขันทีท่านนี้ ได้มาเป็นขันทีคู่พระทัย ของพระนางชูศรี ในครึ่งหลังของชีวิต และท่านผู้นี้เป็นขันที ที่เป็นขันทีจริง ๆ ไม่มีบทบาทโดดเด่นในด้านการเมืองหรือความก้าวร้าวเลย คือความชั่วไม่มีความดีปรากฏว่าเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ น่ะครับ ท่านผู้นี้มีชื่อว่า "หลี่เหลียนอิง" ขันทีผู้โด่งดังที่สุดในประวัติศาตสร์ราชวงศ์ชิงยุคสุดท้าย    

มหาขันทีหลี่เหลียนอิงคู่พระทัยพระนางซูสียืนหน้าขวาสุด

ภาพนี้เป็นภาพที่พระนางชูศรีแต่งเป็นพระแม่กวนอิม มีหลี่เหลียนอิงเป็นอัครสาวก ภาพนี้ พูดตามชาวล้านนาว่า "คึ" มาก ๆ หมายถึงอลังการณ์ ออกเว่อร์ ๆ น่ะครับ คำว่า "คึ" เนี้ย คล้าย ๆ กับว่า มันแปลกไปจากคนธรรมดาเขาทำกันอะไรทำนองนั้น

กลับมาเรื่อง สปา สปา ของพระนางซูสีกันต่อนะครับ หนังสือเรื่องซูสีไทเฮาที่มีผู้เขียนกันนั้น ได้เล่าต่อไปว่า ทีนี้ เมื่อหยงลุ ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจนเป็นนายทหารใหญ่ ในวังหลวง จึงมีโอกาสได้ถวายการอารักขาและเป็นขุนศึกคู่บัลลังก์ของพระนาง เมื่อถ่านไฟเก่ากับถ่านไฟเก่าใกล้กัน ถ่านไฟก็จึงแดงขึ้นมาอีก ทีนี้หยงลุก็จึงเป็นทั้งขุนศึกคู่บัลลังก์และคู่เตียงนอนของพระนาง ว่ากันว่า (ในหนังสือนะครับมิใช่ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นทางการ) หยงลุกับพระนางซูสี คบหากันอยู่นานจนกระทั่งพระนาง ตั้งครรภ์ขึ้นมา ทีนี้ก็เป็นเรื่องสิครับ (ในหนังสือเล่าว่าคราวกับอานเต๋อไห่ก็เกิดท้องขึ้นแต่ตอนนั้นพระนางกำจัดออกไปได้) แต่คราวของหยงลุนี้สิ หนังสือเขียนว่า พระนางเกรงว่าร่างกายของพระนางจะกระเทือน อีกอย่างหนึ่ง ลืมบอกไปครับว่าพอพระนางเป็นใหญ่แล้วก็ได้รับแม่กับน้องสาวเข้าวังด้วยส่วนน้องชายก็ให้เป็นนายทหาร น้อง ๆ หยงลุนี่แหละครับ ส่วนน้องสาวจับแต่งงานกับเจ้าชายจุน ซึ่งต่อมาบุคคลผู้นี้จะมีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคสุดท้ายแห่งราชอาณาจักรต้าชิง  เมื่อพระนางท้องกับหยงลุ พระนางได้คิดแผนการณ์อันแยบยล โดยบงการให้น้องสาวของพระนาง ปล่อยข่าวว่าทรงครรภ์กับเจ้าชายจุน แล้วพระนางทรงดีอกดีใจสั่งให้น้องสาวเข้ามาอาศัยอยู่ภายในตำหนักของพระนาง เพื่อดูแลเอาใจใส่ ในช่วงนั้น พระนางก็เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก เพื่อดูแลปรนนิบัติน้องสาว คราวนั้น ผู้คนภายในวัง ก็พากันยกย่องชมเชยพระนางว่า สองพี่น้องนี้มีความรักใคร่กันดี เมื่อถึงคราวกำหนดคลอด มเหสีของเจ้าชายจุน ก็คลอดลูกออกมาเป็นองค์ชาย ซึ่งต่อมาองค์ชายองค์นี้ ก็จะมีบทบาทในประวัติศาสตร์จีนอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถม ดี และ ดัง อีกด้วย แต่ สุดแสนจะอาภัพนัก......

ภาพวาดเสมือนจริงของจักรพรรดิกวางสู

ตัดมาที่ เรื่องราวเกี่ยวกับสปาของพระนางซูสีอีกครั้งนะครับ รับรองว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ซึ่งประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่หนังสือที่มีผู้เขียนถึงเรื่องของพระนาง เขียนไว้ว่า พระนางซูสีไทเฮาทรงโปรดปราน "งิ้วปักกิ่ง" อย่างเป็นชีวิตจิตใจ (เหมือนไหง-ชอบมาก ๆ ) ทุก ๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลสำคัญต่าง ๆของจีน พระนางจะโปรดให้ คณะงิ้วปักกิ่ง จากนอกวัง เข้ามาแสดง ภายในวัง ติดต่อกัน เจ็ดวันเจ็ดคืน เรื่องราวของงิ้วเป็นเรื่อง ๆ ที่นิยมกัน และหลาย ๆ เรื่อง เป็นเนื้อเรื่องแบบชาวบ้าน ๆ ที่มีภาษาสัปดนมาก ๆ มิสมควรที่จะนำมาเล่นแสดงภายในวังหลวง แต่พระนางกับชื่นชอบเป็นพิเศษ ว่ากันว่า ยิ่งดึกดื่นเที่ยงคืนเท่าใด ความลามกสัปดนก็มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องการแสดงงิ้วปักกิ่งนี้ ในหนังสือซูสีไทเฮาเขียนว่า พระนาง ทรงมีความสำพันธ์ด้าน สปา กับ พระเอกงิ้ว ชาวบ้าน ๆ อยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีร่างกายกำยำล่ำสัน จนกระทั่ง.......คืนหนึ่ง พระนางฉืออันผู้ฝักใฝ่ในธรรม นึกคิดถึงพระนางซูสี จึงได้เดินมายังตำหนักของพระนางซูสี อย่างเงียบ ๆ ธรรมดา พอหลี่เหลียนอิง ขันทีคู่พระทัยเห็นเข้าก็มิทันกาลเสียแล้ว จึงจำเป็นต้องถวายการคำนับ แล้วปล่อยให้พระนางฉืออันเดินเข้าไปในห้องบรรทม สิ่งที่พระนางฉืออันเห็นนั้น พระนางถึงกับตกตะลึง????  ที่เห็นภาพชายหนุ่มเปลือยกายล่อนจ้อนนอนกระเซ้ากับพระนางชูศรีซึ่งมีสภาพไม่ต่างกัน เมื่อทั้งคู่เห็น ถึงกับตาถลน ฝ่ายชายถูกพระนางฉืออันสั่งนำไปตัดหัวทันที.....ส่วนพระนางชูศรี ได้แต่นั่งปิดหน้าปิดตาร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร.....พระนางฉืออันตั้งสติได้ จึงได้ปลอบประโลมพระนางชูศรีไปว่า......."พี่ไม่โทษโกรธน้องหรอก ในเมื่อเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ต่อไป พี่หวังว่า น้องคงจะไม่ทำการเยี่ยงนี้อีก....ว่ากันตามจริง พี่ก็นึกอยากมีความสุข สนุกแบบนี้บ้าง....แต่เมื่อถ้าพี่ตายไป พี่จะมองหน้าอดีตฮ่องเต้ได้อย่างไร? เรื่องมันแล้วไปแล้วต่อไปขอให้น้องลืมมันซะ แล้วอย่าทำแบบนี้อีก.....แล้วพระนางฉืออันก็เดินจากไป........

การพูดปลอบใจของพระนางฉืออันแม้จะออกมาจากใจจริง แต่ ประโยคที่ว่า เมื่อตายไป พี่จะมองหน้าอดีตฮ่องเต้ได้อย่างไร? กลับทิ่มแทงหัวใจของพระนางชูศรีเป็นอย่างยิ่ง......ขอรวบรัดตัดตอน เหตุการณ์นี้จึงเป็นที่มาของจุดจบของพระนางฉืออัน หนังสือเรื่องซูสีไทเฮา เขียนต่อไปว่า พระนางซูสีไทเฮาทรงกลัดกลุ้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และได้คิดวางแผนกำจัดเสี้ยนหนาม ที่พระนางไม่คิดว่า ชีวิตของพระนางจะต้องมากำจัดฉืออันไทเฮา ซึ่งไม่มีพิษสงแต่อย่างใดต่อพระนาง ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่พระนางทำใจไม่ได้ ที่บุคคลที่ถือว่า สูงศักดิ์เทียบเท่าพระนางได้กุมความลับอันน่าอับอายของพระนางไว้ เมื่อนึกได้แล้ว หลายเดือนต่อมา พระนางจึงวางแผนโดยการให้ หลี่เหลี่ยอิง ขันทีคู่พระทัย นำกล่องขนมเปี๊ยะ ที่มียาพิษอย่างแรง นำไปถวาย หลี่เหลียนอิงก็ตาเหลือกสิครับ แต่พระนางปลอบใจว่า ชิ้นข้างบน นั้นปลอดภัย ส่วนชิ้นที่มียาพิษนั้น อยู่ด้านล่าง ๆ ถึงอย่างไร หลี่เหลียนอิงก็ทนใจเสียไม่ได้ แต่จำยอมต้องทำตามคำสั่งของเจ้านาย พระนางชูศรีเองก็เช่นเดียวกัน นั่งไม่ติดที่ ทั้งวันทั้งคืน เมื่อทราบว่า หลี่เหลียนอิงถูกพระนางฉืออันทดสอบโดยให้ลองชิมให้ดู ว่า ขนมอร่อยไหม (พิธีชิมอาหาร มีจริงในประวัติศาสตร์จีน คือ ก่อนที่พระกระยาหารจานต่าง ๆ จะขึ้นโต๊ะเสวย จะมีพนักงานชิมอาหาร อยู่ข้าง ๆ โต๊ะ ถือตะเกียบอยู่คู่หนึ่ง เมื่ออาหารเข้ามาแล้วเจ้าพนักงานชิม จะคีบอาหารใส่ปาก เมื่อ ผ่านไปสัก 5 นาที เจ้าพนักงานยังเป็นปกติ อาหารก็ถูกนำขึ้นโต๊ะเสวย-ฉากนี้เคยดูในหนังภาพยนต์เรื่อง ปูยี จักรพรรดิ์องค์สุดท้าย) ปรากฏว่าหลี่เหลียนอิงกินไป 1 ชิ้น ไม่เป็นอะไร พระนางฉืออันก็ฝากขอบใจ พระนางชูศรี แต่ ผ่านไป 2 วัน 2 คืน ข่าวร้ายที่ตำหนักตะวันออกก็เงียบฉี่ พระนางซูสี ดั่งเสือติดจั่น นั่งนอนไม่ติดที่ จิตใจร้อนเร่า เกรงว่า เกิดการผิดพลาดขึ้นมา ปรากฏว่า มีนางสนมกำนัลที่พระนางฉืออันโปรดเมตตาให้ร่วมชิมขนม เกิดตายขึ้นมา เรื่องนี้ อาญาโทษ ก็ไม่อาจพ้นพระนางไปได้ ถึงแม้ว่าพระนางจะเป็นไทเฮาที่ยิ่งใหญ่มีสมุนบริวารมากมายแค่ไหน แต่เรื่องอย่างนี้ ถ้าจำนนด้วยหลักฐาน พระนางก็ไม่อาจอยู่รอดไปได้ เรื่องนี้ ถ้าพูดกันในเรื่องของดวงชะตาราศี ตามโหราศาสตร์ไทย พูดได้ว่า พระนางซูสีไทเฮาผู้นี้ เป็นผู้ที่มี "ดวง" แข็ง จริง ๆ ทรงหลุดพ้นและชนะในเรื่องทุก ๆ อย่าง ในราชอาณาจักรของพระนาง ยกเว้น เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ ความตาย....  

และแล้ว.....วันที่พระนางซูสีไทเฮาผู้ยิ่งใหญ่รอคอยก็มาถึง เกิดเสียงเอะอะโวยวายกู่ร้องตกอกตกใจผู้คนวิ่งพลุกพล่านไปทั่ววังตะวันออกอันเป็นตำหนักของพระนางฉืออันไทเฮา พระนางฯ ได้กลั้นใจ เดินไปดูเหตุการณ์ที่ตำหนักตะวันออกเช่นเดียวกับเหล่าขุนนางอำมาตย์ภายในพระราชวังหลวง และเมื่อไปถึง ภาพที่ทรงเห็นคือพระนางฉืออันไทเฮา ทรงมีพระเนตรเบิกค้าง วรกายหดเกร็ง ลิ้นแข็ง ตรัสสิ่งใดไม่ได้เลย มีนางกำนัลและหมอหลวงห้อมล้อมเมื่อพระนางชูศรีไทเฮาทรงเข้าไปถึงทำเป็นลุกลี้ลุกลนร้องไห้ตกใจ เข้าไปเฝ้าดุจดั่งทรงห่วงใยและเสียใจ พระนางฉืออันไทเฮาได้แต่ทรงจ้องมองพระนางซูสีไทเฮา อย่างคาดเดาไม่ถูก แต่ก็สายเกินกาล......พระนางฉืออันไทเฮา ทรงสิ้นพระชนม์ภายใต้พระหัตถ์ของพระนางซูสีไทเฮานั่นเอง.......มาถึงตอนนี้ ประวัติศาสตร์จีนได้เขียนไว้ว่า..."ในปี ค.ศ.1884 ฉืออันไท่โฮ่ว ผู้สำเร็จราชการคู่กับพระนางฉือซีก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างลึกลับ ตามหลักฐานของนักประวัติศาสตร์จีนยืนยันว่า พระนางฉือซีเองเป็นผู้วางยาพิษฉืออันไท่โฮ่ว ต่อมา ในปี ค.ศ. 1884 เจ้าชายกงก็ถูกถอดออกจากตำแหน่ง พระนางไม่เคยลืมเลยว่า อานเต๋อไห่ ขันทีคนโปรดถูกประหารชีวิตด้วยฝีมือของเจ้าชายกง ทั้ง ๆ ที่เจ้าชายกงเป็นเจ้าในราชวงศ์ชิงองค์เดียวที่ผู้แทนมหาอำนาจตะวันตกเชื่อถือและพอใจที่จะเจรจาทำความตกลงด้วย"-ประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 642

มาถึงตอนนี้ พระนางซูสีไทเฮา ก็คงความยิ่งใหญ่ภายในราชอาณาจักรต้าชิงเพียงพระองค์เดียว เสี้ยนหนามต่าง ๆ ที่ทรงเกรงว่า จะมาตำเท้าพระนาง ถูกกำจัดถอดถอนออกไปอย่างไม่เหลือ พระนางมีราชองค์รักษ์คู่บัลลังก์ของพระนาง กองกำลังปกป้องพระนคร ซึ่งนำโดย ขุนพลหยงลุ เทพบุตรข้างวรกายของพระนาง ด้านบรรดาขุนนางอำมาตย์นั้นเล่า ก็ล้วนเก่งกาจและห้าวหาญปกครองราชอาณาจักรและราชบัลลังก์ของพระนางอย่างมั่นคง หนึ่งในบรรดา ขุนนางมหาอำมาตย์ผู้มีบทบาทสำคัญของประวัติศาสตร์จีน ในช่วง สมัยของพระนางฉือซีไท่โฮ่วหรือ ซูสีไทเฮานั้น ได้แก่ เจิงกว๋อฟาน หลี่หงจาง มหาอำมาตย์เอกดุจดังนายกรัฐมนตรี ที่ ประเทศตะวันตกให้เกียรติยกย่อง และ จ๋อจงถาง ซึ่งขุนนางทั้งสาม มีผลงานที่สำคัญคือ การปราบกบฏไท่ผิง กบฏเนี่ยน และอิสลาม  ทั้งสามท่านนี้ต่างเป็นเสาหลักค้ำบัลลังก์ของพระนางซูสีไทเฮา

หลี่หงจาง มหาเสนาบดีของราชอาณาจักรชิง ที่ฝรั่้งให้ความเชื่อถือมาก เคยเดินทางไปบริทิช พบกับนายยกรัฐมนตรี วิลเลียมส์ เกลสโตน ผู้โด่งดัง เป็นบุคคลสำคัญผู้ค้ำบัลลังก์ให้กับพระนางซูสี

จว๋อจงถาง อัครมหาเสนาบดีอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็๋นเสาหลักของพระนางซูสี

พระนางชูศรีขณะกำลังนั่งชมงิ้วปักกิ่ง

กลับมาเล่าเรื่องถึงที่ตอนจักพรรดิ์ถงจื้อสิ้นพระชนม์กันต่อ ก่อนที่จะคิดว่าองค์เองจะสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้ถงจื้อ ได้เห็นควรให้เจ้าชายไซ่ซู พระญาติรุ่นหลังของถงจื้อรุ่นหนึ่งเป็นฮ่องเต้องค์ต่อมา ซึ่งตามกฏมณเฑียรบาลของราชวงศ์ชิงนั้น จะตั้งรัชทายาทหรือฮ่องเต้ที่เป็นรุ่นเดียวกันกับฮ่องเต้ไม่ได้  แต่พระนางซูสีไทเฮาไม่ยินยอม  พระนางเรียกประชุมเจ้าราชวงศ์และมหาอำมาตย์ใหญ่ เสนาบดี ฝ่ายต่าง ๆ โดยมีหยงลุควบคุมกองกำลังและศาสตราวุธรายล้อมที่ประชุม พระนางเสนอให้ ตั้งบุตรของ เจ้าชายจุน (น้องเขยของพระนางเอง) ซึ่งมี อายุเพียง 3 ขวบ (เกร็ดประวัติศาสตร์ว่าไว้คือบุตรของพระนางนั่นเอง) ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระนางต้องการกุมอำนาจโดยดำรงค์ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไปอีก ไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า บรรดาเจ้าราชวงศ์และขุนนางอำมาตย์ในที่ประชุม จะมีมติเห็นชอบตามที่พระนางเสนอ นับแต่นี้ต่อไป พระนางซูสีไทเฮาก็ทรงอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักรต้าชิง เพียงองค์เดียวอย่างไม่มีผู้ใดเทียมทาน

ในช่วงที่พระนางยิ่งใหญ่อยู่นี้ ผลงานที่โดดเด่น เพียงอย่างเดียวในประวัติศาสตร์ชีวิตของพระนางซูสีไทเฮาต่อราชอาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ มีเพียง การสร้าง พระราชวังฤดูร้อน "อี้เหอหยวน" ชานกรุงปักกิ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์คของปักกิ่งและสวนสาธารณสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อันดับ ต้น ๆ ของปักกิ่ง เอกลักษณ์ของอี้เหอหยวนคือมีภูเขาเล็ก ๆ ที่เกิดจากการขุดสระน้ำขนาดใหญ่เทียบทะเลสาบ มีเจดีย์ทรงมองโกล สีขาวโดดเด่น อยู่บนยอดเขา มีเรือบกที่แกะสลักจากหิน ที่สวยงาม มีระเบียงทางเดินทอดยาวมีภาพเขียนแบบจีนยาวเรียงไปตามทางเดิน แต่พระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวนนี้ ได้สร้างบนความทุกข์ยากลำบากของประชากรในสมัยนั้น ด้วยการ นำงบของกองทัพเรือ ซึ่งควรจะต้องนำไปสร้างแสนยานุภาพทางทะเล ไว้ใช้ปกป้องอธิปไตยและกระแสการรุกรานของชาติตะวันตกในการล่าเมืองขึ้น  ถึงตอนนี้ ไหง ขอแก้ไข ตอนที่เขียนต้น ๆ เรื่อง ว่า กองทัพ 8 ชาติรุกรานปักกิ่งจนเสียนเฟิงได้ลี้ภัยไปอยู่เย่อเหอ นั้น ขอแก้เป็น กองทัพ 2 ชาติ คือ บริทิช(อังกฤษ) กับ ฝรั่งเศส

ภาพถ่ายมุมสูงของพระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวนอันสร้างจากงบกองทัพเรือ หมดเงินไปถึง 26 ล้านตำลึงทอง???

อีกมุมหนึ่งที่สวยงามของอี้เหอหยวนพระราชวังฤดูร้อน

รวบรัดตัดตอน ต่อมา ในช่วงที่พระนางออกจากวัยกลางคน เริ่มเข้าสู่วัยชรา เหตุการณ์ภายนอกพระราชวังหลวง ต่างมีนักคิด นักปฏิรูป และนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ของประเทศสาธารณรัฐจีน และ สาธารณรัฐประชาชนจีนหรือจีนใหม่ เช่น ถานซื่อถง คังโหย่วเหวย และ เหลียงฉีเชา ซึ่ง สามท่านนี้ เป็นนักคิดนักปฏิรูป 3 คนสำคัญ ซึ่งนำโดย คังโหย่วเหวย โดย 3 ท่านนี้ เป็นผู้ใกล้ชิดและถวายคำแนะนำปรึกษาให้กับ ฮ่องเต้กวางสู (โอรสของเจ้าชายจุนน้องเขยของพระนางชูศรีที่ทรงแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้ต่อจากถงจื้อ ชื่อรัชกาลว่า "กวางสู") ซึ่งฮ่องเต้กวางสู เมื่อเติบโตขึ้นมาแม้ว่าจะบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะถูกสมเด็จป้า กุมอำนาจไว้ กวางสู เป็นฮ่องเต้ที่มีแนวความคิดแบบสมัยใหม่ ยอมรับการปกครองตามแบบของตะวันตก คือ เป็นประเทศประชาธิปไตย โดยมี กษัตริย์เป็นเพียงพระประมุข และ มีนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะบริหารประเทศ ทั้ง 1 องค์กับ 3 ท่าน มีการติดต่อกันอย่างลับ ๆ สุดท้าย ก็ถูกจับได้ ถานซื่อถง ได้สละชีพเพื่ออุดมการณ์ปฏิรูป ส่วนอีกสองท่านนั้นรอดไปได้ และฮ่องเต้กวางสูนับตั้งแต่นั้นมา ก็ถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในพระตำหนักโดยมี สองนางสนมพี่น้องสองคน เป็นสองสนมคู่พระทัยอยู่ข้างกายตลอดเวลา....

บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติจีนในสมัยปลายราชวงศ์ชิง ซึ่งต่อมาอีกไม่นานก็จะล่มสลาย คือ ท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซาน  ท่านหวงซิง นักปฏิรูปชาวหูหนานภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมคนแรกของรัฐบาท ด๊อกเตอร์ซุน หลี่ต้าจาว ผู้นำแนวทางลักธิมาร์ค-เลนิน เข้ามาสู่ประเทศจีน เหมาเจ๋อตง ครูประชาบาลและศิษย์เอกรวมทั้งเป็นลูกเขยของหลี่ต้าจาว ในตอนนั้นทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุด (ต่อไปคงจะได้เขียนเรื่องการปฏิวัติจีนใหม่) หลู่ซิ่น นักคิดนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ในยุคต้นสาธารณรัฐ (ผลงานชิ้นเอกของท่านคือนวนิยายเรื่อง "เรื่องราวของอาQ) ไช่หยวนเผย นักวิชาการชั้นเอก อดีตอธิการบดีเป่ยต้า หรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผู้คิดโครงการ กึ่งเรียนกึ่งทำงานของเยาวชนจีนในฝรั่งเศส ปัจจุบัน มีอนุสาวรีย์ของท่านอยู่ที่หน้าอาคารอำนวยการของเป่ยต้า บุคคลสำคัญที่เกิดจากหน่อของโครงการท่านศาสตราจารย์ไช่หยวนเผย คือ ท่านโจวเอินไหล นักเรียนรุ่นแรก และ เติ้งเสี่ยวผิง นักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในโครงการ ซึ่งต่อไปท่านเหล่านี้ จะเป็นบุคคลสำคัญ ในยุคสาธารณรัฐ และ ยุค ประเทศจีนใหม่ดังที่พวกเราทราบกันดี

ท่านซุนจงซานและท่านซ่งชิ่งหลิง สองสามีภรรยา ผู้ดำเนินการเผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติ ยกเลิกระบบกษัตริย์ ภายนอกวังหลวง

รวบรัดตัดตอนมาถึง ช่วงสำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่า พระนางซูสีไทเฮา ทรงมีคตินึกคิดว่า ตนเองปกครองราชอาณาจักรต้าชิง ที่ยิ่งใหญ่ เป็น จงกว๋อ คือ ประเทศใหญ่ศูนย์กลางของโลก และทรงไม่ยอมรับวิทยาการและวัฒนธรรมของชาติตะวันตก พระนางเกลียดชาวฝรั่งผิวขาวผมแดงมาก ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้น ฝรั่ง ต่าง ๆ ได้เข้ามาอยู่เต็มไปหมดในกรุงปักกิ่ง และ ซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) ฮ่องกง กว่างโจว และเมืองท่าต่าง ๆ ช่วงต่อจากนั้นมา ไหงไม่ขอเล่ารายละเอียด แต่จะเล่าเหตุการณ์ก็แล้วกัน ว่า กองทัพ 8 ชาติ ได้บุกเข้าโจมตีปักกิ่ง แต่ไม่ได้บุกเข้ามาทำลายสู้รบ เป็นการบุกเข้ามาเพื่อกดดันรัฐบาลชิงของพระนาง ให้ทำตามความต้องการของชาติของตน กองทัพแปดชาติบุกล้อมกรุงปักกิ่งและพระราชวังต้องห้าม ในตอนนี้ พระนางต้องตาลีตาเหลือก อพยพหนีตาย ด้วยการปลอมตัวเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา และพาฮ่องเต้กวางสูและพระสนมสองนางไปด้วย นางออกไปทางประตูตะวันตก พร้อมกับ ขบวนทหารองครักษ์และนางกำนัล มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่มณฑลกานสู.........

ทางพระราชวัง และกรุงปักกิ่ง เป็นหน้าที่ของเจ้าชายจุน และ หลี่หงจาง และมหาเสนาอำมาตย์ต่าง ๆ ที่เอ่ยนามในข้างต้น ไหงจำไม่ได้ว่า รายละเอียดของประวัติศาสตร์ในช่วงนี้กล่าวไว้ว่าอย่างไร และขอประทานอภัยด้วยที่ไม่ยอมเปิดตำรา เพราะอยากให้จบเร็ว ๆ เอาเป็นว่า ติดหนี้ตอนนี้ไว้ แล้วค่อยเขียนเป็นความเห็นในทีหลังก็แล้วกันนะครับ

เมื่อเหตุการณ์ทางปักกิ่ง สงบสุขและเจรจาต่อรองตกลงในสนธิสัญญาต่าง ๆ ได้เรียบร้อยแล้ว ครานี้ก็เป็นข่าวดี พระนางซูสีไทเฮา ทรงตรากตรำลำบากจากการเดินทางไปไกลแสนไกลและอยู่ในดินแดนที่ธุรกันดารของกานสู เมื่อได้รับข่าวดี พระนางจึงดีใจมาก จัดขบวนเสด็จนิวัติพระนครอย่างยิ่งใหญ่ โดยทางรถไฟ เมื่อถึงเวลาที่ราชรถไฟไอน้ำกำลังจะออก ได้มีโบกี้คันหนึ่ง ถูกลากเข้ามาฉึกฉักฉึกฉัก ต่อขบวนรถไฟของพระนาง พระนางได้ตรัสถามว่ารถของใคร ขันที ทูลตอบว่า ของขุนพล หยวนซื่อไข่ พอฮ่องเต้กวางสูได้ยินเข้า ก็ขุ่นเคืองพระทัย ไม่ยอมให้เจ้าหยวนซื่อไข่คนนี้ ร่วมเดินทางไปด้วย ด้วยพระอารมณ์ดีของพระนางชูศรี จึงทรงตามใจฮ่องเต้กวางสู สั่งตัดโบกี้ของหยวนซื่อไข่ออกไป หยวนซื่อไข่ ผู้นี้ เป็นผู้ที่จักพรรดิ์กวางสู ทรงมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้ช่วยพระองค์ให้ได้รับความสำเร็จในการปฏิรูปการปกครองแต่ เขา ก็ได้ทรยศต่อพระองค์ นำความไปทูลต่อ พระนางซูสี จึงเป็นสาเหตุให้ฮ่องเต้กวางสูถูกกักบริเวณ หยวนซื่อไข่ผู้นี้ ถือกันว่า เป็นบิดาของลัทธิขุนศึกในประเทศสาธารณรัฐจีน และเป็นบุคคลที่เป็นตัวแปรสำคัญ ในยุคสาธารณรัฐ เป็นตัวแสบของประวัติศาสตร์จีนยุคสาธารณรัฐ มันทรยศต่อทุกคน ยกเว้นตัวเอง มันยังได้สร้างความวุ่นวายใจให้กับท่านด๊อกเตอร์ซุนจงซานของพวกเราอย่างมาก โชคดีของสาธารณรัฐจีนที่ หยวนซื่อไข่แก่และป่วยตายไปเสียก่อนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ในราชวงศ์ใหม่ เพราะขี้กลากกินกบาล

ขบวนของพระนางชูศรีและฮ่องเต้กวางสูเข้าสู่กรุงปักกิ่ง และขบวนรถยนต์รับเสด็จนำมุ่งเข้าสู่พระราชวังหลวง ถึงตอนนี้ หนังสือเรื่องซูสีไทเฮาบรรยายว่า พอถึงช่วงกลับสู่พระราชวังหลวงในครั้งนี้ พระนางกลับมาอย่างผู้ที่องอาจ สง่างาม ทรงเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อฝรั่ง (ถึงแม้ว่ารัฐบาลของพระนางจะเสียค่าปฏิกรรมสงครามและสนธิสัญญาที่เสียเปรียบต่าง ๆ มากมายและเสียซานตงให้เยอรมันไปทั้งมณฑลก็ตาม-สินฝ่า) พระนางได้มีความปีติยินดี ว่าพวกฝรั่งนี้ก็เป็นมิตร ในตอนนั้น ขณะที่พระนางเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง มีบรรดาฝรั่งทั้งแหม่มต่าง ๆ และ มิสเตอร์ทั้งหลายต่างมามุงดู "พระแม่เจ้า" ของราชอาณาจักรต้าชิง กันยกใหญ่ ดุจดั่งนั่งชมละครปาหี่ ก็มิปาน (สำนวนของไหง-สินฝ่า) พระนาง ได้ น้อมศรีษะเล็กน้อยให้บรรดาแหม่มทั้งหลาย ที่ได้มองเห็นภาพของเจ้านายชั้นสูง ในเครื่องแต่งกายเต็มยศแบบราชวงศ์ชิง ที่พวกฝรั่งเห็นเป็นสิ่งแปลกตา.......และนับตั้งแต่นั้นมา.....พระราชวังหลวงของพระนางซูสีไทเฮา ก็ได้กลายมาเป็นสถานที่พบปะของสังคมชั้นสูงของแหม่มทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่ง ในการดินเนอร์ร่วมกันกับพระนางซูสีไทเฮา........

เรือหินอ่อนที่ประทับอิริยาบถของพระนางชูศรีไทเฮา เหตุที่ทรงสร้างเรือนี้เพราะว่าพระนางกลัวจมน้ำเวลานั่งเรือจริงจนขึ้นสมอง

พระนางซูสีท่ามกลางหิมะตกในฤดูหนาว

ย่อหน้านี้ ขอเล่าเรื่องเกร็ดต่าง ๆ เกี่ยวกับความพระสำอางค์ของพระนางซูสี พระแม่เจ้า หรือพระนางซูสี มีผู้เล่ากันมากมายว่า แต่ละวัน พระนางทรงใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับการคงความ "สาว" และ ผิวพรรณต่าง ๆ ให้สดใสเต่งตึงงดงามอยู่เสมอ กล่าวกันว่า หากนางกำนัลนางใด หวีเกศาของพระนาง ขาดหรือหลุดออก นางกำนัลผู้น่าสงสารนั้นจะถูกโบยทันที แต่เวลาที่พระนางทรงอารมย์ดี พระนางก็จะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลทะนุถนอมผิวพรรณของพระนาง นางเล่าให้นางกำนัลและมหาขันที "หลี่เหลียนอิง" และ แหม่ม คนหนึ่ง ซึ่งได้เข้าวังบ่อย ๆ เพื่อถวายการบำรุงพระเกศา แหม่มคนนี้เป็นชาวฝรั่งเศส จึงได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ด้านการย้อมเส้นพระเกศาด้วยน้ำยาเคมีย้อมผมจากฝรั่งเศส เดี่ยวค่อยว่ากัน........พระนางกล่าวตรัสว่า ผิว ต้องใช้ผงไข่มุก บดละเอียด นำมาผสมกับสมุนไพรบางอย่าง แล้วประทินผิวด้วยผงไข่มุกนี้ (อันนี้เรื่องจริงครับ) ส่วนเรื่องการทำให้ดูอ่อนวัย จะเสวยน้ำนมคน โดยแต่ละวัน จะมีแม่นม เข้ามาถวาย "น้ำนม" จากถัน ให้พระนางเสวย??? อยู่เป็นประจำ (นี่ก็ได้รับการยืนยันจากนักเขียน) ยังมีอีกบางอย่าง ที่ไหง จำไม่ได้ ส่วนเรื่องย้อมเส้นพระเกศานั้น แหม่มฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้ถวายการแนะนำเกี่ยวกับการบำรุงเส้นพระเกศาให้ดำเงางาม พระนางตรัสกับแหม่มว่า เส้นผมของฉันนั้น ฉันทั้งรักมากที่สุด และเกลียดมากที่สุดในเวลาที่มันเป็นสีขาว ฉันทำใจไม่ได้ที่จะยอมให้มันดูขาวอยู่บนหัวของฉันนี้ ช่างน่าเกลียดจริง ๆ ปัญหาของฉันก็คือ เวลาที่ฉันย้อมเส้นผมของฉันให้มันมีสีดำสนิทนั้น หนังศรีษะ ของฉันมันก็ดำตามไปด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ฉันลำบากใจมาก......แหม่มผู้นั้น จึงถวายรายงานว่า ประเทศฝรั่งเศสของนาง เป็นผู้นำด้านการย้อมผมในยุโรป มีผลิตภัณฑ์เคมีที่ใช้ย้อมผมอย่างดี ไม่ทำให้พระศรีษะทรงดำ แต่จะดำเฉพาะเส้นพระเกศาเท่านั้น เราสามารถสั่งซื้อได้ทางไปรษณีย์ได้นะเพคะ......พระนางดีใจมาก จัดแจงให้เจ้าหน้าที่ทำการสั่งซื้อสินค้าชนิดนั้นทันที (น่าจะเป็น รอรีอัล เนาะ) เวลาผ่านไปเกือบ 3 เดือน สินค้าตัวนั้นก็มาถึง คุณนังแหม่มและพระนางชูศรี ต่างดีใจ ที่จะได้ทดลอง "ของเล่นใหม่" ให้พระนาง วันนั้นเกือบทั้งวัน เหล่านางกำนัลในพระตำหนักตะวันตกของพระนางชูศรี ต่างสาละวนเตรียมสิ่งของอุปกรณ์การย้อมเกศาให้พระนาง คุณนังแหม่มผู้นั้น ก็ได้อ่าน คู่มือการใช้ถวายให้พระนางฟัง เมื่อนางอ่านไปว่า คำแนะนำ พระนางซึ่งทรงชาตินิยม ถือตัวว่ายิ่งใหญ่ ได้ฟังผิดหู แย้งขึ้นมาทันทีว่า "ทำไมต้องเชื่อฟังคำแนะนำของฝรั่งด้วย" ทำเอานางแหม่มผู้นั้นเสียวสันหลังวาบใหญ่ รีบเปลี่ยนศัพท์ใหม่เป็นว่า "ข้อเสนอของเจ้าของผลิตภัณฑ์" หรือวิธีใช้ จึงทำให้หลุดรอดสถานการณ์หลังลายไปได้หวุดหวิด ซึ่งพระนางก็เห็นด้วย ว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์ย่อมรู้ว่า จะต้องใช้ของ ของเขาอย่างไร.......ทีนี้มาถึงขั้นตอนการเตรียมย้อมเส้นพระเกศา เมื่อเปิดฝาขวดกระปุกน้ำยาย้อมผมออด๊าสเอ้ย น้ำยาย้อมผมของฝรั่งเศสกระปุกนั้น.....นางแหม่มถึงกับเสียวสันหลังวาบบบบ......พลันคิดถึงศรีษะของตนเองว่าจะหลุดออกจากร่างไปหรือปล่าว???เพราะน้ำยาย้อมผมให้เป็นสีดำ กลับเป็นครีมสีขาวสนิท??? นางแหม่มสั่นไปชั่วครู่แต่ทำใจดีสู้เสือ ทำตามขั้นตอนของการย้อมผมตามวิธีการใช้ที่แนบมา ผลปรากฏว่า???   เส้นพระเกศาของพระนางชูศรี มีสีดำเงางามสนิท---ที่สำคัญ หนังศรีษะของพระนางกลับเป็นสีเนื้อธรรมชาติไม่เป็นสีดำอย่างน้ำยาย้อมผมดำที่เคยใช้...พระนางพึงพอใจมาก ว่ากันว่า นางแหม่มคนนั้น กระเป๋าตุงไปตั้งหลายเดือน?????

ภาพถ่ายพระนางซูสีถ่ายกับคุณนังแหม่มที่เข้าใจว่าถวายการย้อมผมด้วยผลิตภัณฑ์รอลีอัลของปารีส

นอกจากเรื่องความสวยความงามเหล่านี้ พระนางยังทรงยอมรับ วิทยาการต่าง ๆ ที่ชาติตะวันตกนำเข้ามา เช่น เทคนิคการถ่ายภาพนิ่ง จากกล้องถ่ายภาพในสมัยนั้น และพระนาง ยังโปรดปรานการถ่ายภาพมากเสียด้วย ทำให้ทุกวันนี้ มีภาพถ่ายของพระนางให้เราได้เห็นพระใบหน้าของพระนางในวัยกลางคน พระนางยังโปรดของเล่นไขลานที่ฝรั่งนำเข้ามาขาย เรื่องราวเหล่านี้เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในพระราชวังต้องห้ามของพระนาง ซึ่งพระนางหารู้ได้ไม่ว่า บรรยากาศภายนอกวังหลวง ทั่วประเทศจีนทางฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะภาคใต้ทาง กว่างตง ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้นั้น มีกลิ่นอายของการปฏิรูป ปฏิวัติ คุกรุ่นเกิดขึ้นในดินแดนราชอาณาจักรของพระนางแล้ว.......

ทีนี้มาถึงตอนจบ ของบทความเรื่องนี้กันเสียที  ในบั้นปลายชีวิตของพระนาง พระนางก็คงใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังหลวง โดยที่พระนางกักบริเวณฮ่องเต้กวางสูผู้อาภัพอยู่แต่ในตำหนัก วันดีคืนดี ก็ไปดู และทำร้ายตบตีพระสนมขององค์กวางสู ฮ่องเต้กวางสูก็คงเหมือนกับ เสียนเฟิง ถงจื้อ ที่มีร่างกายอ่อนแอ ประกอบกับถูกกักบริเวณ เหมือนขังคุกอย่างนั้น สุขภาพจิตจึงย่ำแย่ลงเป็นอย่างยิ่ง คนสามคนอยู่ภายในตำหนักหลังเล็ก ๆ คือ องค์จักรพรรดิ์ของราชอาณาจักรต้าชิงที่ยิ่งใหญ่ กับ พระสนมอีกสองนาง ล้วนเงียบเหงาวังเวง ยิ่งนัก ทุกวัน จะมีเพียงพระกระยาหารสามมื้อ เข้ามาส่ง และห้ามผู้ใดติดต่อเข้า-ออก ตำหนักของกวางสู เป็นที่น่าเอน็จอนาถเวทนาต่อจักรพรรดิ์องค์นี้ยิ่งนักไหงว่า กวางสู เป็นฮ่องเต้ที่ทรงฉลาด มีวิสัยทัศน์ แต่พระองค์ มาเกิดผิดที่ ผิดสมัย จึงทรงอาภัพเป็นอย่างยิ่ง เป็นฮ่องเต้แต่เพียงในนาม ไม่มีอำนาจ ไม่มีข้าทาส ไม่มีบริวาร ไม่มีขันที ไม่มีผู้คนห้อมล้อมอำนวยความสะดวกต่าง ๆ คงมีแต่พระสนมสองพี่น้องคู่พระทัยที่คงอยู่เคียงข้างพระองค์จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต....

จอมพลเจี่ยเจี้ยสือ(เจี่ยงไก้เส็ก-เจียงไคเช็ค-ผู้ที่ประวัติศาสตร์ทุกเล่มยืนยันตรงกันว่า มีขุนศึกซุนเตี้ยนอิง ได้นำกองทหารบุกปล้นพระฮวงซุ้ยของซูสีไทเฮา กวาดเอาทรัพย์สมบัติไปหมด และเปิดหีบพระศพ งัีดพระโอษฐ์ออกมาเพื่อเอาไข่มุกเม็ดใหญ่ไปมอบให้เจ้านายของตน คือ จอมพลเจี่ยงเจี้ยสือ เล่ากันว่า ท่านจอมพล นำไข่มุกเม็ดเป้งจากโอษฐ์ของพระศพพระนางซูสี ไปประดับรองเท้าให้ซ่งเหม่ยหลิง ภริยา เป็นเลื่องเล่าลือกันจริง ๆ ในประวัติศาสตร์ แต่หาหลักฐานไม่ได้ ปัจจุบันมุกเม็ดนี้ อาจจะตกแก่ทายาทของท่านซ่งเหม่ยหลิง....ส่วนพระศพของพระนาง ไม่มีใครสนใจใยดี จนหายสาบสูญไป ถ้าพูดถึงเรื่องเวรกรรมตามหลักศาสนาพุทธ พระนางถูกกระทำเยี่ยงนี้่ คงน่าจะคาดเดาได้ว่า เกิดจากสาเหตุใด แม้ตายไปแล้วยังไม่มีความสงบสุข และ ร่างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย....

ถึงคราวที่พระนางซูสีไทเฮาทรงป่วยหนักด้วยโรคชรา "ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.1908 หลังจากปกครองอาณาจักรจีนมาด้วยความโหดร้ายทารุณเป็นเวลาถึงร่วมครึ่งศตวรรษ พระนางฉือซีหรือทรราชหญิงก็ตายไปท่ามกลางเสียงสาปแช่งของประชาชนจีน มีเรื่องเล่ากันในราชสำนักว่า ก่อนตาย พระนางฉือซียังประกอบอาชญากรรมเป็นครั้งสุดท้าย โดยสั่งให้คนของพระนางไปวางยาพิษให้จักรพรรดิกวางสูสิ้นพระชนม์เสียก่อนทั้ง ๆ ที่ทรงมีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรง จักรพรรดิกวางสูจึงได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนพระนางฉือซีเพียงวันเดียว ราชบัลลังก์ในยุคใกล้ถึงกาลอวสานของราชวงศ์ชิงชาวแมนจูมาเป็นของจักรพรรดิ์ผู่อี้ซึ่งมีพระชันษาเพียง 3 ขวบ เป็นโอรสของเจ้าชายจุนหรือไจ้เฟิงซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดิเสียนเฟิง การเลือกทารกวัย 3 ขวบขึ้นเป็นจักรพรรดิของพระนางฉือซี แสดงว่า พระนางคงจะเชื่อมั่นว่า ตนเองจะอยู่ค้ำฟ้า ไม่เจ็บไข้และก็ไม่ตายด้วย โดยพระนางหวังว่าจะใช้พระนามจักรพรรดิซึ่งยังอยู่ในวัยทารกบังหน้า แล้วตนเองกุมอำนาจสิทธิ์ขาดปกครองอาณาจักรจีนต่อไปชั่วนิรันดร แต่ในที่สุด พระนางฉือซีก็ต้องสิ้นชีวิตไปก่อนหน้าราชวงศ์ชิงจะดับสูญเพียงไม่ถึง 3 ปี เจ้าชายจุนพระราชบิดาของจักรพรรดิผู่อี้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รัชกาลของจักรพรรดิผู่อี้นี้มีชื่อว่า ซวนถ่ง (ค.ศ.1908 - 1911) และก็เป็นรัชกาลสุดท้ายของจักรพรรดิราชวงศ์ชิงด้วย."........ประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 736-737

จักรพรรดิผู่อี้ หรือ ชื่อรัชกาลว่า ซวนถ่ง ในวัยแตกเนื้อหนุ่ม

จักรพรรดิผู่อี้ หลังจากถูกขุนศึกเฝิงอวี้เสียงสมญานายพลคริสเตียนผู้รักชาติ ได้ขับไล่ออกจากวังหลวง และได้ไปดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิหุ่นให้ญี่ปุ่นในประเทศแมนจูกวัว ก่อนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงครามโลก และท่านได้เป็นอาญากรสงครามติดคุกของประเทศจีนใหม่อยู่ร่วม10 กว่าปีจนพ้นโทษและได้อาชีพเป็นคนดูแลสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง ก่อนสิ้นชีวิต ได้รับเกียรติให้เป็นสมาชิกสภาปรึกษาการเมืองของรัฐสภาจีน(วุฒิสมาชิก) ท่านสิ้นชีวิตในช่วงก่อนปฏิวัติวัฒนธรรม ไม่เช่นนั้นคงต้องถูกเยาวชนเรดการ์ดทรมาณอย่างหนัก

ภาพนี้มายังไงและจากที่ไหนไม่ทราบ แต่ไหงชอบใจตรงที่ว่ามีรูปภาพท่านบิดาประเทศจีนอยู่เหนือราชบัลลังก์ของฮ่องเต้ผู่อี้ตัวน้อยที่เป็นตุ๊กตานั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง สื่อความหมายได้ชัดเจนมากว่า บิดาประเทศจีน มีความสำคัญกว่า ฮ่องเต้นอกเผ่าพันธุ์ฮั่น สื่อความหมายได้ดีจริง ๆ

เป็นอันว่าเรื่องเล่าของพระนางชูศรีหรือซูสีไทเฮา ซึ่งผู่ทงฮว่าออกเสียงว่า ฉือซีไท่โฮ่ว ก็ได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ในเรื่องราวของประวัติศาสตร์จีน ในยุคต่อไป ครับ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของ เหมาเจ๋อตง หรือ ท่านโจวเอินไหล บ้าง ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามจนจบ ส่วนจะมีสิ่งใดที่ขาดตกหล่นไป ไหงจะนำมาลงเป็นความเห็นต่อจากนี้ไปครับ และท่านใดที่มีคำถาม สามารถแสดงความเห็น หรือคำถามเข้ามาได้ครับ - ตอเซี้ย - ยับสินฝ่า

สำนักปรัชญาขงจื้อ

ขงจื่อ กับสำนักปรัชญาขงจื่อ
เครดิต สถานีวิทยุ C.R.I. ปักกิ่ง ภาคภาษาไทย http://thai.cri.cn

ขงจื่อ
เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมตั้งเดิมของจีน ก็ต้องเอ่ยถึงชื่อของขงจื่อ หรือขงจื๊อ เมื่อทศวรรษ1970 มีนักวิชาการชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้จัดให้ขงจื่อเป็น อันดับที่5ใน100คนที่มีอิทธิพลสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่กล่าวสำหรับคนจีนแล้ว อิทธิพลของขงจื่อน่าจะอยู่อันดับแรกมากกว่า กล่าวได้ว่าคนจีนทุกคนต่างได้รับอิทธิพลจากสำนักปรัชญาขงจื่อไม่มากก็น้อย

ขงจื่อเกิดในปี 551 และเสียชีวิตในปี 479 ก่อนคริสต์กาล มีชื่อตัวว่า ชิว เป็นคนรัฐหลู่ เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิว และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญา"หรูเจีย"หรือสำนักปรัชญาขงจื่อนั่นเอง ได้รับการยกย่องว่า เป็นปรมาจารย์แห่งจริยธรรมผู้ยิ่งใหญ่

ขงจื่อเกิดที่รัฐหลู่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งจารีตและ ดนตรี"มาแต่โบราณกาล การก่อรูปขึ้นของแนวคิดขงจื่ออาจได้รับ อิทธิพลจากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและบรรยากาศทางการศึกษา ของรัฐหลู่

ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มารดาซึ่งเป็นหญิงที่ซื่อ สัตย์สุจริตเลี้ยงดูขงจื่อมาด้วยความเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้ลูกได้เป็น ผู้มีความรู้และคุณธรรม ขงจื่อมีความรักและสนใจในการศึกษาหาความรู้ตลอดจนพิธีกรรมการเซ่นสรวงต่างๆที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล

ขงจื่อ "ตั้งตนเป็นอาจารย์เมื่ออายุ30" และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ ลูกศิษย์อย่างไม่ท้อถอย การถ่ายทอดความรู้ของขงจื่อได้พลิกโฉม การศึกษาในยุคสมัยนั้นโดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษา และวัฒนธรรมมากขึ้น ขงจื่อมีวิธีของตนเองในการรับศิษย์ ไม่ว่าคนในชนชั้นใด แค่มอบสิ่งของเล็กน้อยแม้"เนื้อตากแห้ง"เพียง ชั้นเดียวก็รับไว้เป็นลูกศิษย์แล้ว เล่ากันว่า ท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน ที่ยกย่องกันว่า มีความรู้ปราดเปรื่องและคุณธรรมสูงส่งมี 70 คน จากสานุศิษย์ 70 คนนี้ คนรุ่นหลังจึงได้ทราบถึงแนวคิดต่างๆของขงจื่อ เนื่องจากลูกศิษย์ขงจื่อ ได้บันทึกคำสอนของอาจารย์ตนไว้ในรูปของ คำสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์โดยขึ้นต้นว่า "อาจารย์กล่าวว่า..." ภายหลังลูกศิษย์ได้นำคำสอนของขงจื่อมาประมวลแล้วเรียบเรียงขี้น เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า"หลุนหวี่" บั้นตอนปลายชีวิต ขงจื่อก็ได้รวบรวม บันทึกพงศาวดารและปรากฏธรรมชาติต่างๆมีชื่อว่า "ชุนชิว" ขงจื่อยัง เป็นบรรณาธิการหนังสือสำคัญๆในวรรณคดีจีนซึ่งเป็นที่ยกย่องกันภายหลัง ได้แก่ "ซูจิง" ที่เป็นตำราประวัติศาสตร์ "ซือจิง"ที่เป็นตำราว่าด้วยลำนำกวี เป็นผู้ตรวจแก้ "อี้ว์จิง" ที่เป็นตำราว่าด้วยการดนตรี แต่สาบสูญไปในภาย หลังและ "หลี่จี้" ที่เป็นตำราว่าด้วยจารีตประเพณี หนังสือทั้ง 5 เล่มนี้เรียก รวมกันในภาษาจีนว่า "อู่จิง" หรือคัมภีร์ทั้งห้านั่นเอง

ขงจื่อเน้นหนักในการบ่มเพาะเรื่องเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี คำสอนของขงจื่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่างยิ่ง ความคิดของขงจื่อได้กลายเป็นแกนหลักสำคัญในวัฒนธรรมจีน และมีอิทธิพลสำคัญต่อความคิดของชนชาติจีน คุณธรรมอันดับแรก ที่ขงจื่อสอนสั่งคือ "เหริน" หรือเมตตาธรรม เมื่อลูกศิษย์แต่ละคนของ ขงจื่อเรียนถามท่านอาจารย์ว่า "อะไรเรียกว่า เหริน ?" ท่านก็จะตอบโดยพิจารณาตามบุคลิกอุปนิสัยใจคอของลูกศิษย์คนนั้น ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นคำอธิบายกับลูกศิษย์แต่ละคนแล้วก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ต้องเอาคำอธิบายทั้งหลายมารวมความกันจึงเป็นความหมายอัน สมบูรณ์แบบของ "เหริน" พอถึงวัยชรา ขงจื่อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์ และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไปขงจื่อก็ถึงแก่กรรมปี 479ก่อนค.ศ. ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ยทางเหนือของรัฐหลู่(ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง)


ขงจื่อ 孔子 (นำมาจาก ผู้จัดการออนไลน์ www.manager.co.th)

ขงจื่อหรือขงจื๊อ (ก่อนค.ศ. 551-479) มีชื่อตัวว่า ชิว และสมญานามว่า จ้งหนี เป็นคนแคว้นหลู่ เป็นนักคิดและนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ในสมัยปลายยุคชุนชิว และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปราชญ์ หรู่เจีย ซึ่งมีความหมายว่าบัณฑิตหรือผู้รู้

แนวคิดของขงจื่อหรือหรู่เจียนั้น มุ่งไปที่การบ่มเพาะเมตตาธรรม ความชอบธรรม และจารีตประเพณี สำหรับคำสอนที่สำคัญของขงจื่อล้วนถูกบันทึกไว้ใน “หลุนอวี่” โดยบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน

ขงจื่อเกิดที่แคว้นหลู่ ซึ่งเป็นที่ดินศักดินาของป๋อฉิน บุตรของโจวกงต้านแห่งแคว้นโจว แคว้นหลู่ถือว่าเป็นเมืองที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณสมัยราชวงศ์โจวได้สมบูรณ์ที่สุด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งจารีตและดนตรี”มาแต่โบราณแล้ว สถานการณ์ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและบรรยากาศทางการศึกษาของแคว้นหลู่ มีผลมากต่อการก่อรูปแนวคิดของขงจื่อ

ขงจื่อสูญเสียบิดาตั้งแต่ยังเด็ก สภาพแวดล้อมครอบครัวซึ่งเคยมีบรรพบุรุษเป็นขุนนาง ก็เสื่อมถอย แม้ว่าชีวิตจะลำบากยากเข็ญ แต่ขงจื่อตอนอายุ 15 ก็ “ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องร่ำเรียนจนสำเร็จ”

ขงจื่อ “ตั้งตนได้เมื่ออายุ 30” และเริ่มถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์ แค่เอา “เนื้อตากแห้ง” เพียงเล็กน้อยมา ก็รับเป็นศิษย์แล้ว บ้างเล่าว่าท่านมีลูกศิษย์มากถึง 3,000 คน การสอนถ่ายทอดความรู้ของขงจื่อ ได้พลิกโฉมการศึกษาในยุคสมัยนั้น โดยทำลายธรรมเนียมการเรียนการสอนที่จำกัดอยู่เพียงที่ราชสำนัก ทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการศึกษาและวัฒนธรรมมากขึ้น ตามหลักฐานทางวิชาการอาจสรุปได้ว่า ขงจื่อเป็นครูโรงเรียนราษฎร์คนแรกของจีน และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านเป็นครูที่ทรงอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อชาติจีน

ขงจื่อบากบั่นเผยแพร่ความรู้อย่างไม่ท้อถอย แม้ชีวิตจะผจญอุปสรรค์มาตลอดด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ ท่านมุ่งสอนอบรมความเป็นคนที่สมบูรณ์ สร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคม และต้องระเหเร่ร่อนนานถึง 14 ปีไปตามเมืองแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความความสับสนวุ่นวายทั้งปัญหาการเมืองการห่ำหั่นแก่งแย่งอำนาจ สงครามไม่รู้จบ...เพื่อเสนอแนวคิดการสร้างสังคมที่ดีงามยุติธรรมแก่บรรดาเจ้าครองนครรัฐต่างๆ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ กระทั่งเคยถูกกักตัวปล่อยให้อดอยากทรมาน ดังเช่นกรณีที่ขงจื่อและเหล่าศิษย์ถูกพวกนครไช่กักตัวไว้ ไม่ให้เดินทางไปช่วยราชการที่รัฐคู่อริแห่งฉู่ในราวปีที่ 489 ปีก่อนค.ศ. ในตอนนั้น จื่อลู่ศิษย์ผู้หนึ่งถึงกับถามว่า “อุดมการณ์ของท่านอาจารย์สูงส่งเกินไป จึงเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ท่านอาจารย์ควรลดอุดมการณ์ให้ต่ำลงมาสักหน่อย?” แต่ขงจื่อผู้ล่วงสู่วัยชราแล้วในขณะนั้น ก็ตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “...ผู้มีอุดมการณ์ที่แม้สามารถทำอุดมคติให้เป็นจริงได้ ก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เธอกำลังหวั่นไหวในการปลูกฝังคุณธรรม ทั้งกังวลว่าผู้อื่นไม่ยอมรับตนนั้น ไม่เป็นความคิดที่ต่ำไปหรือ?”

หลังจากกลับมาที่แคว้นหลู่เมื่ออายุ 69 ปี ชาวหลู่ยกย่องขงจื่อให้เป็น “ขุนนางอาวุโสแห่งแคว้นหลู่” เมื่อต้นสมัยหลู่อายกงกับจี้คังจื่อมักจะถามข้อราชการกับขงจื่ออยู่บ่อยๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยได้นำมาใช้เลย พอถึงวัยชรา ขงจื่อใช้เวลาทุ่มเทอยู่กับการจัดการประวัติศาสตร์และดำเนินการด้านการศึกษาต่อไป มาถึงสมัยหลู่อายกงปีที่ 16 (ก่อนค.ศ. 479) ขงจื่อก็ถึงแก่กรรม ร่างถูกฝังไว้ที่ซื่อสุ่ย ทางเหนือของเมืองหลู่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในมณฑลซานตง คำสอนของขงจื่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามอย่างยิ่ง ความคิดของท่านได้กลายเป็นแกนสำคัญในวัฒนธรรมความคิดที่สืบทอดต่อๆกันมาของชนชาติจีน.

 

หงซิ่วฉวน ฮ่องเต้ประชาชน

ในประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้ ช่วงสมัยราชวงศ์ชิง ได้เกิดกบถประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน นั่นก็คือกบถชาวนา ที่นำโดยหงซิ่วฉวน
หงซิ่วฉวนเป็นชาวอำเภอฮวาเสี้ยน มณฑลกว่างตง และเป็นชาวฮากกา เขาได้สร้างอาณาจักรไท่ผิง เทียนกว๋อที่สั่นคลอนรัฐบาลชิง
เป็นอย่างมาก สามารถขยายดินแดนจากภาคใต้ขึ้นไป ถึงแถบแม่น้ำฉางเจียง แต่สุดท้ายด้วยการนำที่ผิดพลาดของขุนศึกบางคน ประกอบ
กับกองทัพชิงที่เกรียงไกรกว่า ทำให้อาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อสูญสลายไปในที่สุด และสุดท้ายหงซิ่วฉวนผู้ประกาศตนเป็นจักรพรรดิ์
ก็ได้เสียชีวิตไปในที่สุด

ในด้านของความเป็นสายเลือดของชาวฮากกา นับว่า หงซิ่วฉวน สร้างความภาคภูมิใจในหมู่ชนชาวฮากกาเป็น
อย่างยิ่ง

สมาชิกท่านใดมีประวัติหรือเกร็ดต่าง ๆ ของหงซิ่วฉวน โปรดเล่าสู่กันอ่านบ้าง

ไท่ผิงเทียนกว๋อ : ราชอาณาจักรและฮ่องเต้ที่เป็นชาวฮากกา (1)

          มีใครเคยรู้บ้างไหมว่า ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติจีน เมื่อราว 200 ปีก่อน มีประเทศเกิดขึ้นมาในโลกนี้อีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคนที่ก่อตั้งประเทศนี้ เป็นชาวฮากกาแท้ ๆ เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไร ขอเชิญทุกท่านเข้ามาอ่าน บทความนี้ ซึ่งได้คัดลอกมาจากหนังสือ "ประวัติศาสตร์จีน" ของอาจารย์ทวีป วรดิลก ปรมาจารย์ด้านจีนศึกษารุ่นใหญ่ ในหน้า 585 - 626 โปรดติดตามได้แล้วครับ

          "กบถไท่ผิง...แม้เมื่อก่อนจะเกิดสงครามฝิ่น อาการของโรคร้ายอันนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพของสังคมจีนก็ได้ปรากฏขึ้นแล้ว ครั้นเมื่อเกิดสงครามฝิ่น โรคร้ายอื่น ๆ ก็แทรกซ้อนเข้ามาอีก ดังที่เคยกล่าวถึงมาแล้วในตอนก่อน ๆ ซึ่งได้แก่ จำนวนพลเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหาที่สร้างเดือดร้อนยิ่งขึ้นทุกที นักศึกษา - บันฑิตต้องว่างงาน เพราะไม่อาจเข้ารับราชการอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา แล้วจำนวนคนสูบฝิ่นก็ยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทหารแปดธงของแมนจูที่เคยขึ้นชื่อลือชาในอดีตในประสิทธิภาพของการสู้รบก็เสื่อมทรามลงจนกลายเป็นอ่อนแอไป กำลังอาสาสมัครตามท้องถิ่นของชาวฮั่นเองมีบทบาทและความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ อย่างชาวบ้านซานหยวนหลี่ในชนบทบริเวณรอบนอกกว่างโจว สามารถรวมตัวกันต่อต้านทหารอังกฤษเป็นเชลยจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ขวัญของราชการก็เสื่อมทรามลงเป็นลำดับเท่า ๆ กับโรคร้ายคือทุจริตคอร์รัปชั่นที่ระบาดอย่างกว้างขวาง

          ผลร้ายจากสงครามฝิ่นในทางสังคมมีหลายประการ เพราะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นทั่วไปในดินแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักร สมาคมลับซานเหอฮุ่ยสามารถปลุกระดมสมาชิกได้อย่างกว้างขวางในตอนกลางทศวรรษที่ 1840 โดยที่เรือรบบริติชได้ออกกวาดต้อนพวกโจรสลัดจนต้องหลบหนีการปราบปรามออกไปจากแถวฝั่งทะเลแล้วล่องมาตามแม่น้ำไปยังที่ดอนของมณฑลกว่างตงและกว่างซี ทางด้านพวกที่ก่อตั้งกันเป็นกองกำลังอาสาสมัครต่อต้านบริติชด้วยความรู้สึกชาตินิยมแรงกล้า หลังจากนั้นก็ไม่ยอมวางอาวุธ หันเข้าหาการปล้นสะดมต่อไป ความขัดแย้งดั้งเดิมที่เคยประทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างวงศ์วารที่สืบต่อกันมาก็มักลุกลามกลายเป็นเหตุร้ายรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ภายในตัวเมืองกว่างโจวเอง อาชญากรรมก็สูงขึ้นควบคู่ไปกับอัตราคนว่างงานที่สูงขึ้นเป็นลำดับ

          ภายหลังสนธิสัญญาหนานจิงที่ยังผลให้เซี่ยงไฮ้กลายมาเป็นเมืองเปิดสำหรับค้าขายกับชาวต่างประเทศ การค้าส่วนใหญ่ของชาวจีนเองก็เปลี่ยนทิศทางขึ้นไปทางเหนือ ทำให้มีผลกระทบต่ออาชีพคนงานในที่ดอนเป็นเรือนหมื่นตรงตัว คนงานที่ว่านี้เป็นพวกลูกเรือและกุลีขนของที่เคยมีรายได้เลี้ยงชีวิตด้วยการเก็บใบชาและขนผ้าไหมลงเรือล่องมาทางมณฑลเจียงซีหรือไม่ก็แบกหามข้ามภูเขาทางมณฑลฟุเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) การณ์จึงปรากฏว่า คนงานเหล่านี้ต้องว่างานไม่มีรายได้กัน

          อาการของโรคร้ายทางสังคมควบคู่มากับความตื่นตระหนกของชาวฮั่นทั้งหลายที่ว่า อาณาจักรจงกว๋อไม่ได้ใหญ่ยิ่งสูงส่งเหนือพวกคนป่าเถื่อนนอกอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว พวกคนป่าสามารถมากับเหล็กลอยน้ำและก็มีอาวุธวิเศษ สามารถสังหารชาวฮั่นในระยะไกลได้ครั้งละมาก ๆ ด้วย ชาวกว่างโจวจับจ้องมองด้วยความพิศวงและตื่นตกใจ เมื่อเรือเนเมซิสของบริติชล่องเข้ามาตามลำน้ำอย่างกำแหงหาญแล้วจมเรือสำเภาจีนแทบทุกลำที่พบเห็นอย่างง่ายดาย       ชาวกว่างโจวรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า อาวุธของบริติชร้ายแรงเพียงไร แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกลียดชังคนป่าเถื่อนแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ตระหนักดีว่า แสนยานุภาพของพวกนี้เหนือกว่าอาณาจักรจงกว๋ออย่างแท้จริง จำเป็นต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ถึงจะต่อสู้ได้ แม้ว่าจะต้องเรียนรู้จากคนป่าเถื่อนนั้นเองก็ตาม

          ในบรรดาชาวฮั่นกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความรู้สึกอ่อนไหวและก็สามารถรับรู้ได้โดยเร็วถึงความเหนือกว่าของชาวตะวันตกก็ได้แก่พวกเคอะเจีย (สำเนียงแต้จิ๋วเรียก "แคะ" เคอะเจียก็คือครอบครัวของชาวแคะ) พวกแคะนี้อพยพมาจากทางเหนือบริเวณตอนใต้ปักกิ่งตั้งแต่สมัยจักรพรรดิราชวงศ์ซ่ง หนีการรุกรานของอาณาจักรจีนมาตั้งเมืองหลวงที่หังโจว ยุคที่เรียกกันว่าซ่งใต้หรือหนานซ่ง (ค.ศ.1127-1287)-(ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าราชวงศ์ซ่งใต้หรือหนานซ่ง เป็นชาวฮากกา?-ยับสินฝ่า) ฟิตซเจอรัลด์(นักประวัติศาสตร์จีนผู้เชี่ยวชาญมาก-ยับสินฝ่า)ยืนยันว่า พวกเคอะตามดินแดน กว่างโจวที่รู้จักกันภายหลังว่าแคะนี้ อพยพมาจากทางเหนือในยุคนี้เอง  ภาษาพูดของพวกแคะยังคงมีถ้อยคำของจีนเหนืออันเป็นภาษาของชาวปักกิ่งอยู่หลายคำไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี พวกแคะที่มาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในฐานะที่เป็นผู้อพยพมาจากทางเหนือมักถูกชาวกว่างโจวดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนกีดกันถือว่าเป็นชนชาติส่วนน้อยที่เรียกกันว่าปึงตี้ตามสำเนียงแต้จิ๋ว (ภาษากลางเรียกว่าเปิ่นตี้) เนื่องจากพวกแคะมีความทะนงตนและก็ทะเยอทะยาน อัตราคนรู้หนังสือเมื่อเทียบกับชาวฮั่นพวกอื่นก็นับว่าสูงทีเดียว และพวกแคะก็มักสนับสนุนให้ลูก ๆ ของตนได้เรียนหนังสือกันยิ่งกว่าชาวฮั่นพวกอื่น ๆ

          พวกแคะมักประสบความสำเร็จในการสอบไล่เข้ารับราชการในอัตราสูง คงพูดสำเนียงดั้งเดิมของตนซึ่งมีส่วนคล้ายสำเนียงชาวปักกิ่ง ยังคงยึดถือขนบประเพณีของตนหลายอย่างที่แตกต่างไปจากชาวฮั่นทั่วไป ผู้หญิงแคะมีความเป็นอิสระยิ่งกว่าผู้หญิงปึงตี้ ไม่เคยรัดเท้า เนื่องจากมักทำงานในไร่นาเคียงบ่าเคียงไหล่กับผัวของตน และพวกแคะก็ไม่สนับสนุนระบบผู้ชายมีเมียหลายคนด้วยจากการทำไร่ไถนาด้วยกันทั้งผัวเมียนี้ พวกแคะจึงเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะในบริเวณที่ดินดีเหมาะแก่การทำไร่ไถนา พืชผลอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ความระแวงแคลงใจจนถึงไม่ไว้วางใจและชิงชังจึงมักมีขึ้นในยามที่มีพวกแคะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านพวกปึงตี้ถึงขนาดมีการอพยพหนีพวกแคะกันทีเดียว ครั้นเมื่อพวกแคะตอบแทนการแสดงความรังเกียจเหยียดหยามของพวกปึงตี้ด้วยการแสดงความดูหมิ่นเอาบ้าง จนเกิดทะเลาะวิวาทถึงรบราฆ่าฟันกัน (เซียะโถว) ในช่วงทศวรรษที่ 1850 การรบราฆ่าฟันกันระหว่างชุมชนปึงตี้กับแคะนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกันเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ทีเดียว

          ความลำบากยากแค้นของชนชาติส่วนน้อย ไม่ว่าจะถูกกดขี่ข่มเหงสักเพียงไร ก็ยากนักหนาที่จะได้รับความสนใจจากประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะบทบาทในการนำของพวกแคะในกบฏชาวนาที่ถือกันว่า  ใหญ่ยิ่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีนที่มีกบฏชาวนามากมายหลายหลากมาโดยตลอด กบฏชาวนาใหญ่ยิ่งนี้มีชื่อว่า "ไท่ผิงเทียนกั๋ว" หรือ "เมืองแมนแดนมหาสันติ" อันเป็นสังคมอุดมการณ์ซึ่งผู้นำกบฏชาวแคะมุ่งมั่นจะสร้างขึ้น กบฏชาวนาครั้งนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากกบฏชาวนาอื่น ๆ หลายประการ ไม่เฉพาะผู้นำคือ  หงซิ่วฉวนเป็นชาวแคะเท่านั้น หากยังมีศรัทธายึดมั่นในศาสนาคริสต์ ประกาศตนนับถือพระเจ้าอย่างชาวตะวันตกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย ยิ่งกว่านี้ หงซิ่วฉวนยังเป็นผู้มีอุดมทัศน์ (vision) เชื่อมั่นว่าตนได้รับมอบภารกิจศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้า โดยมีจีซัส ไครสต์ เป็นพี่ชายของตน

            ความบันดาลใจของหงซิ่วฉวนนี้ นอกจากจะทำให้กบฏไท่ผิงเทียนกว๋อสามารถสร้างอาณาจักรอันเป็นอิสระของตนขึ้นในภาคใต้ของอาณาจักรจีนที่ยั่งยืนอยู่ได้ 11 ปี ยังกล่าวได้ว่า เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์จีนในทศวรรษที่ 19 หลังจากกบฏไท่ผิงแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกพัฒนาการทางสังคมที่แน่นหนาของจีนออกมาเสียจากอิทธิพลภายนอกนานาประการ โดยที่กบฏไท่ผิงโดยตัวของมันเองนั้น เป็นผลมาแต่ความกดดันภายในสังคมที่ผสมผสานกันกับอิทธิพลหลายประการจากภายนอก ยังผลให้อนุศาสน์ของหงซิ่วฉวนที่ว่าด้วยการปฏิวัติจีนได้เชื่อมแนวคิดคลาสสิคดั้งเดิมของจีนเข้ากับหัวใจทางศาสนาของตะวันตก จนไม่อาจแยกออกจากกันได้

          หงซิ่วฉวนเป็นลูกชาวนาแคะ เกิดในหมู่บ้านกวานลู่ผู่ อำเภอฮวาเสี้ยนในมณฑลกว่างตงเมื่อปี ค.ศ.1813 (อำเภอฮวาเสี้ยนและหมู่บ้านกวานลู่ผู่ไหง มองหาในแผนที่มณฑลกว่างตงหาเท่าไหร่ก็ไม่พบและไม่เห็นอนุสรณ์สถานหงซิ่ว ฉวนอยู่ในแผนที่ด้วยรบกวนท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วย อาจเป็นไปได้ที่ตำบลอำเภอในอดีตกับปัจจุบันไม่ตรงกัน-ยับสินฝ่า) พออายุได้ 6 ขวบก็เรียนหนังสือไปด้วยช่วยพ่อแม่ทำนาไปด้วย เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้เป็นครูประจำหมู่บ้าน ในปีค.ศ. 1835 เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้ไปสอบไล่ที่กว่างโจวซึ่งถ้าสอบได้ก็จะได้เป็นซิ่วไฉ แต่หงซิ่วฉวนสอบตก ต่อมาในปีค.ศ. 1837 ได้ไปสอบที่กว่างโจวอีกครั้งหนึ่งซึ่งก็ปรากฏว่าสอบตกอีก ระยะนั้นเป็นเวลาก่อนเกิดสงครามฝิ่นเพียงสามสี่ปี ในกว่างโจวมีชาวตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์สำคัญของชาวตะวันตกก็มีเพียง 2 ประการเท่านั้น แต่ก็ทำให้ชาวตะวันตกนั้นเอง แตกต่างกันเป็น 2 พวกเหมือนอยู่คนละโลกกัน ชาวตะวันตกพวกหนึ่งเป็นพ่อค้า พวกนี้บรรทุกสินค้าที่ทำรายได้ดีที่สุดคือ ฝิ่น เพื่อมอมเมาชาวจีนให้ตกนรก ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นมิชชันนารี มาจีนเพื่อทำหน้าที่ที่ตนถือเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าของตนโดยชี้ทางขึ้นสวรรค์ให้ชาวจีน ไม่ทราบว่า ชาวตะวันตกพวกไหนจะได้บุญหรือได้บาปกันแน่ แต่ชาวจีนที่สูบฝิ่นนั้นต้องตกนรกแน่นอน

          ขณะที่หงซิ่วฉวนเดินไปตามถนนสายต่าง ๆ ในกว่างโจวด้วยความสิ้นหวังเพราะสอบไล่ตก บังเอิญพบนักเทศน์ชาวตะวันตกคนหนึ่งซึ่งกำลังเผยแพร่ศาสนาคริสต์ หงได้รับแจกหนังสือจากชาวตะวันตกผู้นี้เล่มหนึ่งเป็นภาษาจีนมีชื่อว่า "สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย" เขียนโดยเหลียงอาฝาผู้ช่วยของโรเบิร์ต มอริสันมิชชันนารีชาวอังกฤษนิกายโปรเตสแตนท์คนแรกที่เดินทางมาจีน หนังสือที่เหลียงอาฝาเขียนขึ้นนั้น เป็นการนำเอาข้อความและนิยายต่าง ๆ ในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาเรียบเรียงเสียใหม่ มีคำอธิบายพร้อมทั้งหมายเหตุประกอบ รวมเป็นหนังสือมีความยาวขนาด 100,000 คำ แบ่งเป็น 9 บรรพ

          หงซิ่วฉวนรับหนังสือมาแล้วก็ถือติดมือมาถึงบ้านในฮวาเสี้ยนไม่ได้สนใจอ่านอย่างจริงจังเพียงแต่พลิกผ่าน ๆ ตาแล้วทิ้วไว้บนหิ้ง ปีต่อมา หงซิ่วฉวนไปสอบไล่ที่กว่างโจวอีกซึ่งก็ตกอีกเป็นครั้งที่สาม ผลจากการสอบตกครั้งนี้ คงจะกระทบกระเทือนจิตใจของหงอย่างรุนแรงถึงกับล้มพับลงต้องว่าจ้างให้คนงานรับจ้างหาบหามแบกเก้าอี้หามมาส่งถึงบ้าน หงล้มป่วยลงเป็นเวลาเดือนเศษจับไข้และเพ้อไม่ได้สติ มีอาการประสาทหลอนถึงขนาดอาละวาดไล่ทุบตีปีศาจร้ายต่างๆ ระหว่างที่เพ้อนั้นเอง หงก็ได้กล่าวคำประณามขงจื้อว่า "ปีศาจร้ายกำลังก่อความยุ่งยากร้ายแรง เพราะคำสอนของขงจื้อล้วนแล้วแต่เหลวไหลทั้งสิ้น" บางครั้ง หงจะแผดเสียงออกมาดังลั่นว่า "ฆ่าปีศาจร้าย! ฆ่ามันให้หมด!" บางครั้งก็ท่องบทกวีที่ตนเองเคยเขียนไว้ ดังนี้

                    "เข้ายึดกุมอำนาจประกาศก้อง     ขึ้นปกครองฟ้าดินทุกถิ่นฐาน

          พิทักษ์ธรรมฆ่าปีศาจพิฆาตมาร              บำบัดทุกข์สุขศานติ์ปวงประชา

          ในระหว่างจับไข้เพ้อจนไม่ได้สตินี้ เมื่อหงตื่นขึ้นมาภายหลัง โดยญาณทรรศนะของหงเองที่ตนเองก็รู้สึกประหลาด หงจำได้ว่า ถูกนำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเข้าใจขึ้นมาเองว่าเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มีแสงสว่างเรืองโรจน์ไปทั่ว แล้วมีแพทย์มาทำการชำแหละ เปลี่ยนอวัยวะภายในของตนทั้งหมด จากนั้นก็ถูกนำตัวเข้าไปในห้องโถงที่มีลักษณะเหมือนท้องพระโรง มีชายชราผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมดำไว้หนวดทอง ส่งดาบมาให้ตนเล่มหนึ่งเพื่อสังหารปีศาจร้ายให้สิ้น แล้วชายชราเสื้อคลุมดำก็กล่าวคำตำหนิขงจื้ออย่างขุ่นเคือง ขงจื้อก็ยอมรับสารภาพผิดว่า ตนได้ประกอบอาชญากรรมที่ปราศจากชื่อออกมาด้วย แม้ว่าหงจะไม่รู้ว่า ชายชราสวมเสื้อคลุมดำเป็นใคร แต่การลงโทษขงจื้อก็ทำให้หงรู้ขึ้นมาได้ว่า ส่วนหนึ่งของมันมาจากการที่เขาสอบไล่ตกนั่นเอง ซึ่งการสอบไล่ตกของหงนี้ ขงจื้อจะต้องรับผิดชอบ เพราะการที่ขงจื้อรับสารภาพผิด ทั้ง ๆ ที่มีฐานะเป็นถึงปรมาจารย์ใหญ่ ย่อมแสดงอยู่ว่า หงซิ่วฉวนเองภายหลังสอบไล่ตกแล้ว ทั้งความคิดและจิตใจก็ได้ปฏิเสธคำสอนของขงจื้อมาโดยตลอด ซึ่งก็คือ ปฏิเสธต่อระบบที่ไม่ยอมรับในสติปัญญาความสามารถที่หงมีอยู่ แต่ในขณะนั้น ภายในความคิดจิตใจของหงซิ่วฉวนมีความขัดแย้งที่ยังไม่อาจแก้ไขได้ 2 ประการคือ เขามีหน้าที่ที่จะต้องทำลายโลกเก่าที่ขงจื้อสร้าง ขณะเดียวกัน เขาเองก็ยังไม่รู้เลย ไม่ว่าจะโดยญาณทรรศนะใด ๆ ว่า เขาจะมีอะไรมาแทนสิ่งที่เขาทำลายมันลงไป"

          โปรดติดตามอ่านในภาคต่อไปในชื่อว่า "จักพรรดิ์หงซิ่วฉวน"

จักรพรรดิ์หงซิ่วฉวน-จักรพรรดิ์ที่เป็นชาวฮากกา (2)

          กลับมาอ่านกันต่อนะครับว่า เมื่อหงซิ่วฉวนล้มป่วยลงแล้วกลับคืนสู่ความปกติของร่างกายแล้ว หงซิ่วฉวนจะดำเนินชีวิตของตนต่อไปอย่างไร.....(เริ่มเรื่องในหนังสือประวัติศาสตร์จีน-ทวีป วรดิลก หน้า 588-)

..........หงล้มป่วยลงครั้งนี้กินเวลาถึง 40 วัน แต่พอหายป่วยแล้ว ร่างกายและความคิดจิตใจของเขาเองก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ แทนที่จะเป็นนักศึกษาหนุ่มผู้อ่อนแอ ไม่กล้าขัดใจใครและก็หวั่นไหวง่าย หงซิ่วฉวนกลายมาเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้า พร้อมที่จะเป็นผู้นำของคนทั้งหลาย เรือนร่างดูเหมือนจะสูงใหญ่กว่าเดิม คำพูดของเขาภายในชุมชนที่หงอยู่มาตั้งแต่เกิดก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจผิดกว่าแต่ก่อน ชาวบ้านทั้งหลายล้วนเชื่อฟัง อย่างไรก็ดี โรคความสำคัญตน ตลอดจนมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้านี้ยังต้องรอเวลา เพราะหงเองยังปราศจากเข็มทิศชี้นำ ตราบจนเวลาล่วงไปถึง 7 ปี เมื่อหงอายุได้ 30 ปีในปีค.ศ. 1843 พอดีมีญาติคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันมาหาหงที่บ้าน พบหนังสือคำสอนศาสนาคริสต์ในหิ้งหนังสือที่หงทิ้งได้โดยบังเอิญญาติของหงคนนั้นเห็นแปลกก็เลยหยิบมาส่งให้หงดู เมื่อหงอ่านหนังสือนี้โดยละเอียดแล้ว ก็มาหวนนึกไปถึงญาณทรรศนะของตนเมื่อตอนจับไข้จึงเกิดความกระจ่างขึ้นมา ชายชราสวมเสื้อคลุมดำที่ตนพบนั้นก็คือพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ทรงเป็นผู้ส่งหงซิ่วฉวนให้ลงมายังโลกมนุษย์พร้อมด้วยดาบก็เพื่อมอบหมายภารกิจศักดิ์สิทธิ์ให้หงกำจัดปีศาจร้ายให้หมดสิ้นไปจากโลกมนุษย์ โดยดาบที่พระเจ้าทรงประทานให้นี้ ทั้งนี้ก็เพื่อกอบกู้โลกแห่งคริสตศาสนจักร ในฐานะที่หงเป็นน้องชายของจีซัสไครสต์ โดยญานทรรศนะของตน หงซิ่วฉวนถือว่า คริสตศาสนาของชาวตะวันตกนี้ แต่เดิมเป็นคำสอนทางศาสนาของชาวจีน เคยแพร่หลายมาก่อนขงจื้อเสียอีก โดยที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้อาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ได้มาสถิตย์อยู่ในอาณาจักรจีน "เพราะฉะนั้น อาณาจักรจีนจึงเป็นที่ประทับของพระบิดามาตั้งแต่ก่อนที่พระบิดาจะเสด็จมายังโลกมนุษย์ครั้งใหม่นี้เสียอีก อาณาจักรจีนจึงเป็นอาณาจักรของพระบิดา หากแต่มีปีศาจร้ายป่าเถื่อนลักลอบเข้ามาในอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระบิดาจึงทรงมีประกาศิตให้ข้ามายังโลกนี้ เพื่อทำลายปีศาจร้ายให้พินาศไปให้จงได้"

          ปีศาจร้ายที่หงซิ่วฉวนเชื่อมั่นว่า ถูกพระเจ้าลิขิตมาให้ตนเป็นคนกำจัดนี้ ไม่ใช่ชาวยุโรป แต่เป็นชาวแมนจูผู้ซึ่งจากการรุกรานครั้งหลังสุดของคนป่าเถื่อนที่หงพบเห็นนั้น แมนจูเจตนาที่จะไม่ให้ชาวจีนได้ล่วงรู้ถึงความเป็นจริงที่ว่า คริสตศาสนาคือหลักธรรมที่แท้ ต่อเมื่อประชาชนสามารถกำจัดปีศาจร้ายแล้วรื้อฟื้นศาสนาดั้งเดิมของตนขึ้นมาใหม่ เมื่อนั้น ยุคแห่งมหาสันติ - สันติภาพอันยิ่งใหญ่(ไท่ผิง) ก็จะมาถึง แล้วโลกนี้ก็จะสมัครสมานกันด้วยเอกภาพของสกลจักรวาลและภราดรภาพ-ความรักกันฉันพี่น้อง

          เมื่อหงซิ่วฉวนมีศรัทธาแก่กล้าในพระเจ้ายิ่งขึ้นทุกที ก็สามารถชักจูงใจให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตามไปด้วย ต่อมา หงก็ทำพิธีล้างบาปด้วยการหลั่งน้ำรดศรีษะของกันและกัน ปากก็ท่องถ้อยคำทำนองสวดที่ว่า "เมื่อชำระล้างบาปออกไปจนหมดสิ้นแล้ว เราก็สลัดของเก่าทิ้ง และรับของใหม่เข้ามาไว้แทน" จากนั้น หงก็ก่อตั้งสมาคมนับถือพระเจ้า (ไป้ซั่งตี้ฮุ่ย) ขึ้น บุคคลแรกที่เชื่อถือศรัทธาและให้ความสนับสนุนหงอย่างแข็งขันได้แก่เฝิงหวินซาน เพื่อนสนิทของหงที่เคยเรียนหนังสือโรงเรียนเดียวกันมาและก็เป็นครูเหมือนหงด้วย

          ความมุ่งหมายของหนังสือ "สุนทรกถาเพื่อปลุกเร้ายุคสมัย" ที่หงได้รับแจกมาและก็มีความเชื่อถือศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นหลังจากได้อ่านโดยละเอียดแล้วนั้น ก็เช่นเดียวกับหนังสือที่เผยแพร่คำสอนของศาสนาคริสต์ทั้งหลาย โดยสอนให้ประชาชนยกย่องนับถือ "พระผู้สร้าง " หรือ "พระเจ้าที่แท้จริงพระองค์เดียว" ยืนยันว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่บนสรวงสวรรค์ หาใช่ในโลกมนุษย์ไม่ มนุษย์เราสมควรรักศัตรูของตน ฯลฯ หงซิ่วฉวนตีความคำสอนของศาสนาคริสต์แตกต่างออกไป เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงไว้ซึ่งความดีงาม ส่วนเทวรูปต่าง ๆ ที่ผู้คนนับถือบูชากันนั้น แท้จริงก็คือปีศาจร้าย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมชาวนาถึงไม่สามัคคีกัน ยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้า ต่อต้านขงจื้อ, จักรพรรดิ์(แมนจู) ตลอดจนปีศาจร้ายอื่น ๆ ให้หมดสิ้น ? ในเมื่อมันเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย โดยที่มนุษย์เราเกิดมาเท่าเทียมกัน แล้วทำไมชาวนาถึงไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเสมอภาคกัน ในเมื่อความเสมอภาคดังกล่าวถูกกำจัดไปช้านานมาแล้ว ?

          การตีความจากคำสอนทางศาสนาของหงซิ่วฉวนนี้ ถ้าแยกเอาคำสอนที่เกี่ยวกับพระเจ้าออกไป เนื้อหาที่เหลืออยู่ก็คือ คำเรียกร้องให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อกำจัดจักรพรรดิ์แมนจู ตลอดจนปีศาจร้ายซึ่งได้แก่ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน เพื่อจุดหมายปลายทางคือความเสมอภาคนั่นเอง โดยนัยนี้ ไป้ซั่งตี้ฮุ่ยหรือสมาคมนับถือพระเจ้า ถ้าถอดเสื้อคลุมทางศาสนาออกไป ก็คือองค์การจัดตั้งทางการเมืองที่มุ่งโค่นชนชั้นปกครองนั่นเอง แล้วยังมีอุดมการณ์ที่คัดค้านคำสอนขงจื้อถึงขนาดประณามอย่างไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกันด้วย ตามปกติ หงจะพกกระบี่ยาว 3 เชี๊ยะ (ราว 3 ฟุต) ติดตัวเสมอ กระบี่นี้มีอักษรจารึกไว้ว่า "พิฆาตปีศาจร้าย" ยิ่งกว่านี้ เมื่อความเชื่อมั่นในตนเองแรงกล้าขึ้น หงก็แสดงความเป็นปฏิบักษ์ต่อขงจื้อโดยเปิดเผย ด้วยจการทำลายศิลาจารึกคำสอนขงจื้อเก่าแก่ที่ติดตั้งอยู่ที่โรงเรียนที่หงสอนนั้นเอง ผลก็คือ หงถูกทางโรงเรียนไล่ออก ในฤดูใบไม้ผลิปีค.ศ. 1844 หงชวนเฝิงหวินซานเพื่อนสนิทไปยังกุ้ยผิงกับกุ้ยเสี้ยนในมณฑลกว่างซี เพื่อเผยแพร่ศาสนาใหม่และหาสมาชิกของสมาคมต่อไป มีผู้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้าราว 100 เศษ ถึงฤดูหนาวก็กลับไปกว่างตง ทิ้งงานที่กว่างซีให้เฝิงหวินซานดำเนินการต่อไป

          ระหว่างค.ศ. 1845 - 1846 หงซิ่วฉวนเขียนหนังสือเผยแพร่ศาสนาตามความเข้าใจของตนหลายเรื่อง มีชื่อต่าง ๆ กัน อาทิ "อนุศาสน์ว่าด้วยความหลุดพ้น" "อนุศาสน์ว่าด้วยการปลุกโลกให้ตื่น" ฯลฯ เนื้อหาสำคัญตามข้อเขียนของหงก็ได้แก่ การประณามความทุกข์ทรมานและความเสียหายร้ายแรงจากการที่ผู้คนพากันยอมรับนับถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ หงระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวได้แก่ จักรพรรดิ์, ขุนนาง, เจ้าที่ดิน ฯลฯ ซึ่งประชาชนจะต้องต่อสู้และทำลายให้จงได้ "สรรพสิ่งภายใต้สวรรค์ มีพระบิดาองค์เดียวกัน เพราะฉะนั้น มวลมนุษย์จึงเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน" "จักรพรรดิ์มีความชอบธรรมอันใดถึงได้รวบเอาสรรพสิ่งไว้ในกำมือของตนแต่ผู้เดียวจนหมดสิ้น?" และ "ภายในมหาสมุทรทั้งสี่ ทุกคนเป็นพี่น้องกัน" ถ้อยคำดังกล่าว ความจริงก็เป็นคำพังเพยของชาวจีนช้านานมาแล้ว

          หงซิ่วฉวนกลับมากว่างซีอีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1847 ปรากฏว่า เฝิงหวินซานทำงานได้ผล สมาคมนับถือพระเจ้ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาก ส่วนใหญ่อยู่ตามบริเวณภูเขาจื่อจิงซานในกุ้ยผิง ดินแดนแถบนี้แห้งแล้งกันดารมาก นอกไปจากการทำไร่ไถนาแล้ว ชาวบ้านก็มีอาชีพตัดฟืนบ้าง เผาถ่านบ้าง เมื่อหงไปถึงบริเวณภูเขาจื่อจิงซานนั้น สมาคมนับถือพระเจ้ามี่สมาชิกระหว่าง 2,000-3,000 คน ส่วนใหญ่อยู่กระจัดกระจายกันตามท้องที่ต่าง ๆ เช่น เซี่งโจว,ซุนโจว, อู๋โจว, ผิงหนาน ฯลฯ ซึ่งอยู่ติด ๆ กัน เมื่อถึงฤดูหนาวปีเดียวกัน ก็มีผู้มีความสามารถมาสมัครเป็นสมาชิกหลายคนซึ่งต่อไปจะเป็นแกนนำของสมาชิกส่วนใหญ่ได้แก่ หยางซิ่วชิงคนเผาถ่านกับเซียวเฉากุ้ยคนตัดฟืน ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกุลีขนของมาก่อน ภายหลังต้องว่างงานเพราะเส้นทางการค้าเปลี่ยนใหม่มุ่งไปที่เซี่ยงไฮ้แทนเส้นทางเดิม แล้วยังมีซึต๊ะไค (สือต้าคาย-ยับสินฝ่า) ลูกชายเจ้าที่ดินอายุเพียง 19 ปีผู้มีความสนใจในการสู้รบเป็นพิเศษ วุ่ยจายฮุยเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้ผู้มั่งคั่งซึ่งได้นำเงินมามอบให้หงซิ่วฉวนเพื่อเป็นทุนถึง 100,000 ตำลึง ทั้งสี่คนนี้เป็นชาวแคะทั้งสิ้น เนื่องจากได้ผู้นำที่มีความสามารถมาร่วมด้วย สมาชิกของสมาคมจึงยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ในปีค.ศ. 1850 จักรพรรดิ์เต้ากวงสิ้นพระชนม์ ราชโอรสขึ้นครองราชย์แทนทรงพระนามว่าเหวินจง มีชื่อรัชกาลว่า เสียนฟง (ค.ศ.1850-1861) ปรากฏว่าสมาชิกของสมาคมนับถือพระเจ้ามีจำนวนถึง 10,000 คน จึงมีการฝึกฝนการสู้รบกันและก็สร้างอาวุธเพื่อใช้ในสงครามอย่างแข็งขัน สมาชิกของสมาคมแผ่ขยายออกไปหลาย ๆ ท้องที่ โดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่บริเวณภูเขาจื่อจิงซาน สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ยากจนและก็มีมากที่ฐานะถึงขั้นล้มละลาย มีสลัด, สมาชิกสมาคมลับอย่างซานเหอกับเทียนตี้ฮุ่ยและพวกเหมียวชนชาติส่วนน้อยมาร่วมด้วย ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1850 สมาชิกมาชุมนุมกันที่หมู่บ้านจินเถียนตีนเขาจื่อจิงซาน แต่ละคนก็ได้นำเอาสิ่งของมีค่าของตนมาสมทบเป็นทุน มากน้อยตามแต่ฐานะของแต่ละคน กองทุนของสมาชิกนี้เรียกว่า "เซิ่งโค่ว" หรือ "คลังสมบัติศักดิ์สิทธิ์" เป็นคลังสมบัติของส่วนรวม มีทั้งเงินทอง,เสื้อผ้าและอาหาร ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งหน่วยสู้รบขึ้นประกอบด้วยนักรบทั้งชายและหญิงมีฐานะเท่ากัน มีการแยกค่ายนักรบชายกับค่ายนักรบหญิงออกจากกัน หงซิ่วฉวนได้วางระเบียบวินัยไว้อย่างเข้มงวดกวดขัน ห้ามทุจริตคอร์รัปชั่น,ห้ามสูบฝิ่น, ห้ามสูบยาเส้น ข่มขืนผู้หญิงมีโทษถึงประหารชีวิต เช่นเดียวกับการสูบฝิ่น และก็มีการประกอบพิธีทางศาสนากันด้วย สมาชิกชายให้ตัดหางเปียซึ่งเป็น "เครื่องหมายข้าทาสแมนจู" ทิ้ง ให้ไว้ผมยาวแทน กบฏที่มีชื่อเสียงอย่างเป็นทางการว่า "ไท่ผิงเทียนกว๋อ" นี้ ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า "กบฏผมยาว" อีกชื่อหนึ่ง

          การชุมนุมกันตลอดจนมีการฝึกการสู้รบกันของคนจำนวนหมื่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดกิตติศัพท์เลื่องลือไปไกลจนถึงราชสำนักแมนจู จนเป็นที่เพ่งเล็งของราชสำนักยิ่งกว่ากบฏพวกอื่น โดยที่เมื่อเสียนฟงเพิ่งครองราชย์ใหม่ ๆ ก็ได้เรียกหลินเจ๋อสีขุนางผู้สามารถกลับจากอีลี่เพราะโทษเนรเทศกรณีปราบฝิ่น ให้มารับหน้าที่ปราบกบฏที่กว่างซีนี้ แต่หลินเจ๋อสีถึงแก่กรรมเสียก่อนที่จะเดินทางมาถึงบริเวณก่อการกบฏที่ภูเขาจื่อจิงซานนี้ กำลังทหารกองแรกที่รัฐบาลแมนจูส่งมาปราบเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1850 ก็ปรากฏว่า ถูกนักรบสมาคมนับถือพระเจ้าโจมตีจนแตกพ่ายไป ตัวแม่ทัพถูกฆ่าตาย ถึงวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1851 หงซิ่วฉวนมีอายุครบ 38 ปีพอดี หงพร้อมด้วยผู้นำทั้งหลายก็มาชุมนุมกันที่หมู่บ้านจินเถียน มีเฝิงหวินซาน, หยางซิ่วชิง, เซียวเฉากุ้ย, ซึต๊ะไค, วุ่ยจางฮุ่ยและคนอื่น ๆ พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้ามีจำนวนทั้งสิ้น 30,000 คน หงซิ่วฉวนก็ได้ประกาศสถาปนา "ไท่ผิงเทียกว๋อ" หรือ "อาณาจักรเมืองแมนแดนมหาสันติ" อันเป็นสังคมอุดมการณ์ที่ตนจะสร้างขึ้นเป็นเป้าหมาย ตั้งตนเป็น "เทียนหวาง" หรือ "กษัตริย์สวรรค์" จากนั้นก็เคลื่อนกำลังจากหมู่บ้านจินเถียนรุดหน้าไปตามบริเวณพรมแดนกว่างซี-กว่างตง ในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกันก็มุ่งขึ้นเหนือ ยกทัพบุกตะลุยขึ้นไปเรื่อย ๆ นับแต่นี้เป็นต้นไปจนถึงอวสานของกบฏไท่ผิง พอจะแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรก ในระหว่างค.ศ. 1850 ถึง 1856 อันเป็นช่วงที่ไท่ผิงยกทัพขึ้นเหนือ สามารถพิชิตหนานจิงแล้วสถาปนาอาณาจักรขึ้นที่หนานจิง โดยเปลี่ยนชื่อเป็นเทียนจิง (เมืองหลวงสวรรค์) ถึงปีค.ศ. 1856 ไท่ผิงถึงจุดรุ่งโรจน์สูงสุดทางทหาร สามารถยึดดินแดนส่วนใหญ่ของมณฑลหูเป่ย และครอบครองทั้งมณฑลเจียงซีกับอานฮุยสามารถทำลายค่ายใหญ่ทั้งเหนือและใต้ที่ล้อมเมืองหลวงสวรรค์จนพินาศ หลังจากนั้น ไท่ผิงก็ถึงยุคเสื่อม สถานการณ์ทางทหารมีแต่ทรงและทรุดจนถึงสลาย ระหว่างค.ศ. 1856 ถึง 1864 

          ระยะต้นของขั้นตอนแรก ทัพหน้าของไท่ผิงสามารถยึดหย่งอันเมืองสำคัญได้ในตอนปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1851 ทำการริบทรัพย์เจ้าที่ดินหมดแล้วเรียกร้องชาวนาไม่ให้ชำระค่าเช่า ฯลฯ แล้วตั้งยศและตำแหน่งบรรดาขุนพลคนสำคัญ ๆ ให้หยางซิ่วชิงเป็นตงหวาง (เจ้าบูรพา) เซียวเฉากุ้ยเป็นซีหวาง (เจ้าปัจฉิม) เฝิงหวินชานเป็นหนานหวาง (เจ้าทักษิณ) วุ่ยจางฮุยเป็นเป่ยหวาง (เจ้าอุดร) ซึต๊ะไคเป็นหยีหวาง (เจ้าปีกทัพ) ในบรรดา "หวาง" หรือเจ้าทั้งหมดที่นับว่ามีความสำคัญและฐานะรองลงมาจากเทียนหวางคือหงซิ่วฉวนมีคนเดียวได้แก่ หยางซิ่วชิงหรือตงหวางซึ่งเป็นผู้อำนวยการ หรือผู้ควบคุมพวกเจ้าทั้งหลาย ฐานะของหยางซิ่วชิงเท่ากับแม่ทัพใหญ่ของกองทัพไท่ผิง  หงซิ่วฉวนเป็นกษัตริย์หรือประมุขของไท่ผิง 

          นับตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1852 เป็นต้นมา กองทัพไท่ผิงก็ได้สู้รบกับกองทหารรัฐบาลมาโดยตลอด เพิ่งมาหยุดยั้งที่หย่งอันซึ่งมีการแต่งตั้งขุนพลคนสำคัญ ๆ ทำการริบทรัพย์เจ้าที่ดินบังคับให้ส่งมอบเงินและข้าวแก่คลังศักดิ์สิทธิ์ของไท่ผิง แล้วยังประกาศใช้ปฏิทินใหม่เรียกว่าปฏิทินสวรรค์โดยถือเอาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1852 เป็นวันเริ่มต้นปีที่หนึ่งของอาณาจักรไท่ผิง ระหว่างนั้น กำลังทหารรัฐบาลก็ได้ล้อมเมืองหย่งอันไว้จนถึงเดือนเมษายน ค.ศ.1852 กองทัพไท่ผิงก็ตีฝ่าวงล้อมของกำลังทหารรัฐบาลออกมาได้ แล้วยกกำลังเข้าโจมตีกุ้ยหลินเมืองหลวงของกว่างซี(ในสมัยนั้น-ยับสินฝ่า) แต่ไม่มีปืนใหญ่จึงไม่สามารถถล่มกำแพงกุ้ยหลินให้ทลายลงได้ กองทัพไท่ผิงบุกขึ้นเหนือต่อไป โดยยกเข้ามณฑลหูหนาน ในการสู้รบกันหน้าประตูฉางซาเมืองหลวงของหูหนาน เซียวเฉากุ้ยต้องเสียชีวิต กองทัพไท่ผิงพยายามโจมตีฉางซาอยู่ 2 เดือนเศษแต่ไม่สามารถพิชิตได้ จึงหันมาบุกเมืองเอี๊ยะโจวแทน เมื่อยึดเอี๊ยะโจวได้ก็ได้อาวุธ,  ปืนใหญ่และกระสุนจำนวนมาก จากนั้น กองทัพไท่ผิงก็บุกเข้ามณฑลหูเป่ย ยึดอู่ชางเมืองหลวงของมณฑลได้ในตอนกลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1853   

กองทัพไท่ผิงมีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บัดนี้มีทหารทั้งสิ้นถึง 500,000 เศษ ได้มุ่งหน้าบุกไปด้านตะวันออกทั้งทางบกและทางน้ำเป็นกองทัพใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ก็ยึดได้เมืองสำคัญ 2 เมืองบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงคือจิ้วเจียงกับอานชิ่ง   กองทัพไท่ผิงรุกประชิดหนานจิงเมืองสำคัญทางใต้ของแมนจูในวันที่ 8 มีนาคม หลังจากสู้รบกับทหารรัฐบาลที่รักษาเมืองอย่างดุเดือดแล้วก็บุกเข้ายึดหนานจิงได้ แล้วกองทัพไท่ผิงก็บุกต่อไปโดยรวดเร็ว ยึดจินเจียงกับหยางโจวได้ในตอนต้นเดือนมีนาคมนั้นเอง ผู้นำไท่ผิงตกลงใจตั้งมั่นที่หนานจิง โดยสถาปนาหนานจิงเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อ เปลี่ยนชื่อหนานจิงเป็นเทียนจิง (เมืองหลวงสวรรค์) หงซิ่วฉวนในฐานะเทียนหวางหรือ "กษัตริย์สวรรค์" เข้าเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1853 สวมมงกุฏทอง ฉลองพระองค์ลายมังกร ประทับเสลี่ยงทองมีคนหาม 16 คน ชาวเมืองหนานจิงเรียงรายกันต้อนรับมีจำนวนราว 100,000 เศษ

          การที่ผู้นำไท่ผิงมาตัดสินใจหยุดยั้งโดยตั้งมั่นที่หนานจิงนี้ เป็นการตัดสินใจที่มีผลในทางยุทธศาสตร์อย่างสำคัญยิ่ง เพราะเท่ากับชี้ขาดโชคชะตาของอาณาจักรไท่ผิงทั้งอาณาจักร โดยที่บัดนี้ บรรดาผู้นำที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาด้วยความยากจนในดินแดนทุรกันดาร ได้มาดำรงชีวิตอย่างเจ้าที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์จนถึงหรูหราฟุ้งเฟ้ออย่างที่ชีวิตและตระกูลของตนไม่เคยคิดฝันกันมาก่อน หงซิ่วฉวนซึ่งเป็นลูกชาวนาและเป็นครูที่ยากจน บัดนี้ได้เป็นกษัตริย์อยู่ในพระราชวังซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ์ราชวงศ์หมิง ทางด้านพลรบที่เป็นสมาชิกสมาคมนับถือพระเจ้ามาแต่ดั้งเดิมซึ่งมีจำนวนราว 10,000 เศษนั้นเล่า ก็มีวรรณะพิเศษเหนือกว่าพลรบธรรมดาที่สมัครเข้าร่วมภายหลัง ล้วนได้มามีชีวิตในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์บนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงที่ต่างไปจากดินแดนอันแห้งแล้งและกันดารในกว่างซี กองทัพไท่ผิงได้บุกผ่าไปตามดินแดนอันกว้างขวางทำลายสถาบันชนชั้นปกครองของแมนจูลงมากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่พยายามสร้างฐานที่มั่นของตนให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นปึกแผ่นขึ้นมาเลย ดินแดนดังกล่าว เมื่อถูกกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลโจมตีกลับก็มักหันไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแมนจูโดยง่าย ผลก็คือ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลสามารถสร้างค่ายใหญ่ขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำฉางเจียง เป็นภัยคุกคามหนานจิงเมืองหลวงของอาณาจักรไท่ผิงมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่ไท่ผิงยังสามารถครอบครองบริเวณตอนกลางอันอุดมสมบูรณ์ของสองฝั่งแม่น้ำฉางเจียงไว้ได้ ยังผลให้อาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อตั้งมั่นอยู่ได้ถึง 10 ปี

          จะอย่างไรก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ได้มีการสถาปนาอาณาจักรไท่ผิง โดยมีเมืองหลวงที่เป็นอิสระอยู่แล้ว ไท่ผิงยังไม่ยอมละทิ้งเป้าหมายดั้งเดิมของตนซึ่งได้แก่การโค่นราชสำนักแมนจูที่หงซิ่วฉวนถือว่าเป็นปีศาจร้ายมาทำลายอาณาจักรจีน ไท่ผิงก็ได้ส่งกองทัพแรกซึ่งมีกำลังทหาร 30,000 คน บุกภาคเหนือโดยมุ่งพิชิตปักกิ่งเมืองหลวงของแมนจูให้จงได้ แล้วต่อมาก็ได้ส่งกองทัพที่ 2 มุ่งไปยึดครองบริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำฉางเจียง ผลปรากฏว่า กองทัพแรกที่บุกภาคเหนือซึ่งยกไปในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1853 ต้องประสบความล้มเหลว อาจเป็นเพราะผู้นำไท่ผิงประมาณศักยภาพในการสู้รบของทหารฝ่ายรัฐบาลต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากตนเคยประสบชัยชนะจนถึงขั้นยึดหนานจิงได้ กองทัพซึ่งมีกำลัง 30,000 คน แม้ว่าจะบุกขึ้นไปจนถึงเทียนจิน(เทียนสิน-ยับสินฝ่า)ใกล้ ๆ กับปักกิ่งก็ต้องประสบอุปสรรคมากมายและต้องสูญเสียกำลังไปมากด้วย ข้อเสียเปรียบประการสำคัญของไท่ผิงก็คือ ทหารของตนเป็นชาวใต้ไม่คุ้นกับอากาศหนาวจัดของภาคเหนือ แล้วยังถูกโจมตีด้วยกองทหารม้าแมนจูที่เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว มีประสิทธิภาพในการสู้รบสูงอย่างที่ทหารไท่ผิงไม่เคยเผชิญมาก่อน ปรากฏว่า กองทัพไท่ผิงถูกทหารม้าฝ่ายรัฐบาลกระหน่ำจนตั้งตัวไม่ติดกำลังหนุนที่ส่งไปช่วยก็ถูกกองทหารฝ่ายรัฐบาลกวาดล้างจนย่อยยับ หลังจากตั้งมั่นอยู่ที่เทียนจินได้ปีเศษ กองทหารฝ่ายรัฐบาลก็โจมตีจนพินาศ ความสำเร็จของฝ่ายรัฐบาลครั้งนี้ทำให้ราชสำนักแมนจูมีขวัญและกำลังใจดีขี้น โดยเฉพาะเสียนฟงจักรพรรดิ์นั้นเสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับมาโดยตลอดนับแต่ไท่ผิงยกทัพบุกขึ้นมาทางกว่างซี นับเป็นโอกาสแรกที่ทำให้ราชสำนักแมนจูมีเวลาหายใจ สามารถตั้งหลักขึ้นมาได้ใหม่

          กองทัพที่สองของไท่ผิงที่ยกไปทางด้านตะวันตกนั้น เคลื่อนทัพไปในเดือนพฤษภาคมไล่ ๆ กับกองทัพแรกที่บุกภาคเหนือ กองทัพที่สองไม่ได้ประสบชะตากรรมอย่างกองทัพแรก สามารถสู้รบกับกองทหารฝ่ายรัฐบาลอย่างก้ำกึ่งกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะตลอดเวลา 3 ปี ส่วนใหญ่เป็นการสู้รบเพื่อเข้ายึดครองอู่ฮั่นซึ่งได้แก่เมืองสำคัญทั้ง 3 ของมณฑลหูเป่ยบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงคือ อู่ชาง, ฮั่นหยาง และ ฮั่นโข่ว ไท่ผิงยกทัพเข้ายึดได้ก่อน แต่ก็ต้องเสียให้ฝ่ายรัฐบาล อนึ่ง ในการสู้รบช่วงชิงอู่ฮั่นนี้เองที่กำลังทหารไท่ผิงต้องเผชิญกับกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลที่กลายมาเป็นศัตรูผู้เข้มแข็งที่สุดของตน โดยที่กำลังทหารรัฐบาลนี้ ไม่ใช่กองทหารแมนจูแปดธงที่เคยมีประสิทธิภาพในการสู้รบมาในอดีต หากแต่เป็นกองกำลังอาสาสมัครชาวจีนที่พวกเซินซื่อมณฑลหูหนานได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการสู้รบกับกำลังทหารฝ่ายไท่ผิงโดยเฉพาะ กำลังอาสาสมัครที่ว่านี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่กองทัพหูหนานซึ่งแม่ทัพคนสำคัญคือ "เจิงกว๋อฝาน" (ค.ศ. 1811-1872) เจิงเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชสำนักแมนจู มีตำแหน่งเป็นรองเสนาบดีกระทรวงพิธีการ เป็นสาวกของขงจื้อผู้ยึดมั่นในคำสอนอย่างเคร่งครัด เกลียดชังกบฏไท่ผิงที่ทำลายศิลาจารึกคำสอนของจื้ออย่างเข้ากระดูกดำเจิงได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่จัดตั้งพวกอาสาสมัครในมณฑลหูหนานเพื่อต่อต้านไท่ผิงและก็ทำการฝึกอบรมการสู้รบจนมีความชำนาญ แล้วก่อตั้งขึ้นเป็นกองทัพเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1853 กองทัพนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากพวกเซินซื่อซึ่งก็คือชนชั้นปกครองของมณฑลหูหนานนั่นเองและรายได้ประจำของทหารกองทัพนี้ก็สูงกว่าทหารรัฐบาลโดยทั่วไปด้วยนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาล้วนแล้วแต่เป็นพวกเซินซื่อในหูหนานทั้งสิ้น แม้ว่า กองทัพนี้จะได้จัดตั้งขึ้นมาเหมือนเป็นกองทัพส่วนตัวของเจิงกว๋อฝานซึ่งแต่เดิม ราชสำนักแมนจูไม่เคยยินยอมอย่างเด็ดขาด แต่กบฏไท่ผิงครั้งนี้ทำให้ไม่มีทางเลือก ในเมื่อกองทัพแปดธงของแมนจูเองหมดสิ้นประสิทธิภาพในการสู้รบไปแล้ว

          มีผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนชาวตะวันตกบางคนเห็นว่า จุดอ่อนที่สำคัญของกบฏไท่ผิงอยู่ที่การทำลายคำสอนของขงจื้อซึ่งทำให้พวกเซินซื่อโดยทั่วไปหันมาเป็นศัตรู เพราะพวกนี้ล้วนเป็นสาวกของขงจื้อ ยกย่องเทิดทูนคำสอนของขงจื้อสืบต่อกันมาตามประเพณี พวกนี้เองที่ป้องกันประเพณีความเชื่อถือในลัทธิขงจื้อเอาไว้ ทรรศนะดังกล่าว วิโตลด์ ร็อดซินสกี้ไม่เห็นด้วย ร็อดซินสกี้อธิบายว่า ในขณะที่ความจริงมีอยู่ว่า ศาสนาคริสต์ของไท่ผิงที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวตะวันตกนั้นได้ปลุกเร้าความเกลียดกลัวชาวต่างประเทศของพวกเซินซื่อทั้งหลาย และก็ได้หยาบหยามต่อความเทิดทูนและศรัทธาในขงจื้อของพวกเซินซื่อทั่วไป แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของปัญหา ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า กบฏไท่ผิงสนับสนุนการต่อสู้เจ้าที่ดินของชาวนา แม้ว่า การสนับสนุนดังกล่าวจะไม่เป็นระบบและไม่ถึงกับสม่ำเสมอ แต่ไท่ผิงก็ได้ริบทรัพย์สมบัติของเจ้าที่ดินส่วนใหญ่ เพราะเหตุนี้ต่างหากที่พวกเซินซื่อที่มักจะอยู่ในตระกูลเจ้าที่ดินพร้อมใจกันต่อต้านไท่ผิง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันค่าเช่าและทรัพย์สมบัติของตน ลำพังการทำลายศิลาจารึกคำสอนของขงจื้อนั้นยากที่จะมีผลถึงกับทำให้พวกเซินซื่อพยายามก่อตั้งกองกำลังอาสาสมัครต่อต้านไท่ผิงขึ้นได้

          ร็อดซินสกี้เห็นว่า เป็นการยากที่จะเชื่อว่า การต่อต้านและเป็นปฏิปักษ์ต่อแมนจูอย่างร้ายแรงของไท่ผิงจะไม่ได้รับความสนับสนุนจากพวกเซินซื่อเสียเลย โดยเฉพาะลัทธิชาตินิยมของพวกเซินซื่อที่ยังมีแฝงฝังอยู่ ถ้าหากทรัพย์สมบัติของพวกเซินซื่อจะไม่ถูกไท่ผิงแตะต้องเลยแม้แต่น้อยพวกนี้ก็น่าจะหันเหทิศทางของตนโดยไม่หันไปสนับสนุนราชสำนักแมนจูอีกต่อไป พวกเซินซื่ออาจเข้าร่วมกับไท่ผิงในฐานะที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ทั้ง ๆ ที่ไท่ผิงมีอุดมการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและตนก็ชิงชังรังเกียจอยู่ด้วย กรณีเช่นนี้มีตัวอย่างมามากแล้วในอดีตจะอย่างไรก็ตามไท่ผิงเองในขั้นนี้ก็ไม่ได้พยายามแม้แต่น้อยที่จะดึงเอาชนชั้นที่สามารถชี้ขาดผลของสงครามมาเป็นฝ่ายตน แม่แต่จะให้เข้าร่วมรัฐบาลที่ตนจัดตั้งขึ้นใหม่ในหนานจิง เพราะฉะนั้นในการต่อต้านไท่ผิง พวกเซินซื่อก็ได้กลายมาเป็นกำลังหลักในการค้ำจุนระบอบการปกครองของแมนจูชาวต่างชาติที่กำลังจะล่มสลายอยู่แล้วให้ตั้งหลักขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป อวสานอาณาจักรไท่ผิง)

 

 

 

 

 

 

จุดจบของอาณาจักรไท่ผิง (3)

          เรามาอ่านกันต่อในตอนจบนี้กันนะครับว่า ทำไม อาณาจักรไท่ผิงและหงซิ่วฉวนถึงได้พบกับจุดจบ ทั้ง ๆ ที่มีความรุ่งเรืองและรุกคืบขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ และตอนจบจะจบยังไง เชิญติดตามกันต่อครับ....

          ยุคเสื่อมจนถึงอวสานของไท่ผิง..........(หน้า 595 ในหนังสือเล่มเดียวกัน)

          หลังจากที่ได้สู้รบมาตลอดเวลา 3 ปีซึ่งส่วนใหญ่ประสบชัยชนะ ถึงปีค.ศ. 1856 ไท่ผิงก็ประสบความสำเร็จสูงสุดทางทหาร ได้เข้ายึดครองดินแดนด้านตะวันออกของมณฑลหูเป่ย, ดินแดนส่วนใหญ่ของมณฑลเจียงซีกับอานฮุยซึ่งสองมณฑลนี้ได้ชื่อว่า มั่งคั่งที่สุดและสำคัญที่สุดของอาณาจักร แล้วยังสามารถทำลายค่ายใหญ่เหนือกับค่ายใหญ่ใต้บนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงของฝ่ายรัฐบาลที่เป็นภัยคุกคามเมืองหลวงของไท่ผิงมาโดยตลอด จากอู่ฮั่นไปจนถึงเจิ้นเจียง เรือนับจำนวนแทบไม่ถ้วนขึ้นล่องตามแม่น้ำฉางเจียงซึ่งเป็นเส้นโลหิตใหญ่ เชื่อมโยงดินแดนส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักรไท่ผิงเข้าด้วยกัน ธุรกิจการค้าก็เฟื่องฟู ทั้ง ๆ ที่ยังมีการสู้รบกันโดยตลอด เป็นการแสดงให้เห็นถึงว่า ศัตรูภายนอกของไท่ผิงซึ่งได้แก่ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาล ยังไม่เป็นอันตรายร้ายแรงเท่าศัตรูภายใน อันได้แก่ ความขัดแย้งแตกแยกกันภายในระหว่างผู้นำของไท่ผิงเอง

          ต้นตอของความแตกแยกที่เป็นตัวการสำคัญคือ หยางซิ่วชิงหรือตงหวาง "เจ้าบูรพา" ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดทั้งทางทหารและการเมือง เท่ากับดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และอัครมหาเสนาบดีควบคู่กัน ขณะเดียวกัน หยางซิ่วชิงก็มีความทะเยอทะยานที่จะมีฐานะและความสำคัญเทียบเท่าหงซิ่วฉวนผู้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์สวรรค์ ในตอนที่หยางซิ่วชิงโจมตีค่ายใหญ่ใต้ของฝ่ายรัฐบาลแตกนั้นก็มีความกำเริบขึ้นมาก ถึงขนาดเรียกร้องทำนองบังคับให้หงซิ่วฉวนตั้งให้ตนเป็นว่านซุ่ย (ทำนองพระพันวษา) ซึ่งเป็นคำเรียกอย่างยกย่องกษัตริย์หรือจักรพรรดิ์ของจีน ขณะเดียวกัน ก็ให้ตั้งบุตรชายของตนเป็นว่านซุ่ยด้วย เพื่อที่จะได้สืบต่อความเป็นกษัตริย์ของตนต่อ ๆ กันไปไม่สิ้นสุด หงซิ่วฉวนย่อมอ่านเจตนาของหยางซิ่วชิงออกแต่ยังไม่อาจทำอะไรออกนอกหน้า เพราะหยางซิ่วชิงกุมอำนาจสูงสุดอยู่ จึงทำเป็นว่าตกลง โดยจะตั้งหยางซิ่วชิงให้เป็นว่านซุ่ยในวันเกิดของหยางที่จะถึงคือ วันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1856 แล้วหงก็ลอบส่งหนังสือไปถึงวุ่ยจางฮุยกับซึต๊ะไคให้รีบกลับมาเมืองหลวงเพื่อกำจัดหยางซิ่วชิงเสีย

          วุ่ยจางฮุยเองก็มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นใหญ่ขึ้นมาแทนหยางซิ่วชิง จึงลอบนำทหารของตน 3,000 คน กลับเข้ามาในเมืองหลวงในตอนกลางคืนของวันที่ 1 กันยายน พอย่ำรุ่งก็นำกำลังทหารของตนบุกวังของหยางซิ่วชิง แล้วฆ่าหยางซิ่วชิง, ลูกเมียญาติพี่น้องตลอดจนทหารของหยางซิ่วชิงทั้งหมด ปรากฏว่า ซากศพกองพะเนิน เลือดนองไปทั้งวัง ทหารของหยางซิ่วชิงหนีรอดไปได้ก็มีซึ่งวุ่ยจางฮุยไม่ยอมลดละ สั่งทหารของตนตามล่าและฆ่าให้หมด ภายในชั่วเวลา 2 เดือนเศษ ทหารของหยางซิ่วชิงถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้นถึง 20,000 คน ครั้นเมื่อวุ่ยจางฮุยขึ้นกุมอำนาจ การณ์กลับปรากฏว่า โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าหยางซิ่วชิงเสียอีก มีผู้ไม่พอใจกันมาก ยิ่งกว่านี้ วุ่ยจางฮุยยังวางแผนที่จะสังหารซึต๊ะไคซึ่งเป็นแม่ทัพที่สามารถที่สุดของไท่ผิงด้วยอีกคนหนึ่งซึต๊ะไครู้ตัวจึงรีบหนีออกไปจากเมืองหลวงในตอนกลางคืน ปรากฏว่า ในคืนนั้นเอง วุ่ยจางฮุยก็ได้ส่งกำลังทหารของตนบุกวังของซึต๊ะไคแม้ว่าจะไม่พบตัว ก็ได้ฆ่าลูกเมียญาติพี่น้องของซึต๊ะไคจนหมด แล้วส่งทหารของตนออกติดตามเพื่อสังหารซึต๊ะไคให้จงได้ ซึต๊ะไคหนีไปหนิงกัวในมณฑลอานฮุย ส้องสุมกำลังจนได้ทหารจำนวนมาก เตรียมตัวกลับมาแก้แค้นวุ่ยจางฮุยต่อไป 

          แต่วุ่ยจางฮุยก็อยู่ในอำนาจได้ไม่นานเพราะหงซิ่วฉวนเองไม่ไว้วางใจ หงสั่งกองทหารที่ยังภักดีต่อตนให้จับกุมวุ่ยจางฮุยรวมทั้งกองทหารของวุ่ยแล้วทำการสังหารจนหมดสิ้น ขณะนั้น สันนิษฐานกันว่า หงซิ่วฉวนเองคงจะอยู่ในสภาพจิตไม่ปกติ เป็นโรคหวาดระแวงผู้คนไปหมดทุกคน เมื่อซึต๊ะไคเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของไท่ผิงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1856 โดยที่ประชาชนทั่วไปในเมืองหลวงพากันแสดงความชื่นชมยินดี ยกย่องซึต๊ะไคเหมือนเป็นวีรบุรุษที่มากอบกู้อาณาจักรไท่ผิง หงซิ่วฉวนก็เลยไม่ไว้วางใจซึต๊ะไคขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ถึงขนาดตั้งพี่ชายของตน 2 คนให้มีอำนาจกำกับซึต๊ะไคในการบริหารไท่ผิงซึ่งได้แก่หงเหรินฟะหรือเจ้าอันกับหงเหรินต๊ะหรือเจ้าฟูโดยที่พี่ชายทั้งสองของเทียนหวางไม่มีความสามารถและก็มีความประพฤติเลวทราม มีความละโมบซึต๊ะไคทนไม่ได้ ก็เลยคิดแยกตัวออกจากกษัตริย์สวรรค์ ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1857 ซึต๊ะไคอ้างว่า เทียนหวางหรือกษัตริย์สวรรค์เป็นผู้ที่มีนิสัย "ทั้งขี้ระแวงและขี้ริษยา" จึงออกมาเสียจากเมืองหลวง โดยนำกำลังทหารของตนออกจากเทียนจิงไปโดยเปิดเผย โดยที่กำลังทหารภายใต้บังคับบัญชาของซึต๊ะไคเป็นทหารที่ดีที่สุดของไท่ผิง ผลก็คือ ไท่ผิงต้องอ่อนแอลงอย่างมาก  

          อย่างไรก็ดี แม้ว่า กำลังทหารของซึต๊ะไคจะมีถึง 200,000 เศษ และก็ทำการสู้รบกับทหารรัฐบาลมาในระหว่างทางด้วย แต่เนื่องจากซึต๊ะไคไม่มีจุดหมายปลายทางในการเดินทัพ ถึงจะมีทหารจำนวนมากก็เท่ากับจำนวนน้อย เพราะในที่สุดก็เกิดแตกแยกกัน เมื่อไปถึงกว่างซีในปีค.ศ. 1860 ทหารส่วนใหญ่ทั้งนายและพลก็แยกตัวออกมาจากซึต๊ะไคกลับไปหาหงซิ่วฉวน โดยเป็นกำลังหลักให้หงซิ่วฉวนในการสู้รบกับทหารรัฐบาลต่อไป ส่วนซึต๊ะไคก็ได้นำทหารไม่กี่หมื่นที่ยังภักดีต่อตน มุ่งหน้าไปยังเสฉวนเพื่อตั้งตัวเป็นกษัตริย์ที่นั่นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1863 ซึต๊ะไคนำทหารของตนจากหยุนหนานข้ามแม่น้ำจินซา รีบรุดไปถึงแม่น้ำต้าตูเพื่อข้ามแม่น้ำนี้เข้าเสฉวนต่อไป แต่ซึต๊ะไคต้องมาจนมุม เพราะมีกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลรออยู่แล้วข้างหน้าและก็มีทหารรัฐบาลตามมาติด ๆ ข้างหลังด้วย ผลที่สุดซึต๊ะไคยอมมอบตัวซึ่งก็ถูกจับประหารชีวิตพร้อมทั้งบุตรชาย ส่วนกำลังทหารของซึต๊ะไคถูกล้อมฆ่าในบริเวณแม่น้ำต้าตูจนตายหมดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1863 นั้นเอง 

          จากความขัดแย้งจนถึงแตกแยกกันในระหว่างผู้นำของไท่ผิง ในที่สุด ก็เหลือหงซิ่วฉวนหรือเทียนหวาง "กษัตริย์สวรรค์" แต่องค์เดียวที่ยังคงเป็นประมุขของไท่ผิงอยู่ ยังผลให้กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลทำการรุกรบและโจมตีไท่ผิงตามบริเวณที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งด้านเหนือและใต้ของลุ่มแม่น้ำฉางเจียงนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1858 เป็นต้นมา ทั้งอานชิงและหนานจิง "เมืองหลวงสวรรค์" ต้องถูกคุกคามอย่างหนัก ถึงขนาดกองทหารรัฐบาลรุกเข้ามาจนถึงชานประตูเมืองทีเดียว เจิงกว๋อฟานกับบรรดาผู้นำทางทหารฝ่ายรัฐบาลพากันชื่นชมยินดี ถึงขนาดคาดกันว่าไท่ผิงจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้ไม่ถึงปี แต่ผู้นำทางทหารที่มีความสามารถซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของไท่ผิงก็ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ผู้นำรุ่นแรก มีเฉินอิ๊เฉิง (ค.ศ.1836-1862), หลี่ซิ่วเฉิง (ค.ศ.1824-1864) และคนอื่น ๆ เฉินอี๊เฉิงเป็นทหารไท่ผิงที่มีทั้งความสามารถและกล้าหาญ เข้าร่วมกับไท่ผิงมาตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี หงซิ่วฉวนแต่งตั้งเฉินอี๊เฉิงให้เป็นแม่ทัพในยามไท่ผิงเกิดวิกฤตร้ายแรงเนื่องจากขาดแม่ทัพเพราะฆ่ากันเองจนตายไปด้วยกัน

          ไท่ผิงเปิดฉากการรุกใหญ่อีกครั้งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นการรุกที่ประสบชัยชนะเป็นครั้งสุดท้าย เฉินอี๊เฉิงนำกำลังทหารไท่ผิงเข้าโจมตีค่ายใหญ่เหนือของรัฐบาลในตอนปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1858 จนแตกพ่าย แล้ววันรุ่งขึ้นยังยกกำลังเข้าโจมตีกำลังทหารค่ายใหญ่ใต้ที่ยกมาช่วยค่ายใหญ่เหนือจนย่อยยับ จากนั้นก็ยกกำลังบุกผูโข่ว โดยแยกทหารเข้าโจมตีพร้อมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังผลปรากฏว่า ค่ายใหญ่เหนือซึ่งมีกำลังถึงแสนกว่าคนต้องแตกยับเยิน กำลังทหารไท่ผิงยกขึ้นไปทางหยางโจวในตอนต้นเดือนตุลาคม แม่ทัพฝ่ายรัฐบาลถึงกับทิ้งเมืองหลบหนีไป ไท่ผิงสามารถทำลายการปิดล้อมของฝ่ายรัฐบาลได้สำเร็จ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เจิงกว๋อฟานทุ่มกำลังเข้าโจมตีซานเหอที่ไท่ผิงสร้างป้อมปราการไว้โดยรอบ เฉินอี๊เฉิงนำกำลังทหารรีบรุดไปถึงและก็เข้าโจมตีกองทัพหูหนาน ทหารไท่ผิงที่รักษาป้อมปราการก็ยกกำลังออกโจมตีกระหนาบ กองทัพหูหนานต้องแตกพ่าย ทั้งหลี่ซุปินแม่ทัพและเจิงกว๋อหัวน้องชายของเจิงกว๋อฟานต้องเสียชีวิตในการรบ ชัยชนะครั้งนี้ ยังผลให้เฉินอี๊เฉิงได้รับแต่งตั้งจากหงซิ่วฉวนให้เป็นอิงหวางหรือเจ้าผู้กล้า หลี่ซิ่วเฉิงได้รับแต่ตั้งเป็นจงหวาง "เจ้าผู้ภักดี" 

          ในเดือนเมษายน ค.ศ.1859 หงเหรินกัน (ค.ศ.1822-14864) ลูกพี่ลูกน้องของหงซิ่วฉวนซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เคยไปอยู่ที่ฮ่องกงและก็เป็นผู้ที่สนใจศึกษาวิชาความรู้ของชาวตะวันตก โดยได้ศึกษาวิชาการหลายอย่าง ทั้งดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์และปฏิทินสากล(ตะวันตก) ที่เซี่ยงไฮ้ ได้เดินทางมาถึงเทียนจิงเมืองหลวงของไท่ผิง หงซิ่วฉวนแต่งตั้งให้เป็นกันหวางหรือ "เจ้ากัน" และก็มอบหมายให้ทำงานด้านการเมือง หงเหรินกันผู้นี้เป็นผู้นำคนเดียวของไท่ผิงที่มีความรู้เรื่องโลกภายนอก พยายามเสนอแผนปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของไท่ผิง โดยเขียนขึ้นเป็นบทประพันธ์มีชื่อว่า "ชี้นำใหม่ต่อรัฐบาล (ไท่ผิง)" หงเหรินกันถือหลักว่า ความมั่งคั่งของประเทศชาติอยู่ที่การใช้คน และการกำหนดนโยบาย จะต้องสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็งด้วยการกำหนดนโยบายรวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ห้ามการแบ่งพรรคแยกพวก ตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่า ฯลฯ ในด้านเศรษฐกิจ หงเหรินกันเรียกร้องให้พัฒนาการขนส่งและคมนาคม ด้วยการสร้างทางรถไฟและทางหลวง ฯลฯ เสนอให้สร้างระบบการคลังด้วยการเปิดธนาคาร, พิมพ์ธนบัตร ฯลฯ

          หงซิ่วฉวนสนใจแผนพัฒนาหรือความจริงเป็นโครงการสร้างไท่ผิงให้ทันสมัยและเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ต่อแผนพัฒนาดังกล่าว แต่ก็สรุปว่า แผนพัฒนานี้ยังทำไม่ได้ในปัจจุบันนี้ เพราะพวกปีศาจร้ายจะฉวยโอกาสให้เกิดแตกแยกขึ้น จะต้องรอจนกว่ากำจัดปีศาจร้ายได้หมดแล้ว โดยที่ระหว่างนั้น ไท่ผิงถูกทหารรัฐบาลกดดันอย่างหนักหน่วง มีกำลังทหารยกมาตั้งมั่นที่ค่ายใหญ่ได้อีก หงซิ่วฉวนจึงมอบให้หงเหรินกันรับผิดชอบทางด้านการทหารซึ่งเป็นปัญหาร้ายแรงเฉพาะหน้า แผนพัฒนาจึงค้างอยู่เพียงนี้เอง หงเหรินกันเสนอแผนยุทธศาสตร์ในที่ประชุมผู้นำทางทหารไท่ผิงเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1860 ให้ไท่ผิงยกทัพไปยึดซูโจว, หังโจวและเซี่ยงไฮ้ทางบริเวณตอนล่างของแม่น้ำฉางเจียง แล้วจึงบุกเข้ายึดมณฑลเจียงซีและหูเป่ยบริเวณตอนกลางของแม่น้ำฉางเจียงให้ได้ ถ้าทำได้เช่นนี้ กำลังทหารของรัฐบาลก็ไม่อาจคุกคามอานชิ่งซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีผลถึงหนานจิงโดยตรงอีกต่อไป

          กองทัพไท่ผิงก็ได้ยกไปทางตะวันออก ยึดเมืองต่าง ๆ ได้ตามลำดับ ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ก็สามารถครอบครองดินแดนส่วนใหญ่บริเวณตอนใต้แม่น้ำฉางเจียงไว้ได้ ถึงขนาดตั้งมณฑลอูฟูขึ้นมาใหม่ โดยมีซูโจวเป็นเมืองหลวง ระหว่างที่กองทัพไท่ผิงกำลังมีชัยรุกคืบหน้ามาเรื่อย ๆ ตระเตรียมเข้าโจมตีเซี่ยงไฮ้นั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1860 เซอร์เฟรเดอริค บรู๊ซ ทูตบริติช กับเดอ บูร์บูล็อง ฑูตฝรั่งเศสก็ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะป้องกันเซี่ยงไฮ้ด้วยกำลังอาวุธ บรุ๊ซได้ส่งรายงานไปถึงกระทรวงการต่างประเทศบริติชประณามกองทัพไท่ผิงว่าเป็นเหล่าโจรผู้ร้ายพวกที่เข้าร่วมล้วนมาจากชนชั้นที่เป็นอันตรายของจีนทั้งสิ้น ต่อมา ในเดือนมิถุนายน เฟรเดอริค ทาวเซนด์ วอร์ด ทหารรับจ้างและนักเสี่ยงโชคชาวอเมริกัน (ค.ศ. 1831-1862) ก็ได้ติดต่อกับพวกพ่อค้าจีนในเซี่ยงไฮ้ เสนอว่าจะระดมทหารรับจ้างชาวยุโรปมาช่วยสู้รบกับกบฏไท่ผิง โดยให้พ่อค้าจีนสนับสนุนเงินและอาวุธ ถ้ายึดเมืองไหนได้ จะได้รางวัลเป็นเมือง ๆ ไป พวกพ่อค้าจีนตกลง การจัดตั้งขึ้นเป็นกองกำลังสู้รบนี้ หน่วยแรกมีชื่อว่า "กองกำลังปืนเล็กยาว" มีชาวต่างชาติ 200 คน และชาวจีน 2-300 คน กองกำลังนี้ยกไปตีซ่งเจียงที่อยู่ห่างจากเซี่ยงไฮ้ราว 30 ไมล์เมื่อเดือนมิถุนายนแต่ล้มเหลว เมื่อกลับมาเซี่ยงไฮ้ วอร์ดก็ได้จัดตั้งกองกำลังของตนใหม่โดยใช้อาวุธใหม่ ๆ ทันสมัยจำนวนมาก มีกองทหารชิง 7,000 คนเป็นกองหลัง ได้โจมตีซ่งเจียงอีกในตอนกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1860 และก็ยึดได้ วอร์ดได้รับเงินรางวัล 133,000 เหรียญเงิน ต้นเดือนสิงหาคม วอร์ดนำกองกำลังของตน มีทหารแมนจู 10,000 คนสนับสนุน โจมตีเมืองชิงปู้สองครั้งแต่ประสบความล้มเหลวทั้งสองครั้ง วอร์ดเองได้รับบาดเจ็บ ในวันที่ 17 สิงหาคม กองทัพไท่ผิงก็ได้เข้าโจมตีเซี่ยงไฮ้ หลี่ซิ่วเฉิงนำทหารไท่ผิง 3,000 คนบุกเข้าตัวเมืองหลังจากกวาดล้างทหารชิงบริเวณชานเมืองหมดสิ้นแล้ว เมื่อทหารไท่ผิงไปถึงประตูเมือง ทหารต่างชาติก็ระดมยิงจนหลี่ซิ่วเฉิงต้องนำทหารของตนถอยออกมา ไม่ได้สู้รบด้วย 

          ทางด้านกองทัพไท่ผิงหลังจากพิชิตด้านตะวันออกแล้ว ก็มุ่งเข้าพิชิตด้านตะวันตกต่อไป โดยแยกกันเป็น 2 ทัพ กอบทัพหนึ่ง เฉินอี๊เฉิงเป็นแม่ทัพมุ่งขึ้นทไปทางเหนือของแม่น้ำฉางเจียง จากอานฮุยเข้าหูเป่ย ส่วนอีกทัพหนึ่ง หลี่ซิ่วเฉิงเป็นแม่ทัพบุกลงทางใต้ของแม่น้ำฉางเจียง ผ่านเจียงซีเข้าหูเป่ยแล้วมาบรรจบกันที่อู่ฮั่นตามแผน แต่เมื่อกองทัพแรกของไท่ผิงยกมาถงหวงโจว ห่างจากฮั่นโข่วเพียง 50 กิโลเมตร ก็พอดีกันกับเซอร์แฮร์รี่ปาร์คส์ กงสุลบริติชซึ่งเดินทางมาฮั่นโข่วเพื่อรวบรวมข่าวกรองว่าด้วยสถานการณ์ตามบริเวณแม่น้ำฉางเจียง ได้เดินทางมาพบเฉินอี๊เฉิงที่หวงโจวพร้อมกับพ่อค้าบริติช 2 คน โดยบอกกับเฉินอี๊เฉิงว่า เมืองทั้งสามคือ อู่ชาง, ฮั่นหยางและฮั่นโข่ว เป็นศูนย์กลางของการค้าที่มีผลประโยชน์ใหญ่หลวง การค้าย่อมจะเสียหาย ถ้าเพียงแต่เมืองใดในสามเมืองนี้ถูกไท่ผิงยึดได้ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำเฉินอี๊เฉิงให้ปลีกตัวออกมาเสียจากเมืองทั้งสามนี้ โดยที่กองทัพไท่ผิงทั้งสองทัพยังไม่เข้ามาบรรจบกัน เซอร์แฮรี่ปาร์คส์จึงอ้างว่ากองทัพไท่ผิงอีกกองทัพหนึ่งก็ยังไม่อาจบุกเข้าไปในมณฑลเจียงซีได้เลย ลำพังกองทัพเฉินอี๊เฉินย่อมไม่อาจสู้รบกับกำลังทหารรัฐบาลที่อู่ชางได้ และในขณะเดียวกัน กองทหารรัฐบาลที่อานฮุยก็อาจยกเข้าโจมตีกองทัพของเฉินอี๊เฉิงทางด้านหลังได้ด้วย ตามหลักฐานของทางจีนเองอ้างว่า เหตุผลของแฮรี่ปาร์คส์นี้ทำให้เฉินอี๊เฉิงลังเล จึงเลื่อนการโจมตีอู่ฮั่นออกไป แล้วทำหนังสือถามไปทางเมืองหลวงของไท่ผิงเพื่อขอคำสั่งก่อน

          ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาที่กองทัพทั้งสองของไท่ผิงจะมาบรรจบกันตามที่ตกลงกันไว้แล้วเฉินอี๊เฉิงไม่ได้รับข่าวจากหลี่ซิ่วเฉิงเลย ด้วยความห่วงใยสถานการณ์ด้านอานชิ่ง เฉินอี๊เฉิงจึงถอนกำลังทัพของตนกลับไปอานฮุยในตอนกลางเดือนเมษายน ครั่นเมื่อคำสั่งจากเมืองหลวงมาถึงโดยให้รุกคืบหน้าไปอู่ฮั่นตามแผนเดิม เฉินอี๊เฉิงก็ได้นำทัพออกไปจากหูเป่ยแล้ว ทางด้านหลี่ซิ่วเฉิงเองก็ยกทัพมาล่าช้ากว่าที่กำนหดไว้เดิมด้วย เพราะกว่าจะเคลื่อนทัพออกไปจากบริเวณซูโจว-ฉางโจวก็ล่าไปถึงเดือนตุลาคม ยิ่งกว่านี้ ระหว่างเดินทัพ หลี่ซิ่วเฉิงยังสนใจที่จะได้ทหารใหม่เข้ามาสมทบ จนละเลยกำหนดเวลาที่นัดหมายไว้กับเฉินอี๊เฉิง ปรากฎว่า กองทัพหลี่ซิ่วเฉิงมีทหารมากขึ้นรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนถึง 500,000 เศษ แต่มาถึงอู่ชางเอาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1861 ล่าช้ากว่ากำหนดที่นัดกันไว้ถึง 2 เดือน นับแต่นี้ กำลังทัพไท่ผิงก็อยู่ระหว่างทรงกับทรุด ไม่อาจกอบกู้หรือแม้แต่จะรักษาสถานการณ์ทางทหารให้คงเดิมได้ มีแต่จะเสื่อมทรามไปทุกทีจนถึงกาลอวสาน

(โปรดติดตามตอนอวสานใน อวสานอาณาจักรไท่ผิง-หงซิ่วฉวนสิ้นพระชนม์)      

อวสานอาณาจักรไท่ผิง-หงซิ่วฉวนสิ้นพระชนม์ (4)

          (จากหนังสือประวัติศาสตร์จีนโดยทวีป วรดิลก ตอนสงครามฝิ่นและกบฏไท่ผิง หน้า 599)

          เมื่อกองทัพไท่ผิงทั้งสองกองทัพต้องถอยออกไปทางด้านตะวันออกแล้ว กองทัพหูหนานก็ฉวยจังหวะนี้รุกคืบหน้ามา ในปีค.ศ. 1860 เจิงกว๋อฟานผู้ก่อตั้งกองทัพหูหนานก็ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากราชสำนักแมนจูเป็นพิเศษ โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการมณฑลเจียงซู, เจียงซี และอานฮุย แล้วต่อมายังได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงใหญ่ฝ่ายทหารมีอำนาจบังคับบัญชากำลังทหารทั้งหมดในบริเวณเหนือและใต้แม่น้ำฉางเจียง แผนยุทธศาสตร์ตอนนี้ของเจิงอยู่ที่ว่า จะต้องยึดอานชิ่งให้จงได้ เพราะอานชิ่งเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของไท่ผิง ถ้ากองทัพรัฐบาลยึดอานชิ่งได้ก็จะทำให้การบุกหนานจิงเมืองหลวงของไท่ผิงเป็นไปโดยสะดวก ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายไท่ผิงเมื่อแผนเดิมล้มเหลวลงแล้วก็ไม่มีทางอื่นให้เลือก นอกจากจะต่อสู้ป้องกันอานชิ่งไว้จนสุดชีวิต ศึกชิงอานชิ่งซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1861 ดำเนิดไปอย่างดุเดือดโหดร้ายตลอดเวลา 4 เดือนเต็ม ๆ ภายในเมืองถึงขนาดอดอาหารกัน ทหารไท่ผิงประจำเมืองนี้ซึ่งมีทั้งสิ้น 16,000 คน ยืนหยัดสู้ตายร่วมกับแม่ทัพ ไม่มีใครยอมแพ้แก่ศัตรูแม้แต่คนเดียว ความจริง ถ้าหลี่ซิ่วเฉิงยกทัพเข้าโจมตีอู่ชางทหารของเจิงกว๋อฟานก็ยังไม่อาจบุกเข้าถล่มอานชิ่งจนถึงแตกได้ เพราะจำเป็นต้องส่งกำลังไปช่วยอู่ชาง ภายหลังเมื่อหลี่ซิ่วเฉิงถูกจับเป็นแล้วให้การเมื่อถูกทหารรัฐบาลสอบสวนก็ยอมรับว่า ตนเองคิดผิดไป "อาจเป็นด้วยเจตจำนงของฟ้าก็เป็นได้" หลี่ซิ่วเฉิงเขียนไว้เป็นหลักฐานชัดเจน

          ส่วนกองทัพของเฉินอี๊เฉิงที่ยกมาช่วยในตอนเดือนเมษายนก็ไม่อาจโจมตีกองทัพหูหนานให้แตกพ่ายไปได้ ครั้นเมื่ออานชิ่งแตก กองทหารฝ่ายรัฐบาลก็ยกกำลังออกไล่ล่าทหารไท่ผิงทั่วไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อหงซิ่วฉวน "กษัตริย์สวรรค์" ทราบข่าวนี้เข้าก็พิโรธ สั่งปลดหงเหรินกันกับเฉินอี๊เฉิงออก แล้วตั้งหงเหรินฟะกับหงเหรินต๊ะพี่ชายของตนเข้าบริหารไท่ผิงเทียนกว๋อแทน นับว่า เป็นการเร่งการอวสานของอาณาจักรไท่ผิงและตนเองให้เร็วยิ่งขึ้น แต่การปลดหรือแต่งตั้งในตอนหลัง ๆ นี้ไม่มีความสำคัญอะไร เพราะเพียง 2 -3 ปี หงซิ่วฉวนก็แต่งตั้งผู้คนให้เป็นเจ้าหรือหวางกันถึงกว่า 200 คน ยังผลให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในบรรดาแม่ทัพนายกองไท่ผิงทั้งหลาย จะอย่างไรก็ตามทั้ง ๆ ที่รู้ชะตากรรมของตนดี ไท่ผิงก็ยังคงต่อต้านทหารรัฐบาลอย่างทรหดและเหี้ยมหาญ โดยสามารถสู้รบกับกำลังทหารรัฐบาลต่อมาได้อีก 2 ปี อาจกล่าวได้ว่า เป็นเพราะในประการแรกไท่ผิงได้รับความสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ในมณฑลเจียงซูและเจ๋อเจียง เพราะไท่ผิงไม่ปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณอย่างทหารรัฐบาลซึ่งมักสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ประชาชนที่ยากจนจะต้องเข้าข้างไท่ผิง และในประการที่สอง ประชาชนก็มักจะหวาดเกรงกันอยู่ว่า ถ้าทหารฝ่ายรัฐบาลกลับมาปกครองอีก ย่อมหมายถึงปฏิบัติการแก้แค้นได้แก่การปล้นและฆ่าผู้คนพลเมืองที่ตนสงสัยว่าเป็นฝ่ายไท่ผิงอย่างทารุณโหดร้าย

          นโยบายหลักในการปราบปรามไท่ผิงของเจิงกว๋อฟานนั้น อยู่ที่การกวาดล้างไท่ผิงให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินซึ่งก็รวมตลอดไปถึงบรรดาผู้คนพลเมืองที่สันนิษฐานเอาเองว่าเข้าข้างฝ่ายไท่ผิง เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกไท่ผิงก็ย่อมรู้ชะตากรรมของตนดีว่า ถ้ายังมีชีวิตอยู่ อย่าหวังเลยว่า จะได้รับความเมตตาชีวิต ถ้าตนยอมแพ้โดยดี ปัญหาคงมีแต่เพียงว่า จะได้ตายไปโดยดีหรือไม่หรือจะยังถูกทรมาณอย่างหนักหนาสาหัสก่อนตาย ด้วยเหตุนี้ ไท่ผิงจึงต่อสู้กับทหารรัฐบาลอย่างไม่คิดชีวิตถือว่าสู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย ไม่มีทางเลือกทางอื่นอีก ขอสู้ตายดีกว่า

          อนึ่ง ในระหว่างที่กองทัพไท่ผิงยึดหางโจวได้ในตอนปลายปีค.ศ. 1861 นั้น ได้ระดมกำลังจากหางโจวและซูโจวบุกเซี่ยงไฮ้ 5 ทางด้วยกัน กองกำลังปืนเล็กยาวของวอร์ดถูกไท่ผิงโจมตีที่ฟงเสี้ยนจนแตกพ่ายในเดือนมกราคม ค.ศ. 1862 แล้วกองทัพไท่ผิงก็เข้าล้อมเซี่ยงไฮ้ไว้ ระหว่างนี้ พ่อค้าชาวต่างประเทศกับชาวจีนก็ได้ก่อตั้งพันธมิตรจีน-ต่างประเทศป้องกันร่วมกันขึ้น โดยมีกองทหารบริติชและฝรั่งเศสเป็นกำลังต่อต้าน กองทัพไท่ผิงกับกองทหารต่างชาติสู้รบกันอย่างดุเดือดตามบริเวณรอบนอกของเซี่ยงไฮ้ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม เนื่องจากกองทหารต่างชาติมีปืนใหญ่ไท่ผิงจึงต้องสูญเสียอย่างหนัก วอร์ดมีความสำคัญขึ้นมาจากศึกชิงเซี่ยงไฮ้คราวนี้เอง ถือว่าเป็นผลสำเร็จของกองกำลังปืนเล็กยาวของวอร์ด ทางราชสำนักแมนจูก็ได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า "กองทัพชนะตลอดกาล" การรู้รบระหว่างกองทัพไท่ผิงกับกองทหารบริติช, ฝรั่งเศสและกองทัพชนะตลอดกาลของวอร์ดดำเนินไปอย่างดุเดือดตามบริเวณรอบนอกเซี่ยงไฮ้ต่อมาจนถึงเดือนเมษายนและพฤษภาคม กองทัพไท่ผิงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ มีผู้บาดเจ็บล้มตายมาก

          ระหว่างนั้น กองทัพอานฮุยภายใต้การบังคับบัญชาของหลี่หงจางก็ได้ยกมาถึงเซี่ยงไฮ้ หลี่หงจาง  (ค.ศ.1823-1901) เป็นผู้นำคนสำคัญของฝ่ายรัฐบาล ในการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์กอบกู้ดินแดนที่เคยถูกไท่ผิงยึดครอง หลี่หงจางเป็นชาวเหอเฟยในมณฑลอานฮุย เกิดในครอบครัวเซิงซื่อที่มั่งคั่ง ยกย่องเจิงกว๋อฟานเป็นอาจารย์ และก็ได้รับราชการภายใต้เจิงกว๋อฟานในกองทัพมาโดยตลอด ในฤดูหนาวปี ค.ศ. 1861 ขุนนางและพ่อค้าชาวจีนได้ขอร้องเจิงกว๋อฟานให้ช่วยส่งกำลังทหารมาป้องกันเซี่ยงไฮ้ด้วย เจิงจึงส่งหลี่หงจางให้กลับไปอานฮุยบ้านเกิดเพื่อจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครต่อต้านไท่ผิงตามแบบที่ตนจัดตั้งขึ้นที่หูหนาน หลี่หงจางก็ได้ก่อตั้งกองทัพอานฮุยขึ้น ในชั้นต้น มีกำลังคน 7,000 ทั้งนายและพล ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1862 พันธมิตรจีน-ต่างประเทศต้องการร่วมกันในเซี่ยงไฮ้ก็ได้เช่าเรือกลไฟบริติช 7 ลำให้ทำหน้าที่บรรทุกทหารกองทัพอานฮุย 7,000 คนนี้ล่องมาตามแม่น้ำฉางเจียงจนถึงเซี่ยงไฮ้ น่าสังเกตด้วยว่า เรือกลไฟ 7 ลำที่บรรทุกทหารซึ่งมีน่าที่ต่อต้านไท่ผิงก็ได้แล่นผ่านหนานจิงเมืองหลวงสวรรค์ของไท่ผิงบนฝั่งแม่น้ำฉางเจียงมาโดยปลอดภัย และไท่ผิงก็ไม่รู้ตัวเลยด้วย ข้างฝ่ายหลี่หงจาง หลังจากมาถึงเซี่ยงไฮ้ได้เดือนเศษ โดยการเสนอแนะของเจิงกว๋อฟาน ราชสำนักแมนจูก็ได้แต่งตั้งให้หลี่เป็นผู้ว่าราชการมณฑลเจียงซูระหว่างนั้น ศึกชิงเซี่ยงไฮ้ระหว่างไท่ผิงกับกองทหารบริติชและฝรั่งเศสกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ทหารไท่ผิงยึดชิงปู้ได้ วอร์ดกับนายทหารบริติชรีบรุดนำกองทหารออกจากซ่งเจียงมาช่วยแต่ก็ถูกต่อต้านจนต้องหลบหนีไป ทหารไท่ผิงจับเอดวาร์ด ฟอเรสเตอร์นายทหารรับจ้างชาวอเมริกันซึ่งเป็นรองแม่ทัพกองทัพชนะตลอดกาลไว้ได้

          ขุนนางจีนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนของเจิงกว๋อฟานเช่นเดียวกับหลี่หงจางคือ จ่อจงถาง (ค.ศ.1812-1885) ก็ได้กล่าวว่า "จากการสู้รบกัน 2 ครั้ง (ระหว่างไท่ผิงกับกองทัพชนะตลอดกาล) นี้แสดงว่า ชาวต่างประเทศก็กลัวพวกกบฏผมยาวมากเท่า ๆ กับพวกเราเหมือนกัน " จ่อจงถางเป็นชาวเซียงยินมณฑลหูหนาน เกิดในครอบครัวเจ้าที่ดินที่เป็นนักศึกษา-บัณฑิต รับราชการในกองทัพรัฐบาลโดยเป็นนายทหารคนสนิทของเจิงกว๋อฟานมาก่อน ในปีค.ศ. 1861 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพของกองทัพรัฐบาลในมณฑลเจ๋อเจียง จ่อจงถางต่อสู้กับกองทัพไท่ผิง ในเจ๋อเจียงอย่างยืดเยื้อทั้ง ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งอาวุธและกำลังคนจากชาวต่างประเทศ จนในที่สุดก็สามารถกอบกู้ดินแดนส่วนใหญ่ของเจ๋อเจียงคืนมาจากไท่ผิงได้และก็ยึดหางโจวได้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1864 นอกจากเจิงกว๋อฟานแล้ว ทั้งหลี่หงจางและจ่อจงถางเป็นขุนนางจีนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการต่อต้านและปราบปรามไท่ผิงยิ่งกว่าขุนนางคนใดในราชสำนักแมนจู หลังจากนี้ หลี่หงจางก็ได้เป็นขุนนางจีนที่มีความสำคัญสูงสุดในราชสำนักแมนจูเป็นเวลาถึง 35 ปี ส่วนจ่อจงถางยังทำหน้าที่ปราบกบฏอื่น ๆ หลังจากพิชิตไท่ผิงแล้วและก็มีชื่อเสียงในฐานะแม่ทัพผู้ปราบกบฏอย่างโหดร้ายทารุณเป็นที่เลื่องลือ

          หลังจากยึดชิงปู้ได้ ทหารไท่ผิง 50,000 - 60,000 คนก็ได้ล้อมเซี่ยงไฮ้เพื่อจะบุกเข้าพิชิต ระหว่างพยายามรุกคืบหน้าอยู่นั้น พอดีหงซิ่วฉวนมีคำสั่งมาถึงให้กองทัพไท่ผิงรีบยกกลับไปเมืองหลวงโดยด่วน เนื่องจากกองทัพหูหนานกดดันหนานจิงอย่างหนักเพื่อที่จะเผด็จศึกให้ได้กองทัพไท่ผิงจึงต้องรีบรุดกลับหนานจิง เป็นอันว่า ภัยคุกคามเซี่ยงไฮ้จากกองทัพไท่ผิงเป็นอันยุติลง ส่วนกองทัพชนะตลอดกาลที่มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการสู้รบกับไท่ผิงในศึกชิงเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ถูกย้ายไปแนวรบด้านตะวันออกของมณฑลเจ๋อเจียง แต่ในการสู้รบกับทหารไท่ผิงใกล้ ๆ หนิงปอ นั้นเองวอร์ดก็ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ยังผลให้กองทัพชนะตลอดกาลต้องถอนตัวกลับเซี่ยงไฮ้ เฮนรี่ เบอร์จีไวน์ ทหารรับจ้างชาวอเมริกันอีกคนหนึ่งได้เป็นแม่ทัพแทนวอร์ด แต่เป็นได้ไม่นานก็ถูกหลี่หงจางปลดออกจากตำแหน่งเพราะขัดแย้งกับหลี่มาก ต่อมาตำแหน่งแม่ทัพกองทัพชนะตลอดกาลได้แก่พันตรียอร์ช ชาร์ลส์ กอร์ดอน นายทหารช่างบริติช (ค.ศ. 1833-1885) กอร์ดอนนำกองทหารเข้ายึดซูโจวได้ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1862 แต่มาเกิดขัดแย้งกับหลี่หงจางเมืองหลี่ประหารชีวิตพวกผู้นำไท่ผิงทั้ง ๆ ที่กอร์ดอนรับรองความปลอดภ้ยให้แล้ว

          เมื่อสิ้นปีค.ศ. 1863 หลังจากไท่ผิงต้องสูญเสียเจ๋อเจียงกับเจียงซูแล้ว ทั้งผู้นำลงมาจนถึงพลทหารของไท่ผิงก็รู้ชะตากรรมของตนดีว่า อวสานของอาณาจักรไท่ผิงกำลังจะมาถึง จะอย่างไรก็ตาม หงซิ่วฉวน "กษัตริย์สวรรค์" ไม่ยอมทิ้งหนานจิงหรือเทียนจิง "เมืองหลวงสวรรค์" เพื่อไปตั้งหลักใหม่อีกทางใต้ตามข้อเสนอของหลี่ซิ่วเฉิง หงซิ่วฉวนคงเชื่อมั่นในภารกิจศักดิ์สิทธ์ที่ตนได้รับมอบหมายจากพระบิดาสวรรค์ ครั้นเมื่อที่มั่นสำคัญของไท่ผิงในบริเวณเทือกเขาจงซานนอกเมืองหนานจิงแตก เมื่อวันทื่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1864 ทหารรัฐบาลก็บุกเข้าโจมตีประตูเมืองทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ นับแต่นั้น วงล้อมของทหารรัฐบาลก็หดแคบเข้าทุกที ภายในตัวเมืองก็ขาดแคลนอาหาร หงซิ่วฉวนยังคงเชื่อมั่นอยู่ว่า พลเมืองไท่ผิงทุกคนจะสู้จนตัวตาย จึงมีคำสั่งให้ชาวเมืองกินหญ้าแทนข้าวกันโดยตนเองเริ่มกินก่อน เนื่องจากหงมีอาการป่วยอยู่แล้ว เมื่อกินหญาเข้าไป อาการป่วยก็ทรุดหนักลง ประกอบกับไม่มียารักษา หลังจากป่วยหนักอยู่ 20 กว่าวันก็เสียชีวิตในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1864 หงเทียนกุ้ยฟุ บุตรชายของหงซิ่วฉวนอายุ 16 ปี ได้ดำรงตำแหน่งเทียนหวางแทนพ่อ แต่เมื่อทหารรัฐบาลบุกเข้ามาใกล้ หลี่ซิ่วเฉิงหรือจงหวาง "เจ้าผู้ภักดี" ก็พาบุตรชายของนายหนีออกไปจากเมือง ภายหลังถูกทหารรัฐบาลจับได้ จึงถูกประหารชีวิตทั้งสองคน

          แม้ว่าเทียนหวางจะสิ้นชีวิตไปแล้ว ชาวเมืองไท่ผิงก็ยังต่อต้านอย่างทรหดจนแทบไม่น่าเชื่อ ทหารรัฐบาลรุกคืบหน้าเข้ามาด้วยความยากลำบาก ในวันที่ 4 กรกฎาคม เจิงกว๋อชวนน้องชายของเจิงกว๋อฟานสั่งทหารบุกโจมตีทั้งวันทั้งคืนผลัดเปลี่ยนกันโดยไม่ยอมหยุด แต่ไท่ผิงก็ยังคงปักหลักสู้ตายไม่ยอมแพ้ แม้แต่เจิงกว๋อฟานแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิมามารก็ยังไม่เคยเผชิญกับการต่อสู้เยี่ยงนักรบไท่ผิงมากก่อน ปรากฏจากข้อความในหนังสือทูลจักรพรรดิ์แมนจู ดังนี้

          "มีความยากลำบากอยู่มากในการเข้าโจมตีเมือง (หนานจิง) และการสู้รบก็รุนแรง" "แม้แต่นักรบที่ผ่านการสู้รบมาอย่างโชคโชนก็ยังไม่เคยได้ประสบพบเห็นกันมาก่อนเลย..." "เราพยายามคิดค้นทุกวิถีทางร้อยแปดพันประการ หาจุดอ่อนเพื่อชิงเอาเปรียบให้จงได้" ฯลฯ "ถ้าการสู้รบยังดำเนินต่อไป อาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น และมันน่าสยดสยองเพียงไหน" ผลที่สุดปรากฏว่า

          "ไม่มีใครเลยสักคนในบรรดากบฏ หนึ่งแสนคนในหนานจิง จะยอมแพ้โดยดีในเมื่อเมืองถูกยึดได้แล้ว มีหลาย ๆ รายที่รวมตัวเข้าด้วยกันเอง แล้วจุดไฟครอกตนเองจนตายไปอย่างไม่มีความเสียใจหรืออาลัยอาวรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น พวกกบฏที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ยากนักหนาที่จะได้พบเห็นกันนับตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน..."

          อาณาจักรไท่ผิงเทียนกว๋อถึงกาลอวสานลงด้วยทะเลเลือด ดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรจีนตอนกลางมีแต่ความสิ้นหวัง เมืองนับร้อย ๆ มีแต่ซากปรักหักพัง ชีวิตที่ต้องสูญเสียประมาณว่า ระหว่าง 15 - 20 ล้าน พลพรรคไท่ผิงที่รอดชีวิตจากการปราบปรามอย่างโหดร้ายหนีซอกซอนไปตามมณฑลต่าง ๆ ทางใต้จำนวนมาก เมื่อปราศจากผู้นำแล้วก็ยังพยายามต่อสู้อย่างสิ้นหวังกันต่อไปถึงสิ้นปีค.ศ. 1866 กำลังรบไท่ผิงเป็นหน่วย ๆ ถูกกวาดล้างจนหมด มาตรการปราบปรามกบฏไท่ผิงก็เช่นเดียวกับมาตรการปราบปรามกบฏของรัฐบาลจักรพรรดิ์ทุกราชวงศ์ที่ผ่านมา ในเมื่อหัวหน้ากบฏแซ่หง ทุกคนที่แซ่หง ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่ใดมณฑลไหนถือว่า มีความผิดต้องถูกประหารชีวิตทั้งสิ้น ผู้ที่ต้องการรอดชีวิตอยู่ต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ มิฉะนั้นก็ต้องหลบหนีออกนอกอาณาจักร ชาวจีนาจากกว่างตงและกว่างซีทางใต้ พากันอพยพหลบภัยมายังดินแดนต่าง ๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ อินโดจีน, สยาม, มาลายา, อินโดนีเซีย ฯลฯ ชาวจีนเหล่านี้พกความเจ็บแค้นจักรพรรดิ์ราชวงศ์ชิงชาวแมนจูมาด้วย ภายหลังไม่กี่ทศวรรษก็พร้อมใจกันสนับสนุนนักปฏิวัติรุ่นใหม่ที่พยายามโค่นล้มราชวงศ์ชิงด้วยกำลังอาวุธ โดยเฉพาะในระหว่างตอนปลายศัตวรรษที่ 19 - ต้นศัตวรรษที่ 20

          นักประวัติศาสตร์จีนที่มีทัศนะกลาง ๆ ไม่เอียงซ้ายหรือขวา เห็นว่า กบฏไท่ผิงมีลักษณะเฉพาะตนและเป้าหมายของตนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากกบฏชาวนาที่แล้ว ๆ มาในขั้นมูลฐานทีเดียวกบฏไท่ผิงไม่เพียงแต่โจมตีราชวงศ์กษัตริย์ที่ปกครอง (จีน) อยู่เท่านั้น หากแต่ยังโจมตีแบบแผนของสังคมที่สืบต่อกันมาเป็นประเพณีด้วย จากการโจมตีที่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางเช่นนี้ ทำให้กบฏไท่ผิงมีลักษณะผิดแผกแตกต่างไปจากขบวนการกบฏต่าง ๆ ในอดีตโดยสิ้นเชิง ปฏิกิริยาของขุนนางผู้เคร่งในคำสอนขงจื้ออย่างเจิงกว๋อฟาน ที่เกลียดชังกบฏไท่ผิงอย่างแรงกล้า จะเห็นได้จากข้อความบางตอนในคำประกาศเมื่อตอนจัดตั้งกองทัพหูหนานของเจิงกว๋อฟาน ดังนี้

          "ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนั้น บรรดานักปราชญ์ผู้รู้ก็ได้ยึดมั่นในหลักลัทธิอันนี้ซึ่งมีอรรถาธิบายให้เห็นถึงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์เรา ระหว่างเจ้ากับข้า พ่อกับลูก สูงกับต่ำ ผู้มีเกียรติกับผู้ต่ำต้อยด้อยเกียรติ เพื่อไม่ให้มีการกลับตาลปัตรตำแหน่งกันอย่างหมวกกับเกือก...ฯลฯ...เนื่องจากตำราซือจิงกับซูจิงของเราซึ่งเป็นเครื่องชี้นำความประพฤติและศีลธรรมของเราถูกกวาดลงไปอยู่กับพื้นเสียแล้ว นี่เป็นการกบฏ ไม่เฉพาะต่อราชบัลลังก์เท่านั้น หากแต่กบฏต่อหลักลัทธิของนักปราชญ์ผู้รู้ด้วย..." มูลค่าในการปราบกบฏครั้งนี้ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 250 - 300 ล้านตำลึง

                           อวสาน 

  

          หมายเหตุท้ายเรื่อง

        * การตายของหงซิ่วฉวนนี้ หนังสือประวัติศาสตร์จีนของนักวิชาการตะวันตกส่วนใหญ่กล่าวไว้ไม่ตรงกัน บ้างก็ว่าฆ่าตัวตาย บ้างก็ว่าป่วยจนตาย ฯลฯ ผู้เรียบเรียง(ทวีป วรดิลก) ได้มีโอกาสพบคุณหานผิ่งจิ้นนักประวัติศาสตร์จีนประจำหอพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไท่ผิงเทียนกว๋อ (ไท่ผิงเทียนกว๋อลี่สื่อป้ออู๋ก่วน) ที่ถนนจงหวางลู่ในหนานจิงเมื่อต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.2522 นักประวัติศาสตร์จีนท่านนี้ ยืนยันกับผู้เรียบเรียงว่า แต่เดิมเจิงกว๋อฟานเป็นผู้อ้างว่า หงซิ่วฉวนฆ่าตัวตาย แต่ภายหลังในปีพ.ศ.2505 มีหลักฐานที่เพิ่งพบใหม่ จากคำให้การของหลี่ซิ่วเฉิงที่เขียนด้วยลายมือตนเองว่า หงซิ่วฉวนกินหญ้าหลังจากอดอาหารกันทั้งเมืองแล้วและได้บอกให้ชาวเมืองกินหญ้ากัน หลังจากนั้นก็ป่วยหนักจนตายไป.

           

 

หงซิ่วเฉวียนคือชาวคริสเตียนผู้ยิ่งใหญ่

(แตกประเด็นมาจาก สงสัยมีคริสเตียนในชาวฮากกาด้วย?)

ศาสนาคริสแบ่งเป็นนิกายอยู่สองนิกายใหญ่ที่เรารู้จักในประเทศไทยคือ คาทอลิก กับโปรแตสแต้นส์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายนิกายแต่ไม่ค่อยแพร่หลายในประเทศไทย เช่น ออโทด๊อก ( แพร่หลายทางยุโรปตะวันออกและรัชเซีย ) และมอร์ม่อน ( เผยแพร่เป็นหลักในรัฐยูท่าห์ สหรัฐอเมริกา ) เป็นต้น ศาสนาคริสแบบคาทอลิก เขาเรียกว่า " คริสตังค์ " ส่วนโปรแตสแต้นส์ จะเรียกว่า " คริสเตียน "

คริสต์ศาสนาแบบคาทอลิก เป็นนิกายหลักแบบแรกตั้งแต่มีการสถาปนาคริศต์ศาสนาโดย " เซ็นต์พอล " ที่ทำให้อาณาจักรโรมันยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมันได้ ทั้งๆที่อาณาจักรโรมันนี่เองที่เป็นผู้สั่งประหาร " พระเยซู " โดยการตรึงไม้กางเขน ดังนั้นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนานิกาย โรมันคาทอลิก จึงอยู่ที่ " นครวาติกัน " กรุงโรม ซึ่งก็เป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรโรมันนั่นเอง

แรกเริ่มเดิมทีในยุโรปเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก วาติกันจึงมีบทบาทอิทธิพลไปทั้งยุโรป บางทีก็ทำในสิ่งไม่ค่อยถูกต้องนักมีการเรื่ยไรขายใบบุญ จนทำให้ พระคริสต์ในประเทศยุโรปไม่พอใจ จนมีพระในศาสนาคริสต์รูปหนึ่งชื่อ " มาติน ลูเท่อ " ( มีคนนำชื่อนี้ไปใช้อีกหลายคนในเชิงสัญลักษณ์ในการต่อสู้ ที่เราเห็นได้เช่น มาตินลูเท่อ คิง , แม้กระทั้งผู้สถาปนาศาสนาคริสนิกานมอร์ม่อน ในรัฐยูท่าห์ ก็ยังใช้ชื่อว่า มาติน ลูเท่อร์ ) เป็นคนเยอรมันปิดประกาศหน้าโบสต์แห่งหนึ่งในประเทศเยอรมัน ว่าจะไม่ขึ้นกับวาติกันอีกต่อไป คำว่าโปรแต๊สแต้นส์ จึงหมายถึงผู้ประกาศนั่นเอง พระคริสต์รุ่นแรกๆที่ประกาศไม่ขึ้นกับวาติกันก็ต้องถูกไล่ล่าจากวาติกันจนต้องหนีระหกระเหินไปยังทวีปอเมริกา เป็นจำนวนมาก เราจะเห็นได้ว่าบริบทของการถูกไล่ล่าจากวาติกันซึ่งกระทำต่อชาวโปรแต๊สแต้นส์ รุ่นแรกๆ จนต้องหนีไปยังทวีปอเมริกานี่เองทำให้ จึงเกิดวัฒนธรรมในเรื่องเสรีภาพของการนับถือศาสนาขึ้นในอเมริกา จึงเห็นได้ว่าในรัฐธรรมนูญของอเมริกาจึงถือเอาประเด็นเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนามาเขียนไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของอเมริกา

ตามประวัติของหงซิ่วเฉยีวน ที่พยายามสอบซิ่วไฉมาหลายปี แต่สอบไม่ได้สักที ด้วยความผิดหวัง และอับอาย จึงไม่ยอมกลับบ้าน เดินอย่างไร้จุดหมายในเมืองกวางเจา จนไปพบมิสชันนารี คริสเตียนคนหนึ่งเข้า มิชชันนสร่ผู้นั้นจึงมอบคำภีย์ใบเบิลมาเล่นหนึ่ง หงซิ่วเฉยีวน ก็รับมาอย่างนั้นแหละ ไม่ได้สนใจอะไร และเมื่อได้กลับมาบ้านแล้ว หงซิ่วเฉยีวน ก็ไม่ได้สนใจ จนต่อมาอีกหลายเดือนจึงนำเอาคำภีย์ใบเบิลออกมาอ่าน พออ่านนานๆเข้า ก็เกิดนิมิตเข้าคิดว่าตนเป็นน้องชายของพระเยซู พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้มาปราบราชวงศ์ชิง กู้ชาติจีน จึงเกิดความฮึกเหิม รวบรวมสมัครพรรคพวก กลุ่มแรกๆจะเป็นชาวฮากกาเป็นส่วนใหญ่ ใครที่เข้ามาเป็นสมัครพรรคพวกในกลุ่ม " ไท้ผิงเที่ยวกั๋ว " หงซิ่วเฉยีวน ก็จะนำมาเข้าเป็นคริสเตียน ทั้งหมด จนสามารถต่อกรกับ ราชวงศ์แมนจู แบบไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน หงซิ่วเฉยีวน จึงเป็นชาวคริสเตียน ผู้ยิ่งใหญ่

ไหง่รู้สึกว่าในประวัติศาสตร์จะมีที่คล้ายกับหงซิ่วเฉยีวน อันเกี่ยวกับเรื่องนิมิตว่าได้รับบัญชาจากพระเจ้ายังมีอีกคนหนึ่งคือ โจนส์ออฟอาร์ต ที่อ้างว่าตนนิมิตว่าได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้มาต่อสู้ปกป้องประเทศฝรั่งเศษจากอังกฤษ

ไหง่ต้องออกตัวก่อนนะว่าเอาคนพุทธมาเขียนเรื่องคนคริสต์ก็ได้แค่นี้ละครับ อาเมน

อาศุกกุ๊ง " ฮากกาเอ็นไซโคลปีเดียเคลื่อนที่ "

ถูเถวศุกกุ๊ง เซี่ยงอึ๋ง อายุ 97 ปี

 

ก๊อมะไฟ , อาจารย์ดอกเตอร์ , อาถั่มหรอยโกกับอาเซ้า และไหง่ กำลังสนทนากับอาศุกกุ๊ง

อาถั่มหรอยหรืออาคมโก หรือที่ไหง่ตั้งฉายาว่า " บัณฑิตถั่มหร่อย " กำลังสนทนาทางวิชาการฮากกากับอาศุกกุ๊ง

 

       เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554 อาถั่มหร่อยหรือโกอาคมของพวกเราชาวชุมชนคนฮากกา ได้กลับมาจากหาดใหญ่ - สะเดามากรุงเทพ จึงได้นัดหมายไหง่ อาก๊อมะไฟ ดอกเตอร์ศิริเพ็ญ และยังได้พยายามติดต่อกับอีกหลายๆคนแต่บางท่านป่วย บางท่านติดต่อไม่ได้ เพื่อไปแดนดินถิ่นคนแคะ ชุมชนคนฮากกา ที่มีชื่อเสียงนามว่า " ห้วยกระบอก "

         ไหง่จึงขับรถจากบ้านไหง่ราชบุรีเดินทางไปยังบ้านโป่ง - ลูกแก - ห้วยกระบอกทันทีเพื่อสบทบกับพวกของอาโกถั่มหร่อยและอาก๊อมะไฟดังกล่าว แถบบริเวณนี้ไหง่รู้จักดี แม้ว่าจะเคยเดินทางมาไม่บ่อยครั้งนักก็ตาม เนื่องจากอาเม้ของไหง่ดั้งเดิมก็เป็นคนแคะปั้นซันขักอยู่ในถิ่นลูกแกนั่นเอง ต่อมาจึงได้ขยับขยายไปบ้านโป่งและราชบุรีตามลำดับ ซึ่งอาเม้ไหง่ก็เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับลูกแก - ห้วยกระบอกให้ไหง่ฟังมาตั้งแต่ไหง่ยังเล็กๆอยู่

          พอมาถึงตอนบ่ายสองโมงก็ไปซิดอาหารแคะกันอย่างเอร็ออร่อยที่ร้านมีชื่อของห้วยกระบอกที่อาก๊อมะไฟชวนชิมเอาไว้ พอซิดกันอย่างอิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ก๊อมะไฟก็พาไปทำความเคารพผู้อาวุโสสูงสุดประจำห้วยกระบอกซึ่งก็คือ " ถูเถวศุกกุ๊ง เซี่ยงอึ๋ง  97 ปี " นั่นเอง

        ต้องยอมรับว่าอาศุกกุ๊งท่านผู้นี้เป็นผู้รอบรู้เรื่องราวเกี่ยวกับฮากกามากๆคนหนึ่ง รู้หมดว่าที่แดนดินถิ่นฮากกาถิ่นคนแคะอยู่กันที่ใหนอย่างไร ขนบธรรมเนียมประเพณ๊แบบขักหงิ่นมีอะไรบ้าง อย่างไร อาศุกกุ๊ง ได้เขียนเรื่องราวไว้มากมาย น่าจะมีการแปลและบันทึกไว้ในเว๊ปแห่งนี้ เพื่อให้เว๊ปชุมชนคนฮากกาแห่งนี้เป็น " ฮากกาเอ็นไซโคลปีเดีย " ที่มีเรื่องราวของคนขักกา , ฮากกา ไว้ทุกรูปแบบลายละเอียด

           ไหง่คิดว่าที่อาศุกกุ๊งนี้มีความรู้เรื่องราวเกียวกับขักกา , ฮากกา มากเนื่องจาก อาศุกกุ๊งกว่าจะเดินทางจากฟุ้งสุ้นมาพำนักในประเทศไทย อาศุกกุ๊งก็มีอายุก็ปาเข้าไปสามสิบสามปีแล้ว อาศุกกุ๊งจึงสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆจากเมืองจีนไว้ได้มาก อาศุกกุ๊งมีอายุถึงอายุ 97 ปีแล้ว ไหง่ว่าอาศุกกุ๊งยังแข็งแรง ตาดี หูดี สดชื่นแจ่มใส เรียกว่าแข็งแรงกว่าคนอายุเจ็ดสิบกว่าหลายๆคนที่ไหง่รู้จักเสียอีก

เจิงจื่อ 曾子 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น จอมปราชญ์ของชาวจีน ต้นตระกูล เซี่ยงเจ๊น

เจิงจื่อ 曾子 Céngzi   มีนามรองว่า จื่ออวี๋ เป็นชาวเมืองหนานอู่ (ปัจจุบันคือมณฑลชานตง  เมืองเจียงเสียง)  

ในปลายยุคชุนชิว เป็นนักคิดและนักการศึกษาในประวัติศาสตร์ของชาติจีน อีกทั้งยังเป็นผู้สืิบทอดและผู้ถ่ายทอดหลักธรรม 

คนสำคัญของ ขงจื้อ 孔子

เจิงจื่อ เกิดเมื่อ 505 ปีก่อนคริสตกาล  เป็นปีที่ 15 ในสมัยพระจ้าโจวจิ้นหวาง แ่ห่งราชวงศ์โจว

บิดาชื่อ เจิงเตียน เป็นศิษย์ยุคแรกของขงจื้อ   ในวัยเด็กทำงานในไร่นาและได้รับการศึกษา

ที่ดีเลิศจากครอบครัว  เมื่ออายุ 17 ปี ได้ติดตามเล่าเรียนกับ ขงจื้อ  เจิงจื่อ ยืนหยัดแนวคิด

การขัดเกลาตนเองเรื่อง การทบทวนตนเองวันละสามครั้ง  และได้รับการถ่ายทอดความคิดจาก

ขงจื้อ ทั้งหมด  ท่านได้ใช้เวลาเดินทางไปแคว้นต่าง ๆ เป็นเวลาสั้น ๆ แต่ใช้่ชีวิตที่รัฐหลู่และรัฐเว่ย

นานที่สุด ช่วงเวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการสั่งสอนศิษย์และการเขียนหนังสือคำสอน ถึงแก่กรรม

เมื่ออายุ 71 ปี  ศพของท่านตั้งอยู่ที่เชิงเขาหนานอู  เมืองเจียงเสียง มณฑลชานตง ประเทศสาธารณรัฐ

ประชาชนจีน  

 

**ที่มา หนังสือชีวประวัติและผลงาน จงเซิ่งกง เจิงจื่อ  มูลนิธิศิริจันทร์สัมพันธ์ จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการสมัยที่

16***

          

เรื่องราวของ "โกสิ่ว" (ควรค่าน่าอ่าน)

พักนี้มีเรื่องเซ็ง ๆ เกี่ยวกับ คนเฒ่าเหลาเหย่ ไม่มีสาระแก่นสาร เที่ยวติคนโน้น เตือนคนนี้ โดยไม่คิดว่าไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิ ในความคิดของเขา ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง ไม่มีผลงานการเขียนเนื้อหาความรู้ให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้อ่านอย่างมีสาระ มีแต่ เก๊กเอี้ย เก็กอัน อะไรไม่รู้ ไม่เกี่ยวกับ ฮากกาสักกะหน่อย เกะกะหน้าจอเสียปล่าว ๆ ดังนั้น

วันนี้ ไหงจึงอยากแนะนำเรื่องราว ของ ผู้เฒ่า อาวุโส ที่เป็นความภาคภูมิใจ ของชาวฮากกาเชียงใหม่ และเป็นความภูมิใจ ของชาวไทยฮากกาที่ได้อ่านเนื้อเรื่องนี้ ทุก ๆ คน

 

                ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเรื่อง ข้าพระพุทธเจ้า นายยับ สินฝ่า ขอถวายพระพรองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช อันเป็นที่รักเทิดทูนเคารพยิ่ง ของชาวไทยเชื้อสายต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ชนม์มายุยืน หมื่น ๆ ปี ว้านเซ้ ว้านเซ้ ว้านว้านเซ้

                ถ้าหากคนไทยเรา จะนึกคิดว่า องค์พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงนำพันธุ์สตอเบอรี่ เข้ามาให้เกษตรกรไทย ได้ทดลองปลูก เป็นครั้งแรก ประมาณ 35 ปีที่แล้ว ทรงเป็นพระราชบิดาแห่งสตอเบอรี่ไทย เกษตรกรธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนฮากกา ซึ่งมีชื่อว่า "นายหยี่สิ่ว แซ่โก" ก็คงจะนับว่า เป็น ครูใหญ่ด้านสตอเบอรี่ของประเทศไทยก็นับว่าไม่เกินความจริง...

                เมื่อ ประมาณ 35 หรือ 38 ปีก่อน ในหลวง อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ได้ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์อันยาวไกล ทรงช่วยเหลือรัฐบาลไทย ในการลดพื้นที่การปลูกฝิ่น ทรงนำผลไม้เมืองหนาว จากทวีปยุโรปบ้าง ทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย เช่น จีน และ ญี่ปุ่น บ้าง เข้ามาให้ชาวไทยภูเขา ทดลองปลูก จนกระทั่ง ผลไม้เหล่านั้น ได้กลายมาเป็นผลไม้ท้องถิ่นของประเทศไทยในภาคเหนือ เช่น ลูกท้อ สาลี่ พลับ บ๊วย ลูกไหน ลูกแพร ซึ่งผลไม้เหล่านี้ เป็นผลไม้มาจากประเทศจีนและญี่ปุ่น

                ส่วนสตอเบอรี่ เป็นผลไม้สัญชาติยุโรป ด้วยความที่พระองค์ท่าน เคยทรงดำรงชนม์ชีพอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไหงเข้าใจว่า ทรงรู้จักสตอเบอรี่ เป็นอย่างดี พระองค์ท่าน จึงทรงนำต้นกล้าสตอเบอรี่ มาให้เกษตรกร ทดลองปลูก ในประเทศไทย โดยนำมาพระราชทานให้ หมู่บ้านในตำบลช้างเผือกชานเมืองเชียงใหม่ คือ หมู่ 1 บ้านช่างเคี่ยน และ หมู่ 2 บ้านเจ็ดยอด ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง เชียงใหม่

               ในอดีต หมู่บ้านช่างเคี่ยน และ หมู่บ้านเจ็ดยอด ซึ่งอยู่ติดกัน เป็นพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรป้อนตัวเมืองเชียงใหม่ โดยเป็นพื้นที่ปลูกสวนผัก นานาชนิด ก่อนที่ชาวไทยภูเขาจะนำไปปลูกเสียอีกนับว่าพื้นที่สองหมู่บ้านนี้ เป็นพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรที่สำคัญของอำเภอเมืองเชียงใหม่

                แรกเริ่มเดิมที ที่เกษตรกรสองหมู่บ้านนี้ ได้รับพระราชทานต้นกล้า พันธุ์สตอเบอรี่มาทดลองปลูก สองหมู่บ้าน รวม ๆ ประมาณ 150 ครัวเรือน หนึ่งในนั้น มีชาวไทยเชื้อสายฮากกา ชื่อ หยี่สิ่ว รวมอยู่ด้วย ผลปรากฏว่า สตอเบอรี่ เกษตรกร 150 ครัวเรือน ทั้งสองหมู่บ้าน ทดลองปลูก ปรากฏว่า ล้มเหลวไปกว่า 149 ครอบครัว คงได้ผลผลิต ที่งดงาม แต่เฉพาะ ของนาย หยี่สิ่ว แซ่โก เพียงคนเดียวเท่านั้น???

                ขอย้อนมาเล่าถึงประวัติ ของ นาย หยี่สิ่ว แซ่โก ว่า เป็นมาอย่างไร ทำไมชาวบ้านถึงเรียกแกว่า "โกสิ่ว" มาติดตามกันต่อไปเลยครับ

                โกสิ่ว ปัจจุบัน คนในวัยไหง ต้องเรียกว่า อาปักสิ่ว หรือ อาสิ่วปัก และรุ่นลูก ๆ ของพวกเรา ก็ต้องเรียกว่า อาสิ่วกุง ได้เล่าประวัติ ของกี๋ ให้ไหงฟัง อย่างคร่าว ๆ ว่า (มีพี่สาวของกี๋ร่วมแจมด้วย) "ไหงเกิดที่พิษณุโลก ที่หมู่บ้าน วัดสะนิกโกลัก(ชื่อหมู่บ้านตามชื่อวัดคาทอลิก-สะกดผิดก็ขออภัย-สินฝ่า) เมื่อปี พ.ศ. 2479 มีพี่น้อง ทั้งหมด รวม 6 คน เป็น ชาย 2 หญิง 3 เมื่อก่อน เตี่ยไหงมาเมืองไทยก่อน แล้วถึงกลับไปรับอาแม มาอยู่ด้วยกัน พวกไหงพี่น้อง ได้กลับไปที่เมืองจีนและโชคดีก่อนที่คอมมิวนิสต์จะยึดจีนได้ ไหง กับ อาแจ๋ อาม่วย ได้มีโอกาสหนีกลับมาก่อน 4 คน โดยลงเรือเที่ยวสุดท้ายที่จะมาเสียมหลอพอดี แต่น้องชาย กับน้องสาว อีก อย่างละ คน กลับมาไม่ได้ ตอนนี้ก็จึงมีลูกหลานอยู่ที่นั่น และไม่นานมานี้ก็ได้กลับมาเยี่ยมประเทศไทยกันแล้ว...อาปักเม พี่สาวของ อาโกสิ่ว เล่าต่อว่า  พวกไหง เป็น ป้านซานขัก บ้านเกิดอยู่ที่ กอ วุ่ก ไฉ่ อำเภอฮงสุน พวกเราเป็นคาทอลิกทั้งหมด เนื่องจากสมัยก่อน พวกทหารฝรั่งเข้ามาเมืองจีนหรือพวกมิชชันนารี ได้เข้ามาเผยแพร่ บรรพบุรุษของพวกไหง ได้รับเอาคำสอนของคาทอลิกพวกไหงจึงนับถือคริสต์คาทอลิกกัน"

                ปัจจุบัน โกสิ่ว มีอายุได้ 74 ปี มีอาการเส้นเลือดตีบ ทำให้ เสียการทรงตัว และเป็นอัมพฤกษ์กลาย ๆ แต่ยังเดินเหินได้ ด้วยอาศัยไม้เท้า โกสิ่ว อาศัยอยู่กัน 3 คนพี่น้อง คือ พี่สาว โกสิ่ว และน้องสาว ซามเก้จี้ม้วย โดยที่ทั้ง 3 ท่าน เป็นโสดกันทุกคน ไม่มีครอบครัวและลูกหลานเลย??? เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไหงได้เคยสอบถามบรรดาชาวบ้านช่างเคี่ยน เกี่ยวกับทรัพย์สินของโกสิ่ว ถ้าตีมูลค่าเป็นตัวเลข ก็คงหลักหลายล้าน ชาวบ้านบอกว่า พวกเขา (หมายถึงโกสิ่วและพี่น้อง) ยังมีญาติ และหลาน ๆ ที่เกิดจากลูกพี่ลูกน้อง ที่อยู่พิษณุโลก ยังมีอยู่ ญาติเขาเหล่านั้น คงจะได้สืบทอดมรดกของโกสิ่วต่อไป

                ต่อไปนี้เป็นข้อเขียน ที่ไหงคัดลอกมาจากหนังสือนิตยสาร "สายใจ" ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 เดือน มีนาคม 2522 ความว่า....

               "เขาเป็นคนจีนเกิดในเมืองไทย ที่รักเมืองไทยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน เชื้อชาติ ไม่ใช่สิ่งสำคัญหรือเป็นความเหลื่อมล้ำแตกต่างสำหรับเขา เท่ากับการทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมแผ่นดิน...นี่คือปณิธานของชายร่างสันทัด ผิวคล้ำ(ที่จริงโกสิ่วขาวแบบคนจีนเรานี่แหละแต่ผิวคล้ำเพราะตากแดดทำสวน-สินฝ่า)วุฒิน้อยแต่เรียนรู้มาก ผู้มีนามว่า หยี่สิ่ว แซ่โก"

               "เขาเริ่มทำการรวมกลุ่มเกษตรกรย่านหมู่บ้านช่างเคี่ยนมาร่วมห้าปี(ในสมัยนั้น-สินฝ่า)พยายามแก้ปัญหาเรื่องการตลาดมิให้ตกเป็นเครื่องมือคนกลางมากนักและช่วยในด้านการลงทุนให้แก่ลูกสวนสมาชิกในกลุ่ม นอกจากนั้นยังได้ทดลองแปรสภาพผลผลิตของสตอเบอรี่ที่เหลือจากการขาย หรือไม่ได้คุณภาพให้เป็นสตอเบอรี่แห้ง และน้ำสตอเบอรี่ออกสู่ตลาด(ต้นตำรับOtopเลยนะเนี่ย-สินฝ่า)"

"เขาคิดเครื่องอบสตอเบอรี่ขึ้นเอง ทำเอง ออกแบบเอง พิมพ์กล่อง และบรรจุกล่องเอง กลั่นน้ำสตอเบอรี่เอง ... ใครก็ตามเมื่อเข้าไปในบริเวณสวนโกสิ่ว เห็นต้นสตอเบอรี่ เป็นทิวแถวเขียวชอุ่มดอกและผลสตอเบอรี่สีแดงสดย้อยเรี่ยลงดินตัดกันกับใบสีเขียวสด เมื่อมองไปยังบ้านหลังเล็ก ๆ แบบง่าย ๆ ในบริเวณสวนนั้นก็จะเห็นเตาอบสตอเบอรี่ปรากฏอยู่ด้วย.........."

                โกสิ่ว หรือ อาสิ่วปัก ได้เล่าให้ไหงฟังว่า ไหงมาอยู่เชียงใหม่ ประมาณปี 2500 จำแน่นอนไม่ได้ แรก ๆ มาอยู่กับกับเพื่อนบริเวณตลาดบุญอยู่ (หลังโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยหรือตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์หรือด้านหลังตลาดสมเพชร-สินฝ่า) โดยเย็บผ้าด้วยกันกับเพื่อน และรับซ่อมนาฬิกาบ้าง ต่อมาไปรับจ้างเป็นช่างก่อสร้างให้กับ บริษัท ทิพเนตรก่อสร้าง (ปัจจุบันอาจจจะยังอยู่หรือเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทอื่น-สินฝ่า) เจ้าของตลาดทิพเนตร ต่อมา เมื่อมีการก่อสร้างถนนห้วยแก้ว ตอนตัดผ่านทางเข้าหมู่บ้านช่างเคี่ยน ไหงเห็นเป็นพื้นที่รกร้างเหมาะแก่การทำสวน ไหงจึงเข้าไปแผ้วถางจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะออกโฉนดให้ในภายหลัง ต่อจากนั้น ไหงจึง ชวนน้องสาว และพี่สาว ที่เหลือ 2 คน จากพิษณุโลก ให้มาทำสวนอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ แรกเริ่มเดิมทีก็ปลูกผักต่างๆ  พวกเซอเรอรี่ นี่ได้ผลดีมาก(ไหงไม่รู้จักเซอเรอรี่-ใครรู้บ้าง?-สินฝ่า) ต่อมาเมื่อได้รับพระราชทานพันธุ์สตอเบอรี่ ก็เลยทำสวนสตอฯ โดยเมื่อเริ่มปลูกกันใหม่ ๆ  ต่างคนต่างปลูก แบบลองผิดลองถูก ผลปรากฏว่า ทุกคน ตายหมด คงมีแต่ของไหง คนเดียว ที่มีดอกออกผล ต่อจากนั้น ไหงจึงต้องเป็นผู้นำกลุ่ม คอยแนะนำเทคนิค วิธีการดูแลเอาใจใส่ให้กับสมาชิกภายในกลุ่มจากสองหมู่บ้านนี้ จนพบกับความสำเร็จกันทุกครอบครัว

                 ไหงขอเพิ่มเติมว่า ในสมัยนั้น โกสิ่ว ดังมาก ไหงอายุ ประมาณ 12 - 15 ปี ก็ได้ยินชื่อสวนโกสิ่วแล้ว ตอนนั้น บ้านช่างเคี่ยน ช่างไกลจากตัวเมืองเสียจริง ๆ ดังนั้น คนเชียงใหม่ ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป คงไม่มีใครไม่รู้จัก โกสิ่ว เลย โกสิ่ว นอกจากสอนลูกสวนในหมู่บ้านของกี๋แล้ว กี๋ยังบุกป่าฝ่าดง ขึ้นไปสอนพวกชาวม้ง ให้รู้จักวิธีการปลูกสตอเบอรี่นี้ด้วย โดยไม่หวงวิชา ไม่กลัวว่า ผลผลิตจะล้นตลาด ท่านคิดของท่านอยู่อย่างเดียวว่า สตอเบอรี่ มิใช่สมบัติส่วนตัวของท่านหรือของชาวบ้านที่ช้างเผือกสองหมู่บ้านนี้แต่อย่างใดไม่ ท่านคิดว่า มันเป็นสมบัติที่มีค่า ที่ในหลวงทรงมีพระเมตตาพระราชทานมาให้ จึงสมควรที่ท่านจะต้องนำสิ่งล้ำค่านี้ ไปสอนให้กับ ชาวไทยบนพื้นที่สูงในสมัยนั้น ซึ่งทุรกันดารมาก ๆ ท่านไปทั้งอำเภอแม่ริม และ อำเภอสะเมิง สอน สอน และ สอน จนกระทั่ง ปัจจุบันนี้ พื้นที่ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิงได้กลายมาเป็นแหล่งปลูกสตอเบอรี่ที่สำคัญที่สุด อันดับ 1 ของประเทศไทย ไม่มีใครในท้องที่นี้ ที่ไม่รู้จักโกสิ่ว อำเภอสะเมิง เป็นอำเภอที่อยู่หลังดอยสุเทพ มีพื้นที่สวยสดงดงามมาก เป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ ไหงไปสะเมิงบ่อยมาก ๆ ไปทั่วทุกตำบลทั่วพื้นที่ของอำเภอสะเมิงเลยทีเดียว ธรรมชาติ ป่าเขา ผู้คน ไม่ว่าคนล้านนา หรือ ชนเผ่า ต่างมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีงามและเยือกเย็นเป็นมิตร เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร......

                 ออกนอกเรื่องไปหน่อย โกสิ่วบอกว่า ที่มาของชื่อสวน "โกสิ่ว" นี้ ได้คิดจาก ตัวเอง ชื่อ สิ่ว แล้วแซ่ โก (ตามสำเนียงป้าน-สินฝ่า) จึงได้ใช้ชื่อส่วน ว่า "โกสิ่ว" แล้วชาวบ้านก็เลยเรียก ตัวเอง ว่า โกสิ่ว โกสิ่ว กันทั้งเมือง (ตอนไหงเป็นเด็กรู้จักแต่ชื่อโกสิ่ว-ไหงยังคิดว่าน่าจะเป็นฮากกาหรือไม่ก็ไหหนำเพราะเรียกพี่ชายว่า โก เหมือนกัน ต่อมา เมื่อ สองปีที่ผ่านมา ไหงก็เข้าใจถูก คือมีโอกาสได้รู้จักโกสิ่ว ด้วยความบังเอิญ กี๋ก็มองหน้าไหง ไหงก็ก้มคารวะกี๋ ไหงจึงลองถามเป็นภาษาฮากกาสำเนียงฉิ่ม ของไหงว่า "หงีเฮ้อาโก๋สิ่วเฮ่หม่อ?" กี๋ก็ตอบไหงว่า เฮ่ ไหงโกสิ่ว เฮ้ หงีเฮ้หักหยิ่นนี่นา...........และแล้วความสัมพันธ์ก็บังเกิด กี๋พาไหงเข้าไปในบ้าน พูดคุยเรื่องราวดังกับสนิทสนมใกล้ชิดกันมานาน นี้คือสายเลือดเดียวกันที่มีความผูกพันธ์อย่างประหลาด แววตาแห่งความสุขของชายชราคนหนึ่ง ได้เล่าเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจในชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุข......

                โกสิ่ว หรือ อาสิ่วปัก ได้พูดให้ไหงฟังถึงคำถามของไหงว่า หงีได้เคยเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรกเมื่อไหร่ ทันใดความทรงจำดั่งเครื่อง cpu ก็ค่อย ๆ ถ่ายทอดออกมา ว่า ไหงได้เริ่มเข้าเฝ้าครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2520 เพื่อถวายผลงานสตอเบอรี่สด แด่พระองค์ท่าน รวมถึง ผลิตภัณฑ์สตอเบอรี่อบแห้งด้วย ในหลวงตรัสถามว่า "คิดเองหรือ" โกสิ่ว ก็บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ครับคิดเอง ท่านก็ดีใจ ได้ยินท่านรับสั่งว่า สตอเบอรี่ปลูกยาก แต่ก็อย่าปลูกมาก เพราะหากผลผลิตล้นตลาด ราคาก็จะตก แต่โกสิ่ว แปรรูปผลผลิต จึงสามารถขายได้ โกสิ่วบอกไหงอีกว่า หลังจากนั้น ในหลวงท่านเสด็จมาเชียงใหม่ ทุกปี ท่านก็จะได้เข้าเฝ้าในหลวงเพื่อถวายรายงาน ทุก ๆ ปี โกสิ่วเล่าว่า "มีครั้งหนี่ง พระราชินีเคยได้ยินแต่ชื่อ โกสิ่ว ๆ พอท่านเสด็จมาพร้อมกันทั้งสองพระองค์ ในหลวงได้ตรัสกับพระราชินีว่า ราชินี นี่ยังไงล่ะ โกสิ่ว" ประโยคนี้เป็นประโยคทอง ที่ทำให้ชายชราผู้นี้ มีความสุขทุกครั้ง ที่ได้เอ่ยถึง

                ปัจจุบัน โกสิ่ว ได้เลิกประกอบอาชีพการเกษตรแล้ว หลังจากที่ไม่สบายเพราะเป็นอัมพฤกษ์ และ แก่ตัวลง อีกอย่าง ความเจริญ ทางวัตถุ ก็ได้เข้ามาแทนที่สวนผักที่ลดลง ลดลง ไปทุกที จนกระทั่งปัจจุบันนี้ หมู่บ้านช่างเคี่ยน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปริมณฑลเมืองเชียงใหม่ไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเขตเทศบาลตำบลช้างเผือก แต่คนทั่วไป หรือแม้กระทั่งคนเชียงใหม่ก็แยกไม่ออกหรอกว่าบ้านช่างเคี่ยนกับบ้านเจ็ดยอดไม่ได้อยู่ในเมืองเชียงใหม่อย่างไร

               ทุกวันนี้ โกสิ่ว หรือ อาสิ่วปัก ได้อาศัยอยู่กับ พี่สาว ซึ่งเป็นโสด ตัวอาสิ่วปัก ก็เป็นโสด น้องสาวก็เป็นโสด ในสวนโกสิ่วเก่าแห่งนี้ จึงมี ซามเก้เหล่าหยิ่นกา อาศัยอยู่ อย่างสงบสุข และ อยู่อย่างพอเพียงสมถะ อาศัยด้านหน้าที่ดินทำเป็นล๊อค ๆ แบ่งให้พ่อค้าแม่ค้า เช่า ในราคาถูก เนื่องจากสวนโกสิ่วอยู่ด้านประตูหลังของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพอดี จึงเป็นแหล่งพลุกพล่านไปด้วยนักศึกษา บ้านหรือห้องว่าง หลังสวน(ที่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือความเป็นสวนให้เห็นอีก) ก็แบ่งให้นักศึกษาเช่าเป็นรายเดือน ที่ว่างในสวน ก็ได้ให้ ทรูมูฟ เช่าตั้งเสาส่งสัญญาณ เรียกได้ว่า ถึงแม้ไม่มีลูกหลาน แต่ ซามเก้เล่าหยิ่นกา ก็ได้อาศัยรายได้ ที่แน่นอนจากการให้เช่า ที่ มีกินมีใช้อย่างสม่ำเสมอ และไม่พอ ทุกวันนี้ ยังมีพวกนักศึกษา อยู่เป็นเพื่อน อาศัยเส้นทางที่ของโกสิ่ว ขับมอเตอร์ไซด์ผ่าน ไป ผ่าน มา ไม่เหงา โกสิ่วเล่าว่า ในอดีต หัวกระไดสวนกี๋แทบไม่ห่างผู้คน มีชาวม้ง จากดอยต่าง ๆ มาเรียนรู้วิธีปลูกสตอเบอรี่ มีผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรจากประเทศจีน มาเยี่ยมเยียนดูงานบ่อย ๆ ทุกวันนี้ เล่าหยิ่นกาผู้นี้ มีความสุข อยู่กับข้อมูลข่าวสาร ที่สื่อต่าง ๆ เคยนำเรื่องของแกไปลง แกจะตัดเก็บไว้ ทุกชิ้น ทุกสื่อ แขกไปใครมา แกก็จะนำมาเล่าให้ฟัง อย่างมีความสุข หากไม่มีใครมา แกก็จะเดินเล่น ไปดูเหล่านักศึกษานั่งกินข้าว ที่ห้องแถวเช่าของแกบ้าง พูดคุยคนโน้นที คนนี้ที จนเป็นที่คุ้นตา ของเด็ก ๆ นักศึกษา ราชมงคล แต่จะมีสักกี่คน ที่จะรู้ว่า ชายชราท่านนี้ ในอดีต มีความยิ่งใหญ่เพียงใด???  

                   ทุกวันนี้ ไหงยังพอทราบว่า บรรดาชาวไทยฮากกาในเชียงใหม่ ที่รู้จักมักคุ้นกับกี๋ ต่างได้แวะเวียนไปเยี่ยมเยียนกี๋อยู่ไม่ขาด แต่กี๋ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมฮากกาเชียงใหม่ เพราะกี๋เป็นคาทอลิก ที่เคร่งครัด จึงเป็นสมาชิกของพวกคาทอลิกเชียงใหม่ไป เหตุผลที่สำคัญคือ (ลับสุดยอด) ไหงว่า กี๋เป็นต้นตำรับ ผู้ผลิต ไวน์ เป็นคน แรก ๆ ของประเทศไทย ในสมัยที่กฏหมายห้ามเอกชน หรือ ชาวบ้านผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องนี้ กี๋เล่าให้ไหงฟัง ถึงเรื่องราวการต่อสู้กับสรรพสามิต ถูกจับอยู่บ่อย ๆ แต่กี๋ไม่ได้กร่างหรือใช้ความเป็นราษฏรที่ใกล้ชิดฯ อวดเบ่งเลย ตรงกันข้าม กี๋ได้ต่อสู้ และใช้เหตุผล ในการที่มีความจำเป็นที่จะต้องนำผลผลิตที่เหลือ มาแปรรูป ไหงว่า อาสิ่วปักคนนี้แหละ เป็นต้นกำเนิด โอทอป ของไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญ(เผยความลับ) ไวน์สตอเบอรี่ของกี๋ รสชาติดีมาก ๆ ขอย้ำ มาก ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ กี๋หมดสภาพทางด้านร่างกาย ไวน์ที่กี๋ผลิต จึงมีค้างเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ๆ และด้วยความเก่าเก็บนี้เอง ทำให้ รสชาติของไวน์ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไวน์ของกี๋ จึงดังอยู่อย่างเงียบ ๆ ไหง บังเอิญไปเห็นเว็ปชุมชน ของเชียงใหม่ถึงกับมีข้อความโพสต์ ถามกัน ถึงเรื่องราวของไวน์ โกสิ่ว ถามหาที่ซื้อถึงในเว็ป นี้คือคำเฉลย ของความลับที่บรรดาชาวฮากกาเชียงใหม่ แวะเวียนมาหากี๋ เพื่อซื้อไวน์ ชั้นเลิศ ราคาเหมือนแทบได้เปล่า เมื่อครั้งแรก ที่ไหงรู้จักโกสิ่ว ไหงตอนนั้น ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ได้มีโอกาสชิม จึงรู้ว่า ยอดเยี่ยมเพียงใด เป็นเพราะความเป็นฮากกา และการพูดคุยถูกชะตา ไหงจึงส้มหล่น ได้รับไวน์จากกี๋มาฟรี ๆ ตั้ง 4 ขวด ตอนนั้นเลยซึมไปตลอดเดือน(ฮา)

                   กระทั่งวันนี้ วันที่ไหงกลับไปสัมภาษณ์กี๋เพิ่มเติม ยังได้ของติดมือกลับมาบ้าน เป็นเส้นหมี่ซั่วจากพิษณุโลกเจ้าดังมาก เข้าใจว่าเป็นญาติของกี๋

                  บทส่งท้าย---ตอนแรก ไหงตั้งใจจะเขียนหัวข้อว่า "โกสิ่ว-ชาวไทยเชื้อสายฮากกาที่ใกล้ชิดในหลวงมากที่สุดในประเทศไทย"---ไหงคิดอีกที เกรงจะมิบังควร จึงเปลี่ยนเป็น "เรื่องราวของโกสิ่ว" ก็ถือว่า กี๋เป็นความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็น ตัวแทนของชาวไทยเชื้อสายฮากกา ที่ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทและได้มีโอกาสถวายงานสนองพระเดชพระคุณ ทำงานเพื่อแผ่นดินเกิด เพื่อในหลวง โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ แม้แต่น้อย สมดังคำสอนของในหลวงทุกสิ่งทุกอย่าง ปัจจุบันนี้ ไหงคิดว่า อาสิ่วปัก เป็นบุคคลตัวอย่าง ที่มีความดีงาม มีความประหยัด มัธยัทธ์ ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีแต่ช่วยเหลือสังคม (ในอดีตโกสิ่วมีบุคลิคภาพเป็นชายฉกรรจ์ กำยำล่ำสัน น่าเสียดาย ที่ไม่มีแฟ้มภาพเก่าให้ไท้กาดู)

                 สิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดในชีวิต ของ ชายที่ชื่อ โกสิ่ว หรือ นายหยี่สิ่ว แซ่โก  (高易寿)  คือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อไทย และนามสกุลไทย ว่า

                                      (พระปรมาภิไธย)

                          ขอให้ชื่อ  และ  ชื่อสกุล   นายหยี่สิ่ว  แซ่โก   ตามที่ขอมานั้น ว่า

                          ชื่อ               "อุดมสิทธิ์"

                          ชื่อสกุล         "โกมลพงศ์ภักดี" เขียนเป็นอักษรโรมัน ว่า

                                              Komolbongsebhaakdi

                                       ขอจงมีความสุขความเจริญเทอญ ฯ

                                       พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

                                 วันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๐

นอกจากนี้ โกสิ่ว หรือ คุณอุดมสิทธิ์ ได้ใช้ใบราชโองการฯ นี้ ย่อเป็นนามบัตร ข้างหน้า เป็นประกาศฯ ข้างหลัง พิมพ์ว่า            ชื่อ  อุดมสิทธิ์      =      มีความสำเร็จอย่างดีเลิศ

                              ชื่อสกุล    โกมลพงศ์ภักดี    =   สกุลที่งามด้วยความจงรักภักดี

                        สวนสตอเบอรี่โกสิ่ว 105/10 หมู่ 1 ซอยบ้านช่างเคี่ยน ถ.ห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่   โทร.085-5294823   ตรงข้ามปากซอยจะมี ธ.กรุงไทย ถ.ห้วยแก้ว ข้างซ้ายมือ ปากซอยมีเซเว่น-อีเลฟเว่น ในซอยมีแม่ค้าขายของ เข้าไปทางวัดช่างเคี่ยน ถึงสามแยกจะมีจินดาเฮ้าส์ ไปอีกจะมีโรงแรมซาบีน่า ต่อไปจะเป็นป่าช้า มีรั้วเหล็ก สุดรั้วจะมีซอยแยก ซ้ายมือเป็นรั้วอิฐบล๊อก สุดรั้วมีห้วยข้ามสะพาน ขวามือมีตึกเทคโนฯ ซายมือมีต้นไม้ผลไม้มีรั้วเลี้ยวเข้าไปจะมีต้นสักแล้วจอดรถ ขวามือมีบ้านเลขที่ 105/1 หากต้องการซื้อน้ำผลไม้ (กี๋หมายถึงไวน์) ก็เดิน ผ่านเข้าไปจะเห็นมีบ้านหลังหนึ่งจะมีหมาออกมาต้อนรับ ไม่ต้องกลัวมันไม่ทำอะไร มันเห่าให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีแขกมาหาเท่านั้น(กี๋พิมพ์แบบนี้จริง ๆ)

     น้องชิงชิง กับ อาสิ่วกุง ที่หน้าบ้านสวน

เหียกวงเอี่ยม ตำนานวีรชนจีนโพ้นทะเล

71 ปีผ่านไป หลังถูกลอบสังหารเลือดแดงฉานอาบถนนหน้าโรงงิ้วฮั้งจิว เยาวราช เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2482 ชื่อของ'เหียกวงเอี่ยม' ต้นตระกูลเอี่ยมสุรีย์ ยังคงเป็นตำนานนักธุรกิจจีนผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกกล่าวขวัญถึงในประวัติศาสตร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตราบถึงปัจจุบันชีวิตและการต่อสู้ของวีรชนจีนโพ้นทะเลผู้รักชาติยิ่งชีพยังได้รับการเล่าขานสู่อนุชนรุ่นหลังเมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านหนังสือชีวประวัติตามโรงเรียนประถมและมัธยมต่างๆ ในเมืองซัวเถา บ้านเกิดของเด็กชาย "แซ่เหีย" ที่จากบ้านในวัย 17 ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเผชิญโชคสร้างตำนานเสื่อผืนหมอนใบ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำนักธุรกิจจีนที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองไทย
     ล่าสุด ร่างของเหียกวงเอี่ยมที่ได้รับการฝังไว้ที่ศาลาเอี่ยมสุรีย์ ต.บางปู จ.สมุทรปราการ ได้จัดพิธีฌาปนกิจ ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี กว่าน มู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้นำ 3 สมาคมจีน ดร.สมาน โอภาสวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สุธี มีนชัยนันท์ ประธานหอการค้าไทย-จีน และดร.ไกรสร จันศิริ นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย รวมถึงนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางมาเพื่อแสดงความอาลัยในพิธี เช่น ชาตรี โสภณพนิช, บุญทรง ศรีเฟื่องฟุ้ง, วิเชียร เตชะไพบูลย์, กอบชัย ซอโสตถิกุล, จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี, พรสิทธิ์ ศรีอรทัยกุล ฯลฯ
   ถึงแม้ภาพความทรงจำถึง "พ่อ" ของทายาทวัย 70 กว่า จะเลือนรางเต็มที เพราะเหียกวงเอี่ยมจากไปตั้งแต่เขาอายุได้ 5 ขวบ แต่ อร่าม เอี่ยมสุรีย์ บุตรชายคนเล็กของเหียกวงเอี่ยม ยังจดจำได้ดีถึงปณิธานแน่วแน่ที่ผู้เป็นพ่อยึดถือปฏิบัติทั้งชีวิต 
   "ผมจากบ้านเกิดมาด้วยสองมือเปล่า ทรัพย์สมบัติที่ผมมีอยู่ทั้งหมดนี้ได้มาจากสังคม จึงต้องคืนกลับไปให้สังคม หากไม่มีสังคมแล้ว ไฉนเลยจะมีทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ หากไม่มีประเทศชาติ ไฉนเลยจะมีตัวผม" เป็นวาทะที่ "เหียกวง" เอี่ยมมักพูดกับคนรอบข้างเสมอๆ
  " คุณพ่อผมเป็นหนึ่งในคนจีนแผ่นดินใหญ่หลายๆ คน ที่เกิดมีชีวิตยากลำบาก จากบ้านดิ้นรนออกมาแสวงหาโอกาส เริ่มแรกไปอยู่ที่เขมร และเวียดนาม ก่อนจะย้ายมาตั้งหลักชีวิตใหม่อยู่เมืองไทย เริ่มทำงานจากลูกจ้างจนเริ่มสะสมเงินซื้อเรือสินค้าลำเล็กๆ เป็นของเจ้าของเรือลำเลียงสินค้า หลังจากนั้นก็ขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจโรงสี ในยุคนั้นนับว่าท่านเป็นนักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์มาก ความเป็นพ่อค้าไม่ใช่แค่ขยันแต่ยังต้องสามารถมองอนาคตของธุรกิจ
  หลังจากประสบสำเร็จในชีวิตแล้ว คุณพ่อก็ได้ย้อนกลับมาคืนสังคม เป็นประธานหอการค้าไทย-จีน ซึ่งสมัยนั้นมีบทบาทเป็นเหมือนเป็นสถานทูตจีนในเมืองไทย ในเวลาเดียวกันก็รวมตัวคนแต้จิ๋วเพื่อช่วยเหลือคนแต้จิ๋วด้วยกัน ก่อตั้งเป็นสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย" อร่าม เล่า
  ในปี 2468 หลังจากที่กิจการด้านขนส่งมีความมั่นคง เหียกวงเอี่ยมได้ขยายงานเข้าสู่ธุรกิจอื่นๆ ซึ่งมีทั้งโรงสีข้าว โรงกลั่นเหล้า แล้วยังซื้อสวนครั่งในจังหวัดลำปางหลายร้อยไร่ ปลูกปอกระเจาอีกกว่า 4,000 ไร่ นับได้ว่าเป็นเจ้าของธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในยุคนั้น
  นอกจากเป็นผู้ก่อให้เกิดสมาคมแต้จิ๋วในประเทศไทยแล้ว ยังเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ เช่น  โรงเรียนตงฮั้ว โรงเรียนเผยอิง โรงเรียนซิงมิ้ง โรงเรียนฉ่งซิก รวมถึงการบริจาคสร้างโรงเรียนประถมที่บ้านเกิดในประเทศจีน นอกจากนี้ เหียกวงเอี่ยม ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในมูลนิธิด้านสังคมสงเคราะห์ อาทิ เป็นประธานคนแรกของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
  จากการทำงานเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่คนจีน ทำให้เหียกวงเอี่ยมก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2479 ขณะที่ไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มจุดชนวนขึ้น ในปีพ.ศ. 2480 เมื่อญี่ปุ่นบุกรุกรานจีน เหียกวงเอี่ยมซึ่งเป็นประธานหอการค้าไทย-จีน ขณะนั้นทำการจัดตั้งและนำชาวจีนในไทยเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น พร้อมกับระดมเงินช่วยชาติ และยังร่วมกับพวกเปิดหนังสือพิมพ์ตงง้วนเพื่อเป็นกระบอกเสียงขบวนการกู้ชาติอีกด้วย ด้านการเปิดฉากรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น เหียกวงเอี่ยมยังทำตัวเป็นตัวอย่างโดยสั่งการให้ขบวนเรือของบริษัทยุติการขนส่งสินค้าญี่ปุ่น สั่งโรงสีทุกโรงงดส่งออกข้าวให้ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังติดต่อกับผู้นำชาวจีนกลุ่มต่างๆ เช่น เวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสร้างเครือข่ายต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกัน
  กระทั่งในเดือนเมษายน 2482 เหียกวงเอี่ยม ได้รับเชิญไปประชุมสภามณฑลกวางตุ้ง และเดินทางเยือนจีนพบปะผู้นำต่างๆ ในช่วงเวลา 5 เดือนกว่านั้นเอง สถานการณ์ในเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างขนานใหญ่ อิทธิพลของญี่ปุ่นขยายตัวขึ้นอย่างมาก จนเกิดกระแสต่อต้านจีนขึ้นในสังคม ด้วยเหตุที่เหียกวงเอี่ยมเป็นผู้นำจีนในประเทศไทยต่อต้านญี่ปุ่น ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างเตือนให้เหียกวงเอี่ยมหลบไปต่างประเทศชั่วคราว แต่เขากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด จนกระทั่งค่ำวันที่ 21 พฤศจิกายน 2482  เหียกวงเอี่ยม ถูกยิงที่หน้าโรงงิ้วฮั้งจิว ย่านเยาวราช คำพูดสุดท้ายที่ เหียกวงเอี่ยม บอกต่อภรรยาก็คือ "ถึงฉันจะตายไป พวกเธอก็อย่าได้เศร้าโศกเสียใจ ประเทศจีนจะต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน"
    อร่าม บอกว่าถึงวันนี้สังคมเปลี่ยนไปเยอะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ขณะที่เรื่องราวประวัติศาสตร์นั้นสามารถมองได้หลายมุม ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากมุมไหน จะมองจากซ้ายจะมองจากขวามองจากแต่ละมุมย่อมมีความแตกต่างกัน 
  "คุณพ่อเสียชีวิตผ่านไป 71 ปี โลกก็เปลี่ยนไปเยอะ ความแค้น ความเกลียดชัง ถ้าเก็บไว้ถึงวันนี้คนเราคงมีแต่ทุกข์อย่างเดียว  ผมไม่เคยสอนลูกให้โกรธแค้น ความแค้นไม่มีประโยชน์ แต่ต้องรู้จักความเป็นจริง วันนี้เกิดอะไร วันหน้าจะเกิดอะไร" ทายาทต้นตระกูลเอี่ยมสุรีย์ บอกเช่นนั้น
  ปัจจุบัน นอกจากอร่ามจะเจริญรอยตามโดยสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ โดยช่วยเหลืองานเป็นกรรมการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งแล้ว บรรดาทายาทตระกูลเอี่ยมสุรีย์ยังเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่มีบทบาทในวงการค้าข้าวและน้ำมันพืชภายใต้ชื่อกลุ่มกมลกิจกรุ๊ป รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลุ่มบริษัทเออีเอช ดีเวลอปเมนท์ และธุรกิจอื่นๆ เช่น ภัตตาคารซั่งไห้ เสี่ยวหลงเป่า เครื่องปรับอากาศแอร์เทมป์ เป็นต้น

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 23 ธ.ค. 2553

朱熹

จูซี --- นักปราชญ์และนักการศึกษาสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน

             ( ตามที่ข้อเขียนของโชติช่วง นาดอนหรือทองแถม  นาถจำนง นักเขียนแนวปรัชญาจีนที่มีชื่อเสียงได้กล่าวถึง " จูซี " ไว้ว่า " ในทัศนะของผม  คนจีนเชื้อสายฮากกา ที่ส่งอิทธิพลต่อสังคมจีนมากที่สุด คือ “จูซี” " ไหง่จึงได้ไปค้นประวัติของจูซี มาแสดงไว้เป็นหลักฐานในเว๊ปชุมชชนนี้  )

 

              ลัทธิขงจื๊อเป็นปรัชญาหลักในสมัยโบราณของจีนที่มีประวัติมากว่า 2,000 ปีแล้ว โดยมีขงจื๊อเป็นผู้วางรากฐานแนวคิด หากแต่ลัทธิขงจื๊อได้รับการชำระและอรรถาธิบายให้เป็นระบบและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเป็นผลงานของจูซี

             จูซีได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์และนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนต่อจากขงจื๊อ มีชีวิตระหว่างปีคริสต์ศักราช 1130---1200 ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ของจีน เขาเกิดในครอบครัวปัญญาชน แม้ว่าฐานะทางครอบครัวจะไม่มั่งคั่งนัก แต่จูซีก็ได้รับการศึกษาตามลัทธิขงจื๊อจากบิดามารดาอย่างดีเยี่ยมและอย่างเข้มงวดตั้งแต่เด็ก เมื่อกำพร้าบิดา เขาได้ติดตามมารดาจากมณฑลกังไสซึ่งเป็นถิ่นเดิมย้ายไปพึ่งพาญาติมิตรที่มณฑลฝูเจี้ยน และศึกษาลัทธิขงจื๊อต่อที่นั่น

            เมื่ออายุได้ 19 ปี จูซีก็เข้าสอบบัณฑิตเคอจี่ว์ เนื่องจากผลการสอบดีเด่น เขาจึงได้รับราชการเป็นขุนนางนานกว่า 40 ปี อย่างไรก็ตาม จูซีใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประพันธ์หนังสือ สร้างทฤษฎี บรรยายทางวิชาการและสอนลูกศิษย์ จนมีชื่อเสียง

                ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจูซีอยู่ที่เขาเป็นผู้รวบรวมเอาปรัชญา "หลี่เสว" ของจีนเข้าไว้ด้วยกัน "หลี่เสว" เป็นกระแสหลักด้านปรัชญาของจีนหลังศตวรรษที่ 12 เป็นพัฒนาการของลัทธิขงจื๊อ แรกเริ่มนั้นเสนอโดยเฉิงเห้าและเฉิงหยีพี่น้องสองคน ต่อมาจูซีได้สืบทอดทฤษฎี "หลี่เสว" ของนักปราชญ์รุ่นก่อน และรวมแนวคิดจากลัทธิขงจื๊อ ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าเข้าไว้ด้วยกัน ปรัชญาที่ผ่านการสังเคราะห์จากจูซีเป็นการรวมธรรมชาติ สังคมและจารีตประเพณีเข้าเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งในสมัยต่อมาถูกเรียกว่าเป็น "ศาสตร์แห่งจูจื่อ" "ศาสตร์แห่งจูจื่อ" ให้ความเห็นว่า สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบขึ้นด้วยสองส่วน คือ "หลี่" และ "ชี่" "หลี่" คือธาตุแท้และกฎแห่งสรรพสิ่งต่างๆ ส่วน "ชี่" คือวัตถุที่ประกอบสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น "หลี่" กับ "ชี่" เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ แต่กล่าวจากดั้งเดิมแล้ว "หลี่" มีก่อน "ชี่"

             ผลงานอันยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของจูซีก็คือ ผลงานเขียนเรื่อง "คำอรรถาธิบายคัมภีร์ทั้ง 4 " คัมภีร์ทั้ง 4 นี้เป็นคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อ ได้แก่ "ต้าเสว" "จงยง" "หลุนอี่ว์" และ "เมิ่งจื่อ" จูซีให้คำอรรถาธิบายคัมภีร์ทั้ง 4 นี้ด้วยชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อ จน "คำอรรถาธิบายคัมภีร์ทั้ง 4 " ได้รับการยกย่องว่าเป็นคำอรรถาธิบายที่ทรงอิทธิพลและส่งผลกระทบมากที่สุดในบรรดาคำอรรถาธิบายทั้งหลาย และเป็นหนังสือที่ชุนรุ่นหลังจำเป็นต้องอ่าน

            นอกจาก "คำอรรถาธิบายคัมภีร์ทั้ง 4 " เขายังได้แต่งหนังสืออีกหลายเล่ม ซึ่งนอกจากด้านปรัชญาแล้ว ยังครอบคลุมถึงวรรณคดีและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นต้น บทกวีของเขาที่ยังคงตกทอดถึงปัจจุบันนั้นก็มีกว่า 1,200 บท นอกจากนี้ เขาเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาหลายแห่งเป็นเวลานานปี ลูกศิษย์ที่มีจิตศรัทธาที่ไปฟังการบรรยายของเขามีกว่าหลายร้อยคน

            ผลงานของจูซีมีอิทธิพลทางความคิดในประวัติศาสตร์ของจีนตลอดจนวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก ภายหลังที่เขาเสียชีวิตไปไม่ถึง 30 ปี เขาและทฤษฎีของเขาก็ได้รับยกย่องจากสถาบันกษัตริย์ของจีน ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 700 ปีมานี้ แนวคิดของจูซีได้รับการเคารพยกย่องว่าเป็นแนวทางที่ผู้รับราชการยึดถือ นอกจากนี้ "ศาสตร์แห่งจูจื่อ" ยังได้เผยแพร่ไปถึงเกาหลีและญี่ปุ่นตามลำดับในศตวรรษที่ 13 นักวิชาการชาวยุโรปและอเมริกันก็เริ่มศึกษาความคิดของจูซีนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ทุกวันนี้ "ศาสตร์แห่งจูจื่อ" ได้เป็นวิชาระหว่างประเทศสาขาหนึ่ง นักวิชาการจีนและต่างประเทศต่างเห็นว่าเป็น "ขุมทอง" ด้านความคิดและวิชาการในสมัยโบราณของจีน